บทที่ 3
ชั่วขณะนั้นเสียงขออภัยโทษก็ดังขึ้นเป็นทอดๆ ทางด้านฉู่หลินหลางคุกเข่าก้มศีรษะลงนิ่งๆ รอคอยองค์ชายหกลงทัณฑ์อยู่ที่เบื้องล่างห้องโถง
องค์ชายหกคาดไม่ถึงว่าจะมีวันที่ตนเองเกือบถูกหญิงบ้านนอกรัดคอตาย เขาลูบคออย่างหวาดผวา ไต่ถามบุรุษร่างสูงใหญ่ที่มีคราบเลือดทั่วกายด้านข้างอย่างหงุดหงิด
“ท่านอาจารย์ซือถู ท่านเห็นว่าสมควรจัดการหญิงดุร้ายผู้นี้เช่นไรดี”
ผู้มีนามว่าซือถูคือบุรุษที่ขับรถม้านั่นเอง เขาชายตามองแผ่นหลังบอบบางของสตรีที่คุกเข่าหมอบลงคราหนึ่งก่อนกล่าวอย่างครุ่นคิด
“ตามกฎหมายแล้วสมควร…”
ฉู่หลินหลางได้ยินคำขึ้นต้นแล้วก็นึกว่าอาจารย์ซือถูผู้นี้จะพูดว่า ‘ตามกฎหมายแล้วสมควรประหาร’
นางรีบเงยหน้าขึ้นพูดตัดบทเสียงสั่นด้วยใบหน้าซีดเผือด “หม่อมฉันโง่เขลาเบาปัญญา ไม่รู้จักผู้สูงศักดิ์ สมควรถูกโบยอย่างหนัก เพียงแต่…มีเรื่องหนึ่งไม่รู้ว่าควรทูลถามหรือไม่เพคะ”
เมื่อครู่องค์ชายหกยังไม่หายเสียขวัญ จึงไม่ได้พิศดูสตรีใจกล้าผู้นี้อย่างจริงจัง ยามนี้เห็นนางเงยหน้าขึ้นถึงเห็นชัดถนัดตาว่านางมีรูปโฉมงดงามปานบุปผาเพียงใด
อืม…ชายแดนอย่างเมืองเหลียนมีหญิงงามโดดเด่นเทียบชั้นสตรีแถบริมฝั่งแม่น้ำเจียงหนานด้วยหรือนี่
เพียงเห็นสตรีที่ก้มศีรษะหมอบลงกับพื้นมีทรวดทรงองค์เอวอ้อนแอ้นอรชร ใบหน้าขาวกระจ่าง ดวงตาดุจตาหงส์ทั้งคู่มีน้ำตาแวววาวเอ่อคลอ ริมฝีปากแดงสั่นระริก ดูไปแล้วแสนเปราะบางอ่อนแอ ทั้งน่ารักน่าสงสารเป็นนักหนา
องค์ชายหกเป็นคนที่ทะนุถนอมหญิงงามมาแต่ไหนแต่ไร ครั้นเห็นรูปโฉมของฮูหยินผู้ตรวจการผู้นี้อย่างชัดเจน เขาก็ไม่ถือสาที่นางพูดแทรกขึ้นมา ทั้งยังทอดน้ำเสียงอ่อนโยนขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“เจ้า…อยากถามอะไรหรือ”
แม้เสียงนางจะสั่น แต่กลับดังก้องกังวาน “หม่อมฉันอยากทูลถามว่าถึงแม้หม่อมฉันจะเสียมารยาทอย่างยิ่ง แต่ก็มีความดีความชอบในการช่วยเหลือพระองค์ใช่หรือไม่เพคะ ถ้ามิใช่มีเทพดลใจให้หม่อมฉันอยู่ดีๆ ก็ไปที่ถนนสายนั้น ไฉนเลยจะบังเอิญช่วยสายโลหิตของโอรสสวรรค์ไว้ได้ จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่าองค์ชายหกทรงเป็นผู้เที่ยงธรรมมีความเมตตากรุณา รักราษฎรดุจบุตรหลาน ถึงได้รับความคุ้มครองจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทุกสารทิศ ดลบันดาลให้หม่อมฉันไปช่วยพระองค์ ถึงพลิกเคราะห์ร้ายให้กลายเป็นดีได้เพคะ”
องค์ชายหกคิดไม่ถึงว่าสตรีนุ่มนวลอ่อนหวานผู้หนึ่งจะกล่าววาจาประจบสอพลอเช่นพวกขุนนางอาวุโสอย่างลื่นไหลได้ ทำให้เขาหัวเราะออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ เพิ่งตั้งท่าจะพูด อาจารย์ซือถูที่อยู่ใกล้ๆ ผู้นั้นกลับเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยเมยอย่างถูกจังหวะ
“เช่นนั้นองค์ชายหกคงต้องขอบคุณท่านที่ใช้ปิ่นปักผมแทงพระศอของพระองค์ใช่หรือไม่”
ฉู่หลินหลางกัดริมฝีปาก รู้สึกว่าตนเองทำพลาดไปจริงๆ เมื่อครู่นางควรกระโจนใส่เจ้าตัวเสนียดที่ขับรถม้าผู้นี้แล้วเอาปิ่นปักผมแทงคอเขาให้ทะลุถึงจะถูก!
ส่วนโจวสุยอันด้านข้างในเวลานี้ทำหน้าบึ้งตึง อยากอุดปากที่พูดจากำเริบเสิบสานของนางไว้ใจจะขาด
น่าเสียดายที่เขาไม่กล้า ได้แต่ทำตาปริบๆ มองดูภรรยาสูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่งแล้วพูดจาไร้สาระไปเรื่อยๆ ทั้งน้ำตานองหน้า
“ใต้เท้าท่านนี้กล่าวล้อเล่นแล้ว หม่อมฉันเป็นสตรีเรี่ยวแรงน้อยนิดเพียงเท่านี้จะสยบองค์ชายได้อย่างไร บัดนี้หม่อมฉันกระจ่างแจ้งแล้วว่าเพราะองค์ชายหกสุภาพอ่อนโยนมีน้ำพระทัยกว้างขวาง คร้านจะต่อสู้กับสตรีถึงออมมือให้หม่อมฉันเท่านั้นเอง น่าเสียดายที่หม่อมฉันมีตาหามีแววไม่ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงจนกระทำความผิดอย่างไม่น่าเชื่ออยู่แล้ว ยังจะให้องค์ชายทรงลงทัณฑ์ด้วยพระองค์เองได้อย่างไร ประเดี๋ยวคนที่ไม่รู้เรื่องราวจะหลงคิดว่าองค์ชายหกมีพระทัยโหดเหี้ยม หม่อมฉัน…มิสู้ลงโทษตนเองด้วยการคุกเข่าในศาลบรรพชนหนึ่งเดือน จะได้ถือโอกาสนี้สวดมนต์ขอพรให้พระองค์ด้วยเพคะ”