ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 13-15
มุมปากของเฟิงซุ่นอินค่อยๆ ยกยิ้ม เขาหมายถึงฮ่องเต้พอใจมาก เช่นนั้นแสดงว่าไม่ผิด ฮ่องเต้ให้ความสำคัญกับชายแดนจริงๆ มิน่าเล่าถึงอนุญาตให้เขาใช้ม้าเร็วพันหลี่ ทั้งยังมอบคำตอบให้เขารวดเร็วเพียงนี้
ส่วนบรรทัดท้ายๆ ของจดหมายนั้นเป็นเพียงคำกำชับจิปาถะเท่านั้นเอง เฟิงอู๋จี๋เป็นห่วงนาง แทบจะถามทุกเรื่องของนางไปรอบหนึ่ง อย่างเช่นอาศัยอยู่ที่เหลียงโจวคุ้นชินหรือไม่ กินอาหารได้หรือไม่ ปรับตัวกับสภาพอากาศได้หรือไม่ รู้สึกไม่สบายอะไรหรือไม่ ขอให้นางดูแลตนเองให้ดีๆ ระวังความปลอดภัย…อ่านดูแล้วเหมือนแทบอยากจะมาดูให้เห็นกับตาตนเอง
สุดท้ายเขายังถามซักไซ้ติดต่อกันว่าสามีปฏิบัติต่อนางอย่างไร สรุปแล้วเป็นขุนนางคนใดของเหลียงโจวกันแน่
เฟิงซุ่นอินถึงนึกได้ว่าตอนที่ตนเองเขียนจดหมายหาเขา สนใจแต่เขียนเรื่องสถานการณ์ที่สังเกตเห็น กลับหลงลืมเรื่องของตนเองเสียสนิท
นางเก็บจดหมายก่อนก้าวรุดไปข้างหน้าต่าง มองออกไปข้างนอกทีหนึ่ง บังเอิญกับที่มู่ฉางโจวเดินเข้ามายังเรือนหลัง กำลังปลดปลอกแขนข้างหนึ่งอยู่ ทันใดนั้นเขาก็เอียงศีรษะคล้ายมองมาทางนี้
นางปิดหน้าต่างทันควัน ตอนที่หันหน้ากลับไปอดอมยิ้มอีกครั้งไม่ได้ ครั้นมองจดหมายในมือแล้วภายในใจนับว่าสบายใจขึ้นไม่น้อย…
ภายในเมืองแทบจะครึกครื้นอยู่ตลอดทั้งคืน จวบจนฟ้าสางถึงได้เงียบสงบลงจริงๆ
ภายในจวนผู้บัญชาการเริ่มยุ่งวุ่นวายแต่เช้า ชางเฟิงเดินไปถึงนอกห้องตะวันออก เห็นประตูเปิดอยู่ถึงได้เดินเข้าใกล้ ก่อนจะเห็นว่าเฟิงซุ่นอินลุกจากเตียงแล้วดังคาด เขาเอ่ยเสียงดัง “ฮูหยิน เมื่อวานการทลายรังโจรจบลงแล้ว เช้าวันนี้ได้รับคำสั่งจากจวนผู้บัญชาการใหญ่ ให้ตอนเที่ยงวันจวนผู้บัญชาการจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองแก่ท่านรองและพลทหารนายอื่น ท่านผู้บัญชาการให้มาแจ้งกับฮูหยิน สอบถามว่าจะร่วมงานเลี้ยงหรือไม่ขอรับ”
เฟิงซุ่นอินไม่แปลกใจเลยสักนิด จางจวินเฟิ่งรับอำนาจทางการทหารไปทลายรังโจรจะทำการไม่สำเร็จได้อย่างไร ย่อมต้องมีคุณูปการให้ฉลอง มู่ฉางโจวช่วยดูแลกิจทหาร จะจัดงานเลี้ยงขึ้นในจวนผู้บัญชาการเองก็ไม่แปลก
เช่นนั้นดูท่าเมื่อวานตอนที่พวกเขากลับมาจากนอกเมืองก็ประสบความสำเร็จกับการรับช่วงต่อกองทัพซั่นโจวแล้ว
ทว่านางก็ต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง จึงคิดแล้วเอ่ย “นี่เป็นเรื่องทางการทหาร ข้าไม่เข้าร่วมด้วยแล้ว” ก่อนหันมองไปทางห้องหลักทีหนึ่ง ประตูห้องปิดสนิท ตั้งแต่ตื่นเช้ามาก็ไม่เห็นมู่ฉางโจว เขาน่าจะออกจากเรือนหลังไปนานแล้ว
ชางเฟิงตอบรับ ก่อนออกจากเรือนหลังไปรายงานผล
เฟิงซุ่นอินอยู่ในห้อง นางยังคงเก็บจดหมายฉบับนั้นไว้ในแขนเสื้อ ก่อนหยิบออกมาอ่านดูอีกรอบหนึ่ง ยืนยันว่าไม่ได้อ่านตกหล่นไปสักตัวอักษรแล้วถึงได้เก็บไปอีกครั้ง
ใกล้เที่ยงวันจางจวินเฟิ่งที่ไปรายงานผลยังจวนผู้บัญชาการใหญ่ห้อตะบึงม้ามาถึงหน้าประตูจวนผู้บัญชาการ
