everY
ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 3 บทที่ 15.1-15.2 #นิยายวาย
บทที่ 15.2
“ผู้บุกรุก! แค่ก”
คนที่ได้สบตากับอาโรกันเชียต่างพากันล้มลงกับพื้น นักวิจัยคนหนึ่งที่กำลังลนลานหาทางหนีกลืนน้ำลายลงคอเหมือนตัดสินใจอะไรได้ก่อนกดปุ่มสีแดงบนผนัง ประตูใหญ่ที่อยู่ด้านในถูกเปิดออกโดยอัตโนมัติ จากนั้นเขาก็เข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
“กลิ่นเหม็นฉุนลอยออกมาจากตรงนั้น”
“แกไม่ชอบกลิ่นยาฆ่าเชื้อเหรอ”
“มันคืออะไร”
“ถ้าไม่รู้ก็ช่างเถอะ ว่าแต่ทำไมตรงนี้ถึงมีห้องทดลองล่ะ หรือว่า…ไอ้เศษสวะพวกนี้มันทำการทดลองกับมนุษย์จริงๆ?!”
พอคิดว่าบางทีฮวังซูยอนอาจเคยถูกนำไปทำการทดลองมนุษย์ แข้งขาก็พลันอ่อนแรง ผมรีบวิ่งตรงไปยังประตูที่กำลังจะปิดลงแล้วสไลด์ตัวแทรกเข้าไปได้อย่างเฉียดฉิว แต่เพราะประตูถูกปิดไล่หลังผมเสียงดังปัง อาโรกันเชียที่ตามหลังมาจึงเข้ามาไม่ได้ เขาทุบประตูจากด้านนอกเสียงดังตึงตังจนประตูที่ทำจากเหล็กหนาทะลุเป็นรูโหว่ ผมคิดว่าอีกไม่นานเดี๋ยวเขาก็คงตามเข้ามาได้ แต่พอหันไปเห็นภาพตรงหน้าผมก็ลืมสิ่งที่จะพูดไปทันที
“บ้าไปแล้ว…”
เศษสวะพวกนี้ไม่ได้ทำการทดลองมนุษย์
“นั่นมัน…ไคเมร่าไม่ใช่เหรอ…”
ไคเมร่าที่มีร่างกายผสมจากทั้งอควา บิ๊กบั๊ก และบีสต์กำลังส่งเสียงร้องคำรามพลางหายใจหอบถี่ นั่นไม่ใช่ร่างกายของสิ่งมีชีวิตทั่วไปที่ประกอบไปด้วยขา ลำตัว และหัว แต่เป็นรูปลักษณ์ประหลาดที่รวมสัตว์ประหลาดทุกชนิดเข้าไว้ด้วยกัน ดูเหมือนจะมีหัวประมาณห้าหรือหก…ไม่สิ มองแค่ข้างหน้ามั่นใจไม่ได้หรอก แค่แขนกับขาก็นับไม่ถ้วนแล้ว ทว่าสิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือดวงตาที่เรียงติดกันเต็มไปหมดต่างหาก บนพื้นเองก็เต็มไปด้วยของเหลวเหนียวหนืดที่ไหลออกมาจากตัวของมัน
“อุ๊บ”
ผมปิดปากไว้เพราะรู้สึกเหมือนสิ่งที่กินเข้าไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำลังจะขย้อนกลับออกมา อาโรกันเชีย…ทำไมยังไม่เข้ามาสักทีนะ เขาทุบประตูเหล็กแล้วก็หยุดลงดื้อๆ ผมกำลังจะมองไปด้านนอกตรงช่องที่ถูกทุบจนทะลุว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า แต่กลับได้ยินแค่เสียงดังโครมครามขึ้นใกล้ๆ พอหันไปด้านข้างก็เห็นนักวิจัยที่เข้ามาด้านในเมื่อครู่กำลังดันตัวเข้าไปในช่องระบายอากาศขนาดเล็ก
“หยุด! เดี๋ยวก่อน!”
นักวิจัยกดปุ่มที่อยู่ข้างช่องระบายอากาศเป็นครั้งสุดท้ายก่อนหายตัวไป นั่นมันปุ่มอะไรอีกล่ะเนี่ย เวรแล้วไง หรือว่า…
เคร้ง…เคร้ง…ตึง…ตึง…
เจ้านี่แหละอันตรายของจริง เครื่องพันธนาการมากมายที่ตรึงร่างไคเมร่าไว้ถูกปลดออกและตกลงบนพื้น ถึงผมจะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่พอได้เห็นอะไรที่น่าขยะแขยงแบบนั้นก็ไม่วายอยากหนีไปให้รู้แล้วรู้รอด ผมเหวี่ยงหมัดลงไปบนช่องที่อาโรกันเชียทุบจนทะลุเพื่อจะหนีออกไปข้างนอก
“กรรซ์!”
“อึก!”
แต่แล้วบางอย่างที่ยาวเหยียดจากด้านหลังของมันก็พุ่งเข้ามารัดเอวผมไว้แล้วกระชากกลับเข้าไปทำให้หมัดของผมไปไม่ถึงประตู ผมก้มลงมองดูว่ามันคือตัวอะไรกันแน่ ก่อนจะได้เห็นแขนของสัตว์ประหลาดที่มีตาอยู่หลายสิบดวง และดวงตาพวกนั้นก็กำลังจ้องมองมาที่ผมเป็นตาเดียว
“ชะ…เชี่ย…เชี่ยเอ๊ยยย!”
