บทที่ 5 งานเลี้ยง
หมิงหวาจางมองหนุ่มน้อยผู้นั้นโดยแววตาไม่สั่นไหว หนุ่มน้อยกลับไม่ใส่ใจท่าทีเฉยเมยของเขา เดินยิ้มมาถึงตรงหน้า
“จิ่งจัน เหตุใดเจ้าจะมาไม่บอกข้าสักคำ ข้าก็นึกว่ามีแต่ข้าที่ต้องมางานเลี้ยง ระหว่างทางยังเสียดายอยู่เป็นนาน นึกไม่ถึงว่าเจ้าก็มาด้วย เช่นนี้งานเลี้ยงคงจะสนุกขึ้นมาก” หนุ่มน้อยมองไปทางหมิงหวาฉังพลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “คิดว่านี่คงจะเป็นน้องสาวฝาแฝดของเจ้ากระมัง ได้ยินชื่อเสียงมานาน วันนี้ได้พบหน้า น้องหญิงรองน่าเอ็นดูกว่าที่คิดภาพไว้เสียอีก”
หมิงหวาจางปรายสายตาเย็นเยียบมองอีกฝ่าย “คำว่าน้องหญิงให้เจ้าเรียกได้หรือ เอ้อร์เหนียง* ไม่ต้องสนใจเขา พวกเราไปกันเถิด”
หนุ่มน้อยไม่แยแสท่าทีเย็นชาของหมิงหวาจาง นัยน์ตาดอกท้อของเขาโค้งขึ้นเล็กน้อย คลี่ยิ้มอย่างอ่อนโยนและแฝงความเจ้าชู้
“ลืมแนะนำตัวกับน้องหญิงรอง ข้าคือเซี่ยจี้ชวน เป็นสหายสนิทของพี่ชายเจ้า”
หมิงหวาฉังเดาออกแต่แรก จัดสาบเสื้อแล้วประสานมือคารวะเซี่ยจี้ชวน “คุณชายเซี่ย”
เซี่ยจี้ชวนค้อมกายคารวะตอบแล้วเอ่ยอย่างอบอุ่น “ไม่ต้องเกรงใจเช่นนี้ เจ้าคือน้องสาวของจิ่งจันย่อมเป็นน้องสาวของข้าด้วย เรียกข้าว่าพี่ชายก็พอ”
หมิงหวาฉังรับคำอย่างประหม่าอยู่บ้าง เซี่ยจี้ชวนกับหมิงหวาจางต่างจากปลาเค็มเช่นนาง พวกเขาสองคนมีนามลือเลื่องทั่วเมืองลั่วหยาง กล่าวได้ว่าในครอบครัวขุนนางด้วยกันไม่มีใครไม่รู้จัก
หากบอกว่าหมิงหวาจางเป็นบุรุษในฝันของสตรีครึ่งเมืองลั่วหยาง อีกครึ่งหนึ่งก็เป็นของเซี่ยจี้ชวนผู้นี้นี่เอง เซี่ยจี้ชวนมาจากสกุลเซี่ย ทายาทสายหนึ่งของสกุลเซี่ยแห่งเมืองเฉิน ตระกูลขุนนางใหญ่ที่สูงส่งและเก่าแก่ยิ่งกว่าพวกห้าแซ่เจ็ดสายตระกูล
ต่อให้สกุลเซี่ยผ่านศึกอันโกลาหลจนคนในครอบครัวร่อยหรอ ทรุดฮวบจนฟื้นความรุ่งโรจน์เทียบเท่ายุคเว่ยจิ้น* ไม่ได้อีก กระนั้นเกียรติภูมิของหวังเซี่ย** ก็ถูกกล่าวขวัญมาแต่โบราณ ชื่อสกุลนี้ยังคงเป็นดั่งแสงจันทร์ขาวของผู้คนจำนวนไม่น้อย
เซี่ยจี้ชวนคือบุตรชายคนโตทายาทสายตรงของสกุลเซี่ยรุ่นนี้ มีชื่อเสียงด้านความสามารถตั้งแต่ยังเยาว์ สามขวบท่องกลอน หกขวบคัดอักษร สิบขวบจรดพู่กันเป็นบทความโดยไม่ต้องแก้ไขแม้ตัวอักษรเดียว ชื่อเสียงเด็กอัจฉริยะขจรไกล ด้านรูปโฉมความประพฤติก็เป็นเลิศ ไม่ว่าผู้อื่นมีฐานะสูงหรือต่ำต้อยเขาล้วนปฏิบัติเท่าเทียมกัน ไม่ถ่อมตนไม่เย่อหยิ่ง สุภาพเสมอต้นเสมอปลาย ตรงตามแบบฉบับของคุณชายตระกูลขุนนางใหญ่ที่ผู้คนนึกภาพไว้ ยึดกุมหัวใจสตรีได้มากมาย
ผู้ที่โดดเด่นมักคบหาเป็นสหายกับผู้ที่เลิศล้ำ เซี่ยจี้ชวนกับหมิงหวาจางมีความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทั้งสองคนไปร่วมงานเลี้ยงเขียนผลงานร่วมกันบ่อยครั้ง จึงได้รับการขนานนามคู่กันว่าสองผู้เด่นล้ำแห่งเมืองหลวง
แม้กระทั่งคนที่อยู่แต่ในจวนอย่างหมิงหวาฉังยังเคยได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของสองผู้เด่นล้ำแห่งเมืองหลวง ยามที่สตรีในเมืองลั่วหยางมารวมตัวกัน หัวข้อสนทนามักเลี่ยงไม่พ้นสองคนนี้ พวกเขาผู้หนึ่งดุจจันทร์ทะนงทอรัศมีเย็นชา ผู้หนึ่งดุจลมวสันต์ผ่าเผยท่องเสรี ที่ผ่านมาต่างมีผู้สนับสนุนล้นหลาม ตอนนี้พวกเขายืนอยู่ข้างกายหมิงหวาฉังทั้งสองคน ทำเอานางสัมผัสได้ถึงสายตาหลายคู่ดุจคมเข็มทิ่มแทงมาจากสี่ทิศแปดทาง
หมิงหวาฉังรับรู้นานแล้วว่ามีเซี่ยจี้ชวนผู้นี้อยู่ เพียงแต่นางไม่สนิทสนมกับหมิงหวาจาง ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงสหายของพี่ชาย วันนี้นางกับเซี่ยจี้ชวนเพิ่งจะพบหน้ากันอย่างเป็นทางการ นางรู้สึกว่าตนเองต้องมาแบกรับสายตาราวกับจะสังหารคนของบรรดาสตรีอ่อนวัยสะใภ้อ่อนเยาว์เหล่านี้ช่างไม่เป็นธรรมเอาเสียเลย จึงเสนออย่างอ้อมค้อม
