everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 16.1-16.3 #นิยายวาย
บทที่ 16.3
วันเวลาในห้องมืดผ่านไปอย่างเชื่องช้า มันเคยถูกใช้เป็นสถานที่ลงทัณฑ์อย่างไม่มีที่สิ้นสุดสำหรับนักโทษมาตั้งแต่โบราณกาล บรรดานักโทษที่เข้ามาแล้วย่อมออกไปไม่ได้จนกว่าจะสิ้นอายุขัย เมื่อสถานกักกันสาบสูญ ห้องมืดก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป ทว่าจู่ๆ มันก็บิดเบี้ยวและเริ่มแสดงให้ผู้ที่เข้ามาเห็นความปรารถนาของตนเรื่อยมา
ห้องมืดได้จำลองและแสดงภาพทั้งหมดที่ชายูฮยอกปรารถนา ท้องฟ้าไร้หมู่เมฆ แสงแดดในฤดูร้อนสาดแสงส่องลงมา ชายูฮยอกนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาลพลางเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างตั้งแต่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ดวงจันทร์ลอยขึ้นมา จนกระทั่งดวงอาทิตย์สาดแสงอีกครั้งในวันถัดไป วันแห่งหายนะยังมาไม่ถึง ไม่มีดวงจันทร์สีแดง ไม่มีสัตว์ประหลาดปรากฏตัว ผู้คนยังใช้ชีวิตตามปกติ ในอกพลันรู้สึกตื้นตันขึ้นมา
ว่าแต่วันแห่งหายนะ…คืออะไรกันนะ
ตอนที่โลกสงบสุขชายูฮยอกจำอะไรไม่ได้ แม้บางครั้งความรู้สึกที่ไม่อาจเข้าใจจะถาโถมเข้ามาบ้าง แต่ก็แค่ครู่หนึ่งเท่านั้น หลังออกจากโรงพยาบาลเขาก็เริ่มทำงานพาร์ตไทม์เพื่อเตรียมค่าเทอม
“พวกนายยังเป็นเยาวชนใช่ไหม”
หลังจากเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ได้ไม่นานบรรดาเด็กหนุ่มที่แสร้งทำทีเป็นผู้ใหญ่ก็เข้ามาสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พวกเขาพากันถอยหลังกรูดหลังจากเห็นท่าทีของชายูฮยอกที่ห้าวหาญและมีร่างกายสูงใหญ่ ทว่าเด็กหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตรงกลางกลับเอียงคอมองเขาอย่างไม่มีท่าทีเกรงกลัว
“พี่ชาย เพิ่งเคยมาทำงานพาร์ตไทม์ที่นี่เหรอ”
เด็กหนุ่มหน้าตาดีคนนั้นคงจะเป็นหัวหน้าแก๊ง บรรดาเด็กคนอื่นๆ จึงพากันยืดไหล่ ชายูฮยอกขมวดคิ้วหลังถูกเด็กหนุ่มพวกนั้นแสดงท่าทีเหมือนหาเรื่อง ถ้ามีเรื่องตรงนี้คงถูกไล่ออกแน่ แต่เขาก็ไม่ใช่คนอ่อนหัดที่จะขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ให้เยาวชน
“นี่ ชายูฮยอก! มาทางนี้หน่อย”
ในระหว่างที่เผชิญหน้ากับเด็กหนุ่มพวกนั้น ผู้จัดการก็เรียกเขามาด้านหลังร้านแล้วบอกว่าเด็กพวกนั้นไม่ใช่เด็กดีเท่าไหร่ อีกไม่นานก็จะปีใหม่เดี๋ยวเด็กพวกนั้นก็จะอายุยี่สิบปีแล้ว ปล่อยผ่านไปบ้างก็ได้ เมื่อเห็นใบหน้าชายูฮยอกแข็งทื่อ ผู้จัดการจึงอธิบายเพิ่มเติม
“เด็กที่อยู่ตรงกลางนั่นน่ะ ทุกครั้งเขาจะพาคนที่เหมือนมาเฟียมาแล้วเอาภาพกล้องวงจรปิดจากร้านเราไป แล้วก็ให้ค่าตอบแทนด้วยนะ เพราะงั้นปล่อยๆ ไปจะดีกว่า”
ชายูฮยอกมองเด็กหนุ่มหน้าตาดีที่อยู่ตรงกลาง เมื่อได้สบตากันเด็กหนุ่มก็ยิ้มยกมุมปากราวกับว่าตนชนะแล้ว เด็กคนอื่นที่อยู่ข้างกันก็พลอยหัวเราะคิกคักตามไปด้วย ทว่าเด็กพวกนั้นกลับมองข้ามบางอย่างไป ถ้าเป็นคนทั่วไปคงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นแล้วปล่อยผ่าน แต่คนอย่างชายูฮยอกไม่เคยประนีประนอมเลยสักครั้ง แม้อีกฝ่ายจะเป็นลูกหลานตระกูลดังก็ตาม
ชายูฮยอกแจ้งตำรวจ บรรดาเด็กหนุ่มทั้งหมดถูกจับ และสุดท้ายเขาก็ถูกไล่ออก
นับแต่นั้นเป็นต้นมาเด็กหนุ่มน่ารำคาญคนหนึ่งก็จะคอยตามติดเขาไม่ห่าง เด็กนั่นตามเขาไปทุกที่ที่เขาทำงานพาร์ตไทม์แล้วก็ทำนิสัยอันธพาล
“อึนซู นี่นายชอบพี่เขาขนาดนี้เลยเหรอ ทำแบบนี้เขาเรียกสตอล์กเกอร์นะรู้ไหม ไอ้เวรนี่”
“เฮอะ พูดอะไรไร้สาระ!”
เด็กหนุ่มที่คอยตามตื๊อและออกปากว่าจะแก้แค้นเขายังเรียนไม่จบมัธยมปลายด้วยซ้ำ ช่วงแรกชายูฮยอกรำคาญที่เด็กหนุ่มคอยทำให้เขาออกจากทุกงานพาร์ตไทม์ที่ทำอยู่ แต่พอเห็นอีกฝ่ายตั้งแง่คอยระมัดระวังเขาอยู่ตลอด พูดอะไรนิดหน่อยก็หน้าแดงแล้วโวยวายใส่ เขาจึงเริ่มรู้สึกว่าท่าทางนั้นดูน่ารักดี
“อย่างอึนซูน่ะเหรอ…ฮึบ มานี่สิ พี่จะลองดูนะ”
“แม่งเอ๊ย! เป็นบ้าไปแล้วเหรอ! ไปให้พ้นเลย!”
“ฮ่าๆๆ”
ถ้าแกล้งแรงหน่อยก็จะหายหน้าไปหลายวัน เขาเคยคิดว่าหากคนที่โผล่หน้ามาทุกวันจะหายหน้าหายตาไปบ้างสักวันสองวันถือเป็นเรื่องปกติ แต่พอเวลาผ่านไปนานกว่าหนึ่งสัปดาห์เขาก็เริ่มกังวลขึ้นมาว่าคงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นใช่ไหม หรือว่าจะเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้น แต่พอซอนอึนซูปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็แกล้งอีกฝ่ายน้อยลง หลังจากนั้นซอนอึนซูก็ว่าง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ทุกครั้งที่รู้สึกว่ากำแพงที่ซอนอึนซูตั้งไว้ค่อยๆ ลดลง เขาก็รู้สึกพอใจเหมือนฝึกแมวจรให้เชื่องสำเร็จ
วันหนึ่งหลังพลบค่ำ ชายูฮยอกออกไปทำงานพาร์ตไทม์ขนส่งพัสดุ ซึ่งเป็นงานที่ได้เงินเยอะโดยใช้เวลาไม่นาน ซอนอึนซูในวัยยี่สิบปียังคงตามไปก่อกวนเหมือนเดิม ถึงจะห้ามไม่ให้มาเพราะอันตรายแต่อีกฝ่ายก็ยังไม่ฟัง
“ฮะ…?”