ขนทั่วทั้งร่างพลันลุกชัน ทั้งที่ผมควรแกะมันออก แต่พอคิดว่าต้องเอามือไปสัมผัสดวงตาพวกนั้นก็ทำใจจับไม่ลง ทว่าถ้าไม่แกะออกตอนนี้ผมคงถูกร่างที่น่าขยะแขยงขยี้จนแหลก และในบรรดาปากที่มากมายพวกนั้น…ผมจะถูกยัดเข้าไปในปากไหนของมันกันนะ พอมองดูดีๆ ของเหลวเหนียวข้นที่เจิ่งนองบนพื้นก็คือน้ำลายที่ไหลออกมาจากปากของมันนี่เอง บ้าไปแล้ว…ถ้าเอามือจับมัน ผมอาจจะเป็นลมไปเลยก็ได้ ผมจึงหลับตาแน่นก่อนค่อยๆ แขนมือของสัตว์ประหลาดออก
‘ท่านผู้นำลัทธิ นายเคยบอกว่าตัวเองแข็งแกร่งมากใช่ไหม’
ผมนึกถึงสิ่งที่พลจัตวาคิมมียอนพูดกับผมก่อนมาถึงทำเนียบฟ้า พอผมบอกว่าตัวเองแข็งแกร่ง เธอก็บอกว่า ‘งั้นเหรอ ค่อยโล่งใจหน่อย หึๆ’…ก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างน่าหมั่นไส้
ผมกัดฟันกรอด หลังเตรียมแผนฉุดผู้บัญชาการอิมกยูลงเหวเรียบร้อยแล้ว ทำไมพลจัตวาคิมมียอนถึงต้องรั้งพวกผมไว้อย่างกับรออะไรอยู่น่ะเหรอ ต่อให้เธอเป็นผู้ตื่นรู้ที่มีทักษะแข็งแกร่งแค่ไหน แต่ถ้าต้องมาเผชิญหน้ากับไคเมร่านั่น ยังไงซะก็คงต้องเสียเลือดกันไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเลือดของผู้ใต้บังคับบัญชาหรือเลือดของเธอเองก็ตาม เธอเลยตั้งใจจะอาศัยพละกำลังของผมกับคิมแจยองเพื่อกำจัดมันยังไงล่ะ
“ส่วนฮวังซูยอน…เฮอะ มีความเป็นไปได้สูงมากที่พลจัตวาน่าจะคุ้มครองยัยนั่นมาตั้งแต่แรกแล้ว”
หลังจากรู้สึกเหมือนถูกฟาดเข้าที่ท้ายทอยอย่างจังจนรู้สึกมึนหัว ผมก็ยื่นมือออกไปทางไคเมร่าที่กำลังพุ่งเข้ามา
“ชำระล้าง”
เส้นใยสีขาวพุ่งเข้าไปพันร่างไคเมร่าไว้ แต่ทันใดนั้นมันก็ตัดบางส่วนของร่างกายตัวเองทิ้งเพื่อเลี่ยงการชำระล้าง ผมจึงพยายามใช้การชำระล้างกับมันอีกครั้ง คราวนี้มันพุ่งตัวเข้าไปกระแทกกับผนังเสียงดังตึงจนฝุ่นปูนฟุ้งกระจาย ถึงจะมองไม่ค่อยชัด แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกถึงอันตรายใดๆ
เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พลังของผมก็มีแต่จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นยังไงล่ะ
[System]
ซอนอึนซู
อายุ : 20
เพศ : ชาย
อาชีพ : ผู้นำลัทธิ
ฝ่าย : อธรรม
ฉายา : [ผู้ตื่นรู้คนแรก*]
สกิล : [ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.3*] [ฝันพยากรณ์*] [โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.2*] [รอยแผลศักดิ์สิทธิ์] [ชำระล้าง Lv.2*] [สัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่าง Lv.1] [จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ Lv.1]
[ทักษะหัตถ์พระเจ้า Lv.3]
– สามารถควบคุมสิ่งของทุกชนิดที่ถืออยู่ในมือได้อย่างอิสระตามใจนึก
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.3 : ไม่มี
– อัตราความสำเร็จ 3%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[ฝันพยากรณ์]
– สิทธิพิเศษสำหรับผู้ตื่นรู้คนแรก
– ฝันล่วงรู้อนาคต (สุ่ม)
[โอม จงซ่อม จงฟื้น จงคืนสภาพด่วน Lv.2]
– ชำนาญในการซ่อมแซมสิ่งของชนิดที่ใครก็เทียบไม่ติด
– อัตราความสำเร็จ 52%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[รอยแผลศักดิ์สิทธิ์]
– ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นตามจำนวนสิ่งมีชีวิตใต้อาณัติ… (ค่าสถานะทั้งหมด+560)
[ชำระล้าง Lv.2]
– ชำระล้างสิ่งชั่วร้าย
– ชำระล้างพลังของสิ่งชั่วร้าย
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.3 : สกิล [แสงศักดิ์สิทธิ์]
– อัตราความสำเร็จ 5%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[สัมผัสแห่งปรมาจารย์ช่าง Lv.1]
– สกิลการผลิตพิเศษ
– ปลดล็อกสกิลที่เกี่ยวข้องเมื่อเลเวลสูงขึ้น
– รางวัลความสำเร็จเมื่อถึง Lv.2 : สกิล [แบบแปลน Lv.1]
– อัตราความสำเร็จ 1%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
[จารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ Lv.1]
– สามารถจารึกรอยแผลศักดิ์สิทธิ์ลงบนสิ่งของที่ผลิตขึ้นเองได้
– อ้างอิงตามค่าสถานะ ณ เวลาที่ใช้สกิล
– อัตราความสำเร็จ 0%… (กำลังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ)
ไคเมร่ารู้สึกว่าผมแข็งแกร่งกว่าจึงทลายบังเกอร์ชั้นใต้ดินเพื่อหลบหนี ดูเหมือนว่าการผสมผสานระหว่างบีสต์กับบิ๊กบั๊กที่เอาแต่พุ่งกระโจนเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งและอควาที่มีสติปัญญาสูงจะทำให้พวกมันมีการเคลื่อนไหวที่แปลกประหลาดและคาดเดาได้ยาก
“นั่นมันกิ้งก่าหรืออะไรน่ะ เดี๋ยววิ่งเดี๋ยวหยุดอยู่นั่น ชำระล้าง!”
ไคเมร่าวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว ทั้งยังยอมสละแขนและขาอย่างละข้าง
ตึง! ตึง! ตึง!
เศษปูนซีเมนต์บนผนังและเพดานต่างพากันร่วงลงมา ให้ตายสิ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปเพดานคงได้ถล่มลงมาแน่ ทำไมลงมาชั้นใต้ดินทีไรต้องเกิดเรื่องไม่ดีอยู่เรื่อยเลยนะ พอสายตาเริ่มพร่ามัวจนเดาตำแหน่งของมันไม่ถูก ผมเลยหันหลังไปทุบประตูเหล็กจนพัง
“อาโรกันเชีย! ออกไปกันเถอะ!”
