พระโอรสหางแถวนอกคอกเช่นนี้ย่อมไม่ต้องสอบวัดคุณสมบัติ ถ้าพระอาจารย์ตั้งอกตั้งใจสอนวิชาความรู้ ถ่ายทอดวิถีแห่งการเป็นฮ่องเต้ต่างหากถึงจะผิดข้อต้องห้ามร้ายแรงของเชื้อพระวงศ์
ดังนั้นอาจารย์ศิษย์คู่นี้ต่างชอบใจที่ได้เอ้อระเหยไปวันๆ นับวันยิ่งเข้ากันได้ดีขึ้นทุกที
การสอนหนังสือของซือถูเซิ่งไม่ยึดติดกับแบบแผนดั้งเดิม ยามว่างยังพาองค์ชายหกไปปลูกพืชผักในที่นาหลวง ถือโอกาสจับจิ้งหรีดทองดำมาต่อสู้กัน พร้อมกับเล่าเรื่องการทำเกษตรและเลี้ยงสัตว์ในที่ต่างๆ ทั่วทุกทิศ
สรุปได้ว่าช่วยเปิดหูเปิดตาพระโอรสผู้โง่เขลาของราชสำนักให้ได้รู้ความเป็นไปของโลกกว้างภายนอกอาณาเขตวังหลวง
กระทั่งตอนรัชทายาทพุดคุยสัพเพเหระกับน้องชายคนอื่นๆ หลังรำพึงรำพันถึงความสามารถอันสูงส่งและความดุดันเคร่งครัดของพระอาจารย์ตน บางครั้งก็จะกล่าวด้วยน้ำเสียงอิจฉาว่ายังคงเป็นพระอาจารย์ของน้องหกที่เข้ากับคนง่าย สนุกสนานอิสรเสรีเหลือหลาย ไม่เหมือนกับพวกตนที่มีพระอาจารย์เข้มงวดกวดขันต้องบากบั่นขยันท่องตำราทุกวัน
กระนั้นองค์ชายหกก็ค่อยๆ เริ่มรู้สึกว่าดูเหมือนสิ่งที่พระอาจารย์ผู้นี้สอนสั่งตนหาใช่ไร้ประโยชน์ใดๆ โดยสิ้นเชิง
ดังเช่นพักก่อนบิดาเรียกตัวพวกพระโอรสไปนั่งล้อมวงชงชากันในพระราชอุทยานอย่างอบอุ่นพร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ระหว่างที่สนทนาสั้นๆ ก็เอ่ยถึงวิถีชีวิตของผู้คนในชายแดน
รัชทายาทกับพระโอรสซึ่งเป็นที่โปรดปรานสองสามพระองค์ต่างพูดถึงแผนการใหญ่ว่าด้วยการป้องกันชายแดนเพื่อความสงบสุขมั่นคงและแสนยานุภาพที่เกรียงไกรของแผ่นดิน ทว่าล้วนไม่รู้เรื่องกิจการภายในของหน่วยราชการชายแดนกันสักเท่าไร
ในตอนดื่มชากันเป็นองค์ชายหกที่เล่าถึงความรู้เชิงภูมิลักษณ์ของพื้นที่ชายแดนรวมถึงวิถีชีวิตของชาวบ้านท้องถิ่นโดยไม่ได้คิดอะไร
ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมของแคว้นต้าจิ้นถูกพระโอรสที่ทรงเรียกชื่อผิดบ่อยครั้งผู้นี้กระตุ้นความสนใจขึ้นมา เขาถามสองสามคำไปตามเรื่องตามราวแล้วก็พบว่าแม้พระโอรสผู้ผอมแห้งแรงน้อยผู้นี้จะไม่รอบรู้งานประพันธ์ชั้นสูง แต่มีความเป็นชาวยุทธ์ที่ชื่นชอบการผาดโผนผจญภัยแฝงอยู่ในตัว พูดถึงชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านชายแดนได้แคล่วคล่องเป็นล่องน้ำ
