everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 16.1-16.3 #นิยายวาย
บทที่ 16.2
คงไม่เรียนพิเศษตอนปิดเทอมหรอกมั้ง…
ไม่มีทางที่ซอนอึนซูจะมาโรงเรียนช่วงปิดเทอมและคงไม่ไปโรงเรียนกวดวิชา เพราะช่วงนี้ซอนอึนซูเอาแต่คุยโวไปทั่วว่าจะเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย…ในขณะที่กำลังคิดว่าต้องไปที่ไหนถึงจะได้เจอซอนอึนซูอยู่นั้น โลกก็พลันจมลงสู่ความมืด…และสัตว์ประหลาดก็พากันหลั่งไหลเข้ามา
คิมแจยองรีบหันไปมองด้านหลัง ซอนอึนซูสับเท้าวิ่งออกไปนอกห้องเรียนเร็วกว่าใครเพื่อน เขาจึงสลัดยูยอนฮาที่คว้าตนไว้ก่อนรีบวิ่งตามซอนอึนซูไป
‘แฮ่ก…แฮ่ก…’
สถานที่ที่ซอนอึนซูมาถึงคือโรงยิมขนาดใหญ่ที่มีไฟสว่างไสวและผ้าม่านทึบสีเข้มที่คอยกันไม่ให้แสงไฟเล็ดลอดออกไป ซอนอึนซูรีบล็อกประตูเหล็กทันทีเพื่อปิดช่องทางที่สัตว์ประหลาดอาจจะเข้ามา แต่ไม่นานนักพวกมันก็หลั่งไหลเข้ามาจนภายในโรงยิมตกอยู่ท่ามกลางความโกลาหล
‘ทางนี้’
เขาดึงข้อมือซอนอึนซูที่ลนลานเข้ามา อีกฝ่ายที่กำลังตื่นกลัวอยู่จึงใช้มืออีกข้างกอดเขาไว้แน่น คิมแจยองชอบใบหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวและมือที่สั่นระริกของซอนอึนซูจนอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
ซอนอึนซูเดินไปปิดสวิตช์ไฟทั้งหมดทั่วโรงยิม จากนั้นก็เข้าไปในห้องรับรองที่อยู่หลังเวทีพร้อมกัน ด้านในนั้นมีเด็กนักเรียนอีกหลายคนที่ซ่อนตัวอยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองจึงเข้าไปนั่งขดตัวอยู่ระหว่างเด็กนักเรียนพวกนั้นพลางกลั้นหายใจอยู่เงียบๆ
และพวกเขาก็ได้เผชิญกับวันแห่งหายนะในโรงยิม
‘อึนซู กอดฉันหน่อย’
‘รู้แล้ว…’
ซอนอึนซูที่มีสีหน้าเหม่อลอยกางแขนออกแล้วกอดเขาไว้ คิมแจยองคลี่ยิ้มราวกับเป็นราชสีห์ที่อิ่มเอมก่อนซุกใบหน้าลงตรงซอกคอซอนอึนซูแล้วสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ แม้จะเสียดายอยู่บ้างที่ยังแก้แค้นลุงไม่สำเร็จก่อนวันแห่งหายนะ แต่ตอนนี้เขามีซอนอึนซูแล้ว การได้ครอบครองซอนอึนซูโดยสมบูรณ์เป็นความสุขที่การแก้แค้นพวกนั้นไม่อาจเทียบได้เลย
‘จูบหน่อยสิ’
‘อืม…’
ซอนอึนซูถูกควบคุมจิตใจจึงตอบสนองต่อคำเรียกร้องทั้งหมด คิมแจยองมักจะทำให้ทุกคนหลับใหลเพื่อที่ตัวเองจะได้ใช้เวลาอยู่กับซอนอึนซู เขารู้สึกว่าท่าทางที่จำอะไรไม่ได้หลังจากตื่นนอนตอนเช้าแล้วทำตัวเป็นผู้นำอีกครั้งนั้นช่างน่ารัก ซอนอึนซูในตอนที่มีสติเต็มร้อยมองว่าคิมแจยองเป็นเพียงลูกน้องผู้ซื่อสัตย์หมายเลขหนึ่งและเป็นลูกน้องที่มีประโยชน์หมายเลขสอง แต่คิมแจยองกลับได้รู้ผ่านการควบคุมจิตใจว่าแท้จริงแล้วซอนอึนซูชอบใบหน้าของเขามากแค่ไหน
สำหรับคิมแจยองที่ได้พลังของอาโรกันเชียมา สัตว์ประหลาดพรรค์นั้นไม่ได้ถือเป็นปัญหาสำหรับเขาเลยสักนิด เขาคิดว่าหลังจากนี้จะปล่อยซอนอึนซูเป็นอิสระแค่ตอนกลางวัน ส่วนตอนกลางคืนก็จะใช้การควบคุมจิตใจต่อไปเรื่อยๆ การควบคุมจิตใจระดับรุนแรงแบบนี้ต้องเว้นระยะเวลาให้เหมาะสมเพื่อไม่ให้จิตสำนึกถูกทำลาย เขาเองก็ค่อนข้างชอบที่ซอนอึนซูแสร้งทำเป็นแข็งแกร่งจึงรู้สึกพอใจที่ได้เห็นภาพลักษณ์ทั้งสองด้านของอีกฝ่ายเหมือนในตอนนี้ ทุกคนคงรู้สึกโชคร้ายท่ามกลางโลกที่ล่มสลาย แต่มีเพียงคิมแจยองเท่านั้นที่มีความสุข
ทว่าความสุขนั้นกลับคงอยู่ได้ไม่นาน
‘…’
สร้อยคอเส้นหนึ่งวางกองอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางบริเวณที่ไม่มีแม้แต่ศพให้เห็น นั่นเป็นของดูต่างหน้าจากแม่ผู้ล่วงลับที่ซอนอึนซูมักสวมไว้และไม่เคยถอดออกเลยนับตั้งแต่อายุเก้าขวบ คิมแจยองก้มมองสร้อยคอเส้นนั้นนิ่งคล้ายลืมวิธีหายใจ ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงไปหยิบมันขึ้นมาดู หัวของเขาเย็นวาบหลังจากเห็นรอยเลือดที่ทิ้งคราบเด่นชัดอยู่ตรงกลางอัญมณี
‘นายก็ไม่ต่างกันสินะ’
คิมแจยองมองชายูฮยอกที่จ้องมองตนด้วยสายตาเย็นชา สัญชาตญาณเขาบอกว่าคนตรงหน้าคือคนที่ฆ่าซอนอึนซูและหากอาศัยพลังของตัวเองในตอนนี้ก็ยังยากที่จะต่อกรกับอีกฝ่ายได้ ทว่าเหตุใดตนถึงไม่สามารถควบคุมจิตใจชายูฮยอกได้กัน นึกไม่ถึงเลยว่าบนโลกนี้จะยังมีคนที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง ทุกอย่างล้วนเกิดจากความทะนงตนของเขาเอง