อาโรกันเชียที่อยู่หน้าประตูยืนนิ่งก้มหน้างุด เขาดึงฮู้ดลงมาปิดใบหน้ามิดชิด ผมจึงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรหรือทำไมถึงทำแบบนั้น แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือการออกไปจากที่นี่ ผมคว้าแขนอาโรกันเชียแล้ววิ่งออกไปข้างนอก เพราะไม่ว่ายังไงชั้นใต้ดินก็ไม่มีช่องทางให้สัตว์ประหลาดนั่นหนีไปได้อยู่แล้ว ถ้าเปิดประตูทิ้งไว้ทุกบาน ยังไงมันก็ต้องออกมาทางนี้ ผมจึงทุบทำลายประตูทุกบานที่ขวางหน้าก่อนจะขึ้นมายังพื้นดิน
ทหารที่เฝ้าอยู่หน้าบังเกอร์หายไปหมดแล้ว ดูเหมือนพวกเขาเพิ่งได้สติเลยพากันหนีเอาตัวรอด ส่วนการต่อสู้ก่อนหน้านี้ก็น่าจะกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือด เพราะผมได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้นพร้อมกับเห็นกลุ่มควันที่ลอยออกมาจากอาคารฝั่งตรงข้ามอย่างต่อเนื่อง ในระหว่างที่รอจนกว่าไคเมร่าจะออกมาที่นี่ ผมทรุดตัวนั่งลงบนพื้นพลางคิดว่าจะแก้แค้นพลจัตวาคิมมียอนที่น่าหมั่นไส้นั่นด้วยวิธีไหนดี
“ไม่นั่งหรือไง”
“…”
“ทำไม สูงส่งมากจนนั่งติดพื้นไม่ได้เลยเหรอ”
“…”
ทั้งที่ได้ยินคำพูดเสียดสีจากผมแล้ว แต่เขากลับยืนนิ่งไม่โต้ตอบ
แหมะ…
มีเสียงหยดน้ำตกลงบนพื้น
แหมะ…แหมะ…
คราวนี้ตกลงเพิ่มมาอีกสองหยด ผมรีบกระชากชายเสื้อคลุมที่เขาสวมไว้แรงๆ ทำให้ฮู้ดที่หลวมโพรกหลุดออกมาจนเผยให้เห็นใบหน้าของเขาในที่สุด
“เอ่อ…”
“…”
“ระ…ร้องไห้ทำไม”
ผมลุกขึ้นยืนเก้ๆ กังๆ หลังจากเห็นน้ำตาของเขาไหลลงมาไม่ขาดสาย ถึงจะอยากเช็ดน้ำตาให้ แต่เมื่อครู่เพิ่งเอามือไปจับสัตว์ประหลาดมา ผมเลยรู้สึกขยะแขยงนิดหน่อยจึงใช้แขนเสื้อเช็ดแก้มและขอบตาให้เขา
“อย่าร้องไห้สิ”
ผมไม่รู้ว่าเขาคับแค้นใจเรื่องอะไรถึงกัดริมฝีปากแน่นแบบนั้น
“ถ้านายร้อง ฉันก็ทำอะไรไม่ถูกน่ะสิ”
ต่อให้พยายามเช็ดเท่าไหร่ น้ำตาก็ยังคงพรั่งพรูออกมาไม่ขาดสาย ถ้ามัวแต่ร้องไห้อยู่แบบนี้ขอบตาเขาคงจะแดงช้ำไปหมดแน่ๆ เพียงแค่คิดถึงภาพนั้นผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจขึ้นมา
“…อยากให้จุ๊บไหม”
ถึงคิมแจยองจะไม่ตอบแต่ผมก็ยื่นหน้าเข้าไปจุ๊บแก้มเขาเบาๆ พอเห็นว่าสันกรามที่เคยเกร็งแน่นผ่อนคลายลง ผมก็พรมจูบเปลือกตา ปลายจมูก และแก้มของเขาอีกหลายครั้ง จากนั้นก็ปิดท้ายด้วยการจูบริมฝีปากเขา ผมใช้ลิ้นไล้เลียลงบนริมฝีปากอวบอิ่มที่มีรอยกัด ทันใดนั้นเองเขาก็ดึงผมเข้าไปกอดทันที
“อึนซู”
“ได้ยินเสียงนายสักที”
“นายไม่รังเกียจ…ที่ฉันชอบนายเหรอ”
ผมกอดคิมแจยองก่อนจะลูบหลังเขาเบาๆ ว่าแต่ทำไมจู่ๆ เขาถึงถามแบบนี้กันนะ
“รังเกียจอะไรล่ะ ฉันรู้ตั้งแต่แรกแล้ว”
ความจริงแล้วผมไม่เคยรังเกียจเขาเลยสักครั้ง กลับกัน…ผมคิดว่าโชคดีด้วยซ้ำ การที่ผมรอดมาถึงจุดนี้ได้ก็เพราะคิมแจยองชอบผม ถ้าไม่มีเขาผมอาจจะตายไปนานแล้วก็ได้ ต่อให้ไม่นับรวมเรื่องพวกนั้น แต่มาบอกชอบกันด้วยใบหน้าที่สวยขนาดนี้ ใครจะทำใจรังเกียจได้ลงกันล่ะ
“ไม่กลัวหรือไม่ขยะแขยงบ้างเหรอ”
“พูดอะไรน่ะ นายทั้งน่ารักแล้วก็สวยขนาดนี้”
“ตอนที่ฉันขังนายไว้ นายเคยบอกว่ารังเกียจ”
“ฉันไม่ได้รังเกียจ แต่แค่หงุดหงิดที่นายทำตัวดื้อรั้นไม่ฟังอะไรเลยต่างหาก”
คิมแจยองทำตัวเหมือนคนเพิ่งตื่นจากฝันร้ายและเอาแต่ขอคำยืนยันเรื่องอะไรบางอย่างจากผม ผมจึงตอบคำถามแง่ลบของเขาด้วยถ้อยคำในแง่บวก ก่อนจะตบหลังเบาๆ เป็นการปลอบใจ เขาไปเจอเรื่องอะไรมาถึงดูเสียใจและอึดอัดใจได้ขนาดนี้ ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพลาดอะไรบางอย่างไป แต่ถึงยังไงคิมแจยองก็มีทัศนคติต่างจากคนอื่นนิดหน่อยอยู่แล้ว ผมเลยคิดว่าสักวันเขาอาจยอมพูดเรื่องภายในใจที่ไม่ยอมบอกผมสักทีก็ได้ ผมไม่อยากเห็นภาพเขาร้องไห้อย่างน่าสงสารแบบนี้อีกแล้ว
ผ่านไปไม่นานหลังจากคิมแจยองรู้สึกผ่อนคลาย เขาก็คลายแรงที่มือออก ทันทีที่เงยหน้าขึ้นสำรวจใบหน้าเขา ผมก็เห็นว่าน้ำตาที่ไหลออกมาราวกับเขื่อนแตกนั้นได้หยุดลงแล้ว ผมจึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“ร้องพอแล้วใช่ไหม”
“อื้ม”
“แล้วที่นายบอกว่าเข้าไปในห้วงลึกหรืออะไรสักอย่างนั่นมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ”
“ก็แค่…”
คิมแจยองหลุบตาต่ำแล้วเม้มริมฝีปาก ใบหน้าที่ซีดเผือดยิ่งกว่าเดิมทำเอาผมแอบรู้สึกกังวลอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอได้สบตากับดวงตาคู่นั้นที่ช้อนมองขึ้นมาอีกครั้ง ร่างกายผมก็พลันแข็งทื่อไปทั้งตัว
“ฉันแค่ฝันถึงเรื่องเมื่อนานมาแล้วน่ะ…”
ดวงตาสีแดงก่ำที่มีรูม่านตาเรียวรีดั่งอสรพิษ เมื่อก่อนดวงตาคิมแจยองก็เคยเปลี่ยนเป็นสีแดงตอนใช้สกิลควบคุมจิตใจกับคนหมู่มาก แต่สถานการณ์ตอนนี้ต่างไปจากตอนนั้นแล้ว หัวใจผมเต้นระส่ำ เหงื่อไหลไม่หยุด รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นกระต่ายที่อยู่ต่อหน้าเสือ
“แควกกก!”