แล้วเขากำลังต้องการคนไปตรวจราชการที่ชายแดน ทำหน้าที่เป็นมีดคมกริบตัดเนื้อร้ายอยู่พอดี ถึงเขาจะมีพระโอรสมากมาย แต่ถ้าตัดพวกที่ยังอยู่ในวัยเยาว์ออก คนที่เลี้ยงดูรอดจนเติบใหญ่สามารถใช้งานได้กลับเหลืออยู่ไม่กี่คนนี้เท่านั้น
การตรวจราชการคราวนี้คงต้องทำงานสกปรกบ้าง ถ้าส่งรัชทายาทไปเกรงว่าจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของรัชทายาท มิสู้ส่งพระโอรสซึ่งไม่มีภาระหน้าที่ใดไปจะดีกว่า เป็นตัวแทนของอำนาจเด็ดขาดของราชสำนัก ทั้งยังไม่ต้องกลัวว่าเขาจะทำงานล้มเหลว แล้วถ้าสามารถบ่มเพาะขุนนางมีฝีมือได้คนหนึ่งก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง
หลังจากทดสอบลองเชิงหลายครั้ง ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมค้นพบว่าเจ้าหกผู้นี้มีความเข้าใจในกิจการภายในของหน่วยราชการเป็นอย่างดี มิใช่พวกเกียจคร้านไม่เคยขยับตัวทำอะไร ได้ยินว่าช่วงเพาะปลูกในฤดูใบไม้ผลิและช่วงเก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วง องค์ชายพระองค์นี้มักไปช่วยลงแรงดำนาเกี่ยวข้าวยังที่นาหลวงเสมอ เป็นคนสมถะอย่างยิ่ง
ดังนั้นโอรสสวรรค์จึงมีพระราชโองการมอบหมายหน้าที่สำคัญให้เขา องค์ชายหกถึงได้เดินทางเข้าสู่เมืองเหลียน
องค์ชายหกอาจไม่มีคุณสมบัติของผู้ปกครองแผ่นดิน ทว่าคนที่มีชีวิตรอดจนเติบใหญ่ในวังหลวงได้ล้วนต้องมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง เขาเพิ่งตระหนักได้ในภายหลังว่าสิ่งที่บิดาซักถามล้วนเป็นสิ่งที่พระอาจารย์ที่ไม่เอาจริงเอาจังของตนถ่ายทอดให้
จะพูดอย่างไรดี แม้จะสอนความรู้ให้น้อย ทว่าใช้ประโยชน์ในจังหวะสำคัญได้ทั้งสิ้น!
คราวนี้ความรู้สึกดูถูกดูแคลนในกาลก่อนของเขาลดทอนลงไปมากกว่าครึ่ง แล้วการเดินทางมาปฏิบัติงานในครั้งนี้เขาก็พาซือถูเซิ่งติดตามมาด้วย ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ความจริงแล้วการกวาดล้างอย่างแข็งกร้าวเด็ดขาดมาตลอดทางนี้ไม่ใช่วิสัยขององค์ชายหกแม้แต่น้อย
ขุนนางทุจริตเบื้องล่างล้วนมีสายสัมพันธ์โยงใยอย่างซับซ้อนอยู่ในเมืองหลวง ดังคำกล่าวที่ว่าดึงผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง องค์ชายที่ไร้ฐานอำนาจเช่นเขาใช่ว่าอยากจะหาเรื่องใส่ตัว ตอนแรกเขาตั้งใจจะลงโทษสั่งสอนแค่พอเป็นพิธีเท่านั้น
แต่ซือถูเซิ่งกลับถามเขาว่า ‘องค์ชายหกทรงเมตตาปรานีเช่นนี้เพราะหวงแหนเกียรติของพระองค์ หมายจะสร้างชื่อเสียงว่าเป็นพระโอรสผู้ปราดเปรื่องทรงคุณธรรมหรือ’