จิตสังหารเดือดพล่านจนถึงขีดสุด เขาอยากจะฆ่าชายูฮยอกให้ตายแล้วฉีกกระชากร่างออกเป็นชิ้นๆ ซะเดี๋ยวนี้ แต่พลังของเขาในตอนนี้กลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้
ในที่สุดคิมแจยองก็รู้วิธีเอาชนะคนที่แข็งแกร่งกว่าตนได้แล้ว นั่นก็คือการทำลายความหวังของอีกฝ่ายและต้อนให้จนมุมทางจิตใจ ทำให้เจ็บปวดเกินจะทนไหวเพื่อให้ได้สัมผัสถึงความรู้สึกของเขาที่เป็นอยู่ตอนนี้แม้เพียงเสี้ยววินาทีเดียวก็ตาม
เขาจึงทำลายสิ่งที่ชายูฮยอกหวงแหนทีละนิด ทว่าแม้จะถูกความกลัวและความสิ้นหวังกลืนกิน ชายูฮยอกกลับไม่ทิ้งคนที่ยังพึ่งพาเขาอยู่แล้วยอมแพ้ให้กับชีวิต คิมแจยองจึงเฝ้าทรมานชายูฮยอกที่พุ่งเข้าใส่ตนด้วยดวงตาที่นองไปด้วยเลือด
ทว่ากลับไม่มีสิ่งใดมาเติมเต็มหัวใจที่ว่างเปล่าของเขาได้เลย แม้แต่รอยยิ้มที่เขาเคยแสร้งฝืนยิ้มก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อใดก็ตามที่ซอนอึนซูปรากฏตัวขึ้นในความฝัน เขาก็มักจะกุมหน้าอกบริเวณหัวใจตัวเองอย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่เขาได้กระชากหัวใจดวงนั้นทิ้งไปตั้งนานแล้วแท้ๆ แต่เขากลับยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดราวกับหัวใจกำลังฉีกขาด ร่างกายนี้ไม่ได้เป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว แม้จะสูญเสียอวัยวะภายในไปสักชิ้นก็ไม่ทำให้เขาตายได้ คิมแจยองกำสร้อยคอในมือแน่นพลางหอบหายใจอย่างหนัก เขาอดรู้สึกสมเพชตัวเองไม่ได้ที่ต้องดิ้นรนทุรนทุรายเพื่อยึดเหนี่ยวสร้อยคอไร้ค่าเพียงแค่เส้นเดียวเอาไว้
[อยากช่วยมนุษย์ผู้นั้นรึ]
ในตอนนั้นเองเสียงกระซิบของปีศาจก็ดังขึ้น
[ข้าพอจะมีอยู่วิธีหนึ่งนะ…]
คิมแจยองคว้าเชือกที่อาโรกันเชียยื่นมาให้อย่างไม่ลังเล
“จงรักษาสัญญา จงรักษาสัญญา จงรักษาสัญญา”
“เฮือก!”
ผมเบิกตาโพลงพร้อมเหงื่อที่ไหลอาบหน้าผากจนชุ่ม
ฝันบ้าอะไรวะเนี่ย…!
ผมฝันเห็นดวงตาสีทองขนาดใหญ่ไล่ตามมาพลางพูดประโยคเดิมซ้ำๆ ดวงตากลมโตที่ประดับอยู่บนวงแหวนสีทองที่ล้อมลูกตาเอาไว้ทำให้ผมนึกถึงไคเมร่าที่เคยเจอคราวก่อน ผมมั่นใจว่าเคยเห็นมาจากที่ไหนสักแห่ง…ว่าแต่มันคืออะไรกันนะ…
‘จงรักษาสัญญา หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เจ้าต้องฆ่าปีศาจอย่างคิมแจยองซะ…’
ภาพเลือนรางปรากฏขึ้นในหัว คราวนี้ผมจำได้แล้ว เขาคือทูตสวรรค์ ผู้ส่งสารแห่งพระเจ้าที่บอกให้ผมฆ่าคิมแจยอง! นี่เป็นครั้งแรกที่ผมจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ไม่คิดเลยว่าพวกที่ได้ชื่อว่าเป็นทูตสวรรค์จะน่าขยะแขยงขนาดนี้ มันเข้ามารังควานกันถึงในความฝันเพราะไม่ทำตามสัญญางั้นเหรอ อีกอย่างผมก็รู้สึกไม่ถูกชะตาตั้งแต่แรกแล้วด้วย มันคิดว่าตัวเองเป็นใครกันถึงมาสั่งให้ฆ่าคนโน้นทีคนนี้ที
“…โอ๊ย แม่งเอ๊ย ตกใจหมด”
ผมบ่นพึมพำแล้วเผลอหันหน้าไปด้านข้าง ก่อนจะรู้สึกเจ็บแปลบตรงหัวใจจนเผลอหลุดสบถออกมา โอ๊ย เกือบหัวใจวายตายแล้วไหมล่ะ หน้าคิมแจยองอยู่ใกล้แค่คืบแบบนี้มันอันตรายต่อหัวใจผมอย่างรุนแรงเลยนะ โดยเฉพาะหลังจากที่เพิ่งเผชิญหน้ากับดวงตาสีทองรูปร่างประหลาดของทูตสวรรค์ในความฝัน
ทูตสวรรค์ที่แท้จริงอยู่นี่นี่เอง…
แสงจากดวงจันทร์สีแดงที่ส่องกระทบแก้มขาวจากทางหน้าต่างชวนให้รู้สึกประหลาดใจมากกว่าเดิม ผมเหม่อมองคิมแจยองก่อนหยัดตัวลุกขึ้นเพื่อเช็กว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว แต่เขากลับเข้ามาขวางไว้ด้วยการกอดผมแน่น
“อึนซู…”
“อืม ตื่นแล้วเหรอ”
“…”
แพขนตายาวขยับอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่ง ลมหายใจแรงกลับมาสม่ำเสมอ ดูท่าเขาคงยังไม่คิดจะลืมตาขึ้นมา ผมบอกแล้วไงว่าหมอนี่มันขี้เซา สุดท้ายผมก็ต้องยอมแพ้ที่จะลุกขึ้นแล้วหันไปกอดเขาแทน
“…เฮ้อ”
คราวนี้คิมแจยองขยับตัวยุกยิกแล้วสอดขาเข้ามา ถึงเมื่อคืนจะปลดปล่อยออกมาหนึ่งครั้งแล้วหลับไป แต่ก็เป็นเรื่องธรรมชาติของเพศชายวัยหนุ่มร่างกายแข็งแรงที่จะแข็งตัวตอนเช้า พอต้นขาคิมแจยองสอดเข้ามาตรงหว่างต้นขาผมจนไปกระตุ้นจุดนั้น ผมก็เผลอถอนหายใจออกมา ใจผมนึกอยากถอยหนี แต่เขากลับขมวดคิ้วแล้วแนบลำตัวเข้ามาชิดมากกว่าเดิม