สุดท้ายก็เกิดเรื่องจนได้ ซอนอึนซูโมโหขึ้นมาขณะพูดคุยกันจึงเตะกล่องที่ซ้อนทับกันสูงจนกล่องที่อยู่เหนือศีรษะพวกนั้นโคลงเคลง ชายูฮยอกหยุดทำงานแล้วรีบวิ่งไปผลักซอนอึนซูออก
โครม…
กล่องมากมายทยอยหล่นลงมาข้างศีรษะ ร่างของชายูฮยอกเข้ามาทาบทับร่างซอนอึนซูที่นอนหงายอยู่ ไม่สิ…ไม่ใช่แค่ร่างกาย…แม้แต่ริมฝีปากเองก็เช่นกัน
“…”
“…”
“…อ๊ากกก!”
ซอนอึนซูรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมาจนถึงต้นคอ เขารีบผลักชายูฮยอกออกแล้วลุกขึ้นวิ่งออกไปข้างนอก ทำพลาดแค่ครั้งเดียวทำไมต้องอายขนาดนั้น ถึงจะเพิ่งเป็นผู้ใหญ่ได้ไม่นาน แต่ก็ยังเป็นแค่เด็กเมื่อวานซืนอยู่ดี พอเห็นอีกฝ่ายทำตัวน่ารัก ชายูฮยอกก็ยกยิ้มพลางแตะริมฝีปากตัวเอง
กล่องที่ตกลงมาล้วนเป็นของราคาแพง ชายูฮยอกจึงถูกไล่ออกจากงานขนส่งพัสดุไปตามระเบียบ เขาคิดว่าตัวเองคงจะหาเงินค่าเทอมและค่าครองชีพได้ก่อนกลับเข้าเรียนใหม่ แต่ก็เป็นเพราะใครบางคนถึงทำให้เงินที่เก็บหอมรอมริบมาตลอดเหลืออยู่น้อยนิด ตอนนี้ไม่มีงานพาร์ตไทม์ไหนที่เขาสามารถทำได้เลย เขาจึงตัดสินใจยื่นใบสมัครไปยังคาเฟ่ที่เคยถูกปฏิเสธเพราะรูปร่างใหญ่โตเกินไปอีกครั้ง ทว่าหลังจากได้รับการติดต่อให้เข้าสัมภาษณ์ เขาก็ถูกใครบางคนรั้งตัวไว้ขณะเดินออกจากบ้าน
“…ซอนอึนซู?”
ไม่รู้ว่าเจ้าตัวมาดักรออยู่นานแค่ไหน มือถึงได้เย็นเฉียบราวกับแผ่นน้ำแข็งแบบนี้ ปลายจมูกเองก็แดงแจ๋
“…พี่”
ซอนอึนซูน้ำตาคลอเบ้า ชายูฮยอกเคยเห็นอีกฝ่ายจ้องมองกันด้วยความอาฆาตมาดร้าย หรือแม้แต่ท่าทางที่ตะคอกเสียงแข็งกร้าว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นคนที่มีความมั่นใจสูงอย่างเด็กนั่นร้องไห้ เขารู้สึกประหม่าจึงพูดปลอบอีกฝ่ายโดยไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนั้น
“เอ่อ…นี่เราโดนพ่อแม่ดุมาเหรอ”
“แม่งเอ๊ย”
ทำไมต้องด่ากันด้วยล่ะ…
ชายูฮยอกยื่นมือไปเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม จากนั้นจู่ๆ อีกฝ่ายก็กระชากคอเสื้อเขาเข้ามาใกล้
“เอ๊ะ?…”
ก่อนริมฝีปากพวกเขาจะสัมผัสกัน ลมหายใจอุ่นร้อนที่พรูออกมาจากริมฝีปากเย็นเฉียบที่สั่นระริกชวนให้รู้สึกวาบหวามชอบกล ดูเหมือนซอนอึนซูจะไม่ชอบใจเท่าไหร่นักกับการที่เขายืนนิ่งโดยไม่ตอบสนองใดๆ ซอนอึนซูจึงสอดลิ้นนุ่มหยุ่นเข้ามา ชายูฮยอกที่ตกใจสุดขีดจึงจับบ่าอีกฝ่ายไว้แล้วผลักออกอย่างแรง
“นี่ เราทำบ้าอะไรเนี่ย!”
“…แบบนี้ผมยังเหมือนเด็กที่ถูกพ่อแม่ดุจนร้องไห้ขี้มูกโป่งอยู่อีกไหมครับ”
พอเห็นซอนอึนซูเลียริมฝีปากตัวเองแล้วเงยหน้าขึ้นมาก็ทำให้เขารู้สึกสับสน เขาเกือบจะคล้อยตาม แต่ก็กลับมามีสติเต็มเปี่ยมอีกครั้งหลังจากได้เห็นผู้หญิงที่เดินผ่านไปทำตะกร้าตก
เวรเอ๊ย งานพาร์ตไทม์ครั้งนี้ก็ช่างมันแล้วกัน
เขาลากซอนอึนซูที่ยังคงสูดน้ำมูกกลับมายังห้องพัก ถอดแจ็กเก็ตขนเป็ดออก เปิดเครื่องทำความร้อนและเสื่อไฟฟ้า ก่อนจะใช้ผ้าห่มห่อตัวเด็กนั่นจนหนา…
และปิดท้ายด้วยการประทับริมฝีปาก
“แค่ก! แค่ก!”
ชายูฮยอกไอและครวญครางด้วยความเจ็บปวดพลางบิดตัวไปมา ความทรงจำที่เลวร้ายฉายขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนทำให้เขาแทบหายใจไม่ออกและเผลอใช้เล็บข่วนแขนตัวเองจนเป็นแผล
“พี่ครับ ตั้งสติหน่อย พี่!”
“จับไว้!”
ผู้ตื่นรู้ราวห้าหกคนเข้ามาจับร่างชายูฮยอกไว้สี่ด้าน ทว่าอาศัยแค่พละกำลังของพวกเขากลับไม่สามารถขัดขวางการทำร้ายตัวเองของชายูฮยอกได้ แม้ฮอจุนจะกรอกยาระงับประสาทใส่ปากชายูฮยอกแล้ว ทว่าต่อให้กรอกมากกว่าปริมาณปกติ ชายูฮยอกก็ยังปิดปากแน่นจนทำให้ยาเข้าไปในปากได้ไม่เยอะ
“ถอยออกมาได้แล้วครับ!”