“ตรงนี้ลมแรงอยู่บ้าง พวกเราเข้าไปค่อยคุยกันเถิด”
เซี่ยจี้ชวนตอบรับอย่างเข้าใจ “ข้าเห็นจิ่งจันกับน้องหญิงรองแล้วดีใจเกินไป ลืมตัวไปชั่วขณะ รีบไปที่พักกันก่อนเถิด อย่าให้น้องสาวต้องหนาว”
เดิมทีมีแค่หมิงหวาจางไปส่งหมิงหวาฉัง ตอนนี้มีเซี่ยจี้ชวนเพิ่มมาอีกคน หมิงหวาฉังปฏิเสธไม่เป็นผล จึงได้แต่แบกรับสายตาอิจฉาริษยาจากรอบด้าน เดินหาเรือนพักโดยมีบุรุษรูปงามถึงสองคนเดินเคียงข้าง
มีหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนอยู่ หมิงหวาฉังแค่ประคองเตาอุ่นมือไปก็พอ เซี่ยจี้ชวนมองสัมภาระห่อใหญ่ห่อเล็กในมือพวกบ่าวด้วยความสงสัยพลางถาม
“น้องหญิงรองนำสิ่งใดมาด้วย เหตุใดถึงมีสัมภาระมากเช่นนี้”
หมิงหวาฉังตอบอย่างเก้อเขิน “ความจริงแล้วไม่มีอะไร แค่นำของกินมาเล็กน้อย จึงแลดูมากไปบ้าง”
เล็กน้อย? เกรงว่าไม่ใช่แค่เล็กน้อยกระมัง หมิงหวาจางเลิกคิ้ว ไม่ได้เอ่ยปาก
เซี่ยจี้ชวนได้ยินว่าหมิงหวาฉังถึงกับนำของกินมาเองก็อึ้งงันไปเล็กน้อยก่อนหลุดยิ้ม “น้องหญิงรองไตร่ตรองรอบคอบจริงๆ เหตุใดข้าถึงลืมเรื่องนี้ไปได้”
หมิงหวาฉังโบกมือ “พี่เซี่ยเยินยอข้าเกินไปแล้ว ท่านกับพี่รองเป็นปัญญาชน สิ่งที่นำมาย่อมเป็นน้ำหมึกแห่งความรู้ ผิดกับข้าที่ในสมองมีแต่เรื่องกินดื่ม จึงทำได้เพียงไปถึงที่ใดก็กินที่นั่น พี่เซี่ยชอบกินขนมหรือไม่เล่า ข้าพกมาหลายรสชาติเชียว หากพี่เซี่ยไม่รังเกียจมากินด้วยกันก็ได้”
เซี่ยจี้ชวนยิ้มพลางตอบรับว่าดี จากนั้นก็เอ่ยว่า “น้องหญิงรองช่างน่าเอ็นดู ไม่เหมือนจิ่งจันเลยสักนิด”
“ดีอะไรของเจ้า” หมิงหวาจางมองเซี่ยจี้ชวนอย่างเย็นชา “นางเป็นสตรี ห้องของนางเจ้าเข้าได้หรือ”
เซี่ยจี้ชวนรู้สึกคาดไม่ถึง “พวกเราเป็นสหายสนิท ในใจข้านางก็เหมือนน้องสาวแท้ๆ มีอะไรต้องหลีกเลี่ยง”
“ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้” หมิงหวาจางไม่หวั่นไหว
เซี่ยจี้ชวนเห็นอีกฝ่ายยืนกรานเช่นนี้ก็จนคำพูดอยู่บ้าง “จิ่งจัน เจ้าเพิ่งอายุสิบหกปีเท่านั้น เหตุใดถึงทำตัวคร่ำครึเหมือนหนอนหนังสือเฒ่า”
หมิงหวาฉังกลัวว่าพวกเขาสองคนจะทะเลาะกันจึงรีบห้ามทัพ “ไม่เป็นไรๆ ข้าเตรียมของกินไว้ให้พี่รองด้วย ถึงเวลาข้าจะให้เจาไฉส่งไปที่ห้องของพี่รองแล้วกัน”
เซี่ยจี้ชวนตกตะลึง นึกว่าตนเองฟังผิดไป จึงเลิกคิ้วขึ้นช้าๆ “เจาไฉ?”
“ถูกต้อง” หมิงหวาฉังกวักมือไปทางด้านหลัง “เจาไฉ รีบมาคารวะพี่เซี่ย”
เจาไฉวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามา ประสานมือคารวะเซี่ยจี้ชวน “บ่าวคารวะคุณชายเซี่ยเจ้าค่ะ”
เซี่ยจี้ชวนพบว่าเจาไฉมีความหมายว่า ‘กวักเงิน’ อย่างที่เขาคิดจริงๆ ก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก นัยน์ตาดอกท้อมองไปทางหมิงหวาจางอย่างขบขัน หมิงหวาจางส่ายหน้าให้อีกฝ่ายเงียบๆ เป็นความหมายว่าอย่าพูดมาก จงให้เกียรติชื่อที่หมิงหวาฉังตั้ง เซี่ยจี้ชวนจึงกลั้นยิ้มแล้วเอ่ยกับหมิงหวาฉัง
“เหตุใดข้าถึงไม่ได้รู้จักน้องหญิงรองเร็วกว่านี้ น้องหญิงรองน่าสนใจเกินไปแล้ว” เขาพูดพลางกลอกตาใส่หมิงหวาจาง “ไม่เหมือนจิ่งจันสักนิดเดียว ทั้งชอบทำหน้าบึ้งตึงและน่าเบื่อ”
หมิงหวาจางคร้านจะแยแสเซี่ยจี้ชวน พวกเขาสองคนรู้จักกันมาหลายปี พูดโจมตีกันเองจนเคยปากเป็นเรื่องปกตินานแล้ว ทว่าหมิงหวาฉังฟังจบกลับแก้ต่างแทนหมิงหวาจางอย่างจริงจังยิ่ง
“พี่เซี่ย ท่านพูดเช่นนี้ไม่ได้ พี่รองของข้ายึดมั่นในหลักคุณธรรมของวิญญูชน วิญญูชนไม่เคร่งขรึมจะไม่น่ายำเกรง เขาเตือนก็เพราะหวังดีต่อข้า”
เซี่ยจี้ชวนประหลาดใจอีกครา เลิกคิ้วเหลือบมองหมิงหวาจาง พบว่าแม้แต่หมิงหวาจางเองยังแปลกใจไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงที่หมิงหวาฉังแก้ต่างให้เช่นนี้ เซี่ยจี้ชวนจึงถอนหายใจเบาๆ