ไอ้หมอนี่…จะทำให้ฉันเป็นคนบ้ากามอยู่คนเดียวอีกแล้วสินะ
เมื่อวานอุตส่าห์หวังไว้สูงแต่กลับได้กินแห้ว ผมยังเคืองไม่หายเลย คิมแจยองนอนหลับสบายหน้าตาเฉยโดยไม่รู้เลยว่าในใจผมกำลังคิดอะไรอยู่ ขอแกล้งให้สะใจหน่อยแล้วกัน ผมจึงเลื่อนมือข้างหนึ่งลงไปสัมผัสบริเวณหว่างขาคิมแจยอง หมอนี่เก็บไว้ฝั่งไหนกันนะ ผมสัมผัสโดนบางอย่างขนาดใหญ่ผ่านกางเกงชุดนอน หมอนี่เบี่ยงเก็บไว้ฝั่งขวานี่เอง หลังจากมั่นใจตำแหน่งแล้วผมก็ถูต้นขากับส่วนนั้นของเขา
“อืม…”
คิมแจยองขมวดคิ้วในขณะที่ยังคงหลับตา ท่อนลำของเขาที่แนบติดอยู่กับต้นขาผมค่อยๆ ขยายตัวจนแข็งขืน ผมกระตุ้นเขาต่อไปโดยที่กลั้นยิ้มเอาไว้ไม่อยู่ คิมแจยองขยับสะโพกถูไถท่อนลำของตัวเองบดเบียดเข้ามา ทั้งที่ส่วนนั้นของชายร่างกำยำกำลังบดเบียดเข้ามาแต่ผมกลับไม่รู้สึกขยะแขยงเลยสักนิด
ถ้าเป็นคิมแจยอง…ก็ไม่เป็นไรหรอก
ผมสรุปในแบบของตัวเองแล้วว่าจะปล่อยให้คิมแจยองเป็นข้อยกเว้นของทุกอย่าง เขาคือคนที่ก้าวข้ามเรื่องเพศสภาพไปแล้วตั้งแต่หัวจรดเท้า ดังนั้นตอนช่วยตัวเองผมเลยไม่ได้จินตนาการถึงร่างกายของผู้ชาย แต่จินตนาการถึงคิมแจยองต่างหาก และนั่นคือความต้องการที่มนุษย์ทั่วไปพึงมีกันไม่ใช่หรือไง ไม่ว่าจะพลิกแผ่นดินหาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผมจะไปหาไอ้คนที่ทั้งสวยและน่ารักขนาดนี้ได้จากที่ไหนอีก
ชิ คราวก่อนที่ทำกันก็รู้สึกดีชะมัด…
พอคิดได้แบบนั้นความคิดเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าที่เคยทำกับคิมแจยองก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ใช่ว่าผมจะเคยทำเรื่องแบบนั้นกับเขาแค่ครั้งสองครั้งสักหน่อย แต่ที่ผ่านมาก็ไม่ได้ถึงขั้นสอดใส่จริงจัง แค่นั้นคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง ถึงจะรู้สึกเสียศักดิ์ศรีที่ต้องเป็นฝ่ายถูกเสียบ แต่ถ้าคราวนี้ผมเสียบเข้าไปที่ต้นขาของเขาบ้างก็คงไม่แย่เท่าไหร่
…ลองทำดูตอนนี้ดีไหมนะ
ทันทีที่จินตนาการถึงตอนสอดแก่นกายของตัวเองเข้าไประหว่างกล้ามเนื้อต้นขาที่แข็งแกร่งของคิมแจยอง แก่นกายของผมก็แข็งขืนขึ้นมาทันที ผมนึกอยากทิ้งร่องรอยไว้บนผิวขาวของเขาเหมือนตอนนั้นที่หว่างต้นขาผมถูกเสียดสีจนแดงเถือกบ้าง ผู้กล้าเท่านั้นที่จะได้ครองโฉมงาม ผมไม่ชอบบังคับใครตอนหลับเลยต้องลองเกลี้ยกล่อมเขาดูก่อน
“อะแฮ่ม…นี่ คิมแจยอง…”
“…”
“แจยองคนสวยของฉัน ลืมตาหน่อยสิ”
ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกว่าปกติ คิมแจยองกลับทำเพียงขยับเปลือกตาพลางขมวดคิ้ว เมื่อเห็นดังนั้นผมจึงเลื่อนมือสอดเข้าไปในกางเกงชุดนอนของเขา ก่อนจะสัมผัสเข้ากับท่อนลำใหญ่โตที่ยากจะกำรอบได้ด้วยมือเดียว จากนั้นก็ลูบไล้มันอย่างเบามือพลางยื่นหน้าไปจูบริมฝีปากคิมแจยองเบาๆ
“เร็วสิ หืม?”
“อึก…!”
ขอแค่เป็นเรื่องใช้มือ ไม่ว่าเรื่องอะไรผมมั่นใจอยู่แล้ว พอลูบไล้ถุงเนื้อเสร็จ ผมก็ใช้นิ้วมือบดขยี้น้ำหล่อลื่นที่ไหลออกมาจากส่วนปลายและเร่งความเร็ว คิมแจยองกลั้นเสียงครางไว้ไม่อยู่จนต้องอ้าปากพลางระบายลมหายใจออกมา ในที่สุดเขาก็ลืมตาขึ้นแล้วกะพริบด้วยความงัวเงีย จากนั้นก็มองหน้าผมที่ห่างกันไม่ถึงคืบแล้วสบถออกมา…
“แม่ง…”
ฮะ? สบถ?
รูม่านตาของคิมแจยองเล็กลงเหมือนดวงตาอสรพิษก่อนที่มันจะถูกย้อมไปด้วยสีแดงฉาน ผมพลันชะงักมือที่เลื่อนลงไปตรงนั้นด้วยความตกใจ แต่ไม่ทันไรเขาก็ยกมือขึ้นมาคว้าคอผมไว้
“อ่อก!”
นี่มัน…อะไรกัน…!
ผมดีดดิ้นไปมาพลางคว้ามือที่บีบคอผมอยู่เอาไว้ ถึงจะพยายามคลายออกยังไง มันกลับไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย ขืนบีบแรงกว่านี้อีกนิดเดียวมีหวังกระดูกคอผมได้หักเป็นสองท่อนแน่
“อึก…!”
“ภาพลวงตาอีกแล้วเหรอ”
“อึก…แค่ก…”
“ฉันจะไม่ยอมโดนหลอก…อึนซู?”
คิมแจยองพึมพำอย่างเหม่อลอยก่อนค่อยๆ คลายมือออก ส่วนผมก็ลุกขึ้นนั่งคู้ตัวหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทุกครั้งที่หายใจเข้าออกผมจะรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาขวางไว้จนต้องไอออกมา หยาดน้ำตาที่สัมผัสกับขนตาหยดลงพื้นเตียง
“แค่ก…แค่ก…ทำไม…นาย…!”