ฮอจุนตะโกนลั่น บรรดาผู้ตื่นรู้ทั้งหมดจึงพากันปล่อยมือแล้วถอยหลังออกมา ชายูฮยอกสะบัดแขนพลางหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ฮอจุนตั้งใจไม่วางอะไรเอาไว้รอบห้องจึงไม่มีสิ่งของใดได้รับความเสียหาย
“แฮ่ก…แฮ่ก…”
ชายูฮยอกเบิกตากว้างมองเพดานพลางพรูลมหายใจที่ติดขัดออกมา เมื่อเริ่มตั้งสติได้ รูม่านตาที่พร่าเลือนและเหม่อลอยก็กลับคืนสู่สภาพปกติ หลังจากรับรู้ได้ถึงการมีอยู่ของฮอจุนและบรรดาผู้ตื่นรู้ทั้งห้าหกคนที่กำลังยืนอยู่ห่างๆ เขาก็ยกฝ่ามือใหญ่กุมใบหน้าตัวเองคล้ายรู้สึกเจ็บปวด
หลังจากกลับออกมาจากเกต ชายูฮยอกก็ประสบกับอาการนอนไม่หลับอย่างรุนแรง บางครั้งหากไม่สามารถเอาชนะอาการง่วงงุนที่ถาโถมเข้ามาได้ก็จะฝันร้ายและพยายามทำร้ายตัวเอง หลังจากกินยาที่ฮอจุนปรุงให้ก็เริ่มอาการดีขึ้นมาบ้าง ทว่าเมื่อหลับลึกก็จะฝันร้ายอีกครั้ง
“…ขอโทษนะ”
ชายูฮยอกทำได้เพียงขอโทษเสียงแผ่วเบาโดยไม่กล้าแม้แต่จะมองหน้าพวกเขา ทุกคนเชื่อใจและยอมติดตามเขา เขาไม่ควรเผยให้เห็นภาพลักษณ์ที่อ่อนแอแบบนี้เลย เขาสัมผัสได้ว่ายิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ ไม่สิ…ต่อให้แข็งแกร่งมากกว่านี้ สภาพจิตใจของเขาก็มีแต่จะยิ่งถูกทำลายไม่ต่างกัน แต่นั่นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะไม่มีใครสามารถรักษาสภาพจิตใจให้เป็นปกติหลังออกมาจาก ‘ห้องมืด’ ได้อยู่แล้ว
“พี่ เราคงต้องเปลี่ยนยากันแล้วล่ะ ดูเหมือนครั้งนี้มันจะฤทธิ์อ่อนไปหน่อย”
เมื่อฮอจุนก้าวเท้าเข้ามาก้าวหนึ่ง ชายูฮยอกก็ยื่นมือออกมาห้ามไว้
“ฉันไม่เป็นไร…ขออยู่คนเดียวก่อนนะ”
“พี่”
“ขอร้อง”
“…เข้าใจแล้ว”
ฮอจุนรวมถึงคนอื่นๆ ออกไปแล้ว ทั้งห้องจึงเหลือเขาเพียงคนเดียว ชายูฮยอกซบหน้าลงบนฝ่ามือก่อนสะอื้นไห้ออกมา น้ำตาที่ไหลรินแฝงไปด้วยความเสียใจเกินบรรยาย
ห้องมืด…
เขาอยู่ที่นั่นมาเป็นเวลาหลายร้อยปีโดยผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน มันเป็นช่วงเวลาเหมือนฝันที่ได้ใช้ชีวิตในโลกอันสงบสุขร่วมกับคนที่ให้สัญญาว่าจะอยู่ด้วยกันจนวันตาย ทว่าเมื่อรู้ว่าทุกอย่างไม่ใช่เรื่องจริง ภาพหลอนของห้องมืดก็สลายหายไป หากไม่ได้ดาบของมังกรสีเงิน เขาคงหลุดออกมาไม่ได้
ชายูฮยอกเอื้อมมือไปหยิบดาบเล่มใหญ่ใต้เตียงมาถือไว้ ทันทีที่เขาสัมผัสมันแสงสว่างสีเงินก็เปล่งออกมาจากดาบแล้วโอบล้อมตัวเขาไว้
วีรสตรีจากมิติที่ล่มสลาย
เซลคาน่า มังกรสีเงิน ตัวตนเพียงหนึ่งเดียวที่ปักดาบลงไปในหัวใจของราชาแห่งจันทราสีชาด
มังกรมีอายุขัยนับหมื่นปี พวกมันจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้จากแม่ทันทีที่ลืมตาดูโลก แม้เซลคาน่าจะเป็นมังกรเด็กอายุเพียงสองพันปี แต่มันก็เรียนรู้สิ่งต่างๆ จากองค์ความรู้ที่ตกทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นว่าเมื่อใดก็ตามที่ปีศาจจากดวงจันทร์สีแดงปรากฏตัวขึ้นมันจะทำให้โลกใบนี้ล่มสลาย
และตอนนี้องค์ความรู้ของเซลคาน่าก็กำลังไหลเวียนอยู่ในหัวของเขา
“โอ้ๆ! หน้าฉัน! หน้าฉันกลับมาแล้ว!”
มาดูกีตกใจหลังจากส่องกระจกแล้วพบว่าริ้วรอยหายไปแล้ว แต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไรเปลี่ยนไปเลยสักนิด…ปกติไอ้หมอนี่คงสายตายาวสินะ แต่ไม่ว่ายังไงอย่างน้อยผมก็ได้รู้ว่าสกิลของฮวังซูยอนสามารถฟื้นฟูใบหน้าที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยชราให้กลับมาอยู่ในสภาพเดิมได้
“นี่ ฮวังซูยอน เธอจะร่วมมือกับฉันจริงๆ ใช่ไหม ถือว่าเราสัญญากันแล้วนะ”
“แน่นอนอยู่แล้วสิ เราเป็นเพื่อนกันนี่”
“ใช่ เพื่อน เราเพื่อนกันนี่เนอะ”
ผมพยักหน้ารับอย่างขอไปทีเพราะไม่ค่อยวางใจที่ฮวังซูยอนพูดด้วยสีหน้าปกติ ถ้าเธอเสียสติไปแล้วจริงๆ ผมคงจะทำงานง่ายขึ้นไม่น้อย แต่ก็อดกังวลไม่ได้เพราะสติของเธอไม่รู้ว่าจะพลิกผันไปทางไหนอีก มาดูกีส่องกระจกครู่หนึ่งก่อนหันมาใช้ศอกกระทุ้งผมแล้วกระซิบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น
“ท่านผู้นำลัทธิ ฮวังซูยอนคือคนมีความสามารถที่จะช่วยให้ลัทธิของเราเติบโต อย่าปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาดเลยนะครับ”
“รู้แล้วน่า ฉันไม่ปล่อยไปหรอก”
“พ่อแม่ของเธอก็ยังมีชีวิตอยู่ไม่ใช่เหรอครับ หึๆๆ”
มาดูกียิ้มเจ้าเล่ห์อวดไรฟันที่เรียงกันอย่างไม่เป็นระเบียบ ท่าทางดูชั่วร้ายสุดๆ นี่มันโฉมหน้าของคนร้ายตัวจริงชัดๆ
“นี่ แต่การไปขู่เรื่องชีวิตพ่อแม่มัน…”
“ครับ? ชีวิต?”