ในที่สุดไคเมร่าก็กระโจนตัวพุ่งขึ้นมาบนพื้นดิน คิมแจยองปรายตามองมันครู่หนึ่งอย่างไม่ใส่ใจ ชั่วพริบตาเดียวไคเมร่าก็กลายเป็นเถ้าสีดำลอยขึ้นไปกลางอากาศ ดับชีวิตทันที
คิมแจยองทำให้ไคเมร่าสลายหายไปด้วยการปรายตามองแค่ครั้งเดียว
วินาทีนั้นผมรู้สึกคล้ายพื้นใต้ฝ่าเท้ากำลังทรุดตัวลงด้วยความหวาดกลัวหลังได้เผชิญหน้ากับพลังที่ไม่อาจรับมือได้ ผมพูดอะไรไม่ออกและได้แต่ยืนตัวสั่นงันงกอยู่อย่างนั้น คิมแจยองจึงยื่นมือมาลูบแก้มผม
“คิดถึงจัง”
ผมอยากตอบเขากลับไปว่าฉันก็เหมือนกัน แต่ดันพูดไม่ออก หลังจากรูม่านตาคิมแจยองกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ร่างกายที่แข็งค้างของผมก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง
“…”
เขาคงสังเกตเห็นว่าผมกลัว แต่ผมไม่อยากให้เขาคิดว่าผมกลัวหรือพยายามหลีกเลี่ยงเขา ผมจึงใช้มือที่ชื้นเหงื่อรั้งท้ายทอยเขาเข้ามาประทับริมฝีปาก ผมเผยอกลีบปากที่สั่นเล็กน้อยและสอดลิ้นที่แข็งเกร็งเข้าไป คิมแจยองจึงค่อยๆ โอบรับมันไว้อย่างนุ่มนวล ความประหม่าของผมค่อยๆ คลายลงด้วยจูบที่แสนอ่อนโยนนั้น
คิมแจยองกลับมาแล้ว
“เฮ้ย ท่านผู้นำลัทธิ! รอดมาได้ด้วยแฮะ ฮ่าๆๆ”
“ไอ้…”
ผมพูดได้ไม่จบประโยคเพราะมีสายตามากมายจับจ้องอยู่ พลจัตวาคิมมียอนจุดบุหรี่หน้าตาเฉยก่อนยื่นกล่องบุหรี่มาให้ผม พอเห็นว่าผมไม่รับแล้วจ้องมองเขม็ง เธอจึงยิ้มแหยก่อนยัดกล่องบุหรี่ใส่กระเป๋า
“เห็นใจกันหน่อยไม่ได้เหรอ ฝ่ายฉันมีใครพอจะสู้กับสัตว์ประหลาดนั่นได้บ้างล่ะ”
“ก็น่าจะบอกกันตั้งแต่แรกสิครับ”
“อืม…มันอาจจะดูเป็นการแก้ตัวนะ แต่มาดูกีอะไรนั่นฉลาดกว่าที่คิด ดวงตานี่เป็นประกายอย่างกับไฮยีน่ากำลังล่าเหยื่อ แหม ฉันก็กลัวว่าจะถูกล้วงความลับหมดเปลือกเลยไม่ได้บอกก่อนน่ะสิ”
“เฮอะ ให้ตายสิ…”
“โทษทีๆ เดี๋ยวจะเล่าเรื่องที่นายอยากรู้ให้ฟังแทนแล้วกัน เท่าที่ฉันจะพูดได้น่ะนะ”
พลจัตวาคิมมียอนทำหน้าสำนึกผิดแล้วเข้ามาโอบไหล่ผม ถึงจะอายุจะห่างกันเกือบสามสิบปี แต่ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ใช้ชีวิตร่วมกันเหมือนเพื่อน การแตะเนื้อต้องตัวกับเธอจึงเป็นเรื่องปกติ ถึงเธอดูเหมือนจะมีแผนปล่อยเบลอเรื่องนี้ แต่มีเรื่องหนึ่งที่เธอมองข้ามไป นั่นคือเรื่องที่คนข้างกายผมตอนนี้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่างไปจากเมื่อก่อนแล้ว
“อึก!”
พลจัตวาคิมมียอนร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวดก่อนรีบเอาแขนออกอย่างรวดเร็ว แขนเสื้อของชุดเครื่องแบบทหารที่สวมอยู่ลุกไหม้ ผิวหนังกลายเป็นสีแดงราวกับถูกไฟไหม้จนพุพอง เธอกัดฟันกลั้นเสียงกรีดร้องเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ผมจึงรีบเข้าไปคว้าข้อมือคิมแจยองที่ยืนนิ่งอยู่ข้างๆ อย่างรวดเร็ว
“หยุดนะ!”
“…”
“อย่าทำแบบนี้”
ตอนนี้ผมจะเป็นศัตรูกับกองทัพไม่ได้เด็ดขาด เพราะยังต้องหาคนมาอยู่ฝ่ายเดียวกันก่อน อย่างน้อยแค่คนเดียวก็ยังดี แค่เธอไม่ร้องเสียงดังก็นับว่าโชคดีแค่ไหนแล้ว หลังจากคิมแจยองหยุดใช้พลัง เธอถึงกลับมาสงบลงได้ แม้แขนจะยังพุพองจนดูไม่ได้ก็ตาม
“แฮ่ก…แฮ่ก…เวรเอ๊ย เกือบได้แขนพิการอีกรอบแล้วไง…”
พลจัตวาคิมมียอนจ้องมองคิมแจยองอย่างตกตะลึงด้วยสีหน้าที่ไม่ต่างจากผมตอนเห็นเขาทำให้ไคเมร่าสลายหายไปแม้แต่น้อย มันเป็นพลังที่ทำให้ใครต่อใครต่างรู้สึกสิ้นหวัง ผมจับข้อมือคิมแจยองไว้แน่นก่อนส่งสายตาเป็นการเตือน
อย่าทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง
ใบหน้าคิมแจยองในฮู้ดซีดเผือดราวกับหุ่นขี้ผึ้ง ถึงจะดูเหมือนไร้ความรู้สึก แต่ใครจะรู้ว่าภายในใจเขากำลังคิดอะไรอยู่ ผมกลัวว่าเขาจะทำเรื่องไม่เป็นเรื่องอีกเลยดึงไปไว้ข้างหลัง แต่พอได้อยู่ข้างหลังเขาก็รั้งผมเข้าไปกอดก่อนเอาคางเกยไหล่ข้างที่พลจัตวาคิมมียอนเคยเอามือสัมผัส
“พอดี…หมอนี่ดุร้ายนิดหน่อยน่ะครับ”
“นิดหน่อย? นะ…นิดหน่อยเหรอ”
“ถึงจะกัดแต่ก็คงไม่ถึงกับจะฆ่าจะแกงกันหรอกครับ”