ผมไม่เข้าใจการกระทำของคิมแจยองเลยแม้แต่น้อยจึงถลึงตามองเขาอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนเขาจะหยัดกายลุกขึ้นด้วยใบหน้าซีดเผือด
“อึนซู…ฉัน…ฉันเผลอ…”
เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากปากของเขาฟังดูอู้อี้เหมือนตัวเองเป็นคนที่ถูกบีบคอซะเอง ดวงตาที่กลับสู่สภาพเดิมเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ผมจึงจำต้องกลืนคำสบถลงคอไป
“…ไหนลองอธิบายมาซิ ขอความจริง”
นอกจากจะเสียงจะแหบแล้ว ทุกครั้งที่พูดผมจะรู้สึกเจ็บเหมือนคอกำลังจะขาด เสียงที่แหบพร่าเกินบรรยายทำเอาคิมแจยองน้ำตาเอ่อคลอ ไอ้หมอนี่มันร้องไห้อีกแล้ว คิดว่าร้องไห้แล้วผมจะยกโทษให้หรือไง ผมพยายามไม่สนใจน้ำตาที่ไหลหยดลงมาตามคางพวกนั้น
“อึนซู…ไม่มีทางแตะต้องมันก่อนอยู่แล้ว…เพราะงั้นฉันเลย…เลย…”
“อย่าร้องไห้ พูดให้มันฟังชัดๆ หน่อย”
คิมแจยองสะดุ้งกับน้ำเสียงเย็นชาของผม เขาคงกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ฝ่ามือถึงชุ่มไปด้วยเลือดสีแดง เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนคลายมือออกแล้วพยายามจะเอื้อมมือมาจับชายเสื้อผม แต่สุดท้ายก็ไม่ได้จับและทิ้งมือลงอย่างอ่อนแรง
“ปีศาจในห้วงลึก…”
คิมแจยองชั่งใจครู่หนึ่งก่อนเปิดปากพูด
“…มันสร้างภาพลวงตาของอึนซูมาลูบตรงนั้นของฉันแล้วก็ทำเรื่องแปลกๆ…เมื่อกี้ฉันคิดว่าอึนซูเป็นภาพลวงตา…ฮึก…เลยเกือบฆ่าอึนซูแล้ว…”
“ปีศาจ? ลูบ? ทำเรื่องแปลกๆ?”
จู่ๆ ผมก็รู้สึกเหมือนมีเปลวเพลิงลุกโชนขึ้นภายในใจ หมายความว่าภาพลวงตาที่เหมือนผมทุกประการเข้าไปจับเข้าไปลูบท่อนลำคิมแจยองเหมือนที่ผมทำไปเมื่อครู่งั้นเหรอ
“นายไปเจอเรื่องอะไรมากันแน่เนี่ย…!”
ถึงจะพูดเสียงหลงไปเป็นครั้งที่สองแต่ก็ไม่อาจจัดการความโกรธที่เดือดพล่านได้เลย ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมถึงโมโหขนาดนี้และหงุดหงิดไม่ต่างอะไรกับตอนกำลังตั้งใจวาดรูปบนผ้าใบสีขาวอยู่ดีๆ แต่ดันมีไอ้บ้าที่ไหนไม่รู้เดินผ่านมาแล้วสาดน้ำสีดำเข้าใส่
“ตัดมือฉันดีไหม มือที่ทำให้อึนซูเจ็บ ฉันจะตัดมันเอง”
“ฮะ? ว่าไงนะ”
“ไม่สิ จากนี้ไป…ฉันจะไม่หลับอีกแล้ว อยู่กับอึนซูทีไรฉันหลับง่ายแปลกๆ ตลอดเลย…”
คิมแจยองคงสังเกตเห็นว่าสีหน้าผมดูไม่เชื่อใจ เขาเลยพูดจาวกไปวนมาพลางเกาะผมไว้แน่น ว่าแต่จะตัดมือเนี่ยนะ พูดบ้าอะไร เรื่องที่เขาบีบคอผมมันกลายเป็นเรื่องรองไปแล้ว สิ่งที่อยู่ในหัวผมตอนนี้คือเขาถูกคนอื่นที่ไม่ใช่ผมลูบตรงนั้นต่างหาก
“ทำไปถึงขั้นไหนแล้วล่ะ”
“…หืม?”
“ฉันถามว่าทำกับไอ้หมอนั่นไปถึงขั้นไหนแล้ว แค่ลูบอย่างเดียวเหรอ แล้วเสร็จไหม ได้อมหรือเปล่า หรือว่าใส่เข้าไปแล้ว”
ดูเหมือนผมจะเผลอยึดติดไปแล้วว่าคิมแจยองจะมีอารมณ์แค่กับผมคนเดียวถึงได้รู้สึกหน้ามืดตามัวแบบนี้ มันน่าหงุดหงิดด้วยซ้ำที่ผมแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของทั้งที่ตัวเองยังไม่ยอมรับความรู้สึกของเขาเลยด้วยซ้ำ แต่คิมแจยองกลับกะพริบตาที่ชื้นน้ำตาปริบๆ โดยไม่รับรู้ถึงเหตุผลที่ผมถึงโกรธ
“พูดมา ถ้าไม่อยากตาย”
“อม…”
“แม่งเอ๊ย! นายหรือมัน”
“มัน…”
ให้ตายสิ…ผมเพิ่งเข้าใจคนที่โมโหจนแทบบ้าก็ตอนนี้เอง ผมยอมไม่ได้ที่มีคนอื่นมาทำให้คิมแจยองรู้สึกดีแบบนั้น เพราะเคยถูกอมมาหลายครั้งเลยรู้ว่ามันรู้สึกดีแค่ไหน ผมจึงล้วงเข้าไปในกางเกงชุดนอนของเขาด้วยความรู้สึกคุกรุ่นแล้วนำท่อนลำที่ยังไม่แข็งตัวออกมาข้างนอก
“…อึนซู?”
“ทำให้มันตั้งสิ”
“ฮะ?”
“บอกว่าทำให้มันตั้งไง”
ผมพูดพลางถลึงตาใส่ คิมแจยองถึงกับพยักหน้าด้วยความงุนงง เขาเหลือบมองผมก่อนหลุบตาต่ำแล้วจับท่อนลำของตัวเองรูดรั้งขึ้นลง ไม่นานนักท่อนลำที่ทั้งใหญ่และยาวอยู่แล้วก็ขยายตัวขึ้นก่อนจะกระตุกเบาๆ ไม่ต่างอะไรกับอาวุธอันตราย จากนั้นผมก็พุ่งเข้าไปแล้วซุกหน้าตัวเองลงไปตรงช่วงล่างของเขา
“ฮึก…อึนซู…ทำไมถึงทำแบบนี้ล่ะ”
ผมชำเลืองตามองขึ้นไปด้านบน ก่อนจะเห็นคิมแจยองหน้าแดงแจ๋อย่างกับถูกขืนใจ มือทั้งสองข้างก็ลอยค้างเติ่งกลางอากาศคล้ายไม่รู้ว่าควรวางไว้ตรงไหน ผมใช้สองมือจับท่อนลำ ห่อลิ้น และเลียลงไปตรงส่วนปลาย เขาขยับสะโพกรับก่อนจับหัวผมไว้อย่างระมัดระวัง
“…นี่ฉันฝันอยู่เหรอ”
ฉันก็อยากให้มันเป็นความฝันเหมือนกัน ไอ้ลูกหมาเอ๊ย…
ผมรู้สึกปวดขากรรไกรจึงห่อปากให้แคบลงแล้วโอบรับส่วนนั้นเข้ามาลึกๆ อีกหลายครั้ง น้ำหล่อลื่นและน้ำลายที่ค่อยๆ ไหลออกมาผสมปนกันจนเกิดเป็นเสียงลามก
“อา…ดีจัง อึนซู…”
หลังจากได้ยินเสียงครางที่น่าเห็นใจดังเข้ามาในหู ส่วนนั้นของผมก็ชูชัน ผมสงสัยว่าทั้งที่กำลังอมให้คนอื่นอยู่แท้ๆ แต่ทำไมมันถึงตั้งขึ้นมาได้ ที่แท้ผมก็มีอารมณ์เพราะอีกฝ่ายกำลังตื่นเต้นอยู่นี่เอง หรือหากจะพูดให้ดูเกินจริงหน่อยก็คงเป็นเพราะผมกำลังอมส่วนปลายที่มีขนาดเท่าข้อมือตัวเอง ถึงจะเมื่อยขากรรไกร ทว่าผมก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจอย่างที่คิด ซึ่งก็แน่นอนว่าเพราะนี่คือคิมแจยอง บนโลกนี้คงไม่มีใครที่จะมีท่อนลำสะอาดสะอ้านและสวยงามได้แบบนี้อีกแล้ว ถึงการใช้ปากของผมจะยังไม่ชำนาญ แต่การที่เขาหายใจหอบถี่ด้วยความพึงพอใจนั้นมันทั้งน่ารักน่าเอ็นดู แล้วก็เซ็กซี่สุดๆ…
“ออบอั้ย”
“อื้ม ชอบ…มาก ฮึก!”