“…ไม่ใช่เหรอ”
มาดูกีมองผมด้วยความตกใจราวกับอยากถามว่าผมคิดเรื่องชั่วร้ายแบบนั้นไปได้ยังไง ผมจึงเกาท้ายทอยแก้เก้อก่อนเฉไฉลุกออกไป
บรรดาทหารถูกส่งตัวมาหลังจากผมกลับถึงเขตคังซอได้ไม่นาน หนึ่งในนั้นมีพ่อแม่ของฮวังซูยอนรวมอยู่ด้วย มาดูกีบอกว่าเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม เขาจึงให้คนพวกนั้นไปเรียนคัมภีร์ไบเบิล แต่มันไม่ง่ายเลยที่จะหลอกล่อคนที่ไม่ถูกพิษให้ติดกับ คนอื่นผมไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แต่สำหรับพ่อแม่ของฮวังซูยอนแล้ว ไม่ว่ายังไงก็ต้องทำให้พวกเขากลายมาเป็นผู้ศรัทธาให้ได้ มาดูกีจึงล้างสมอง…เอ๊ย มาดูกีจึงให้พวกเขาได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเป็นระบบระเบียบ วิธีล้างสมองหรือการเล่าเรียนนี้เป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับเพื่อยกระดับความศรัทธาของผู้ศรัทธาที่หลั่งไหลเข้ามาในภายหลัง
สาวกลำดับที่สี่อยากขยายอำนาจของตัวเองในโรงเรียนลัทธิจึงอาสาย้ายไปฝ่ายรัฐบาลชั่วคราว ผมจึงส่งสาวกลำดับที่เจ็ดออกไปเพื่อควบคุมเขา พวกเขาคัดเลือกผู้ศรัทธาของตัวเองมาคนละสิบคนแล้วพากันออกเดินทาง ผมวางแผนจะใช้คนพวกนี้เป็นเครื่องมือเผยแผ่ลัทธิโดยอาศัยจังหวะที่รัฐบาลชั่วคราวเริ่มขยายอิทธิพลเข้าสู่จังหวัดคยองกีอย่างเต็มรูปแบบ
สาวกลำดับที่สามอย่างแพคอึนชงรับหน้าที่ดูแลรายการวิทยุแห่งศรัทธา ทั้งยังคิดค้นวิธีส่งสัญญาณวิทยุไปยังประเทศอื่นๆ ด้วยการส่งคลื่นความถี่แบบสั้น หัวเรี่ยวหัวแรงอย่างสาวกลำดับที่หกซึ่งมีสกิลเกี่ยวกับการก่อสร้างก็ได้ซ่อมแซมอาคารที่พังทลายพร้อมกับสร้างแนวป้องกัน ส่วนสาวกลำดับที่ห้าก็มักจะปลูกผักหรือไม่ก็ไปตกปลาที่กินได้จากแม่น้ำฮันด้วยวิธีที่คิดค้นขึ้นมาเองเพื่อแก้ไขสภาวะขาดแคลนอาหาร
และในที่สุดพวกอควาก็ถูกพามายังเขตคังซอ ผมไม่สนว่ามันจะเป็นสัตว์ประหลาดมาก่อนหรือเปล่า แต่ในเมื่อตอนนี้มันเป็นเพียงข้ารับใช้ที่จงรักภักดีต่อพระเจ้า ต่อให้ผู้ศรัทธาจะรู้สึกไม่สบายใจแต่ผมก็ยังจะเก็บพวกมันไว้ อควาเดินทางไปทั่วทั้งเขตคังซอโดยทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้สัตว์ประหลาดตัวอื่นเข้ามาทำร้ายพวกเรา และหลังจากที่ผู้รักษาศักดิ์สิทธิ์อย่างฮวังซูยอนเข้ามาคอยรักษาอาการบาดเจ็บต่างๆ ให้เหล่าผู้ศรัทธา ความรู้สึกต่อต้านที่มีต่ออควาของพวกเขาก็เริ่มลดน้อยลงไป ทั้งยังทำให้ความศรัทธาเหนียวแน่นมากกว่าเดิม
เรื่องงานบริหารและงบประมาณผมมอบหมายให้ชูอีดันซึ่งเป็นสาวกลำดับที่หนึ่งรับผิดชอบ เขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม แต่กลับปฏิเสธการรักษาเพราะคิดว่าใบหน้าที่ดูเด็กจะทำให้ผู้อื่นไม่เคารพจึงคงใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยเอาไว้ หน้าที่ของเขาต้องแสดงตัวต่อหน้าผู้ศรัทธาบ่อยที่สุด และการมีภาพลักษณ์วัยกลางคนที่สุขุมจะทำให้ไม่มีใครมาดูหมิ่น
ส่วนผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ศรัทธาเองก็ไม่ได้กินเที่ยวไปวันๆ ผมแบ่งผู้ศรัทธาออกเป็นผู้ตื่นรู้และผู้ไม่ตื่นรู้แล้วจัดสรรงานให้ทำตามความสามารถของแต่ละคน แม้แต่ผู้ตื่นรู้ที่ทำงานหนักวันละแปดชั่วโมงก็ยังไม่ให้พัก ผมสั่งให้พวกเขาฝึกการต่อสู้อย่างหนักโดยใช้ข้ออ้างว่าเพื่อหยุดยั้งจุดจบของโลก ผู้ศรัทธาที่เคยเป็นทาสพิษมาก่อนอ่อนแอเกินกว่าคนที่ใช้สกิลอย่างสม่ำเสมอมากกว่าครึ่งอย่างเห็นได้ชัด ต่อให้เป็นสาวกที่เคยเป็นมนุษย์พิษ แต่ประสบการณ์ในการเผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดยังน้อยอยู่ พวกเขาจึงต้องได้รับการฝึกฝน ยิ่งใช้สกิลก็จะยิ่งแข็งแกร่ง หรือบางครั้งก็มีการประสานสกิลใหม่ๆ เกิดขึ้น ผู้ศรัทธาพากันเชื่อว่าสกิลใหม่คือของขวัญจากพระเจ้าจึงทุ่มเทให้กับการฝึกฝนมากเป็นพิเศษ
ชุมนุมศักดิ์สิทธิ์แห่งพระอึนซูผู้จุติใหม่เข้าสู่ช่วงมั่นคงอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ก็เหลือแค่…
“เหลือแค่ผลิตอาวุธกับชุดเกราะแล้วก็…เดินทางไปต่างประเทศสินะ”