“มีน้องสาวช่างดีเสียจริง ได้รับการปกป้องทุกเมื่อ เหตุใดข้าไม่ได้รับแบ่งน้องสาวมาสักคนหนอ”
ขณะที่หมิงหวาจางกำลังจะโต้กลับเซี่ยจี้ชวนว่าอย่ามารยา สีหน้ากลับพลันเคร่งขรึม มือข้างหนึ่งดึงหมิงหวาฉังมาอยู่ด้านหลังของเขา มืออีกข้างยกขึ้นสกัดด้านหน้าทันใด
หมิงหวาฉังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น หางตาคล้ายเหลือบเห็นเงาสีน้ำตาลอ่อนกลุ่มหนึ่ง ไม่รอให้นางเห็นชัดว่าคือสิ่งใดก็ถูกหมิงหวาจางดึงหลบแล้ว
นางซวนเซไปด้านหลังสองก้าว หากไม่ใช่ข้อมือถูกหมิงหวาจางกุมอยู่ก็คงจะหกล้มไปแล้ว นางเงยหน้าด้วยความงงงัน แลเห็นหมิงหวาจางบังอยู่ด้านหน้านาง กุมฝักดาบด้วยมือเดียว ชุดยาวคอกลมลายหงส์มังกรสีชาดพอดีตัวเขา ช่วงเอวรัดกระชับด้วยสายคาดหนังสีดำ วาดเค้าโครงของหลังไหล่ที่ผึ่งผาย แขนขาที่เพรียวยาว และเอวสอบที่แข็งแกร่ง
สิ่งที่ตะปบอยู่ส่วนบนของฝักดาบเป็นสัตว์ที่ดูแปลกตาตัวหนึ่ง มีขนยาวสีน้ำตาลอ่อนทั้งร่าง สี่ขายาวล่ำสันประเปรียว คล้ายแมวทว่าตัวใหญ่กว่ามาก หมิงหวาฉังสบกับดวงตาสีเขียวเจ้าเล่ห์เย็นชาของสัตว์ตระกูลแมวเข้าก็ทำเอาตกตะลึง ตอนนี้เองหมิงหวาจางพลันควงฝักดาบ ฉวยจังหวะที่แมวใหญ่ตัวนี้เสียสมดุล ยกขาเตะใส่ท้องของมันโดยแรงแล้วถีบมันไปไกลๆ
ท่วงท่าต่อเนื่องนี้หมดจดรวบรัด จนกระทั่งหมิงหวาฉังมีท่าทีตอบสนอง เจ้าแมวใหญ่ก็ร่วงบนพื้นหิมะแล้ว นางกะพริบตาถามอย่างช้าๆ
“นี่คือ?”
“เซอลี่”* หมิงหวาจางเก็บฝักดาบกลับคืน เหลียวมามองหมิงหวาฉัง “ไม่บาดเจ็บกระมัง”
หมิงหวาฉังส่ายหน้าระรัวราวกลองของเล่น มองผ่านเลยหมิงหวาจางไปยังพื้นหิมะด้านหลังด้วยความสนใจใคร่รู้ เซอลี่ตัวนี้เพิ่งคลานขึ้นจากพื้นก็ยอบขาหน้าลงต่ำ เปล่งเสียงข่มขู่มาทางพวกเขา ทว่าจนแล้วจนรอดก็ไม่กล้าเข้ามาใกล้อีก
หมิงหวาฉังได้สัมผัสอย่างแท้จริงแล้วว่าอะไรคือเพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ อะไรคือทั้งห้าวหาญและรอบคอบ เมื่อครู่นางยังไม่เห็นว่าเซอลี่ตัวนี้ซ่อนอยู่ที่ใดด้วยซ้ำ!
อาจเพราะมีหมิงหวาจางอยู่ ความมั่นใจของหมิงหวาฉังจึงพุ่งสูง ไม่กังวลเรื่องความปลอดภัยของตนเองสักนิด ทั้งยังมีแก่ใจพินิจมองแมวใหญ่ตัวนี้
“ในคฤหาสน์มีเซอลี่ได้อย่างไรกัน”
เซี่ยจี้ชวนขยับเข้ามาใกล้ มองตามรอยเท้าบนพื้นหิมะก่อนเอ่ยขึ้น “แขกบางคนพามาด้วยกระมัง”
หมิงหวาฉังไม่อาจเชื่อ “แขก? ใครกัน มาเป็นแขกยังจะพาแมวใหญ่ถึงเพียงนี้มาด้วย”
แม้หมิงหวาฉังจะเรียกมันว่าแมวใหญ่ แต่พลังทำลายล้างของเซอลี่เหนือกว่าแมวหลายขุม แขกเหรื่อขององค์หญิงไท่ผิงมีครึ่งหนึ่งเป็นสตรี ถ้าหากสตรีพบเข้าแล้วถูกกัดหนึ่งแผลหรือถูกตะปบหนึ่งทีก็เพียงพอจะถึงแก่ชีวิตได้
หากเมื่อครู่ไม่ใช่หมิงหวาจางช่วยไว้ หมิงหวาฉังก็ต้องเป็นผู้ประสบเคราะห์รายแรกแล้ว
กลัวสิ่งใดมักเกิดสิ่งนั้น ด้านหลังมีแขกมาอีกกลุ่มและเป็นสตรีพอดี พวกนางเห็นสัตว์ขนยาวคล้ายแมวคล้ายเสือดาวตัวหนึ่งหมอบอยู่บนพื้นหิมะก็ตกใจจนร้องเสียงดังลั่น หมิงหวาจางขมวดคิ้ว ได้แต่ฝากหมิงหวาฉังไว้กับเซี่ยจี้ชวน
“เจ้าคอยดูนาง ข้าจะไปจับเซอลี่ทางนั้น”
เซี่ยจี้ชวนผงกศีรษะ เดินมาข้างหน้าครึ่งก้าว ยืนเยื้องอยู่เบื้องหน้าของหมิงหวาฉัง แต่หมิงหวาจางยังไม่ทันจะออกเดิน ทวนเล่มหนึ่งก็พลันเหินพุ่งมาปักลงพื้นหิมะทางนั้นอย่างแรงเสียก่อน
เซอลี่ถูกปุยหิมะที่ฟุ้งตลบขึ้นมาทำให้ตกใจจนผงะถอยหลังสองก้าว จากนั้นก็มีสตรีชุดแดงผู้หนึ่งตวาดก้อง วิ่งปราดมาเตะทวนพู่แดงที่ปักอยู่กลางพื้นหิมะนั้นให้ลอยคืนสู่มือ
“สัตว์ชั่ว ยังกล้าทำร้ายคนอีก”
หมิงหวาฉังเบิกตาโต มองภาพฉากนี้อย่างตกตะลึง…มางานเลี้ยงที่คฤหาสน์ขององค์หญิง มีคนพาเซอลี่มาไม่พอ ถึงกับยังมีคนพกทวนมาด้วย ได้เปิดหูเปิดตาแล้วจริงๆ