ผมพูดขณะยังอมท่อนลำอยู่ในปาก จังหวะนั้นมือที่จับหัวผมอยู่ก็ออกแรงมากขึ้น ผมสัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความต้องการที่อยากจะกระแทกสิ่งนั้นเข้าไปในลำคอผมแทบจะทันที แต่คิมแจยองกลับแค่ขยับสะโพกเบาๆ ไม่ได้กระแทกเข้ามา
หมอนี่ทนได้ยังไง
พอมันเข้ามาถึงโคนลิ้นผมก็รู้สึกคลื่นไส้ คิมแจยองก็น่าจะเคยรู้สึกแบบนี้…แต่ตอนที่เขาอมส่วนนั้นของผม ต่อให้ผมจะขยับสะโพกยังไง เขาก็ยังยิ้มหลับตาพริ้มราวกับดีใจก่อนเปิดช่องคอรับ ผมเลยคิดว่าตัวเองก็น่าจะทนได้เหมือนกัน
อา แม่ง…
ความรู้สึกที่เขามีต่อผมทำให้ผมเจ็บแปลบที่หัวใจ ผมลังเลว่าต้องทำแบบเดียวกันหรือเปล่า แต่ก็ยังไม่มั่นใจสักที เมื่อครู่ผมถูกบีบคอก็เลยรู้สึกถึงกลิ่นเลือดจากในลำคอจึงตัดสินใจขยับมือที่จับท่อนลำให้เร็วกว่าเดิมแทน ผมลูบไล้ถุงเนื้ออย่างอ่อนโยน รูดรั้งแก่นกายที่เส้นเลือดปูดโปนรัวเร็วพลางดูดเลียส่วนปลายราวกับเป็นไอศกรีมจนของเหลวที่ปะปนกันหยดย้อยลงมาถึงใต้คาง
“ฮึก…อึนซู…ฉันจะเสร็จ…”
ไม่รู้เพราะอะไรคิมแจยองถึงส่งสัญญาณว่าจะเสร็จเร็วกว่าปกติ เขาดันหัวผมออก ผมพยายามฝืนแรงไว้ แต่เขากลับเป็นฝ่ายขยับเอวถอยออกไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่วนปลายของท่อนลำครูดกับฟันหน้าของผมก่อนจะหลุดออกไป
“ฮึก!”
และนั่นก็ดูเหมือนจะไปกระตุ้นเขาเข้า ทันใดนั้นน้ำสีขาวขุ่นที่คิมแจยองปล่อยออกมาก็พุ่งกระเซ็นมาโดนใบหน้าและเส้นผมของผมทันที ผมใช้หลังมือเช็ดรอบดวงตาลวกๆ แล้วเงยหน้ามองเขา ก่อนสายตาจะสะดุดเข้ากับคนสวยที่ตัวสั่นระริกใบหน้าแดงระเรื่อจากการร้องไห้ เหมือนผมทำเรื่องชั่วช้าสามานย์เอาไว้เลยแฮะ ผมลุกขึ้นแล้วเข้าไปนอนทับเขาไว้ การกระเพื่อมของทรวงอกที่พองยุบอย่างรวดเร็วและรุนแรงนั้นแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าอารมณ์ของเขายังไม่สงบ
“ตรงนั้นมันลดขนาดลงไม่ได้เหรอ อย่างกับขากรรไกรจะหลุดแน่ะ”
“อืม ขอโทษ…”
คิมแจยองลูบคอผมเบาๆ ความกลัวว่าจะเผลอทำร้ายผมอีกส่งผ่านมายังปลายนิ้ว
“พอใช้ปากให้แล้วเสร็จเร็วเชียวนะ รู้สึกดีขนาดนั้นเลยเหรอ”
ผมพูดหยอกล้อด้วยน้ำเสียงใสเพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ ถึงเสียงจะยังแหบอยู่หน่อยๆ แต่ก็ไม่อยากโทษเรื่องที่เขาบีบคอ ผมผิดเองที่ไปแหย่คนนอนหลับ
แม่งเอ๊ย แค่กลับมาคิดก็โมโหแล้ว ไอ้ภาพลวงตานั่นมันทั้งจับทั้งอมให้หมอนี่ตอนนอนตลอดเลยเหรอ
“ใครทำได้ดีกว่ากันล่ะ”
“…?”
“ฉันถามว่าใครทำได้ดีกว่ากัน ทำไมถึงตอบไม่ได้ ฉันหรือมัน”
ผมเป็นคนแรกที่ได้สัมผัสร่างกายที่แท้จริง แต่ก็ทนไม่ได้ที่ตัวเองต้องเป็นคนที่สองสำหรับคิมแจยองอยู่ดี ถ้าใครมาเห็นคงคิดว่าผมชอบเขาแน่ๆ คิมแจยองลูบหลังผมเบาๆ เพื่อปลอบใจผมที่กำลังหงุดหงิดก่อนพูดขึ้น
“อึนซูน่ะทำได้ดีที่สุดอยู่แล้ว ฉันชอบ…ชอบมากเลย”
เฮอะ ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก…
พอได้ยินคำสารภาพด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่สัมผัสได้ถึงความจริงใจความโกรธก็พลันมลายหายไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งใบหน้าผมก็ยังร้อนผ่าว ผมถูไถแก้มบนหน้าอกคิมแจยองพลางเช็ดน้ำรักที่เลอะใบหน้าออกเพื่อขจัดความกระดากอาย
“หึ…นี่ฉันต้องแบมือขอเงินรางวัลจากนายหรือเปล่า”
“เงินรางวัล?”