สิ่งที่เร่งด่วนคือการผลิตอาวุธและชุดเกราะก็จริง แต่ผมกลับอยากรู้สถานการณ์ของผู้รอดชีวิตในต่างประเทศมากกว่า ถึงยังไงทั้งสองเรื่องนี้ก็จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจาก X มาร์ตอยู่แล้ว ผมจึงไปหยิบกระดาษและปากกามาเขียนจดหมายส่งให้ชายูฮยอก
“เดี๋ยวนะ ทำไมล่ะ!” ผู้นำลัทธิโมโห “ทำไมถึงปฏิเสธ”
มีแค่คนพูดที่ไม่รู้เหตุผล
มาดูกีนึกถึงจดหมายที่ซอนอึนซูส่งไปยัง X มาร์ต สิ่งที่คล้ายการบีบบังคับโดยอ้างว่าเป็นการขอความร่วมมือเพื่ออนาคตเรียกว่าจดหมายได้ด้วยหรือไงกัน ยังไงก็ตามแม้ X มาร์ตจะปฏิเสธคำร้องขอของผู้นำลัทธิที่ขอยืมมังกรอย่างสุภาพ แต่ก็ยังส่งคนผลิตอาวุธและชุดเกราะมาให้
“ทหารเรายังเดินทางไปได้แค่จังหวัดคยองกีเองนะครับ ภายในเกาหลีเองก็ยังไม่ได้ฟื้นฟูใหม่ แต่การไปต่างประเทศเลยนี่มันจะไม่เร็วไปหน่อยเหรอครับ”
“นายจะไปรู้อะไร”
“อะไรล่ะครับ”
“มังกรแม่งโคตรเท่เลย อยากลองขี่ดูชะมัด”
“…”
มาดูกีปิดปากฉับและไม่พูดต่อ บางทีซอนอึนซูก็เหมือนจะมีความคิดอยู่บ้าง แต่บางทีก็เหมือนเด็กอวดดีไม่ต่างอะไรกับตอนนี้ เขามองดูท่านหญิงที่อยู่ข้างๆ ผู้นำลัทธิ แค่รูปลักษณ์ภายนอกก็ว่าโดดเด่นแล้ว แต่นี่ยังสวมแบรนด์เนมหรูตั้งแต่หัวจรดเท้า
“…ไอ้ที่สวมอยู่นี่มันเท่าไหร่ครับ”
“ไม่เท่าไหร่หรอก ทีแรกว่าจะซื้อแค่ไม่กี่ชิ้น แต่ใส่อะไรก็ดูดีไปหมดเลยเหมามาน่ะ”
“จะไปช็อปปิ้งอีกเมื่อไหร่ เฮ้อ…ช่างเถอะครับ ว่าแต่เราจะทำยังไงกับหัวหน้าทีมซ่อมบำรุงและรองหัวหน้าจาก X มาร์ตดีครับ พวกเขาพาทหารอารักขามาตั้งเจ็ดนายแน่ะ”
“เจ็ดนายเลยเหรอ”
ผู้นำลัทธิยิ้มเจ้าเล่ห์ มาดูกีมองรอยยิ้มชั่วร้ายนั้นก่อนยิ้มออกมาราวกับรู้ความนัย มีแค่ช่วงเวลาแบบนี้ที่พวกเขาเข้ากันได้ดี
“ผมจะส่งทหารเจ็ดนายนั้นไปทำงาน ส่วนหัวหน้าทีมซ่อมบำรุงและรองหัวหน้าก็ส่งไปที่ภูเขาแคฮวาแล้วกันนะครับ หึๆๆ”
“หึๆ ขาดคนงานพอดีเลย”
“ได้คนเรี่ยวแรงดีมาช่วยงาน โชคดีจริงๆ หึๆ”
“หึๆๆ…”
คำว่า ‘ส่งไปทำงาน’ หมายถึงการล้างสมองแล้วทำให้มาเข้าร่วมลัทธิ ถึงจะเป็นวิธีที่ค่อนข้างชั่วร้ายเพราะเป็นการเจาะจุดอ่อนของมนุษย์ แต่พอได้เป็นผู้ศรัทธาแล้ว ทุกคนต่างก็มีความสุข ถ้าผลลัพธ์ออกมาดีทุกอย่างก็คงจะดี ในขณะที่มาดูกีกำลังคิดหนักว่าจะควบคุมคนใหม่ๆ ยังไงอยู่นั้น ผู้นำลัทธิก็ลอบจับมือท่านหญิงแล้วลูบไล้เบาๆ
“นี่ มาดูกี ไม่มีเรื่องด่วนแล้วใช่ไหม ถ้างั้น…เราไปพักกันสักชั่วโมง ไม่สิ…สักสองชั่วโมงดีกว่า”
ผู้นำลัทธิสังเกตท่าทีของมาดูกีก่อนหันไปชวนท่านหญิง ทว่าท่านหญิงที่ไม่ค่อยแสดงสีหน้าอะไรกลับมีเลือดฝาดแต่งแต้มบนพวงแก้ม
ไอ้พวกติดสัดเอ๊ย ถึงจะหวานชื่นกันดีแต่ก็อย่าให้มีปัญหาแล้วกัน
“เหล่าผู้ศรัทธาอดทนทำงานแปดชั่วโมงและฝึกการต่อสู้อีกแปดชั่วโมง แต่ท่านผู้นำลัทธิที่เป็นแบบอย่างกลับจะไปพักผ่อนสองชั่วโมงเนี่ยนะครับ”
“…”
“เอาล่ะ ลุกขึ้นได้แล้วครับ ไปภูเขาแคฮวากันเถอะ!”
มาดูกีรู้สึกเหงาจึงปฏิเสธคำขอของผู้นำลัทธิด้วยความรู้สึกส่วนตัวเล็กน้อย ผู้นำลัทธิจึงทำหน้าเศร้าก่อนจะค่อยๆ ลุกขึ้นยืนจากที่นั่ง
ลุงหนวดเป็นหัวหน้าทีมซ่อมบำรุงของ X มาร์ต เขาถูกส่งตัวไปยังโรงตีเหล็กที่ตั้งอยู่ด้านล่างภูเขาแคฮวา ส่วนรองหัวหน้าก็ถูกส่งไปยังถ้ำที่พัคชังจินอยู่ ลุงหนวดเคยเป็นดีไซเนอร์มาก่อน เดิมทีเขาอยู่ทีมค้นหาไม่ได้อยู่ทีมซ่อมบำรุงมาตั้งแต่แรก แต่ก็สมัครเข้ามาเพื่อที่จะได้ทำชุดออกรบ นั่นทำให้ผมสนใจการผลิตอาวุธมากกว่าเดิมจึงเดินตามหลังลุงหนวดไปยังโรงตีเหล็ก
“โอ้โห เยอะขนาดนี้เลยเหรอ”
ลุงหนวดตาโตพลางกวาดตามองลานด้านหน้าโรงตีเหล็ก ลานตรงนั้นมีวัตถุทรงกระบอกขนาดใหญ่วางเรียงรายอยู่มากมาย มันแข็งแรงกว่าเพชรหลายร้อยเท่า ถึงภายนอกจะดูเหมือนหิน ทว่ากลับมีน้ำหนักเบาเมื่อเทียบกับขนาด หลังจากเผาด้วยไฟอุณหภูมิสูงกว่าสามพันองศาก็จะแปรสภาพเป็นเหมือนโลหะ บรรดาผู้ศรัทธาตั้งชื่อวัตถุประหลาดนี้ว่า ‘หินศักดิ์สิทธิ์’ ที่จริงแล้วมันคือเหล็กในพิษที่พญาผึ้งยิงออกมาจากก้น แต่ถึงยังงั้นบางครั้งการไม่รู้อะไรเลยก็อาจเป็นเรื่องที่ดีกว่า
“ลุงครับ อันนี้คือสิ่งที่ผมลองทำไว้ครับ”
“นี่เหรอ เธอน่ะนะ?”
