บิดาของพระชายาอินเคยดำรงตำแหน่งหัวหน้าสำนักศึกษาหลวง และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์แห่งหอหงเหวิน แต่เกษียณอายุและล้มป่วยเสียชีวิตไปเมื่อสามปีก่อน ติงไป๋หยาเข้าสอบเคอจวี่มาหลายปี จะไม่รู้จักชื่อเสียงของคนผู้นี้ได้อย่างไร
วันนั้นขุนนางด้านการศึกษาผู้นั้นก็เคยเอ่ยกับเขา การเกษียณอายุของหัวหน้าอินมีส่วนเกี่ยวข้องกับความเรียงที่เขาเขียนไว้บทนั้นอยู่หลายส่วน หัวหน้าอินได้ยื่นหนังสือกราบทูลชี้แนะทัดทานฮ่องเต้ บอกว่าทัศนะของปัญญาชนแม้จะมีอคติ แต่ก็แสดงความสามารถออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ยิ่งเห็นถึงจิตใจที่มุ่งมั่นจะตอบแทนบ้านเมือง หวังว่าฮ่องเต้จะไม่ทรงเห็นแต่ข้อเสียและตัดวิถีทางที่จะก้าวไปเป็นขุนนางของปัญญาชน ทำให้ฮ่องเต้ไม่พอพระทัย หลังจากนั้นไม่นานหัวหน้าอินก็ลาออกเกษียณอายุและล้มป่วยเสียชีวิตในปีถัดมา
ยามนั้นยังมีสตรีสูงศักดิ์จำนวนหนึ่งสนทนากันอยู่บริเวณพุ่มไม้ดอกไม้ยังไม่กลับไป พระชายาติ้งอ๋องก็อยู่ในกลุ่มนั้น
ติงไป๋หยาเหมือนเพิ่งตื่นขึ้นจากความฝัน หันหน้ามองไปไกลๆ จึงเห็นนางก็หันมองมา ยิ้มเล็กน้อยและพยักหน้าให้เขา
เขานิ่งงันไป แล้วสาวใช้ก็เรียกให้ตื่นจากภวังค์ เขาจึงรีบม้วนแขนเสื้อขึ้น รับจานใส่ลูกอิงเถามา
ผลไม้แช่เย็นมาแล้ว กว่าเขาจะหิ้วกลับมาถึงที่พักความเย็นก็หายไปหมด แต่ในคืนฤดูร้อนที่อบอ้าวเช่นนั้น เมื่อเขาหยิบขึ้นมาใส่ปากลูกหนึ่งก็ยังคงเย็นสดชื่นอยู่ ทั้งทิ้งความหวานไว้ในปากเป็นนานไม่จางหาย
นี่เป็นอาหารที่หวานชุ่มคอที่สุดเพียงหนึ่งเดียวที่ติงไป๋หยาเคยลิ้มลองมาในชีวิต
ภายหลังเขาหมดความสนใจในชื่อเสียงลาภยศ หันมามุ่งมั่นกับการวาดภาพ ทำให้เข้าตาเยี่ยจงหลีและรับเขาเป็นลูกศิษย์ ภาพวาดของเขาและบุคลิกลักษณะอันมีเสน่ห์ของเขาทั้งสองด้านล้วนได้รับการยกย่องว่ายอดเยี่ยม เขาเริ่มได้รับความชื่นชอบจากเหล่าสตรีชั้นสูง
ตอนแรกเขาไม่เสแสร้งปกปิดท่าทีใด ทว่าอาจเพราะมีเพียงสายตาของเขาที่จับจ้องไปยังสตรีผู้นั้นดูเร่าร้อนเกินไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจควบคุมได้ หลังจากวาดภาพชมแมวซึ่งเป็นภาพนางกับบุตรสาวสุดที่รักกำลังเล่นกับแมวปอซือตัวหนึ่ง ข่าวลือเกี่ยวกับเขาและนางก็เริ่มแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง แม้แต่เรื่องในอดีตที่บิดานางเคยพูดปกป้องเขาเบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ในปีนั้นก็กลายเป็นหลักฐานยืนยันความสัมพันธ์ฉันชู้สาวของเขากับสตรีผู้นั้น
เขารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงอย่างมากและตำหนิตนเอง นับจากนั้นขอเพียงสถานที่นั้นมีนางอยู่ เขาก็จะไม่ปรากฏตัว ในขณะเดียวกันเขาก็เริ่มไปมาหาสู่กับเหล่าสตรีชั้นสูง แม้กระทั่งร่วมเดินทางและพักอยู่ด้วยกัน ชื่อเสียงของเขายิ่งโด่งดังมากขึ้น หวังไทเฮาระบุให้เขาวาดภาพเหมือนของนาง นางข้าหลวงวัยกลางคนข้างกายหวังไทเฮาที่มีอำนาจมากที่สุดคนหนึ่งก็ชื่นชอบเขาอย่างมาก
คืนนั้นจู่ๆ เขาก็ถูกเรียกตัวเข้าวังโดยไม่มีเค้าลางใดๆ เขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น กระทั่งได้พบกับนางข้าหลวงจึงได้รู้ว่าไทเฮาออกจากวังหลวงไปก่อนกำหนด และในคืนนี้เองฮ่องเต้ก็หนีไปทางทิศตะวันตกของอุทยานส่วนพระองค์เงียบๆ เช่นกัน รุ่งขึ้นเหล่าขุนนางและราษฎรก็จะรู้ว่าในวังหลวงไม่มีใครเหลืออยู่ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
นางข้าหลวงก็กำลังจะลอบหนีไปโดยตั้งใจจะพาเขาไปด้วย เขาพลันนึกถึงพระชายาอินขึ้นมา ไม่รู้ติ้งอ๋องได้ส่งคนกลับมารับนางหรือไม่ และนางรู้หรือไม่ว่าฉางอันถูกทอดทิ้งแล้ว ขณะกำลังลังเลตัดสินใจไม่ได้ นางข้าหลวงก็ยิ้มหยันแล้วเอ่ยถามว่าเขาใช่ต้องการไปแจ้งข่าวให้พระชายาติ้งอ๋องทราบหรือไม่
‘ข้าขอบอกกับเจ้า คืนนี้คือวันตายของนาง อย่างช้าที่สุดไม่เกินพรุ่งนี้พวกกบฏก็จะมาถึง เจ้าไม่ไปกับข้า หรือเจ้าอยากเป็นเหมือนราษฎรชั้นต่ำในฉางอัน ตายภายใต้คมดาบของพวกกบฏ’
นางข้าหลวงผู้นั้นมีใจอยากครอบครองเขาให้เป็นยอดชายงามของนางแต่เพียงผู้เดียวมานานแล้ว เมื่อก่อนเขาพยายามหลีกเลี่ยงมาตลอด หลบได้ก็หลบ แต่คืนนี้เขาฟังออกว่ามีสายสนกลใน จึงแสร้งทำเป็นหวาดหวั่นพรั่นพรึง ข่มกลั้นความสะอิดสะเอียนขึ้นรถม้าไปด้วยกันกับนาง ออกจากวังทางอุทยานส่วนพระองค์
บนรถม้าเขาพยายามสืบถามถึงรายละเอียดของเรื่องราว นางข้าหลวงรู้ว่าความงามของตนเสื่อมถอยลง เพื่อจะทำให้ชายหนุ่มพอใจ รวมถึงข่มขู่ให้เขาหวาดกลัว จึงเปิดเผยความจริงออกมา
หลิ่วซื่อมีศักดิ์เป็นหลานสาวของหวังไทเฮา มักเข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อน เอาใจหวังไทเฮาอยู่บ่อยๆ ครั้งนี้นางก็รู้ข่าวแต่ไม่ยอมจากไปพร้อมหวังไทเฮา โดยอ้างว่ายังมีธุระและรั้งอยู่ก่อน ที่แท้นางกับคนสนิทลอบวางแผน คิดจะใช้โอกาสนี้แอบอ้างชื่อหวังไทเฮาล่อลวงพระชายาติ้งอ๋องมาเพื่อจะลงมือกำจัด ทว่านี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก นางยิ่งกลัวว่าจะถูกหวังไทเฮารู้และเอาโทษในภายหลังจึงลังเลไม่กล้าตัดสินใจ
แผนการของหลิ่วซื่อจะรอดพ้นสายตาของหวังไทเฮาไปได้อย่างไร ที่นางข้าหลวงผู้นี้อ้างเหตุรั้งอยู่ต่อก็เพื่อเรื่องนี้โดยเฉพาะ ครั้นแล้วเมื่อหลิ่วซื่อมาสืบข่าวหยั่งเสียงดู นางก็แสร้งทำเป็นไม่ตั้งใจและเปิดเผยความคิดของไทเฮาออกมา