หากจะพูดให้ถูกคงต้องบอกว่าหมอนี่ฆ่าไม่ได้ต่างหาก แต่ผมก็ไม่จำเป็นต้องพูดจุดอ่อนนั้นออกไป พลจัตวาคิมมียอนกำมือแน่นแล้วคลายออกเพื่อตรวจดูว่าแขนข้างที่พุพองยังมีความรู้สึกอยู่หรือเปล่า จากนั้นก็หยิบยาแก้ปวดออกมาจากกระเป๋าสองสามเม็ดแล้วยัดใส่ปาก
“…เจ็บมากเลยเหรอครับ”
“จะไม่ให้เจ็บได้ยังไงล่ะ ผิวไหม้ไปหมดแล้วเนี่ย”
“เอ่อ…ถ้าไปหาฮวังซูยอนก็น่าจะหายนะครับ ส่วนเรื่องที่ไม่บอกผมก่อนถือว่าหายกันนะครับ”
“ไอ้เด็กนี่…”
ถึงยังไงใช้แค่สกิลของฮวังซูยอนครั้งเดียวอาการต่างๆ ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง ถึงพลจัตวาคิมมียอนจะหลอกผมก่อน แต่เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตมาจนถึงตอนนี้เธอก็ไม่ใช่คนจิตใจคับแคบที่จะมาแค้นฝังหุ่นแค่กับเรื่องแบบนี้ ผมหลบสายตาที่ดูไม่ไว้วางใจของเธอก่อนกวาดตามองไปรอบๆ
สถานการณ์โดยรวมถือว่าดีขึ้นประมาณหนึ่งแล้ว ซากศพที่นอนเกลื่อนพื้นส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายตรงข้าม ส่วนคนที่รอดมาได้ก็ถูกมัดไปรวมกันอีกที่หนึ่ง อย่างกับคิดมาแล้วว่าถ้าเกลี้ยกล่อมมาเป็นพวกเอาไว้ใช้งานให้เต็มที่จะคุ้มค่ากว่ายังไงยังงั้น ท่ามกลางสนามรบที่ทุกคนต่างเลือดท่วมตัว มีเพียงผู้ศรัทธาของผมที่เดินขวักไขว่ในสภาพที่ขาวสะอาด เสื้อผ้าที่ทำจากใยแมงมุมของพัคชังจินทั้งเหนียวทนทานและกันน้ำจนไม่เปื้อนอะไรเลย พออยู่ท่ามกลางบรรดาทหารที่ทั้งตัวอาบโชกไปด้วยเลือดก็ยิ่งขับให้ดูศักดิ์สิทธิ์ขึ้นไปอีก พวกเขาทำตามคำสั่งผมโดยการถ่ายทอดพระประสงค์ของพระเจ้าและรักษาผู้บาดเจ็บ
“ผู้บัญชาการอิมกยูล่ะครับ”
“จับได้ตอนกำลังจะหนี ความแค้นฉันมีตั้งเท่าไหร่ ถ้าจะฆ่าให้ตายง่ายๆ มันไม่พอหรอก”
พลจัตวาคิมมียอนไม่เพียงแต่รวบรวมทหารในฐานทัพเท่านั้น แม้แต่พลเรือนก็ยังกลายเป็นพวกเดียวกันกับเธอจนทำให้โค่นล้มผู้บัญชาการอิมกยูได้สำเร็จ คราวนี้ต่อให้พูดว่ากองทัพอยู่ในกำมือเธอโดยสมบูรณ์ก็คงไม่เกินจริง และหากตอนนี้เธอบอกว่าจะขึ้นเป็นประธานาธิบดีก็คงไม่มีใครคัดค้าน
“เอ่อ…พอดีผมมีเรื่องด่วนต้องรีบไป ช่วยดูแลผู้ศรัทธาให้หน่อยนะครับ”
“เรื่องด่วน?”
“คือว่า…มัน…”
ผมเบนสายตาไปทางคิมแจยอง เขาคงไม่พอใจที่คุยนานเลยกอดเอวผมแน่นขึ้น ผมต้องพาไอ้คนที่เหมือนระเบิดเวลานี่ไปที่เงียบๆ ก่อนที่เขาจะก่อเรื่องอะไรอีก
“เรื่องอื่นเอาไว้คุยกันพรุ่งนี้นะครับ”
“ได้สิ ไปเถอะ รีบๆ ไปเลย”
พลจัตวาคิมมียอนโบกมือไล่อย่างกับอยากไล่สิ่งชั่วร้ายไปให้ไกลๆ ส่วนคิมแจยองก็อุ้มผมทันทีเหมือนกับกำลังรอเวลานี้อยู่ ผมก้มหัวเล็กน้อยให้เธอก่อนรั้งคอคิมแจยองเข้ามากระซิบ
“อย่าสู้กับพวกเดียวกันเลยน่า นะ?”
“อื้ม”
“ดีแต่พูดอีกแล้ว”
ผมยังไม่ได้บอกว่าจะไปไหน แต่คิมแจยองกลับกระโดดพุ่งตัวออกไปอย่างไม่ลังเล เขาเคลื่อนไหวนุ่มนวลกว่าเมื่อก่อน ทั้งยังเร็วจนผมแทบมองไม่เห็นทิวทัศน์รอบข้าง นี่เขาดูดซับพลังของอาโรกันเชียไปได้มากขนาดไหนกันเนี่ย ร่างกายอาจจะแข็งแกร่งขึ้น แต่ดูเหมือนสภาพจิตใจไม่ค่อยมั่นคงเท่าไหร่ ผมรั้งหัวเขาเข้ามากอดแน่นพลางคิดว่าเขาจะเป็นอะไรหรือเปล่านะ
ไม่นานนักพวกเราก็เดินทางมาถึงบ้านของอควา พวกมันประหม่าที่ถูกจับจ้องเลยไปซ่อนตัวตรงจุดที่คิมแจยองมองไม่เห็น ทำไมจู่ๆ พวกมันถึงแสดงท่าทีแบบนี้อีกแล้วล่ะ คิมแจยองเข้าไปในห้องโดยไม่สนใจพวกอควาแล้ววางผมลงในขณะที่ผมได้แต่งง
“อึนซู อยากอาบน้ำไหม”
“ฮะ?”
อยากอาบน้ำไหมงั้นเหรอ ทำไมถึงถามล่ะ หรือว่า…
พอนึกถึงก่อนหน้านี้ที่เรียวลิ้นของเราสอดประสานกันหน้าผมก็แดงระเรื่อ ผมไม่ได้ทำนาน ใจก็นึกอยากจะทำอยู่เหมือนกัน แต่เราต้องคุยกันก่อนสิ…
“ถ้าไม่อยาก…งั้นเรานอนกันเลยไหม”
ระ…เราต้องคุยกันก่อนไม่ใช่เหรอ…
คิมแจยองยื่นมือออกมาท่ามกลางแสงไฟสลัว ทำไมจู่ๆ เขาถึงเปลี่ยนมาเป็นรุกหนักแบบนี้ล่ะ ที่ผ่านมาคิมแจยองมักจะทำเรื่องพวกนั้นตามอารมณ์อยู่แล้ว แต่พอเขาจริงจังแบบนี้มันก็ชวนให้รู้สึกเขินอยู่เหมือนกัน ผมปัดมือคิมแจยองที่เอื้อมมาจับผมออกด้วยใบหน้าร้อนผ่าว
“นะ…นายน่ะ! พูดเรื่องแบบนั้นออกมาหน้าตาเฉยได้ยังไง!”