“ก็…ครับ…ผมตีขึ้นรูปเองคร่าวๆ ถึงงานจะหยาบไปบ้างก็เถอะ”
ผมให้ลุงหนวดดูมีดสั้นที่ลองทำเอง โชคดีที่ได้สกิลสัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่างมา ถ้าเทียบกับงานที่ทำครั้งแรกก็ถือว่าทำออกมาได้ดีทีเดียว แต่ถ้ามองดีๆ ก็จะเห็นว่ามันยังขรุขระไม่สม่ำเสมอกัน ผมไม่รู้วิธีทำที่ถูกต้อง นี่จึงเป็นแค่การเลียนแบบ ผลลัพธ์ก็เลยออกมาแบบนี้
“โอ้ ทำออกมาใช้ได้เลยนี่ สัญลักษณ์ตรงใบมีดนี่มันอะไรล่ะเนี่ย”
“ลายเซ็นของผมเองครับ”
“เธอนี่หลงตัวเองใช่ย่อยเลยนะ”
ผมยักไหล่ตอบลุงหนวดที่ส่งสายตาเอือมระอามาให้ ผมไม่ได้หลงตัวเองสักหน่อย มันเป็นสัญลักษณ์ของสกิลจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ต่างหาก เพราะเมื่อจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนมีดสั้นที่ทำออกมาชุ่ยๆ มันก็จะช่วยเพิ่มความสามารถในการโจมตีได้หลายเท่า อีกอย่างมันยังมีประสิทธิภาพทำให้บาดแผลของสัตว์ประหลาดกลายเป็นบาดแผลฉกรรจ์ได้ในชั่วพริบตาด้วย ถ้าสร้างอาวุธที่จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์แล้วแจกจ่ายออกไปให้ผู้ศรัทธาก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อกำลังรบ
“มันก็ต้องขรุขระอยู่แล้วล่ะนะ เธอต้องออกแรงให้สม่ำเสมอ คนเพิ่งเริ่มทำก็อาจจะยาก ทุกวันนี้โรงตีเหล็กใช้เครื่องจักรกันหมดแล้ว แต่ถ้าไม่มีเครื่องจักรก็ต้องใช้ค้อน”
จู่ๆ ลุงหนวดก็ถอดเสื้อแล้วโยนออกไป จึงเห็นเส้นขนที่หนาทึบบนแผ่นอกรวมถึงมัดกล้ามเนื้อที่ขยับไปมา เขาถือมีดสั้นที่ผมทำไปฟันลงบนส่วนปลายของหินศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งอยู่ตรงลาน หินศักดิ์สิทธิ์นี้ผู้ศรัทธาช่วยกันตีอยู่หลายวันก็ยังไม่แตก แต่ตอนนี้กลับมีรอยร้าวขึ้นมาซะงั้น ต่อให้มีดของผมมีบัฟ แต่ปกติแล้วมันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำลายได้ด้วยแรงแค่นั้น ลุงคนนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“ไอ้เด็ก ม.ปลาย มัวมองอะไรอยู่ มาช่วยฉันตัดหน่อย!”
“ผมไม่ใช่เด็ก ม.ปลาย แล้วนะครับ”
“ยังเถียงคำไม่ตกฟากเหมือนเดิมเลยนะ มานี่เร็วเข้าไอ้ลูกหมา”
“เอามาสิครับ เดี๋ยวผมตัดให้”
ผมรับมีดสั้นจากมือลุงหนวดมาถือไว้ก่อนฟันฉับลงไปตรงส่วนที่แตกร้าว หลังออกแรงแค่ครั้งเดียวหินศักดิ์สิทธิ์ก็แตกออกอย่างง่ายดาย พอเห็นลุงหนวดตกใจ ผมก็รู้สึกภูมิใจขึ้นมา ก่อนจะส่งแรงไปที่แขนแล้วตัดส่วนที่เหลือ
“ต้องตัดใหญ่ขนาดนี้เลยเหรอครับ”
“สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ไม่ใช่อาวุธ แต่เป็นเครื่องมือ ถ้าเอาหินแบบนี้มาเผาไฟก็คงละลายเหมือนเหล็กนั่นแหละ ถึงอย่างนั้นทำไปสักพักเครื่องมืออื่นๆ ก็อาจจะพัง”
“อ๋า จริงด้วยแฮะ ตอนผมทำมีดสั้นนี่ก็เหนื่อยเอาเรื่องเหมือนกัน”
“ถ้าจะเอาให้ทันตามที่สั่งก็ต้องเร่งมือหน่อย หยิบของแล้วตามมาเร็วเข้า”
ลุงหนวดเดินหายเข้าไปในโรงตีเหล็ก จากที่เป็นผู้นำลัทธิ จู่ๆ ก็กลายเป็นลูกมือไปในชั่วพริบตา ผมกอดหินศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกตัดออกมาอย่างทะนุถนอมไว้ในอ้อมอกแล้วส่งสายตาให้คิมแจยองที่อยู่ข้างหลัง
“อยากมาด้วยกันเหรอ น่าเบื่อแย่เลยนะ”
“ไม่เบื่อหรอก”
“จริงเหรอ”
“อื้ม”
คิมแจยองยิ้มอย่างน่ารักก่อนพยักหน้า เนื่องจากต้องผลิตอาวุธหลายพันชิ้นภายในระยะเวลาอันสั้น ผมคงดูแลเขาได้ไม่เหมือนเดิม คิมแจยองจะทนได้ไหมนะ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
ครืดดด
ตึงๆๆๆ
“ผ่อนแรงหน่อย สม่ำเสมอกว่านี้!”
“เวรเอ๊ย ฉันไม่ใช่เครื่องจักรสักหน่อย!”
“คราวนี้แรงขึ้นอีก เจ้าเด็กนี่!”
“อ๊ากกก! น่ารำคาญ!”
“ตั้งสติหน่อย บอกให้ทำเหมือนไอ้หมอนั่นที่อยู่ตรงนั้นไง!”