“ช่างเถอะ พอได้ลองทำจริงๆ แล้วก็ไม่ได้รู้สึกแย่เท่าไหร่ ฉันเพิ่งทำครั้งแรกก็แบบนี้แหละ ถ้าลองทำบ่อยๆ ก็น่าจะเก่งกว่านี้อีก”
สิ้นประโยคนั้นบางอย่างขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหว่างขาผมก็แข็งตัวอีกครั้ง ดูท่าหมอนี่จะตื่นเต้นกับคำว่าลองทำบ่อยๆ ไอ้คนน่ารักเอ๊ย ผมนึกอยากแกล้งเขาต่อเลยบดเบียดท่อนล่างพลางถูไถไปมา คิมแจยองจึงเอื้อมมือมาหมายจะจับก้นผม ผมจึงใช้โอกาสนั้นชันตัวลุกขึ้น
“ไปอาบน้ำก่อนนะ”
นายก็ลองช่วยตัวเองไปแล้วกันนะ ถือซะว่าแก้แค้นเรื่องเมื่อคืน
ผมแลบลิ้นให้คิมแจยองที่กำลังจ้องมองมาด้วยความงุนงงขณะที่ส่วนนั้นกำลังชูชัน ก่อนจะเดินสะบัดก้นเข้าไปในห้องน้ำ
ในวิทยุกำลังเล่าเรื่องตามบทที่คุยกันไว้ล่วงหน้ากับพลจัตวาคิมมียอน ผู้คนต่างพากันยกย่องเธอให้เป็นวีรสตรีแห่งชาติ เธอรวบรวมทหารและพลเรือนจำนวนมากเป็นปึกแผ่นแล้วเปลี่ยนชื่อกองบัญชาการรับมือวิกฤตการณ์ชาติที่นำโดยผู้บัญชาการอิมกยูให้เป็น ‘รัฐบาลชั่วคราวเพื่อผนึกกำลังและฟื้นฟูสาธารณรัฐเกาหลี’ และเริ่มการปฏิรูปครั้งใหญ่ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจทางทหารและเป็นประธานาธิบดีชั่วคราวก็คือตัวเธอเอง
“ท่านผู้นำลัทธิ! ใครหน้าไหนมันกล้ามาทำให้ร่างกายของท่านบาดเจ็บร้ายแรงแบบนี้!”
“นี่ อย่าเว่อร์ไปหน่อยเลย”
“นั่นเหมือนรอยมือเลยนะครับ! ผมจะไปลากตัวมันมาหักคอทิ้ง!”
มาดูกีแสดงท่าทีโกรธเคืองหลังมองคอผมที่เต็มไปด้วยรอยช้ำจางๆ สีหน้าคิมแจยองหม่นหมองลงทุกครั้งที่ได้ยินมาดูกีพูด มาดูกีเองก็คงคิดไม่ถึงว่ารอยบนคอของผมจะเป็นฝีมือของคิมแจยองเลยเอาแต่ด่าทอต่อไปเรื่อยๆ
ไม่นานนักประตูก็ถูกเปิดออกพร้อมกับที่พลจัตวาคิมมียอนปรากฏตัว จากนั้นจ่าสิบตรีคิมพยองบอมผู้มีใบหน้าธรรมดาจนรู้สึกเหมือนเพิ่งได้เจอกันเป็นครั้งแรกอยู่ทุกครั้ง และฮวังซูยอนที่ผมตามหาอย่างใจจดใจจ่อก็เดินตามเข้ามา
“โอ้ ท่านประธานาธิบดี เมื่อคืนนอนหลับฝันดีไหมครับ”
“แน่นอน ฝันดีเชียวล่ะ ว่าแต่…ท่านผู้นำลัทธิ ผ่านไปแค่คืนเดียวทำไมคอถึงเป็นแบบนั้นล่ะ”
พลจัตวาคิมมียอนนั่งลงบนโซฟาพลางเอ่ยถาม คิมแจยองพลันสะดุ้งจนไหล่กระตุก ผมตอบอ้อมแอ้มไปว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรก่อนส่งสายตาทักทายฮวังซูยอนอย่างอ่อนโยนและเป็นมิตร
“หวัดดี”
“หวัดดี ซอนอึนซู ไม่เจอกันนานเลยนะ”
ฮวังซูยอนทักทายกลับด้วยใบหน้าที่สดใสกว่าที่คิด อีกทั้งแววตาก็ดูเหมือนคนปกติทั่วไป
ไม่ได้การแล้วแฮะ…
คนเจ้าเล่ห์อย่างพลจัตวาคิมมียอนคงจะหว่านล้อมฮวังซูยอนอย่างเต็มที่แล้วแหงๆ ถ้าจะดึงเธอมาอยู่ฝ่ายเดียวกันก็ต้องดึงมาตอนสภาพจิตใจไม่มั่นคง รู้แบบนี้ผมน่าจะพาโคฮเยจูมาด้วย แต่น่าเสียดายที่โคฮเยจูดันมีงานอื่นที่ผมมอบหมายไว้แล้วเลยมาด้วยกันไม่ได้
“ฮวังซูยอน เธอช่วยรักษาตรงนี้ให้ฉันหน่อยได้ไหม”
“พระเจ้า ไอ้บ้าที่ไหนมันทำคอนายเป็นแบบนี้”
“…ก็ไอ้บ้าสักคนนั่นแหละน่า”
คนที่สามเข้าไปแล้ว ผมคงต้องรีบรักษาก่อนที่คิมแจยองจะรู้สึกผิดจนอยากมุดดินหนีไปมากกว่านี้ พอผมเชิดคางขึ้น ฮวังซูยอนก็ยื่นมือออกมาแล้วใช้สกิลฟื้นฟู จากนั้นอาการเจ็บตรงคอก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง ส่วนคิมแจยองที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มองคอผมอย่างละเอียดก่อนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ฮวังซูยอน เธอไม่ได้จะอยู่ที่นี่ตลอดไปใช่ไหม มาอยู่กับพวกเราสิ โคฮเยจูเองก็…”
“เอ๊ะ? ต้องทำให้เท่าเทียมสิ ความเท่าเทียมน่ะ”
พอผมตั้งใจจะโน้มน้าวฮวังซูยอนอย่างจริงจัง พลจัตวาคิมมียอนก็พูดขัดขึ้นทันที ยัยผู้หญิงคนนี้จริงๆ เลยเชียว…ผมจ้องเธอไม่วางตา แต่เธอกลับยักไหล่
“เอาล่ะ ฟังนะ ฮวังซูยอน ฝ่ายนั้นมีซอนอึนซูและคิมแจยองที่โคตรจะน่ากลัว ใช่แล้ว นอกจากนี้ก็มีนักเรียนที่ชื่อโคฮเยจูด้วยนะ ไม่ใช่อีโซมังแต่เป็นโคฮเยจู”
“เดี๋ยวนะ นี่คุณรู้จักอีโซมังด้วยเหรอ…แล้วพูดออกมาแบบนั้นมันเท่าเทียมกันตรงไหนครับ!”
“ส่วนฝ่ายฉันน่ะเหรอ…ก็มีพ่อแม่ของซูยอนไงล่ะ!”
