ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 16-18
บทที่ 16
เฟิงซุ่นอินแทบจะซบอยู่กับแผงอกเขาทั้งตัว เอวด้านหลังถูกคันธนูยาวของเขากักไว้แน่นทำให้ไม่อาจขยับตัว กระทั่งลมหายใจยังเปลี่ยนเป็นหอบกระชั้น โชคดีที่หมวกม่านแพรยังอยู่ ตรงกลางระหว่างเขายังขวางกั้นด้วยม่านโปร่งชั้นหนึ่ง นางจิกฝ่ามือ ควบคุมลมหายใจ “ตอบสนองเร็วที่ใดกันเจ้าคะ เมื่อครู่นี้หากไม่มีพี่รองมู่ ข้าจะต้องล้มลงพื้นแน่นอน”
มุมปากของมู่ฉางโจวประดับรอยยิ้มบาง ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น เพียงจ้องเขม็งมองดวงหน้าของนาง
เร็วมากแล้ว ดูจากอาการตอบสนองเมื่อครู่นี้ของนาง คล้ายจะสลักอยู่ในความทรงจำ ตัดสินใจได้ทันทีว่าควรรับมืออย่างไร ก็แค่ขาดทักษะบางอย่างเท่านั้น ประหนึ่งว่าคุ้นชินกับเรื่องประเภทนี้มานาน
แต่นางกลับบอกว่าตนเองไม่เข้าใจเรื่องทางการทหาร
เฟิงซุ่นอินมองใบหน้าของเขา พอจะคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ รู้ว่าที่เขากักตัวไว้จะต้องกำลังสำรวจสีหน้าของนางแน่นอน จึงเลี่ยงสายตาของเขา ลองขยับตัวอีกครั้ง ทว่ายังคงไม่อาจขยับเขยื้อนได้ ซ้ำยังแนบชิดกับเขามากกว่าเดิม สายตาของนางตกลงบนเส้นสันกรามอันคมชัด หัวคิ้วมุ่นเข้าหากัน เอ่ยเสียงเบา “ท่านปล่อยข้า”
แนบชิดกันเพียงนี้ เพียงม่านโปร่งชั้นเดียวไม่อาจบดบังอะไรเช่นกัน มู่ฉางโจวเห็นโคนหูนางแดงระเรื่อ หัวคิ้วมุ่นเล็กน้อย ใบหน้าแทบจะแนบกับสาบเสื้อตนเอง ลมหายใจเข้าออกตกกระทบอยู่ข้างลำคอเขานี่เอง จากนั้นสายตาก็กวาดวนมองใบหน้านางอีกรอบหนึ่ง เห็นว่านางเพียงหน้าซีดลงเล็กน้อยเท่านั้น ถึงผ่อนแรงมือ เก็บมือข้างที่ถือธนูกลับมาในที่สุด
เฟิงซุ่นอินแทบจะถอยหลบไปทันที พร้อมผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบาและรวดเร็ว เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นเขาเดินกลับไปจูงม้าโดยไม่ได้พูดอะไรอีก กลับกันหัวใจของนางเต้นเร็วขึ้นอีกหลายครั้ง มือหนึ่งแอบเอื้อมไปลูบเอว เรี่ยวแรงที่กักตัวนางเมื่อครู่นี้คล้ายยังไม่สลายหายไปอยู่นาน…
ด้านหน้าสามารถมองเห็นประตูเมืองทิศตะวันตกแล้ว
หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งที่ต่างแยกกันเดินบนทางแยกแคบๆ ก็ได้มารวมตัวกันที่จุดนัดพบแล้ว รออยู่ครู่หนึ่งถึงได้เห็นเงาร่างของมู่ฉางโจวขี่ม้าผ่านถนนสายเล็กไร้ผู้คนเส้นกลางสายนั้นออกมา
“เหตุใดวันนี้ท่านผู้บัญชาการเสียเวลาไปไม่น้อยขอรับ” หูเป้ยเอ๋อร์ถามอย่างจงใจพร้อมชะเง้อหน้ามองไปข้างหลังอีกฝ่าย ห่างออกไปไกลมากถึงมองเห็นเฟิงซุ่นอินขี่ม้าตามมา เขาถามขึ้นอีกด้วยแววตาเจ้าเล่ห์ “ฮูหยินเดินทางราบรื่นดีหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินที่ตามออกมาได้ยินคำถามแล้วไม่ได้ตอบกลับ
มู่ฉางโจวเอ่ย “พวกเจ้ากลับไปได้แล้ว”
วันนี้มีหลายเรื่อง ทั้งสองคนไม่สะดวกรั้งอยู่นานจริงๆ อย่างน้อยยังต้องไปตรวจสอบในค่ายอีกรอบ ป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นอีก