น่าเบื่อกับผีน่ะสิ ลุงหนวดถึงกับบอกว่าคนงานไม่พอเลยเอาคิมแจยองมาใช้งานด้วยอีกคน คนงานพวกนี้หวังอยากให้งานเสร็จเร็วๆ คิมแจยองเองก็คงคิดไม่ต่างกัน เขาจับค้อนด้วยความเต็มใจก่อนเริ่มลงมือช่วยทำงาน เรื่องอื่นผมไม่รู้ แต่ถ้าเป็นเรื่องการใช้ค้อนออกแรงอย่างสม่ำเสมอล่ะก็ เขาเก่งกว่าผมแน่นอน ลุงหนวดดูพอใจที่ไม่ว่าจะสั่งอะไรคิมแจยองก็ทำได้ดีไปหมด แต่บางครั้งเขาก็ทำสีหน้าไม่พอใจเหมือนรู้สึกติดค้างเรื่องในอดีตที่คิมแจยองเคยสังหารหมู่คนของ X มาร์ต
“โอ๊ย ร้อน อยากถอดเสื้อว่ะ”
“ก็ถอดสิ”
“ก็หมอนั่นมันไม่ให้ถอดนี่”
ถึงเหงื่อจะไหลอย่างกับสายฝนเพราะอยู่หน้าเตาเผาที่อุณหภูมิสูงกว่าสามพันองศา แต่พอจะถอดเสื้อสีหน้าของคิมแจยองก็พลันอึมครึมขึ้นมาอย่างรวดเร็ว พวกเขาไม่รู้ว่าหมอนั่นสามารถก่อเรื่องอะไรได้บ้าง ผมเลยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทนใส่เสื้อชุ่มเหงื่อต่อไป
“อะไรเนี่ย พวกเธอคบกันจริงเหรอ”
“ไม่ใช่นะครับ”
“คราวก่อนก็เห็นจับมือแล้วก็จุ๊บกันอยู่เลย”
“…เฮ้อ! แค่ถืออะไรแหลมๆ แกว่งไปแกว่งมาก็พอแล้วนี่ ทำไมคนฝ่ายนั้นถึงต้องเรื่องมากขนาดนี้ด้วยเนี่ย”
ผมแสดงความหงุดหงิดเพื่อเลี่ยงหัวข้อสนทนาที่น่าอึดอัดใจ แต่ลุงหนวดก็รู้ทันว่าผมคิดอะไรก่อนแค่นหัวเราะ
“โธ่เอ๊ย ถ้าไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด ฉันไม่ได้อยากรู้เรื่องรักๆ ใคร่ๆ ของคนอื่นขนาดนั้นหรอก”
“โอ๊ย ก็บอกว่าไม่ได้คบกันไงครับ น่ารำคาญชะมัด ทำไมต้องสั่งให้ทำอาวุธทุกชิ้นไม่เหมือนกันด้วยวะเนี่ย”
อาวุธที่ผมแจกจ่ายให้ผู้ศรัทธามีแค่สามชนิดคือมีดยาว มีดสั้น และสนับมือ เพราะถึงยังไงผู้ศรัทธาก็ไม่ใช่ผู้ตื่นรู้ด้านการต่อสู้ ผมจึงมอบหมายให้พวกเขาทำอะไรก็ได้ที่เหมาะกับแต่ละคน แต่คนฝั่ง X มาร์ตผ่านการต่อสู้มานับครั้งไม่ถ้วน ทุกคนล้วนคุ้นเคยกับอาวุธที่แตกต่างกันไปจึงต้องทำอาวุธแต่ละชิ้นให้เข้ากับแต่ละคน
“บ่นไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรหรอกนะ ไอ้ลูกหมา ตั้งสติหน่อย! ตีค้อนแล้วก็อธิษฐานด้วยล่ะว่าอย่าให้ใครมาตายเพราะอาวุธนี้”
“อธิษฐานบ้าอะไรล่ะ”
“เฮอะ”
พอต้องแบ่งงานกันทำเพื่อให้มีประสิทธิภาพ ผมเองก็ไม่ได้ทำทุกอย่างเองทั้งหมด โชคดีที่ผมทำงานขึ้นรูปอย่างเดียวเลยไม่ได้ขัดกับเงื่อนไขสกิลที่จะจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนวัตถุได้ก็ต่อเมื่อผลิตขึ้นเองเท่านั้น เพราะงั้นผมจึงสามารถจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนอาวุธที่ทำขึ้นทุกชิ้น พอผ่านมือของลุงคนนี้ ความทนทานก็ยิ่งเพิ่มขึ้น และเพราะผมจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ไว้ พลังโจมตีก็เลยเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน ดังนั้นลุงหนวดกับผมจึงเป็นคู่หูที่สมบูรณ์แบบในการผลิตอาวุธ
เคร้ง! เคร้ง! เคร้ง!
…พวกเราตั้งหน้าตั้งตาทำงานหนักตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาจึงไม่แปลกที่จะเข้าขากันได้เป็นอย่างดี
“เสร็จสักที!”
หลังจากผลิตอาวุธได้ทั้งหมดจำนวนหนึ่งพันหนึ่งร้อยยี่สิบเอ็ดชิ้น ไฟของโรงตีเหล็กก็ดับมอดลง ผมติดต่อไปยังลัทธิได้ไม่นาน มาดูกีและผู้ศรัทธาก็เอารถบรรทุกมาขนอาวุธ ผมมองภาพนั้นก่อนคว้าแขนคิมแจยองไว้แล้วเดินถอยหลังช้าๆ
“หืม? จะไปไหน”
“ชู่…ฝากบอกพวกนั้นหน่อยว่าผมจะไปพักผ่อนไม่กี่วัน เดี๋ยวกลับมา”
ลุงหนวดพยักหน้าอย่างอิดออด มาดูกีมัวแต่แกว่งมีดสั้นเลยไม่ทันสังเกตเห็นว่าผมและคิมแจยองกำลังปลีกตัวออกไป
“โอ้โห ทำออกมาได้ดีเลยนะเนี่ย ท่านผู้นำลัทธิ ที่ผ่านมาผู้ศรัทธาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คงต้องทำเพิ่มอีกสักร้อยชิ้นแล้วมั้งเนี่ย อ้าว ท่านผู้นำลัทธิไปไหนแล้วล่ะ”
ร้อยชิ้น? ไอ้หมอนี่มันเสียสติไปแล้วหรือไง
ผมหลบสายตามาดูกีที่ชะเง้อชะแง้มองมาก่อนรีบเข้าไปซ่อนตัวหลังต้นไม้ในป่ารกทึบ ผมจะซ่อนอยู่ตรงนี้จนกว่าพวกนั้นจะไปแล้วค่อยออกมา
“นี่ คิมแจยอง คือว่า…ไปเจอครอบครัวฉันกันไหม”
ผมเลี่ยงการไปเจอครอบครัวมาจนถึงตอนนี้เพราะกลัวถูกจับได้เรื่องความสัมพันธ์ที่คลุมเครือกับคิมแจยอง แต่ข่าวของผู้นำลัทธิและคู่ชีวิตกลับถูกเปิดวนซ้ำๆ ออกมาจากวิทยุ ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้คงจะถึงหูครอบครัวผมแล้ว ในเมื่อเรื่องเป็นแบบนี้ผมเลยคิดว่าควรพาคิมแจยองไปแนะนำตัวอย่างเป็นทางการน่าจะดีกว่า เหมือนคำพูดที่ว่าถ้าเป็นเรื่องที่ต้องเผชิญอยู่แล้ว แม้มันจะเจ็บปวดและยากลำบากก็จงเผชิญก่อนผู้อื่นจึงจะถือว่าได้เปรียบ…
“ซอนจงกรุ๊ป?”