พะ…พ่อแม่? หมายความว่าพ่อแม่ของฮวังซูยอนยังมีชีวิตอยู่? เพราะงั้นสภาพจิตใจของฮวังซูยอนถึงดีขึ้นสินะ คิมมียอน ยัยคนทรยศ ถึงกับปิดปากเงียบมาจนถึงตอนนี้เลยเหรอ…! ทุกครั้งที่มองหน้าเธอ ผมก็นึกถึงคำโบราณที่ว่ารู้หน้าไม่รู้ใจ
“เอาล่ะซูยอน หนึ่งในสองฝ่ายนี้เธอจะเลือกอยู่ฝ่ายไหนล่ะ ฮ่าๆๆ!”
“แม่งเอ๊ย อยากฆ่าชะมัด อยากฆ่าให้ตายจริงๆ…!”
“ใจเย็นๆ สิท่านผู้นำลัทธิ! หายใจเข้าลึกๆ! ฮึบๆ!”
เสียงหัวเราะของพลจัตวาคิมมียอนแทบจะทำให้ผมคลุ้มคลั่ง คนเรามันหน้าไม่อายขนาดนี้ได้ยังไง พอคิดว่าถ้าไม่ฆ่าเธอตอนนี้จะต้องมาเสียใจทีหลังแน่ ผมเลยผุดลุกขึ้นจากที่นั่งพลางหักกระดูกนิ้วดังกร๊อบแกร๊บ แต่มาดูกีกลับเข้ามารั้งแขนห้ามผมไว้ ผมจึงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ จนรู้สึกสงบก่อนทิ้งตัวนั่งลงบนโซฟา
“ให้ตายสิ แบบนี้ฝ่ายเราโดนเอาเปรียบชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง! ใครจะไปเอาชนะได้ล่ะ!”
“พูดตามตรงนะ ใครจะไปสู้คนเป็นพ่อเป็นแม่ได้ล่ะครับ ถ้าแม่ผมยังอยู่ ผมเองก็หนีไปอยู่กับแม่เหมือนกัน”
ไอ้คนหน้าไหว้หลังหลอกช่วยอะไรไม่ได้เลยจริงๆ รู้งี้น่าจะพาโคฮเยจูมาแล้วให้ขอร้องโดยอ้างความผูกพัน ผมทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอการเลือกของฮวังซูยอนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เธอจ้องมองผมก่อนจะขมวดคิ้วมุ่นเหมือนกำลังลังเล สีหน้าแบบนั้นดูเหมือนเธอจะทิ้งผมแล้วไปจับมือกับพลจัตวาคิมมียอนเลยแฮะ
“ฉันเลือก…”
แต่ในตอนนั้นเองคิมแจยองก็ประสานมือของเขาเข้ากับมือของผมแล้วชูขึ้นด้านบน สายตาของทุกคนที่เคยจับจ้องฮวังซูยอนหันกลับมามองมือผมและมือคิมแจยองที่ประสานกัน ฮวังซูยอนเองก็ปิดปากฉับก่อนหันมามองมาพวกผม คิมแจยองส่ายมือนั้นไปมาช้าๆ สายตาที่เหม่อลอยของฮวังซูยอนเองก็เลื่อนไปตามมือนั้น
“นายทำอะไรเนี่ย…อึก!”
จากนั้นคิมแจยองก็หันมาจุ๊บแก้มผม ฝ่ายฮวังซูยอนส่งเสียงฮ็อบแล้วปิดปากฉับ คิมแจยองไม่แม้แต่จะสนใจสายตาของคนอื่น มิหนำซ้ำยังไล่จุ๊บตั้งแต่คางลงมาถึงคออย่างเอาจริงเอาจัง ไอ้หมอนี่เป็นบ้าไปแล้วจริงๆ สินะ ผมผลักเขาออกด้วยความโมโห แต่เสียงของฮวังซูยอนกลับดังขึ้นอย่างเศร้าสร้อย
“ฉันเลือกที่จะไปกับ…ซอนอึนซู…”
ฮวังซูยอนพึมพำออกมาด้วยแววตาที่เศร้าหมองลงเรื่อยๆ
“เดี๋ยวนะ ทำไมล่ะ! ซูยอน พ่อแม่เธออยู่ฝ่ายเดียวกับฉันนะ!”
พอพลจัตวาคิมมียอนตะเบ็งเสียงออกมา ฮวังซูยอนก็กลับมามีสติอีกครั้ง ผมจะปล่อยให้เธอมีสติไม่ได้เลยหันหน้ากลับไปจุ๊บปากคิมแจยองเสียงดัง พอได้ยินเสียง ‘จุ๊บบบ!’ เท่านั้นแหละ ฮวังซูยอนก็พยักหน้าด้วยสีหน้าเหม่อลอยยิ่งกว่าเดิม
“ก็ฝั่งนี้มี BL* นี่นา…”
ผมไม่รู้ว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ดูเหมือนจะผ่านจุดวิกฤตมาได้แล้ว ผมยืดไหล่อย่างสง่าผ่าเผยก่อนหันไปยิ้มเย้ยใส่พลจัตวาคิมมียอนที่กำลังเหม่อ หลังจากเห็นใบหน้าเธอหงิกงอ ผมก็รู้สึกเหมือนอาการท้องอืดที่เป็นมาตลอดสิบปีพลันหายไปเป็นปลิดทิ้ง
“คะ…คิมแจยอง! นายควบคุมจิตใจเธอใช่ไหม!”
“เปล่านะคะ ไม่ใช่สักหน่อย”
“ฉันถามคิมแจยองไม่ใช่เธอ ไอ้หมอนั่นน่ะ!”
“เดี๋ยวสิ ต่อให้เป็นประธานาธิบดีแต่มาเรียกท่านผู้นำลัทธิกับท่านหญิงว่าไอ้หมอนั่นไอ้หมอนี่ มันไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอครับ?!”
“ผมไม่ได้ควบคุมจิตใจ เธอแค่ชอบที่ได้มองพวกเราแค่นั้นเอง”
ไม่ใช่แค่มาดูกีเท่านั้น คิมแจยองเองก็ยังเข้ามาผสมโรงจนพลจัตวาคิมมียอนถึงกับเอามือเกาท้ายทอยแก้เขิน ไม่ได้เห็นท่าทีจริงจังของเขาแบบนี้นานแล้วแฮะ ผมมองคิมแจยองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัย เขาจึงพยักหน้าด้วยสีหน้าแน่วแน่ราวกับจะบอกว่าอย่ากังวล
“ฝ่ายเราจำเป็นต้องมีฮวังซูยอน อึนซูจะได้ไม่ป่วย…”
“นั่นมันเหตุผลส่วนตัวชัดๆ เลยไม่ใช่หรือไง! สกิลนั้นต้องใช้เพื่อชาติต่างหาก!”