หมิงหวาฉังพลันรู้สึกว่าตนเองพกมาแค่ของกินช่างเป็นเรื่องปกติทั่วไปเหลือเกิน
สตรีชุดแดงผู้นั้นใช้ทวนได้เฉียบขาดเปี่ยมพลัง ทำให้เกิดหมอกหิมะเป็นชั้นๆ หมิงหวาจางจึงเก็บดาบ ครั้นหันมาเห็นหมิงหวาฉังยืนชิดด้านหลังของเซี่ยจี้ชวน เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย กุมข้อมือเล็กจูงนางมาข้างตน
“เอาล่ะ หมดเรื่องแล้ว ไปเก็บสัมภาระกันเถิด”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะตนเองออกจากจวนน้อยไปจึงขาดความรู้รอบตัวใช่หรือไม่ หมิงหวาฉังชะเง้อมองสตรีที่สู้กับเซอลี่ผู้นั้นด้วยความสนใจใคร่รู้พลางถาม
“นี่คือใครกัน เซอลี่ตัวนั้นดูดุร้ายมาก พวกเราไม่ต้องช่วยนางหรือ”
เซี่ยจี้ชวนแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า “ไม่ต้อง น้องหญิงรองออกจากจวนไม่บ่อย อาจไม่รู้จักแม่นางผู้นี้ นางมีชื่อเสียงในเสินตูไม่เบา เป็นบุตรสาวของผิงหนานโหว หรือก็คือคุณหนูสกุลเหริน นามว่าเหรินเหยา เซอลี่ตัวนี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ข้าว่าเจ้าของเซอลี่ต่างหากที่ต้องกังวลใจ”
หมิงหวาฉังเป็นปลาเค็มมานานเกินไป จึงไม่เคยเห็นหน้าใครหลายคน ทว่าเอ่ยชื่อขึ้นมานางยังคงรู้จักอยู่ นางชะโงกหน้ามองไปด้านหลังอีกครา ที่แท้นี่คือเหรินเหยา บุตรสาวกำพร้าของผิงหนานโหว ผู้สืบทอดเพลงทวนสกุลเหรินอันโด่งดัง
เหรินเหยามีชื่อเสียงในเมืองหลวงมากเช่นกัน เพียงแต่นางแตกต่างจากหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวน…เพราะนางไม่ได้มีชื่อเสียงที่ดีเช่นนั้น
บุรุษในครอบครัวผิงหนานโหวล้วนพลีชีพกลางสนามรบ ทุกคนต่างกล่าวว่าสกุลเหรินสิ้นผู้สืบสกุลแล้ว ช่างน่าเสียดายเพลงทวนสกุลเหรินยิ่งนัก เหรินเหยาเป็นบุตรเพียงคนเดียวของผิงหนานโหวที่ยังมีชีวิตอยู่ นางจึงไม่ยอมแสดงความอ่อนแอ มุมานะฝึกฝนเพลงทวนตั้งแต่เล็ก ตั้งสัตย์สาบานจะสืบสานยอดวิชาสกุลเหริน รับช่วงต่อจากบิดากับพี่ชาย เข้าสมรภูมิอาบเลือดเด็ดชีพข้าศึก
สตรีเช่นนี้ย่อมไม่เป็นที่ต้อนรับในวงสังคม หมิงหวาฉังออกจากจวนเพียงไม่กี่ครั้งก็ยังได้ยินพวกคุณหนูชนชั้นสูงจับกลุ่มกันเหน็บแนมเหรินเหยา ทั้งยังพูดล้อเลียนเหรินเหยาว่า ‘ท่านโหวหญิง’
แม้เหรินเหยาจะเป็นสายเลือดเพียงหนึ่งเดียวของผิงหนานโหวจริง ทว่าสตรีไม่อาจสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าวาจานี้กำลังเสียดสีเหรินเหยาที่ไร้บิดาไร้พี่ชาย บุรุษตายจนเกือบหมดสิ้นทั้งตระกูล
ตั้งแต่ตอนแรกที่ได้ยิน หมิงหวาฉังก็รู้สึกว่าสตรีผู้หนึ่งมีปณิธานจะสืบสานงานของบิดากับพี่ชายเป็นเรื่องที่ดี เหตุใดจะต้องเยาะหยันกันด้วยเล่า นางจึงไม่ต่อบทสนทนากับคุณหนูเหล่านั้น มาวันนี้หลังจากได้เห็นเหรินเหยาตัวจริงก็พบว่าอีกฝ่ายใช้ทวนได้ยอดเยี่ยมจริงๆ ด้วย ถึงขั้นไม่ด้อยไปกว่าบุรุษ
นางเป็นปลาเค็มตัวหนึ่ง ทว่ายกย่องผู้ที่มีปณิธานและทุ่มเทปฏิบัติจริงยิ่งนัก อย่างเช่นหมิงหวาจางพี่ชายของนางหรือเหรินเหยา นางจึงเดินหนึ่งก้าวเหลียวหลังสามครา อดไม่ได้ต้องดึงแขนเสื้อหมิงหวาจาง
“เพลงทวนของคุณหนูเหรินดีจริงๆ พวกเราจะอยู่ทักทายสักหน่อยหรือไม่”
“เจ้าคือไข่มุกสกาวของจวนเจิ้นกั๋วกง อยากจะคบใครเป็นสหายก็ย่อมได้” หมิงหวาจางหยุดฝีเท้า เขาเรียกบ่าวผู้นำทางซึ่งยืนร่างสั่นหลบอยู่หลังต้นไม้มาสั่งว่า “ไปแจ้งคนที่เรือนพักของเจียงอันโหว บอกว่าเซอลี่ที่ซื่อจื่อของพวกเขาเลี้ยงไว้หนีออกมา หากยังไม่มาที่นี่ก็ได้แต่เก็บซากของมันแล้ว”
หมิงหวาฉังได้ยินชื่อคุ้นหูอีกชื่อหนึ่ง “เจียงอันโหวซื่อจื่อ? พี่รอง ท่านรู้ได้อย่างไรว่ามันเป็นสัตว์เลี้ยงของซื่อจื่อสกุลเจียง”