คิมแจยองถามกลับเสียงต่ำกว่าปกติ เขาไม่ชอบที่ผมพูดเรื่องครอบครัว ไม่สิ…ไม่ใช่แค่ครอบครัวเท่านั้น เขาไม่ชอบทุกอย่างที่ดึงดูดความสนใจไปจากผม ถ้าไม่ได้สัญญากันว่าจะไม่ฆ่ามนุษย์ ลุงหนวดที่ถอดเสื้อวิ่งวุ่นทำงานอยู่ตรงหน้าผมคงได้ไปเฝ้ารากมะม่วงนานแล้ว
“…ฉันให้นายเลือก ถ้านายไม่อยากไป ฉันก็จะไม่ไปไหนทั้งนั้น”
ผมกระซิบคำพูดหวานหูที่ฟังดูน่าพึงพอใจให้คิมแจยองฟัง โดยตั้งใจจะใช้จุดอ่อนของเขาที่แพ้การแสดงความรักของผม ทั้งที่ปกติจะหน้าแดง แต่เขากลับเชิดหน้าขึ้นแล้วปรายตามองผมราวกับกำลังจะบอกว่าลองทำมากกว่านี้ดูสิ
ชิ ทีแบบนี้ล่ะรู้ทันดีจริงๆ
“…ช่วยยอมฉันสักครั้งได้ไหม”
“อึนซูไม่มีทางพูดแบบนี้กับฉันหรอก”
“อืม…มันก็ค่อนข้างจะเลี่ยนไปหน่อยสำหรับฉันจริงๆ นั่นแหละ”
“แต่ยังไงก็น่ารัก”
คะแนนความน่ารักเต็มร้อย คิมแจยองยิ้มตาหยีจนผมต้องให้คะแนน ให้ตายสิ ใครกันแน่ที่น่ารัก
“นายได้หนึ่งพันคะแนน”
“ถ้างั้นอึนซูก็ต้องได้หนึ่งหมื่นคะแนน”
“นายได้หนึ่งแสน เฮ้อ…ช่างเถอะ”
ใครจะเอาชนะพ่อหนุ่มคลั่งรักคนนี้ได้ล่ะ แม้คำพูดคำจาจะฟังดูติดเล่น แต่ดวงตาทั้งสองที่จ้องมองผมอยู่กลับเต็มไปด้วยความหลงใหล ผมจึงรั้งใบหน้าเขาเข้ามาจูบเต็มแรง
“อือ…”
คิมแจยองยิ้มออกมาขณะพวกเรากำลังจูบกัน ผมค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาเช่นกัน เขาสอดลิ้นเข้ามาอย่างอ่อนโยนก่อนไล้เลียไปตามไรฟัน พอผมเผยอปากตอบรับ เขาก็ไม่รอช้าพุ่งเข้ามายังจุดที่ลึกที่สุด ผมจึงกระหวัดตอบกลับไปราวกับต้องการจะปลอบโยนเรียวลิ้นที่เร่งรีบของเขา
“อา”
อืม…ไม่ได้จูบกันนานแค่ไหนแล้วเนี่ย ถึงจะตัวติดกันตลอดทั้งวันแต่เวลาที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพังแล้วได้ทำเรื่องแบบนี้กลับมีอยู่น้อยนิด อีกอย่างพวกเราเองก็ยุ่งมาก พอกลับถึงที่พักหลังเลิกงานก็หลับเป็นตายทุกครั้ง กว่าจะมีเวลาหลังจากที่ไม่ได้มีมานาน ผมก็อยากแนบชิดกันมากขึ้นและอยากเล่นสนุกในปากของคิมแจยองที่ทั้งชื้นแฉะและอุ่นร้อน เขาเองก็คงรู้สึกไม่ต่างกันถึงได้บดเบียดร่างกายท่อนล่างแล้วสอดมือเข้ามาในเสื้อผมแบบนี้ ผมรู้สึกได้ถึงฝ่ามือที่เลื่อนขึ้นมาบนเอวจึงตัดสินใจโอบแขนรอบลำคอแกร่งของเขาเพื่อทิ้งน้ำหนักตัว
“ท่านผู้นำลัทธิ! ผมรู้นะครับว่าท่านมาซ่อนตัวที่นี่! ออกมาเดี๋ยวนี้เลยนะครับ!”
“แม่งเอ๊ย…”
ผมสบถออกมาหลังได้ยินเสียงมาดูกีอยู่ใกล้ๆ ก่อนจะรีบผละหน้าออก เวรเอ๊ย! มาดูกี! ไอ้คนจิตใจอำมหิต! ผมจูบเบาๆ บนริมฝีปากที่ชื้นไปด้วยน้ำลายอย่างไม่อาจซ่อนความเสียดายไว้ คิมแจยองเองก็โอดครวญด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปรารถนาอย่างลึกซึ้ง
“อึนซู ฉันอยากทำต่อ…”
“ฉันก็อยากทำเหมือนกันแหละน่า…”
ใจจริงผมแทบอยากจะลงไปนอนเกลือกกลิ้งฟัดกับเขาตรงนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ไม่สนหรอกว่าพื้นจะเป็นดินหรือจะเป็นอะไร แต่ว่า…
“ท่านผู้นำลัทธิ! เจ้าจินปังบอกว่าอยากอยู่กับพ่อครับบบบ!”
คิมแจยองถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนพึมพำเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรำคาญว่า “ฆ่าดีไหมนะ”
“ฉันบอกว่าห้ามฆ่ามนุษย์ไง”
“…”
“เราหนีกันก่อนดีกว่า”
ผมกอดคอคิมแจยองแน่น เขาจึงช้อนสะโพกและหลังของผมไว้แล้วยกขึ้น พออ้อนให้เขาอุ้มบ่อยเข้า เดี๋ยวนี้แค่ส่งสัญญาณก็เป็นอันรู้กัน ความรู้สึกมั่นคงที่เขามอบให้มันเกินจะบรรยายออกมาได้จริงๆ ผมลูบศีรษะเขาเพื่อเป็นการชมว่าเก่งมากทำให้ได้สัมผัสกับเส้นผมที่นุ่มสลวยและรูปศีรษะกลมมน เฮ้อ โคตรน่ารักเลยโว้ย ผมอดใจไม่ไหวเลยจุ๊บใบหูเขาไปรัวๆ
“…ไปที่ซอนจงกรุ๊ปใช่ไหม”
“หืม?”
“อึนซูบอกว่าอยากไปไม่ใช่เหรอ”
“จริงเหรอ”
“อื้ม”
พอผมจุ๊บเข้าหน่อยก็เลยอารมณ์ดีขึ้นหรือเปล่านะ ถึงผมอยากจะพาคิมแจยองไปที่ลับตาคนแล้วกระโจนเข้าใส่มากแค่ไหน แต่ก็รู้ดีว่าถ้าไม่ใช่ตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสไปหาครอบครัวอีกเมื่อไหร่จึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น
“ท่านผู้นำลัทธิ!”
พอมาดูกีหาพวกเราเจอก็ชี้นิ้วแล้ววิ่งเข้ามา แต่สุดท้ายก็จับคิมแจยองที่พุ่งตัวออกไปจากป่าอย่างรวดเร็วปานสายลมไม่ได้
* ในภาษาเกาหลี คำว่า ‘ลูกเจี๊ยบ (병아리)’ และ ‘คนใบ้ (벙어리)’ ออกเสียงคล้ายกัน ซอนอึนซูในวัยเด็กจึงจำคำผิด
* พยอง คือหน่วยวัดพื้นที่ของเกาหลี โดยพื้นที่ 1 พยองจะเท่ากับประมาณ 3.3058 ตารางเมตร ดังนั้น 1,000 พยองจึงเท่ากับ 3,305.8 ตารางเมตร หรือเท่ากับ 2 ไร่ 3 งาน 26.45 ตารางวา
* ภาวะสิ้นหวังที่เกิดจากการเรียนรู้ (Learned Helplessness) คือภาวะทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นเมื่อตัวบุคคลเผชิญสถานการณ์เชิงลบซ้ำๆ จนคิดว่าตัวเองไม่สามารถควบคุมผลลัพธ์ได้อีกต่อไป
* BL มาจากคำว่า ‘Boy’s Love’ หมายถึงเรื่องราวความรักระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย มักใช้เรียกแนวหรือประเภทของอะนิเมะ มังงะ นิยาย หรือซีรีส์
ติดตามเรื่องราวทั้งหมดได้ใน
Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ
วางจำหน่ายแบบรูปเล่มที่เว็บไซต์ Jamsai Store, ร้าน Jamclub และร้านหนังสือทั่วไป
รวมถึงในรูปแบบอีบุ๊กที่
Meb / OOKBEE / Fictionlog / Naiin App / SE-ED / Hytexts / comico และ ARN
Comments