“ให้ตายสิ ก็เจ้าตัวเขาบอกแล้วว่าอยากอยู่ฝ่ายผม จะทำยังไงได้ล่ะ”
บอกไปใครจะเชื่อว่าตัวแทนของแต่ละฝ่ายที่มารวมตัวกันกำลังทะเลาะกันเละเทะอยู่ในห้องประชุม ในขณะที่ทุกคนหอบหายใจด้วยความเหนื่อยล้า คนเดียวที่ไม่เข้ามาร่วมด้วยอย่างจ่าสิบตรีคิมพยองบอมก็เริ่มสรุปสถานการณ์
“…หมดเวลาแล้วครับ ผมขอสรุปข้อเสนอในครั้งนี้เลยนะครับ”
กองทัพจะส่งตัวฮวังซูยอนไปยังชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่มาตามที่เธอเลือก แต่เนื่องจากพ่อแม่เธอเป็นคนของกองทัพไปแล้ว ตามกฎหมายทหารที่กำลังมีผลบังคับใช้ภายใต้กฎอัยการศึกในปัจจุบัน ถ้าใครตามฮวังซูยอนไปจะถือว่าเป็นทหารหนีทัพ เพราะงั้นตอนส่งทหารสื่อสารจากกองทัพไปยังชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ก็จำเป็นจะต้องส่งตัวพ่อแม่ของเธอไปพร้อมกัน
จ่าสิบตรีคิมพยองบอมพูดอย่างคล่องแคล่วราวกับท่องจำมาล่วงหน้า ผมได้ยินคร่าวๆ ว่าจะมีการส่งตัวฮวังซูยอนและพ่อแม่ของเธอมาฝ่ายผมด้วยความยินดี แต่คนพวกนี้น่าจะวางแผนและเตรียมการมาแล้วว่าฮวังซูยอนจะเลือกอยู่ฝ่ายผม เห็นได้ชัดถึงเจตนาแอบแฝงว่าพวกเขาจะผูกมัดพ่อแม่ของเธอไว้ด้วยสถานะทางทหารเพื่อให้ได้ใช้สกิลของเธอยามจำเป็น พลจัตวาคิมมียอนที่เมื่อครู่ยังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟเหมือนกับจะคว่ำโต๊ะเองก็เงียบลงไปถนัดตา
“จากนี้ไปมันกำลังจะเริ่มขึ้นแล้วนะครับ ท่านผู้นำลัทธิ ฝ่ายนั้นจงใจตัดกำลังท่านแล้ว ตั้งสติให้ดีนะครับ”
มาดูกีหันมากระซิบกับผมที่ดูเหนื่อยล้าและกลายเป็นตาแก่ในชั่วพริบตาด้วยสีหน้าจริงจัง
ว่าไงนะ จงใจตัดกำลัง? ไอ้ที่ว่าเริ่มขึ้นแล้วคืออะไร
ผมรู้สึกมึนงงก่อนเบิกตาโพลง มาดูกีกัดฟันกรอด เหยียดหลังตรง ก่อนจะก้าวเท้าเข้าไปในสนามรบราวกับตัวเองเป็นผู้บัญชาการ แม้แต่พลจัตวาคิมมียอนที่ก่อนหน้านี้ยังนั่งด้วยสีหน้าสบายใจก็เริ่มเต็มไปด้วยความกังวล
และแล้วสนามรบบนโต๊ะเจรจาก็เริ่มต้นขึ้น
“เอาล่ะ ถ้างั้นฉันจะตั้งใจช่วยเผยแผ่ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่ตามสัญญา ส่วนเรื่องระยะเวลา…หนึ่งปีเป็นไง”
“เดี๋ยวนะ แค่หนึ่งปีเองเหรอครับ มันมีระยะเวลากำหนดด้วยรึไง ไหนตอนแรกบอกว่าจะตั้งให้เป็นศาสนาประจำชาติไม่ใช่เหรอครับ!”
“ฉันพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ รู้ทั้งรู้ว่าเป็นลัทธิปลอมๆ แล้วจะให้ตั้งให้เป็นศาสนาประจำชาติได้ยังไง”
“แหม ท่านดูอิจฉานะครับเนี่ยที่ฮวังซูยอนถูกแย่งตัวไป”
“ฉันเนี่ยนะ ฉันเป็นประธานาธิบดีนะ!”
“อ้อ ถ้างั้นก็ต้องให้เวลาเพิ่มสิ! สามปี!”
“หนึ่งปีครึ่ง”
“สองปีครึ่ง!”
“หนึ่งปีเจ็ดเดือน”
“สองปีห้าเดือน!”
นี่ผมมองผิดไปหรือเปล่าที่เห็นภาพเสือและมังกรซ้อนทับกับมาดูกีและพลจัตวาคิมมียอน ผมถูกพลังความเดือดดาลจากคนพวกนั้นกดทับจนขยับตัวออกมาแล้วเข้าไปใกล้คิมแจยองมากกว่าเดิม จากนั้นเขาก็ดึงมือผมเข้าไปหาแล้วเริ่มบีบนวดเบาๆ
อา…สบายจัง…
จู่ๆ ก็รู้สึกสบายใจขึ้น ในเมื่อได้ตัวฮวังซูยอนมาแล้วที่เหลือเดี๋ยวมาดูกีก็คงจัดการเองแหละ คนอย่างผมสนใจเรื่องยิบย่อยพวกนั้นซะที่ไหนล่ะ ผมเบนสายตาออกจากทั้งสองคนที่ทุบโต๊ะปังๆ พร้อมทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ผลประโยชน์เพิ่มมาแม้เพียงน้อยนิด ก่อนจะหันไปมองฮวังซูยอนที่มองพวกเราด้วยสีหน้าเหม่อลอยแล้วยิ้มละไมออกมา
ก็ถือว่ากำลังเป็นไปได้ด้วยดีล่ะนะ
คิมแจยองแข็งแกร่งขึ้น ชายูฮยอกก็ถือดาบออกมาจากเกตได้สำเร็จ แม้แต่กองทัพที่มีจำนวนคนมากที่สุดก็หมดห่วงว่าจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง ถึงพลจัตวาคิมมียอนจะทำตัวเฮงซวยไปบ้าง แต่ถึงยังไงเธอก็เต็มที่กับทุกอย่าง คราวนี้ก็ถึงเวลาขยายอิทธิพลออกจากกรุงโซลไปทั่วประเทศเพื่อเพิ่มปริมาณผู้ศรัทธาแบบก้าวกระโดดแล้ว ถ้าเป็นไปได้ผมก็อยากจะรู้สถานการณ์ของต่างประเทศด้วย หากผมทำให้ชาวต่างชาติที่รอดชีวิตทั้งหมดมาเป็นผู้ศรัทธาได้ล่ะก็ ลัทธิอาจจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าตอนนี้อีกหลายเท่าตัว ถึงไม่ได้คาดหวังกับเกาหลีเหนือที่ประสบปัญหาขาดแคลนอาหารอย่างหนักก่อนวันหายนะอยู่แล้ว แต่ถ้าข้ามทะเลไปทางฝั่งญี่ปุ่น จีน หรือรัสเซียก็ยังพอมีหวัง
มังกรที่เคยเห็นชายูฮยอกขี่…น่าจะขี่ได้หลายคนเลยล่ะ
ให้ตายเหอะ ไอ้พวกพระเอกนี่ได้แต่ของดีๆ
ในหัวผมมีแต่ภาพยานพาหนะที่ชายูฮยอกขี่ลอยเต็มไปหมดจนลืมไปเลยว่าสภาพของเขาที่เห็นครั้งล่าสุดดูไม่จืดเท่าไหร่
Comments