หลังลงจากหลังม้าเขาเดินตามบ่าวรับใช้เข้าประตูจวนแล้วถามทันที “ท่านผู้บัญชาการอยู่หรือไม่”
บ่าวรับใช้ตอบกลับ “น่าจะอยู่ที่ห้องโถงขอรับ”
จางจวินเฟิ่งเร่งรุดไปทางห้องโถงทันควัน
ทันทีที่เข้าไปในห้องโถงก็เห็นว่าโต๊ะงานเลี้ยงถูกจัดรอไว้แล้ว มู่ฉางโจวนั่งอยู่ตรงโต๊ะตำแหน่งประธาน เขาเพิ่งปิดเอกสารทางการทหารฉบับหนึ่ง เมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามาก็ยกมือขึ้นเล็กน้อยแทนการบอกให้นั่งลง
จางจวินเฟิ่งไร้กะจิตกะใจจะนั่งลง แต่ก้าวปราดขึ้นหน้า “ท่านผู้บัญชาการช่างเก็บซ่อนลึกจริงๆ”
มู่ฉางโจวมองเขาปราดหนึ่ง “เหตุใดกัน”
จางจวินเฟิ่งเอ่ย “ข้าก็ว่าเหตุใดภิกษุชราถึงเอ่ยเช่นนั้น พอกลับไปใคร่ครวญอยู่นานถึงเข้าใจ”
ข้างประตูมีเสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้น หูเป้ยเอ๋อร์ที่ก้าวยาวๆ เร่งตามมาได้ยินครึ่งประโยคหลังเข้าพอดี เขาขยับเข้าใกล้ “อะไร ท่านรองใคร่ครวญเข้าใจเรื่องอะไร”
จางจวินเฟิ่งกลอกตามองอีกฝ่าย ก่อนขยับเข้าใกล้มู่ฉางโจวอีกหนึ่งก้าว “ท่านผู้บัญชาการเคยสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อที่ฉางอัน ผู้อื่นไม่ทราบรายละเอียด แต่ข้ารู้เรื่องที่ท่านผู้บัญชาการเคยพำนักอยู่ฉางอันหลายปี คิดว่าที่ภิกษุชรานึกว่าท่านเป็นจิ้นซื่อสกุลเฟิงไม่ใช่เรื่องผิดทั้งหมด เกรงว่าเป็นเพราะเวลานั้นท่านพักอยู่ที่สกุลเฟิง จึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นคนสกุลเฟิงไป”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น
จางจวินเฟิ่งเห็นเขาไม่พูดอะไรก็แสดงว่ายอมรับเงียบๆ แล้ว นึกไม่ถึงว่าตนเองกลับคาดเดาถูกต้อง เขายืดตัวตรงด้วยความตกใจ ปากพึมพำ “บังเอิญเพียงนี้จริงๆ หรือนี่”
เมื่อคืนหลังจากมู่ฉางโจวกลับไป เดิมทีเขาคิดรอให้ทุกคนแยกย้ายก่อนแล้วค่อยไปสอบถามภิกษุชราโดยละเอียดอีกที คิดไม่ถึงว่าภิกษุชราบอกว่าจะไม่สนทางโลกก็ไม่สนทันที ไปจากแท่นสูงอย่างรวดเร็ว กระทั่งว่าเวลานี้ออกจากเหลียงโจวมุ่งตรงไปยังดินแดนซีอวี้แล้ว
หูเป้ยเอ๋อร์เองก็ไม่ได้โง่เขลา ฟังเพียงไม่กี่ประโยคพวกนี้ก็นึกถึงเรื่องในงานสรงน้ำพระเมื่อคืนขึ้นมาได้แล้ว สายตาเหลือบมองไปทางมู่ฉางโจว มองไปมองมากระทั่งเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ เขยิบเข้าใกล้จางจวินเฟิ่งพลางยักคิ้วหลิ่วตาใส่ ยังอยากรู้รายละเอียดเพิ่มอีก
จางจวินเฟิ่งไม่ได้สนใจอีกฝ่าย เขามองมู่ฉางโจวอีกครั้งก่อนเอ่ยเสียงเบา “ท่านผู้บัญชาการใหญ่จะต้องไม่ทราบเรื่องนี้แน่นอน”
มู่ฉางโจวยังคงไม่พูดอะไร เพียงยิ้มบางๆ
ข้างนอกห้องโถงมีรองแม่ทัพคนอื่นๆ ที่ไปกวาดล้างโจรด้วยกันมาถึงแล้ว ต่างยืนอยู่ที่ประตูคารวะให้กับมู่ฉางโจวโดยพร้อมเพรียง
บรรดาสาวใช้เดินตามเข้ามา เริ่มจัดวางอาหารและสุรา
จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์เก็บความคิดกลับมาทันที มองหน้ากันแล้วต่างย้ายไปนั่งที่โต๊ะกันเงียบๆ
Comments