ด้านหลังมีเสียงหัวเราะเบาๆ คราหนึ่ง เซี่ยจี้ชวนรวบแขนเสื้อพลางเอ่ยยิ้มๆ “น้องหญิงรอง เห็นทีว่าเจ้าจะไม่ชอบออกจากจวนจริงๆ ทางซีอวี้* ส่งเซอลี่กับเสือดาวจำนวนหนึ่งมาถวายฝ่าบาท ฝ่าบาทพระราชทานแก่องค์หญิงไท่ผิง เจียงอันโหวรักบุตรชายยิ่งชีพ เจาะจงไปขอให้องค์หญิงไท่ผิงตกรางวัลเซอลี่หนึ่งตัวกับเสือดาวหนึ่งตัวให้เจียงหลิง เวลาที่เจียงหลิงออกจากจวนก็จะพาสิ่งล้ำค่าสองตัวนี้ไปด้วยทุกที่ ในเสินตูยังมีใครไม่รู้จักสัตว์เลี้ยงแสนรักของเจียงอันโหวซื่อจื่อ”
เจียงอันโหวซื่อจื่อเจียงหลิงขึ้นชื่อว่าเป็นคุณชายไร้แก่นสารผู้หนึ่ง หมิงหวาฉังรับคำช้าๆ แม้นางไม่ใส่ใจฟังเรื่องภายนอก แต่ดีชั่วอย่างไรก็รู้ว่าเจียงอันโหวคือแขนซ้ายแขนขวาขององค์หญิงไท่ผิง เจียงหลิงเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวที่ฮูหยินคนแรกของเจียงอันโหวทิ้งไว้ก่อนล่วงลับ ระดับการตามใจจึงน่าจะเทียบเคียงได้กับที่เจิ้นกั๋วกงมีต่อหมิงหวาฉัง
หากเป็นเจียงหลิงก็ไม่แปลกที่จะพาสัตว์อันตรายเช่นนี้เข้ามาในงานเลี้ยงได้
หมิงหวาฉังลอบจุปาก ฝ่ายหนึ่งคือเหรินเหยา ฝ่ายหนึ่งคือเจียงหลิง ล้วนเป็นผู้ที่ยากจะตอแย สองคนนี้ปะทะกันเกรงว่าคงปิดฉากไม่ง่าย
นางเพิ่งคิดจบ เสียงคร่ำครวญที่มีพลังเต็มเปี่ยมก็ดังมาทางด้านหลัง “เป่าเป่า ใครตีเจ้าจนเป็นเช่นนี้!”
บทที่ 6 ได้รู้จัก
หมิงหวาฉังได้ยินชื่อ ‘เป่าเป่า’ ที่ทรงพลังชัดถ้อยชัดคำนั้นแล้วก็รู้สึกผิดปกติ นางมองไปทางหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนอย่างตกตะลึง เซี่ยจี้ชวนก็ส่งยิ้มมาให้ มือชี้ไปทางเซอลี่ที่แยกเขี้ยวอยู่ตรงนั้น
เซอลี่ตัวนี้ยาวถึงสี่ฉื่อ** ยามกระโจนจะสูงเท่าคนหนึ่งคน เล็บบนอุ้งเท้าสี่ข้างแหลมคม เพียงหนึ่งอุ้งเท้าตะปบลงมาก็แปรสภาพหมิงหวาฉังให้เป็นซากได้ อาวุธสังหารที่คล่องแคล่วเหี้ยมโหดเช่นนี้…เหมือน ‘เป่าเป่า’ ตรงที่ใดกันแน่
หมิงหวาจางเบาเสียงอธิบายให้หมิงหวาฉังฟัง “เจียงหลิงผู้นี้…ตำราที่เคยอ่านมีอยู่จำกัด เขาได้รับเซอลี่กับเสือดาวมาแล้วรักหวงแหนอย่างยิ่ง จึงให้ตัวหนึ่งชื่อว่า ‘เป่าเป่า’ อีกตัวหนึ่งชื่อว่า ‘เป้ยเป้ย’***”
หมิงหวาฉังมุมปากกระตุก จากนั้นก็เข้าใจความรู้สึกตอนที่หมิงหวาจางได้ยินชื่อสาวใช้ของนาง
ฝีมือการตั้งชื่อระดับนี้ของเจียงหลิง…มีแต่ ‘เจาไฉจิ้นเป่า’ ของนางจึงจะเข้าท้าชิงได้
เจียงหลิงได้ยินบ่าวมาแจ้งข่าวก็รีบเร่งวิ่งออกมาดู ปรากฏว่าเห็นคนทำร้ายเป่าเป่าของเขาอยู่จริงๆ ก็โกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ตวาดเสียงกร้าว
“เจ้าเป็นใครกัน ถึงกับกล้าลงไม้ลงมือกับสัตว์เลี้ยงตัวโปรดของข้าซื่อจื่อ ยังไม่รีบหยุดมืออีก!”
ปกติกระบวนท่านี้ของเจียงหลิงได้ผลเสมอ ขอเพียงเขาแจ้งฐานะออกไป หากอีกฝ่ายไม่รีบค้อมกายประจบก็จะต้องรีบทิ้งธงถอยทัพ แม้กระทั่งผู้ตรวจการที่ทะนงตนที่สุดก็แค่กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด ถึงอย่างไรเจียงหลิงก็เป็นบุตรชายคนโตของเจียงอันโหว ล่วงเกินเจียงอันโหวเท่ากับล่วงเกินองค์หญิงไท่ผิง หากองค์หญิงไท่ผิงไม่ชอบใจ เพียงไปพูดอะไรบางอย่างต่อหน้าฮ่องเต้ เช่นนั้นอีกฝ่ายก็รอเคราะห์ร้ายทั้งครอบครัวได้
ทว่าวันนี้กระบวนท่าของเจียงหลิงใช้ไม่ได้ผล แจ้งฐานะออกไปแล้วอีกฝ่ายกลับไม่หยุดมือ มิหนำซ้ำยังตวัดทวนถี่ยิ่งกว่าเดิม เจียงหลิงนึกว่าคนบ้านนอกผู้นี้ไม่เคยเห็นหน้าเขาจึงตะโกนแจ้งอย่างชัดเจนอีกรอบ
“ข้านายน้อยคือเจียงอันโหวซื่อจื่อเจียงหลิง เจ้ายังไม่รีบคุกเข่าขอให้ละเว้นอีก”
ชีวิตนี้เหรินเหยารำคาญพวกคุณชายไร้แก่นสารที่สุด โดยเฉพาะคนอย่างเจียงหลิงตัวไร้ประโยชน์ไร้ความรู้ความสามารถ แต่ได้รับทุกสิ่งเพราะเป็นบุรุษ นางควงทวนหนึ่งรอบ เอาทวนพู่แดงมาไพล่หลังแล้วยิ้มหยัน
“ที่แท้สัตว์ชั่วตัวนี้ก็เป็นของเจ้า เช่นนั้นข้าคุณหนูยิ่งต้องขจัดภัยแทนฟ้า!”
