บทที่ 13
เฟิงซุ่นอินขยับริมฝีปาก เกือบจะพูดแล้วว่านั่นเอาไว้บูชาพระพุทธรูป แต่ดูจากแววตาของเขาแล้ว นางก็มองไม่ออกว่าเขายังเหลือความกริ่งเกรงอะไรต่อพระพุทธองค์อีก
ช่างเถอะ ลืมได้อย่างไรว่าเขาไม่ใช่สุภาพชนในอดีตผู้นั้นมานานแล้ว นางจึงหันตัวเดินกลับไปเสียเลย “ถึงอย่างไรก็อธิษฐานเสร็จแล้ว ข้าจะกลับเลย”
มู่ฉางโจวมองนางเดินไป ก่อนยื่นถ้วยคืนให้กับเซิ่งอวี่
ก่อนหน้านี้บรรดาบ่าวรับใช้จงใจเอารถม้าไปจอดไกลๆ เพื่อหลีกเลี่ยงฝูงชน ตอนนี้ถึงเพิ่งนำกลับมา จอดอยู่ห่างออกไปไม่กี่ก้าวเท่านั้น
เฟิงซุ่นอินเดินไปขึ้นรถม้า เพิ่งจะนั่งลงก็ได้ยินเสียงเซิ่งอวี่พูดขึ้นที่ด้านนอก ต้องเข้าใกล้บานหน้าต่างถึงได้ยินชัด “ม้าของท่านผู้บัญชาการถูกจูงกลับไปแล้ว เชิญขึ้นรถม้ากลับไปพร้อมกับฮูหยินเถิดเจ้าค่ะ”
“…” นางย้อนคิดเล็กน้อย เมื่อครู่นี้ไม่เห็นม้าของเขาจริงๆ จึงได้แต่นั่งให้ดีๆ อย่างพูดไม่ออก
คล้ายว่าหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งจะเดินเข้ามา มู่ฉางโจวเอ่ยเสียงไม่ดังไม่เบาบางอย่างกับพวกเขา ต่อมาเสียงก็เงียบหายไป
ตามด้วยม่านไม้ไผ่ของรถม้าถูกเลิกเปิด เฟิงซุ่นอินช้อนสายตามองเห็นเขาเข้ามา จัดชายชุดนั่งลงด้านขวาของนาง ราวกับเป็นเรื่องปกติสามัญ
รถม้าเคลื่อนไปข้างหน้า นึกไม่ถึงว่าจะกลายเป็นนั่งรถม้ากลับไปด้วยกันจริงๆ
เฟิงซุ่นอินไม่พูดอะไร ทั้งยังไม่มองเขา สายตาตกลงบนบานหน้าต่างด้านข้าง ภายในรถม้าสลัวมัว บางครั้งมีแสงโคมจากถนนส่องผ่านเข้ามาสะท้อนเงาร่างของเขา เงาสูงใหญ่คลุมทับบนเงาของนางจนมิด
มู่ฉางโจวเองก็ไม่ได้พูดอะไร ประโยคก่อนหน้านี้เขาจงใจพูดจริงๆ มองออกว่าหากยังพูดอีกนางมีแต่จะยิ่งเย็นชาใส่เขามากขึ้น มิสู้รู้จักหยุดแต่พอดี
ภายในเมืองยังคงคึกคักมาก ต่อให้บังคับรถม้าออกมาไกลมากแล้วก็ยังได้ยินเสียงผู้คนอยู่ดี
จนกระทั่งรถม้าหยุดลงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการในที่สุด เซิ่งอวี่เชิญพวกเขาลงจากรถม้าจากข้างนอก เฟิงซุ่นอินขยับตัวเล็กน้อย ถึงได้เคลื่อนสายตามองมู่ฉางโจว
ภายในรถม้าค่อนข้างมืด เขาขยับขาเล็กน้อย หันหน้ามาหานางแต่มองเห็นสีหน้าได้ไม่ชัด ก่อนเอ่ยขึ้นกะทันหัน “จริงสิ วันนี้ได้รับสิ่งนี้มา เกือบจะลืมให้อินเหนียงแล้ว” พูดจบก็หยิบบางอย่างจากในสาบเสื้อออกมาวางบนตักนาง จากนั้นเอื้อมมือไปเลิกม่านไม้ไผ่ขึ้นเดินออกไปก่อน
เฟิงซุ่นอินตกตะลึงไปวูบหนึ่ง นางคลำที่ตักแล้วรู้สึกได้ว่าคล้ายเป็นจดหมายฉบับหนึ่ง จึงรีบหยิบขึ้นมาทันทีก่อนจะชะโงกตัวออกไปข้างนอก
มู่ฉางโจวเดินนำเข้าไปในจวนก่อนแล้ว เขาปลดดาบที่เอวยื่นให้กับชางเฟิง
เฟิงซุ่นอินจงใจเดินช้าๆ ผ่านระเบียงทางเดินเข้าไปยังเรือนหลัง ระหว่างเดินก็อาศัยแสงจากโคมมองสิ่งของในมือแวบหนึ่ง เป็นจดหมายฉบับหนึ่งจริงๆ ฝีเท้าของนางรวดเร็วขึ้นทันที ตรงเข้าไปในห้อง
ภายในห้องจุดตะเกียงเอาไว้แล้ว นางงับประตูห้องปิด หลังปรับไฟตะเกียงที่โต๊ะให้สว่างขึ้นจึงมองเห็นตัวอักษรบนหน้าซองได้ชัดเจน จดหมายถูกส่งมาจากฉินโจว หัวใจนางเต้นเร็วขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ รีบเปิดออกอย่างรวดเร็ว
เป็นจดหมายตอบกลับจากเฟิงอู๋จี๋ จดหมายของนางได้มู่ฉางโจวอาศัยม้าเร็วส่งออกไป คำตอบกลับของเขาย่อมรวดเร็วเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินอ่านอย่างตั้งใจ เฟิงอู๋จี๋บอกว่าตนเองสบายดีทุกอย่าง ตนอ่าน ‘จดหมายถึงครอบครัว’ ฉบับนั้นของนางอย่างตั้งใจจบแล้ว เพื่อไม่ให้โดนพะวงหา ยามวิกาลวันนั้นจึงส่งม้าเร็วพันหลี่ไปยังฉางอันควบคู่กับจดหมายเขียนมือของตนเองฉบับหนึ่ง
อ่านดูแล้วคล้ายกำลังพูดว่าด้วยกังวลว่ามารดาที่อยู่ไกลถึงฉางอันจะเป็นห่วง เขาจึงเขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งไปตั้งแต่กลางดึกให้มารดาพร้อมกับจดหมายของนาง แต่ความจริงแล้วมีเพียงเฟิงซุ่นอินที่รู้ว่าจดหมายที่เขาเขียนคือคำอธิบายโดยละเอียดจากจดหมายฉบับนั้นของนาง และสถานที่ที่ส่งไปคือวังหลวงแห่งฉางอัน
ตอนหลังตามด้วยตัวอักษรสามพยางค์อันไร้ที่มาที่ไป
‘พึงใจมาก’