มีแต่สวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่าองค์ชายหกผู้นั้นมีนิสัยใจคอเป็นเช่นไร อันที่จริงนางก็ไม่มั่นใจว่าคำพูดของตนเมื่อครู่จะสามารถโน้มน้าวใจท่านผู้สูงศักดิ์ได้หรือไม่ แม้ว่าจะรอดมาได้อย่างปลอดภัย แต่นางเห็นสามีมองตนเองด้วยสายตาขุ่นเขียว กลับไปคงต้องถูกเทศนาสั่งสอนอีกเป็นแน่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้มิสู้รีบซื้อของไปประจบสามีดีกว่า
ด้วยเหตุนี้ฉู่หลินหลางไม่เพียงซื้อผ้าให้สามี ยังซื้อพวกปิ่นปักผมกับผ้าเช็ดหน้าปักลายไปฝากมารดากับน้องสาวสามีด้วย
เภทภัยครั้งใหญ่เพิ่งผ่านพ้นไปย่อมต้องเสียเงินสะเดาะเคราะห์สักหน่อย นางตั้งใจจะติดสินบนคนทั้งครอบครัว วันนี้จะได้ไม่ต้องถูกดุด่าว่ากล่าวหนักเกินไป
เพียงแต่ตอนซื้อของ ฉู่หลินหลางใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว…นางรู้สึกอยู่มิวายว่าอาจารย์ซือถูผู้นั้นดูคุ้นตาอยู่บ้าง แต่คิดไม่ออกในชั่วครู่ชั่วยามว่าเคยพบกันที่ใด
ทว่าเขาพูดสำเนียงเมืองหลวงอย่างคล่องปาก นางเองก็ไม่เคยพบเจอชาวเมืองหลวงคนใดมาก่อน ถ้าเคยเห็นบุรุษรูปงามปานนี้จริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลที่นางจะลืมไปได้อย่างง่ายดาย
นางคิดพลางล้วงกระเป๋าเสื้อเตรียมจะจ่ายเงิน แต่หลังจากมือเล็กสอดเข้าไปแล้วก็ไม่ดึงออกมาสักที นางคลำหาไปทั่วกระเป๋าเสื้ออย่างลุกลี้ลุกลน…แย่แล้ว! รายการบัญชีปลอมที่ใช้หลอกคนแผ่นนั้นหายไปแล้ว!
คราวนี้ฉู่หลินหลางเริ่มหน้าเสียเล็กน้อย นางไม่มีแก่ใจจะซื้อของต่อ พาสาวใช้ย้อนกลับไปตามทางเดิม เสาะหารายการบัญชีปลอมโดยไม่รอช้า
ทางด้านองค์ชายหกหลังตำหนิติเตียนเจ้าเมืองแล้วก็สั่งให้จับคนร้ายให้ได้โดยเร็ว เขาหันหน้าไปก็พบว่าซือถูเซิ่งพระอาจารย์ของตนหายไปที่ใดแล้วก็สุดรู้
ครั้นถามไถ่จากผู้ติดตามข้างกาย องค์ชายหกก็ตามไปหาเขาที่ห้องหนังสือของที่ว่าการ
บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ช่วยเขาไว้ในยามคับขันเมื่อครู่นี้ผลัดเปลี่ยนชุดที่เปื้อนเลือดออกเป็นชุดคลุมยาวสีเรียบรัดสายคาดเอวกว้าง ยืนก้มหน้าหันหลังให้ประตูอยู่ตรงริมหน้าต่าง
องค์ชายหกเอ่ยขึ้นเสียงดัง “ท่านอาจารย์ซือถู ท่านได้รับบาดเจ็บอยู่ อย่ายืนตากลมที่ข้างหน้าต่างเลย”
ซือถูเซิ่งเงยหน้าขึ้นช้าๆ ยัดกระดาษแผ่นหนึ่งที่เก็บได้ที่ใต้รถม้าเข้าไปในแขนเสื้อด้วยสีหน้าเป็นปกติ จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปคารวะพร้อมกล่าวกับองค์ชายหก
“วันนี้เกิดเรื่องชุลมุนวุ่นวายมาก องค์ชายส่งคนมาเรียกตัวกระหม่อมก็ได้ ไยต้องทรงลำบากเหน็ดเหนื่อยเองเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกมองไปทางพระอาจารย์ของตนด้วยสีหน้าเลื่อมใส “ปกติรู้แค่ว่าท่านอาจารย์มีวิชาความรู้สูงส่งเหนือใคร ไม่คิดว่าวรยุทธ์จะล้ำเลิศเพียงนี้!”
ซือถูเซิ่งหลุบตาลงพลางกล่าวว่า “เมื่อครั้งวัยเยาว์กระหม่อมสุขภาพไม่ดี มารดาจึงจ้างคนมาสอน เพียงมุ่งหวังให้ร่างกายแข็งแรงเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะสามารถนำมาใช้รักษาชีวิตได้พ่ะย่ะค่ะ”
แม้ซือถูเซิ่งจะพูดถ่อมตน แต่กลับทำให้องค์ชายหกรู้สึกนับถือเลื่อมใสยิ่งขึ้น
ในบรรดาพระโอรสทั้งหลาย องค์ชายหกไม่นับว่าโดดเด่น มารดาเขามีชาติตระกูลต่ำต้อย เป็นคนหัวช้าไร้ไหวพริบ ส่วนเขาก็ร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด ถูกบิดามองข้ามมานานแล้ว พระโอรสที่ไม่ได้รับความโปรดปรานเช่นนี้ไม่มีทางได้ร่วมเล่าเรียนกับรัชทายาท พระอาจารย์ที่จัดสรรให้ก็มิใช่พหูสูตชื่อดังหรือมหาปราชญ์เช่นเดียวกับพระอาจารย์ของรัชทายาท
ซือถูเซิ่งผู้นี้เป็นเพียงราชบัณฑิตหนุ่มที่ไม่มีคนหนุนหลังแต่อย่างใด เขาเป็นขุนนางอยู่ในสำนักราชบัณฑิตในตำแหน่งที่ไม่มีความสำคัญนัก
เดิมทีบุตรหลานจากครอบครัวยากจนที่โชคดีสอบขุนนางผ่านได้จำพวกนี้ องค์ชายหกไม่ใคร่เห็นอยู่ในสายตาสักเท่าไร ทั้งยังแคลงใจว่าซือถูเซิ่งเป็นพวกไร้ค่าไม่เป็นที่ต้องการของใครๆ ที่ถูกยัดเยียดมาให้ตน ทำให้วาจาของเขามักแฝงการออกคำสั่ง ไม่มีความเคารพนับถือต่อผู้เป็นอาจารย์
โชคดีที่ซือถูเซิ่งเป็นคนง่ายๆ ตามสบาย ถึงองค์ชายหกจะดื้อรั้นไม่ใฝ่หาความก้าวหน้า เขาก็ไม่ยกคำสอนโบราณมาตักเตือน เพียงวางสี่ตำราห้าคัมภีร์* ไว้แล้วคัดเลือกบันทึกเรื่องแปลกในท้องถิ่นน่าสนุกมาเล่าให้อีกฝ่ายฟัง
ไปๆ มาๆ เรื่องน่าสนุกพวกนี้กลับดึงดูดความสนใจขององค์ชายหกได้ ขณะที่บรรดาพระอาจารย์ทั้งหลายจะสอนหนังสือตามแบบแผนดั้งเดิม เขาจึงชอบเรียนหนังสือกับอาจารย์ซือถูมากที่สุด