ไม่ทันจบคำนางก็เหวี่ยงแขนเงื้อทวนพู่แดงขึ้นสูง เพียงมองก็รู้ว่าออกแรงไม่น้อย เซอลี่สัมผัสได้ถึงอันตรายจึงรีบกวดฝีเท้าวิ่งไปทางเจียงหลิง ทว่าเหรินเหยามีหรือจะปล่อยให้มันหลบหนี สิ้นเสียงตวาดก้องก็ซัดทวนพู่แดงไปทางเซอลี่สุดแรง
เมื่อครู่เจียงหลิงเพียงเห็นว่ามีคนใช้ทวนตวัดกลางสายลมเสียงดังขวับ จึงนึกว่าเป็นบุรุษผู้หนึ่ง ตอนนี้ค่อยเห็นชัดว่าอีกฝ่ายถึงกับเป็นสตรี! ดวงตาของเขาเบิกโต มองสตรีผู้นั้นซัดทวนไปยังเซอลี่ด้วยพละกำลังที่ไม่คล้ายสตรีสักนิดอย่างตกตะลึง
ทวนของเหรินเหยากรุ่นด้วยจิตสังหาร เร็วปานผ่าลำไผ่ คนของจวนเจียงอันโหวสกัดไม่ทันโดยสิ้นเชิง เจียงหลิงอ้าปากค้างโดยไม่รู้ตัว ได้แต่เบิกตามองปลายทวนคุกคามเข้าใกล้เป่าเป่าสัตว์เลี้ยงแสนรักของเขา
ในยามสิ้นหวังเจียงหลิงแลเห็นประกายสีทองสายหนึ่งโฉบผ่านเหนือพื้นหิมะ ตามด้วยเสียงโลหะกระทบพื้นก้องคมชัด ปลายทวนพลันเบี่ยงไปหลายชุ่น* ถากขนของเซอลี่ไปปักลึกกลางพื้นหิมะ
ด้ามทวนสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พู่แดงบางส่วนจมลงพื้นหิมะ สีสันทิ่มแทงจนคนตาพร่า ยามนี้เจียงหลิงค่อยตระหนักได้ว่าตนเองกลั้นหายใจอยู่ เขารีบสูดลมหายใจลึกยาว โอบรับสัตว์เลี้ยงนักล่าของเขาไว้
“เป่าเป่า เจ้าไม่เป็นไรกระมัง ข้าดูที เหตุใดบนตัวเจ้ามีแผลมากมายเช่นนี้ ขนร่วงไปแถบหนึ่ง โธ่เอ๋ย…”
เจียงหลิงกอดเซอลี่พลางถอนหายใจ น่าเสียดายนอกจากบ่าวของจวนเจียงอันโหวก็ไม่มีใครในที่นี้ที่ห่วงใยจิตใจของเจียงหลิง
ขณะนี้เป็นยามเที่ยง มีแขกเหรื่อมาถึงสถานที่จัดงานเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เดิมทีในคฤหาสน์ก็มีคนเดินไปมาขวักไขว่ ความเคลื่อนไหวตรงนี้เห็นได้ชัดเจน ย่อมดึงดูดสายตาคนจำนวนมากอย่างรวดเร็ว ทุกคนที่เห็นฉากเหตุการณ์เมื่อครู่ทั้งตื่นตระหนกและใจสั่นสะท้าน จึงไม่มีใครพูดจาไปชั่วขณะ
ท่ามกลางความเงียบเชียบ หมิงหวาฉังลูบมวยผมที่หย่อนคลายอยู่บ้างพลางเอ่ยอย่างลังเล “คือว่า…ปิ่นปักผมของข้า…”
ทองคำแท้เชียว ราคาไม่ใช่น้อยๆ ข้าขอเก็บคืนมาจะได้หรือไม่
เดิมทีทวนของเหรินเหยาพุ่งไปยังเซอลี่ ทว่าในชั่วขณะที่กำลังคอขาดบาดตายนั้นหมิงหวาจางพลิกมือดึงปิ่นปักผมของหมิงหวาฉังซัดไปยังปลายทวนของเหรินเหยา ทำให้ทวนพู่แดงเบี่ยงไปหลายชุ่น รักษาชีวิตของเซอลี่ไว้ได้พอดี
เหรินเหยาฝึกฝนทวนมาหลายปี เพลงทวนสกุลเหรินคือความศรัทธาของนาง แล้วก็เป็นความภาคภูมิใจของนางด้วย วันนี้ถึงกับถูกหนุ่มน้อยผู้หนึ่งคลี่คลายได้ง่ายๆ เช่นนี้!