“เรื่องแบบนั้น?”
“ขะ…ขออาบน้ำก่อน”
นอกจากจะพูดตะกุกตะกักแล้ว มือเท้าของผมยังทำงานไม่สัมพันธ์กันอีกต่างหาก โอ๊ย ขายขี้หน้าชะมัด…ทั้งที่คนพูดเรื่องน่าอายคือคิมแจยองเองแท้ๆ แต่ทำไมผมถึงเป็นฝ่ายแสดงท่าทีเก้ๆ กังๆ แบบนี้ซะเองกันนะ ผมไม่อยากให้คิมแจยองเห็นผมในสภาพนี้เลยเอื้อมมือไปหมุนลูกบิด แต่ในขณะที่ผมกำลังจะเข้าไปในห้องน้ำนั้น…
พึ่บ…
ผมได้ยินเสียงเสื้อผ้าหล่นลงพื้นดังมาจากด้านหลังจึงหันไปมองโดยไม่ได้คิดอะไร แต่กลับเห็นคิมแจยองถอดเสื้อคลุมออกแล้วกำลังจัดการกับร่างกายตัวเองเพื่อปลดเปลื้องเศษผ้าที่อาโรกันเชียพันไว้ ไม่นานนักผ้าที่พันรอบตัวก็ค่อยๆ หล่นลงมาเผยให้เห็นผิวกายขาวเนียน ทั้งที่เป็นร่างกายเดียวกันแท้ๆ แต่พอข้างในเป็นคิมแจยอง ผมก็รู้สึกว่ามันขาวยิ่งกว่าเดิมซะอีก ผมเผลอกลืนน้ำลายลงคอก่อนสบตากับคิมแจยองที่เงยหน้าขึ้นมาพอดี
“ชะ…ชอบชุดนั่นเหรอ”
“…เปล่า”
“ฉันก็ไม่ชอบ แต่ตอนนี้เริ่มชอบขึ้นมาแล้วล่ะ…เอ่อ…แม่ง นี่ฉันพูดอะไรเนี่ย”
ผมเผลอพูดเรื่องไร้สาระออกมา ขืนยืนอยู่ตรงนี้ต่อผมอาจจะพูดอะไรแปลกๆ ออกมาอีกก็ได้ ผมจึงรีบเข้าไปในห้องน้ำแล้วปิดประตูดังปัง เห็นทีคงต้องรีบเอาน้ำเย็นๆ ราดตัวสักหน่อย ผมถอดเสื้อผ้าแล้วโยนออกไปลวกๆ ทำให้เห็นเนื้อตัวของตัวเองที่แดงระเรื่อตั้งแต่ใบหน้าลามมาถึงหน้าอกที่สะท้อนขึ้นลงอยู่ในกระจกซึ่งตั้งอยู่บนอ่างล้างหน้า
“โอ๊ย น่ารำคาญชะมัด…”
แม้ส่วนที่แข็งขืนของผมจะโดนน้ำเย็นไปแล้ว แต่ก็ไม่มีท่าทีจะสงบลงเลยสักนิด ในหัวเอาแต่นึกถึงเรือนร่างของคิมแจยอง พอจินตนาการถึงผิวที่นุ่มนิ่มและขาวผ่อง กล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งและกระตุกเบาๆ ยามสัมผัส รวมถึงท่อนขาเกลี้ยงเกลาที่ไม่มีเส้นขนสักเส้น ผมก็หายใจไม่ทั่วท้องแล้ว ถ้ารูดรั้งท่อนลำขนาดใหญ่ที่อยู่ตรงหว่างต้นขา ไม่นานก็คงจะมีของเหลวไหลออกมาเป็นสาย เขากระซิบข้างหูผมด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ก่อนจะใช้ฝ่ามือใหญ่กอบกุมแก่นกายผมไว้แล้วใช้ปลายนิ้วหัวแม่มือบดขยี้ตรงส่วนปลาย จากนั้นพวกเราก็นำท่อนลำที่แข็งขืนของตัวเองมาแตะกัน…
“แฮ่ก…”
ผมปล่อยให้สายน้ำไหลลงมากระทบตัวแล้วเลื่อนมือลงไปข้างล่าง
แม่ง…แม่งเอ๊ย…! นี่มันเป็นไปได้ด้วยหรือไง
ทั้งที่คิมแจยองเป็นชายฉกรรจ์ที่รูปร่างกำยำและสูงกว่าผมแท้ๆ ผมไม่อยากยอมรับเลยว่าพอจินตนาการถึงร่างกายของผู้ชายด้วยกันแล้วมันทำให้ส่วนนั้นของผมแข็ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใบหน้าสวยๆ นั่นหรือเปล่า
“มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ…!”
ขณะพิงผนังพลางรูดรั้งแก่นกาย ผมก็ลบภาพคิมแจยองที่เข้ามายึดพื้นที่ในหัวออกไป จากนั้นก็จินตนาการถึงเรือนร่างของผู้หญิง ผู้หญิงคงจะต่างจากพวกผู้ชายที่ตัวใหญ่และมีกล้ามเนื้อแน่นไปทั้งตัว เพราะผู้หญิงทั้งตัวเล็กกว่าและตัวนุ่มนิ่มกว่า…ผมโล่งใจที่ขณะจินตนาการถึงเรือนร่างผู้หญิงแล้วตัวตนของผมก็ยังชูชันอยู่เหมือนเดิม และเพื่อเป็นการพิสูจน์ความเป็นชายของตัวเอง ผมจึงต้องทำแบบนี้ต่อไปจนกว่าจะเสร็จ ไม่นานนักผมก็กัดฟันพลางเร่งความเร็วขึ้น
“ทำไมไม่เสร็จ…!”
ผมกำแก่นกายของตัวเองที่เริ่มแดงก่ำราวกับจะระเบิดเอาไว้แน่น ต่อให้ทำแรงแค่ไหนมันก็ไม่ปลดปล่อยออกมาสักทีอย่างกับมีอะไรมาขวางไว้ ผมต้องจินตนาการให้ลึกล้ำกว่านั้นเลยลองจินตนาการว่าตัวเองกำลังเดินเข้าไปหาผู้หญิงทีละก้าวสองก้าว และในระหว่างที่กำลังจะยื่นมือออกไปนั้นเอง…
“เฮ้ย!”