จางจวินเฟิ่งมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่ง ไม่รู้เหมือนกันว่าสภาพนางเช่นนี้เจอกับอุปสรรคบนถนนสายนี้เข้าหรือไม่ แต่ได้ยินมู่ฉางโจวพูดแล้วจึงไม่ได้ถามมากความ เพียงรับคำสั่งพร้อมขอตัวลาไป
มีเพียงหูเป้ยเอ๋อร์ที่ก่อนจากไปยังแอบเหลือบมองมู่ฉางโจวอีกแวบหนึ่ง ถึงหันหัวม้าไล่ตามจางจวินเฟิ่งไป หมายจะถกเถียงเรื่องที่วันนี้ผู้บัญชาการไม่ค่อยรักหยกถนอมบุปผาสักเท่าไร จู่ๆ จะต้องพาฮูหยินเดินผ่านทางสายนี้ให้ได้…
หลังจากทุกคนไปกันหมด มู่ฉางโจวถึงได้ขี่ม้าไปข้างหน้าต่อ
เฟิงซุ่นอินตามอยู่ด้านหลังฝั่งซ้ายของเขา มือกุมบังเหียนแน่น ตลอดเส้นทางยิ่งเขาไร้คำพูด นางก็ยิ่งรู้สึกว่าจะต้องอดทนไว้ให้ได้
จนกระทั่งกลับถึงจวนผู้บัญชาการ ชางเฟิงก็ก้าวออกมารับม้าไปจูงอย่างรวดเร็ว
มู่ฉางโจวลงจากหลังม้าแล้ว ก่อนพยักพเยิดศีรษะไปข้างหลังแล้วเอ่ย “วันนี้ฮูหยินได้รับความตกใจมาจากข้างนอก ไปช่วยจูงม้าให้ฮูหยินเสีย”
ชางเฟิงได้ยินแล้วก็เดินเข้าหาเฟิงซุ่นอิน ไปจูงม้าของนางทันที
เฟิงซุ่นอินลงจากหลังม้าพร้อมมองเขาหนหนึ่ง ก่อนเอ่ยเสียงเย็น “วันนี้พี่รองมู่น่าจะอยากรับชมเรื่องตลกของข้าเป็นแน่ ข้าคิดมาตลอดทางถึงได้เข้าใจ” พูดจบนางก็เดินเข้าจวนด้วยตนเอง ราวกับว่าคิดมาตลอดทางถึงเข้าใจจริงๆ
มู่ฉางโจวมองนางที่เดินเข้าประตูจวนไปโดยไม่หันหน้ากลับมาอีก มุมปากก็ยกขึ้นเล็กน้อย ก่อนหันไปสั่งชางเฟิง “ประเดี๋ยวส่งน้ำแกงอุ่นชามหนึ่งไปให้ฮูหยินดื่มระงับความตกใจด้วย”
ชางเฟิงตอบรับ
เฟิงซุ่นอินแค่หาข้ออ้างกลับห้องเท่านั้น ฝีเท้าก้าวเดินเข้าห้องฉับไว จากนั้นปิดประตู ก่อนจะหันตัวแล้วหยิบจดหมายตอบกลับจากเฟิงอู๋จี๋ออกมาจากแขนเสื้อ
นางกางออกอ่านอีกรอบพร้อมกับย่ำเท้าเดินกลับไปกลับมา ก่อนเดินไปนั่งที่โต๊ะแล้วเก็บจดหมายอย่างระมัดระวัง
เดิมทียังใคร่ครวญว่าควรตอบจดหมายอย่างไร ตอนนี้ดูแล้วในเวลาอันสั้นไม่อาจส่งจดหมายไปฉินโจวอีก วันนี้มู่ฉางโจวกำลังหยั่งเชิงนางอย่างเห็นได้ชัด ชัดเจนว่าสงสัยเรื่องที่นางคุ้นเคยกับการทหารขึ้นมาแล้ว ถึงแม้จดหมายจะมีการใช้รหัสลับ แต่เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันยังคงต้องละเว้นชั่วคราว รอคอยโอกาสค่อยว่ากันอีกที
ประตูห้องถูกเคาะเสียงดังสองครั้ง กระทบให้กระดิ่งลมบนประตูสั่นไหวตาม จากนั้นก็ถูกผลักเปิดออก เป็นเซิ่งอวี่นี่เอง นางยกชามแก้วชามหนึ่งเข้ามาพร้อมก้มหน้าเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการให้ชางเฟิงนำน้ำแกงอุ่นมาส่งให้ฮูหยินดื่มระงับความตกใจเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินเก็บความคิด นั่งนิ่งอยู่ที่โต๊ะ “วางไว้เถิด”
เซิ่งอวี่นำน้ำแกงเข้ามาวางบนโต๊ะ เห็นว่านางแค่มีรอยยับย่นที่ชายกระโปรง แต่ไม่เห็นสภาพได้รับความตกใจอะไร น่าจะไม่ใช่เรื่องใหญ่ ถึงได้ค้อมกายถอยออกไปพร้อมช่วยปิดประตูให้นางด้วย
Comments