เขาไม่ใช้แม้แต่อาวุธ ทว่าดึงปิ่นปักผมจากสตรีข้างกาย สำหรับเหรินเหยานี่เป็นความอัปยศครั้งใหญ่
เหรินเหยาหน้าบึ้งตึงพลางดึงทวนขึ้นจากพื้น ก่อนเอ่ยกับหมิงหวาจาง “เจ้าเป็นใครกัน”
“ข้าหมิงหวาจาง” หมิงหวาจางไม่รู้สึกสักนิดว่าตนเองเพิ่งจะทำสิ่งที่น่ากลัวอะไรลงไป ราวกับเพียงแวะเด็ดดอกไม้ไปหนึ่งดอก เพียงเอามือไพล่หลังเอ่ยเสียงเรียบ “ที่นี่คือคฤหาสน์ขององค์หญิงไท่ผิง ขึ้นวันปีใหม่ยังไม่พ้นวันที่สิบห้า ไม่เหมาะจะเห็นเลือด อย่างน้อยเซอลี่ก็เป็นชีวิตหนึ่ง ในเมื่อมันยังไม่ได้ทำร้ายใคร ความผิดเล็กน้อยตักเตือนก็พอ ไม่จำเป็นต้องฆ่าล้าง”
เหรินเหยาสีหน้าไม่ชวนมอง แขนออกแรงตวัดปลายทวนจนเกิดเสียงลมรุนแรง สะเทือนจนหิมะบนพื้นกระจัดกระจาย ชี้ทวนไปทางหมิงหวาจางพลางกล่าว
“ทวนสกุลเหรินยอมหักไม่ยอมงอ ข้าเคยลั่นคำสาบานต่อหน้าป้ายของปรมาจารย์ มิกล้ารับความพ่ายแพ้โดยไม่สู้ เจ้ากระแทกทวนข้าให้คลาดเป้าได้ เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ชนชั้นสามัญ เชิญชี้แนะ”
หมิงหวาจางกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าแขนพลันถูกคนยุดไว้ เขาตกใจเหลียวมองโดยพลันก็เห็นหมิงหวาฉังออกแรงคว้าแขนเสื้อเขาอยู่ สองตานางราวเปล่งวาจาได้ ทั้งยังส่ายหน้าให้เขาเล็กน้อย จากนั้นนางก็คลี่ยิ้มพลางเดินไปหาเหรินเหยา เอ่ยด้วยน้ำเสียงร่าเริงผ่อนคลาย
“พบกันก็คือวาสนา ตีรันฟันแทงไปเพื่ออันใด คุณหนูเหริน เมื่อครู่ขอบคุณมากที่ท่านช่วยข้า ท่านใช้ทวนได้เก่งจริงๆ ข้าไม่เคยเห็นเพลงทวนที่มีอานุภาพเพียงนี้มาก่อนเลย”
เหรินเหยาสามารถส่งสารท้ารบกับหมิงหวาจางโดยไม่เกรงอกเกรงใจได้ ทว่าผู้ที่มาเป็นแม่นางน้อยที่งามประณีตประดับยิ้มละไมผู้หนึ่ง เหรินเหยาจะตีหน้าเย็นชาใส่ก็ไม่ได้ จะลงไม้ลงมือก็ไม่ถูก ทำได้เพียงกล่าวเสียงแข็ง
“นี่เป็นเรื่องระหว่างข้ากับเขา เจ้าอย่าเข้ามา อาวุธไร้ตา หากทำร้ายถูกเจ้าเข้า ข้าไม่รับผิดชอบด้วย”
“เป็นเพราะพี่รองของข้าจิตใจดีงาม หักใจไม่ลง ไม่ได้มีเจตนาเพ่งเล็งคุณหนูเหริน คุณหนูเหรินก็จะไปเก็บสัมภาระใช่หรือไม่ ท่านพักเรือนหลังใดเล่า ไม่แน่พวกเราอาจไปทางเดียวกัน”
หมิงหวาฉังเผยรอยยิ้มพลางเดินตรงไปหา ไม่ได้ใส่ใจปลายทวนวาววับเยียบเย็นในมือเหรินเหยาแม้แต่น้อย ดังคำกล่าวที่ว่าไม่ยื่นมือตีผู้แย้มยิ้มให้* ทางด้านเหรินเหยาไม่สะดวกใจจะชี้ทวนใส่หมิงหวาฉัง จำต้องเก็บทวนพู่แดงแล้วเอ่ยตอบ
“เรือนอู้อิ๋น”
หมิงหวาฉังเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจ ก่อนเอ่ยอย่างยินดี “เรือนเดียวกับข้าพอดี คุณหนูเหริน พวกเราไปด้วยกันเถิด หากมีเวลาท่านช่วยสอนวิชาป้องกันตัวให้ข้าสักเล็กน้อยได้หรือไม่…”
หมิงหวาฉังคล้องแขนเหรินเหยาอย่างสนิทสนม หลายปีมานี้เหรินเหยาทำเสมือนตนเองเป็นบุรุษมาโดยตลอด สตรีที่รังเกียจนางถากถางนางมีอยู่มากมาย ทว่าสตรีที่เป็นฝ่ายมาเข้าใกล้ชิดนางอย่างหมิงหวาฉังนี้ไม่เคยมีแม้เพียงสักคน เหรินเหยาจึงร่างแข็งทื่อ ถูกหมิงหวาฉังฉุดเดินไปด้วยท่าทางทำตัวไม่ถูกอยู่บ้าง
พอลงมือหมิงหวาฉังค่อยพบว่าผู้กล้าในหมู่สตรีต่างจากตัวไร้ประโยชน์เช่นนางมากเพียงใด นางฉุดดึงเหรินเหยาอย่างกินแรง ทว่าก็ไม่ลืมที่จะลอบส่งสายตาให้เจาไฉเป็นเชิงบอกว่า ‘ปิ่นปักผมของข้ายังเสียบอยู่บนพื้นหิมะ จงเก็บกลับมาให้ได้!’
ตอนที่เดินผ่านหมิงหวาจาง ใบหน้าเล็กของหมิงหวาฉังเชิดขึ้นเล็กน้อย เผยรอยยิ้มอ่อนหวาน “พี่รอง พี่เซี่ย ข้ากับคุณหนูเหรินพักเรือนเดียวกันพอดี ข้าจะไปด้วยกันกับนาง พวกท่านไม่ต้องไปส่งข้าแล้ว”
เมื่อครู่เหรินเหยายังท้ารบกับหมิงหวาจางอยู่ ตอนนี้ถูกพามายังตรงหน้าอีกฝ่าย ใบหน้านางจึงแข็งทื่อ หมิงหวาจางปรายมองเหรินเหยาแล้วหลุบตาลงมองหมิงหวาฉัง ในแววตาแสนจะไม่วางใจ ขณะที่เซี่ยจี้ชวนกดไหล่หมิงหวาจางอย่างแนบเนียนก่อนยิ้มพลางเอ่ยขึ้น
“เช่นนั้นก็รบกวนคุณหนูเหรินด้วย น้องหญิงรองแรงน้อย สามวันนี้คุณหนูเหรินโปรดให้การดูแลนางมากๆ”
เซี่ยจี้ชวนพูดตามมารยาทอย่างชำนาญและเป็นธรรมชาติราวกับหมิงหวาฉังคือน้องสาวของเขาเอง รอจนหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาเดินจากไปแล้ว หมิงหวาจางจึงปัดมือเซี่ยจี้ชวนออก ขมวดคิ้วมองอีกฝ่าย