เงาของใครบางคนเข้ามากอดรัดผมจากทางด้านหลังและขัดขวางไม่ให้ผมเข้าไปสัมผัสผู้หญิง เงานั้นกอดรัดร่างผมแน่นราวกับจะทำให้แหลกละเอียด พอลืมตาขึ้นมาภาพในจินตนาการก็หายไป แต่ที่น่าแปลกคือพอผมจินตนาการว่าตัวเองถูกกอดรัดเอาไว้ ความตื่นเต้นเร้าใจกลับพุ่งทะยาน ภาพผู้หญิงที่เลือนรางตรงหน้าพลันเปลี่ยนเป็นภาพคิมแจยองที่มีร่างกายกำยำและพันเศษผ้าไว้บนเรือนกายอย่างล่อแหลม คิมแจยองในจินตนาการนั้นปลดเปลื้องผ้าจนเผยให้เห็นแผงอกก่อนยกยิ้มเจ้าเล่ห์
“อึก…ซี้ด…”
เงาที่กอดรัดร่างผมไว้ขยับเล็กน้อย เริ่มจากลูบไล้ตั้งแต่ก้นกลมกลึงไปจนถึงต้นขาอ่อนด้านใน ถ้าเงานี่เคลื่อนมือขึ้นมาอีกนิดก็คงจะดี ผมเกร็งสะโพกและต้นขาด้านในพร้อมรูดชักแก่นกายเร็วขึ้นเมื่อรู้สึกได้ถึงความสุขสมที่ถาโถมเข้ามา
“ฮึก!”
ของเหลวสีขาวไหลทะลักออกมาจนเลอะไปทั่วผนังห้องน้ำ สีของมันทั้งขุ่นและปริมาณก็เยอะมากสมกับที่ไม่ได้ปลดปล่อยมานาน สายน้ำเย็นที่ไหลลงมาจากเหนือหัวช่วยเรียกสติไว้ก่อนที่ผมจะได้ซึมซับความรู้สึกของการปลดปล่อยมากไปกว่านี้
“…ฉิบหาย”
ผมเหม่อมองน้ำรักเหนียวข้นที่ค่อยๆ ไหลลงมาจากบนผนังแล้วก็ได้แต่สิ้นหวัง เรื่องที่คิมแจยองอยู่ในท่าทางเย้ายวนนั้นก็เรื่องหนึ่ง แต่ความรู้สึกบีบคั้นที่รัดแน่นไปทั้งตัวและสัมผัสที่รู้สึกได้จากทางด้านหลังกลับทำให้ผมนึกถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางอ้อมครั้งสุดท้ายที่เคยทำกับเขา นี่ผมเสร็จเพราะคิดถึงเรื่องวันนั้นเนี่ยนะ…ผมตกใจจนเนื้อตัวแข็งทื่อไปครู่หนึ่ง
อาบน้ำเสร็จแล้วออกไป…ก็คงได้ทำกันอีกล่ะมั้ง
ความรู้สึกที่ไม่รู้ว่าหวาดกลัวหรือคาดหวังเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ทั้งที่สายน้ำเย็นกำลังไหลผ่านทั่วร่าง แต่ผมยังคงรู้สึกร้อนรุ่ม หัวใจเต้นระส่ำราวกับกำลังจะพุ่งกระดอนออกจากอก ผมพยายามอาบน้ำอย่างใจเย็นจนน้ำในแท็งก์เกือบหมดแล้วถึงออกมาจากห้องน้ำ
“…”
คิมแจยองนอนอยู่บนเตียงด้วยท่าทางเรียบร้อย เนื้อตัวเขาดูสะอาดสะอ้านจนไม่รู้ว่าไปอาบน้ำมาจากห้องน้ำห้องอื่นหรือเปล่า แถมยังสวมชุดน่ารักจนผมรู้สึกผิดที่จินตนาการถึงท่าทางยั่วยวนนั่น
อะไรเนี่ย แม่ง น่ารักเป็นบ้า
ชุดนอนสีเหลืองลายลูกเจี๊ยบ หมอนี่คิดจะใส่ชุดแบบนั้นทำเรื่องอย่างว่าเนี่ยนะ ถึงจะสงสัยว่าหมอนี่ไม่รู้จักคำว่า ‘บรรยากาศ’ บ้างเลยหรือไง แต่ในวินาทีที่สายตาประสานเข้ากับนัยน์ตาสีน้ำตาลใสราวกับลูกแก้ว หัวใจของผมก็พลันเต้นตึกตักจนร่วงไปอยู่ที่ตาตุ่ม เวรแล้วไง คิมแจยองตอนนี้สวยกว่าตอนทำท่าทางยั่วยวนในจินตนาการผมซะอีก แค่นอนกะพริบตาปริบๆ หัวใจผมก็เต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว
“มานี่สิ อึนซู”
คิมแจยองคว้าข้อมือผมแล้วดึงมาบนเตียง
“ตัวเย็นจัง”
“…พอดีอาบน้ำเย็นน่ะ”
“เดี๋ยวก็เป็นหวัดหรอก ผมยังไม่แห้งเลยเนี่ย”
คิมแจยองนั่งพิงหัวเตียงแล้วจับผมให้นั่งอยู่ระหว่างขาทั้งสองข้างของเขาก่อนใช้ผ้าขนหนูช่วยซับผมให้แห้ง ทั้งยังนวดศีรษะให้อย่างอ่อนโยน พอคิดว่าอีกสักพักเขาจะใช้ฝ่ามือใหญ่นี้รั้งผมเข้าไปกอด ท้องน้อยก็รู้สึกปั่นป่วนขึ้นมา
“อึนซู ดูเหมือนจะมีไข้นะ ต้นคอแดงเชียว”
“…หืม?”
“ไม่ได้การแล้ว”
เขาพึมพำด้วยน้ำเสียงตึงเครียดก่อนจับผมนอนลงบนเตียงแล้วห่มผ้าให้จนถึงคออย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ไปเอาผ้าห่มหนาๆ จากห้องอื่นมาห่มเพิ่มให้อีกหนึ่งชั้น
“…นี่มัน…สถานการณ์อะไรกันเนี่ย”
“สถานการณ์ที่จะปล่อยให้อึนซูเป็นไข้ไม่ได้เลยต้องห่มผ้าให้ไง”
คิมแจยองตอบอย่างนุ่มนวล ใบหน้าของเขาดูใสซื่อบริสุทธิ์และไร้เดียงสาจนผมสัมผัสไม่ได้ถึงความใคร่ที่เคยคาดหวังไว้เลยสักนิด ชุดนอนลายลูกเจี๊ยบสีเหลืองที่เขาใส่มันช่างกระตุ้นความรู้สึกผิดในใจผมเหลือเกิน ให้ตายสิ ผมเคยหาว่าเขาโรคจิต…สุดท้ายคนที่โรคจิตคือผมเองต่างหาก ผมรู้สึกหมดคำจะพูดจนแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ
“…แล้วนายบอกให้ฉันไปอาบน้ำทำไม”
“มีเลือดสัตว์ประหลาดเลอะอยู่บนเส้นผมนายน่ะสิ”
“แล้วที่นายชวนฉันนอนล่ะ”
“ก็ฉันอยากนอนกับอึนซูมานานแล้วนี่นา…”
ดูท่าคำว่า ‘นอน’ จะหมายถึงนอนจริงๆ…
“…”
“…?”
