ฉู่หลินหลางกล่าวจบแล้วก็รีบหมอบลงตามเดิม แต่รู้สึกอยู่มิวายว่ามีสายตาคมกริบคู่หนึ่งจับจ้องอยู่ที่ต้นคอระหงของตน
หากคาดเดาไม่ผิด สายตาดุจคมดาบเช่นนี้จะต้องเป็นของเจ้าคนถ่อยซือถูผู้นั้นแน่นอน บางทีเขาอาจไม่พอใจที่นางพูดโกหกหลอกลวงตอนบอกทางก่อนหน้านี้ ดูเหมือนบุรุษผู้นี้จงใจตั้งแง่กับนาง
ฉู่หลินหลางคิดในใจ ช่างน่าเสียดายที่ภายใต้รูปลักษณ์ภายนอกหล่อเหลาหมดจดนั่นกลับเป็นคนจิตใจคับแคบโหดเหี้ยม
ทันใดนั้นเจ้าตัวเสนียดที่เป็นเดรัจฉานในคราบมนุษย์ก็เอ่ยปากพูดอีกจริงดังคาด “องค์ชายหก พวกเราเป็นฝ่ายชิงรถม้าก่อน ส่วนสตรีผู้นี้ไม่รู้ความจริงจึงกระทำไปเพื่อปกป้องตนเอง ไม่ว่าจะพินิจตามกฎหมายหรือศีลธรรมก็ไม่ควรเอาผิด แต่ว่า…นางเต็มใจลงโทษตนเอง คุกเข่าในศาลบรรพชนก็ไม่เลว…”
ร่างของฉู่หลินหลางทรุดลงกระแทกพื้นเบาๆ อะไรกัน คนที่ชื่อซือถูผู้นั้นมิใช่จะเหยียบย่ำซ้ำเติมหรือ กลายเป็นว่าข้าอวดฉลาดไม่เข้าเรื่องเสียแล้ว
กระนั้นนางรู้สึกอยู่มิวายว่าคนผู้นี้ไม่เป็นมิตรเอาเสียเลย เขาจะใจดีเช่นนี้จริงๆ หรือ
องค์ชายหกฟังคำยกยอปอปั้นของสตรีแล้วก็เบิกบานใจขึ้นบ้าง ปกติสตรีที่เขาได้พบปะพูดคุยส่วนใหญ่เป็นสตรีชนชั้นสูงที่ออกเรือนแล้วซึ่งมีกิริยามารยาทงดงามและสุภาพอ่อนน้อม แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยพบเจอสตรีคนใดที่มีเสียงหวานใสนุ่มนวลดุจสายน้ำไหลรินเช่นฮูหยินผู้ตรวจการผู้นี้มาก่อน อีกทั้งถ้อยคำสรรเสริญเยินยอยังแฝงชั้นเชิงพลิกแพลงไร้ที่สิ้นสุด
เขาได้ยินเสียงอ่อนหวานกังวานใสของนางแล้วเพลิงโทสะก็บรรเทาลงไม่น้อย เป็นอย่างที่นางพูด หากลงโทษสตรีผู้นี้จะมิเท่ากับยอมรับว่าตนเองไม่มีความเป็นบุรุษอกสามศอกแม้แต่น้อย ถึงกับถูกสตรีอ่อนแอจับเป็นตัวประกันหรือไร
องค์ชายหกผู้ผอมแห้งแรงน้อยทว่าทรงอำนาจน่าเกรงขามมาแต่กำเนิดไม่เต็มใจยอมรับว่าตนเองถูกสตรีร่างเล็กบอบบางรัดคอไว้จนขยับตัวไม่ได้!
สิ่งสำคัญที่สุดคือมุ่งความสนใจไปที่การจัดการลงโทษงูเจ้าถิ่นที่ก่อกรรมทำชั่วของที่นี่ การเข้าใจผิดของสตรีพรรค์นี้ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองแรงกายแรงใจมากเกินไป แม้เขาจะมีวิธีที่เด็ดขาดแข็งกร้าว แต่ต้องใช้กับเรื่องที่ร้ายแรงกว่า
องค์ชายหกคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็โบกมือไปมาพลางกล่าวอย่างสุภาพ “พวกข้าเป็นฝ่ายเสียมารยาทก่อน แต่เพราะไม่มีทางเลือกถึงได้ถือวิสาสะกระโดดขึ้นรถม้าของสตรีในเรือนขุนนาง โทษมิได้ที่จะเกิดความเข้าใจผิดกันโดยใช่เหตุ เรื่องลงโทษนั่นก็ยกเว้นไปเถิด ไม่ทราบว่าฮูหยินเป็นสตรีเรือนในของใต้เท้าท่านใดหรือ”
ยามนี้โจวสุยอันจึงรีบก้าวออกจากแถวแล้วบอกว่าเป็นสตรีในเรือนตนเอง องค์ชายหกเอ่ยขอบคุณเสียงอ่อนโยน ทั้งยังสั่งให้ประทานเงินรางวัลกับแพรพรรณให้ฉู่หลินหลางเป็นการแสดงความขอบคุณ
เมื่อใช้พระคุณเสร็จสิ้น ต่อจากนั้นก็ถึงคราวใช้พระเดชแล้ว
องค์ชายหกจะซักไซ้ไล่เลียงเจ้าเมืองเรื่องการดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ฉู่หลินหลางในฐานะสตรีเรือนในไม่เหมาะจะฟังต่อเป็นธรรมดา นางจึงกล่าวขอตัวออกไป
ตอนฉู่หลินหลางก้าวออกจากที่ว่าการ ทั้งที่เป็นเดือนสิบสองที่หนาวเย็น นางกลับหลั่งเหงื่อเต็มแผ่นหลัง ดังนั้นนางจึงยืนตรงจุดใต้ลมของประตูทางเข้ารอให้เหงื่อแห้ง
สาวใช้นามซย่าเหอยังหวาดผวาไม่หาย นางเช็ดเหงื่อเย็นทั่วใบหน้าออกพลางเอ่ยถามฉู่หลินหลาง “ฮูหยินใหญ่ พวกเราจะกลับจวนก่อนหรือไม่เจ้าคะ”
ฉู่หลินหลางเงยหน้ามองพระอาทิตย์ “วันนี้ท่านพี่คงไม่ได้กลับเร็วนัก อาหารกลางวันก็ไม่น่าจะกลับมากิน ยังไม่ได้ซื้อผ้าเลยมิใช่หรือ ไปเถิด ไปซื้อผ้ากัน”
เอ๊ะ? ซย่าเหอได้ยินแล้วก็อึ้งงันไป นางรู้ว่านายหญิงเป็นคนใจกล้า แต่เพิ่งก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น มิหนำซ้ำยังเกือบถูกองค์ชายลงโทษ มิใช่เรื่องง่ายดายกว่าจะเอาตัวรอดมาได้อย่างปลอดภัย ยังมีแก่ใจซื้อผ้าอีกหรือ
ฉู่หลินหลางหาได้สงบนิ่งอย่างที่ซย่าเหอคิด แท้จริงแล้วหัวใจนางยังเต้นรัวเร็วอยู่