ทั้งที่เข้าใจผิดเองจนจินตนาการไปไกล แถมยังแอบไปจัดการจนเสร็จกิจมาแล้วรอบหนึ่งด้วย…อ๊าก บ้าเอ๊ย น่าอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนี ผมไม่กล้าสบตาคิมแจยองต่อเลยเลือกที่จะมุดหัวเข้าไปในผ้าห่ม
“อึนซู…เป็นอะไรหรือเปล่า”
“อืม…”
“จะนอนแล้วเหรอ”
“…อืม นายบอกจะนอนไม่ใช่เหรอ พรุ่งนี้เช้าค่อยคุยแล้วกัน…”
ผมรู้สึกได้ว่าคิมแจยองขยับตัวขึ้นมาบนเตียง เขาเอื้อมมือมาลูบเส้นผมของผมที่โผล่ออกมานอกผ้าห่ม ผมรู้สึกเขินอายเพราะสัมผัสที่อ่อนโยนและปราศจากเจตนาทางเพศ หลังจากถอนหายใจและหลับตาจนความตึงเครียดเริ่มผ่อนคลายลง ความง่วงงุนก็ค่อยๆ คืบคลานเข้ามาหาในไม่ช้า
หลังจากลมหายใจของซอนอึนซูเริ่มสม่ำเสมอ คิมแจยองก็ดึงผ้าห่มของซอนอึนซูที่คลุมจนถึงศีรษะลงมา ใบหน้ายามหลับสนิทของซอนอึนซูดูอ่อนโยนต่างจากตอนลืมตา เขาลูบเส้นผมที่นุ่มลื่นของอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยนก่อนไล้ปลายนิ้วตั้งแต่หน้าผากลงมา เมื่อปลายนิ้วเคลื่อนลงมาถึงคิ้วหนา ซอนอึนซูก็ขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้าหนี พอลูบผ่านโหนกแก้ม ซอนอึนซูก็เกาแก้มเบาๆ จากนั้นก็ขยับปากขมุบขมิบราวกับกำลังละเมอ คราวนี้คิมแจยองจึงค่อยๆ สอดนิ้วเข้าไปในปากที่เผยอออกเล็กน้อย ซอนอึนซูคงรู้สึกอึดอัดจึงใช้ปลายลิ้นดันนิ้วออกมานอกไรฟัน
อึนซูยังมีชีวิตอยู่…
ปฏิกิริยาของซอนอึนซูเป็นสิ่งที่แสดงออกชัดเจนว่าเขายังมีชีวิต คิมแจยองลูบไล้ใบหน้านั้นด้วยสัมผัสที่แสนอ่อนโยนราวกับกำลังลูบไล้เครื่องแก้วที่ทำด้วยมือ
…ต่างจากตอนนั้น
คิมแจยองนึกถึงตัวตนอีกด้านหนึ่งของตัวเองที่สร้างภาพลวงตาของซอนอึนซูขึ้นมามากมายภายในห้องมืดแล้วทารุณกรรมเขาโดยใช้คำว่า ‘รัก’ เป็นข้ออ้าง ทั้งที่ความจริงแล้วมันเป็นเพียงความยึดติดอันไร้เหตุผลซึ่งเกิดจากความทรงจำที่หลงเหลืออยู่อย่างเลือนรางหลังช่วงเวลายาวนานได้ผ่านพ้นไป ภาพลวงตาของผู้พ่ายแพ้ได้กลายเป็นสิ่งไร้ความหมาย เพราะซอนอึนซูตัวจริงอยู่ตรงหน้าเขาแล้วตอนนี้
คิมแจยองโน้มตัวลงไปประทับจูบลงบนริมฝีปากของซอนอึนซู เขาเลียกลีบปากที่แตกอย่างอ่อนโยน ก่อนจะเอนตัวลงนอนพร้อมกอดร่างซอนอึนซูไว้แน่น แม้ซอนอึนซูจะส่งเสียงอู้อี้พลางขยับตัวไปมา แต่เขากลับออกแรงกอดแน่นขึ้นอีกเพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนีไปได้ ทว่าในระหว่างนั้นซอนอึนซูก็ได้หันหน้าหนีไปอีกด้านหนึ่งเพราะเจอท่านอนที่สบาย
“มองฉันสิ อึนซู”
คิมแจยองทอดสายตามองซอนอึนซูตั้งแต่ใบหูไล่มายังลำคอ ก่อนจะจับใบหน้าของอีกฝ่ายให้หันมาทางตัวเอง แม้จะเป็นสัมผัสที่นุ่มนวล แต่กลับแฝงไปด้วยการบีบบังคับ
“อย่าหันหนีกันสิ”
“อืม…”
แม้จะไร้สติ แต่ซอนอึนซูก็ขมวดคิ้วหลังถูกบังคับให้หันหน้า คิมแจยองสอดมือเข้าไปใต้ศีรษะซอนอึนซู คราวนี้ซอนอึนซูที่ขยับตัวอย่างเชื่องช้าและหาท่าที่นอนสบายได้แล้วจึงหนุนแขนพลางซุกหน้าเข้ากับแผ่นอกของคิมแจยอง
คิมแจยองคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจหลังได้มองซอนอึนซูหลับสนิทและหายใจอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง เขารู้สึกเหมือนหัวใจที่เหนื่อยล้ามานานกำลังได้รับความอบอุ่นจึงพรมจูบลงบนศีรษะของซอนอึนซูก่อนหลับตาลง
“ฝันดีนะ”
ดูท่าวันนี้เขาคงจะฝันดีน่าดู
* แทฮังโน คือย่านที่เต็มไปด้วยศิลปะและการแสดงของเกาหลีใต้
* พยองบอม (평범) แปลว่าธรรมดา
* บิละ (ビラ) มาจากคำว่า ‘บิล (Bill)’ ในภาษาอังกฤษ แปลว่าใบปลิวหรือโปสเตอร์ แต่เมื่อมีการใช้คำว่าบิลในประเทศญี่ปุ่นจึงถูกเปลี่ยนการออกเสียงเป็น ‘บิละ’ เกาหลีที่เคยอยู่ใต้อาณานิคมของญี่ปุ่นจึงยืมคำนี้มาใช้ตอนสงครามเกาหลี บิละจึงกลายเป็นเครื่องมือสงครามจิตวิทยาที่ใช้เรียกใบปลิวหรือโฆษณาชวนเชื่อเพื่อโจมตีฝ่ายตรงข้าม
โปรดติดตามตอนต่อไป…
Comments