“ทำอะไรของเจ้า นางออกจากจวนน้อยครั้ง ตัวคนก็ทึ่มทื่อใสซื่อ เจ้าปล่อยนางไปเพียงลำพังได้อย่างไร”
เซี่ยจี้ชวนกล่าว “เจ้าเลิกกังวลเถิด ข้าว่าน้องหญิงรองหลักแหลมมาก นางคนเดียวก็เอาอยู่ ได้ยินว่าหลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องมาถึงแล้ว เจ้าจะไม่ไปดูสักหน่อยหรือ”
หมิงหวาจางได้ยินสองชื่อนี้แล้วก็ไม่สะทกสะท้าน ดวงตายังคงเรียบสงบดุจทะเลสาบใส
ในที่สุดเจียงหลิงก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีคนอื่นอยู่ หมิงหวาจางเพิ่งจะช่วยยับยั้งหญิงห้าวนั่นไว้ ทั้งยังพูดจาแทนเป่าเป่า เจียงหลิงจึงรู้สึกว่านี่เป็นคนกันเอง
เขาเดินเร็วรี่เข้ามาดุจดาวตกแล้วเอ่ยว่า “คุณชายรองหมิง เมื่อครู่ขอบคุณเจ้ามากที่ช่วยเป่าเป่าของบ้านข้า เมื่อก่อนท่านพ่อข้ามักชมเจ้า ข้าเคยนึกว่าเจ้าเป็นเหมือนทายาทตระกูลสูงศักดิ์เก่าแก่เสแสร้งพวกนั้น ไม่นึกว่าเจ้าจะเป็นคนผ่าเผยตรงไปตรงมาผู้หนึ่ง จริงด้วย ผู้นี้คือ…”
เซี่ยจี้ชวนยิ้มน้อยๆ มองไปทางเจียงหลิงพลางกล่าว “บุตรชายคนโตสกุลเซี่ย เซี่ยจี้ชวน”
สกุลเซี่ยหรือนี่…เจียงหลิงที่เพิ่งด่าทอทายาทตระกูลสูงศักดิ์เก่าแก่ว่าเสแสร้งไปหายใจติดขัดในชั่วพริบตา จากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างไม่คิดมาก
“วันนี้พวกเจ้าช่วยเหลือข้าย่อมเป็นสหายของข้าเจียงหลิง วันหน้าพวกเจ้ามีเรื่องอะไรมาหาข้าได้ ข้าเจียงหลิงจะไม่บอกปัดเด็ดขาด!”
หมิงหวาจางยังคงมีท่าทางห่างเหินไว้ตัว ส่วนเซี่ยจี้ชวนแย้มยิ้มให้เจียงหลิง รอยยิ้มดูคล้ายอบอุ่น แต่ในดวงตาไร้ไออุ่นใดๆ
แม้พวกเขาต่างเคยได้ยินชื่อสกุลรู้จักชาติตระกูลของกันและกัน ทว่าหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนไม่มีจุดบรรจบอันใดกับพวกคุณชายไร้แก่นสารอย่างเจียงหลิงจริงๆ วันนี้พวกเขาจึงเพิ่งจะรู้จักกันอย่างเป็นทางการ
ตอนนี้เจียงหลิงนึกถึงเรื่องเมื่อครู่ก็ยังคงมีเพลิงโทสะเต็มท้อง แต่จนใจที่ฝ่ายนั้นเป็นสตรี ไม่อาจไปคิดบัญชีกับนางได้ จึงได้แต่รั้งหมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนปรับทุกข์ยกใหญ่
หมิงหวาจางแววตาเรียบเฉย คร้านจะไยดีโดยสิ้นเชิง มีแต่เซี่ยจี้ชวนที่ยังรักษารอยยิ้มน้อยๆ ไว้ ทั้งยังเอ่ยคล้อยตามเป็นพักๆ
ครั้นเจียงหลิงนึกถึงเมื่อครู่ที่หมิงหวาจางซัดปิ่นปักผมก็เอ่ยด้วยความเลื่อมใส “เมื่อก่อนได้ยินเสมอว่าเจ้าเพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ ข้าหลงนึกว่าท่านพ่อพูดเกินจริง ไม่คาดคิดว่าเจ้าจะมีฝีมือจริงๆ เมื่อครู่เจ้าซัดปิ่นปักผมอย่างไรถึงแม่นยำได้เช่นนั้น ข้าไม่ทันเห็นชัดเจน เจ้าก็ปัดทวนของหญิงห้าวนั่นเฉออกไปแล้ว!”
หมิงหวาจางไม่พูดไม่จามาโดยตลอด ตอนนี้ค่อยเอ่ยเสียงเรียบเย็น “สตรีผู้นั้นคือคุณหนูเหรินแห่งจวนผิงหนานโหว ไม่พึงเสียมารยาท”
เจียงหลิงมีสีหน้าอึ้งงัน เห็นได้ชัดว่านึกไม่ถึง สตรีผู้นั้นใช้ทวนชี้หน้าท้าทายหมิงหวาจาง หมิงหวาจางไม่โกรธก็แล้วไป ถึงกับยังมาตำหนิเขา ทันใดนั้นเซี่ยจี้ชวนก็ยิ้มพลางไกล่เกลี่ย
“จิ่งจันคนนี้ใจกว้างเป็นที่สุด มีหรือจะเก็บเรื่องเล็กเช่นนี้มาใส่ใจ เพียงแต่ไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ไปหัวใจของสตรีจะหล่นไปที่จิ่งจันอีกกี่มากน้อย”
หมิงหวาจางกวาดตามองเซี่ยจี้ชวน ดวงตากระจ่างคู่นั้นดำขลับตัดพื้นขาวชัดเจน ไม่มีทั้งความกระหยิ่มยิ้มย่องหรือรังเกียจเดียดฉันท์
“พอเถิด เรื่องเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของสตรี อย่าพูดส่งเดช”
ขณะเดียวกันในบริเวณที่ไม่ไกลนัก เหรินเหยาเองก็กำลังก่นด่าเจียงหลิงให้หมิงหวาฉังฟัง “คุณชายไร้แก่นสารนั่นคือถุงสุรากระสอบข้าว* คือตัวไร้ประโยชน์! อยู่ใต้เงื้อมมือข้าแค่กระบวนท่าเดียวยังผ่านไปไม่ได้ แต่คนจำพวกนี้กลับโอ้อวดทำตัวเอ้อระเหย ไม่จำเป็นต้องทำอะไรทั้งสิ้นก็ได้เป็นซื่อจื่อ สวรรค์ตาบอดโดยแท้!”
หมิงหวาฉังนึกขึ้นได้ว่าเหรินเหยาอยากสืบทอดจวนโหว แต่ไม่อาจทำสำเร็จเพราะติดขัดที่ฐานะสตรี จึงเข้าอกเข้าใจความเคืองแค้นที่เหรินเหยามีต่อเจียงหลิง เรื่องของจวนโหวไม่เหมาะที่ตนจะพูดมาก หมิงหวาฉังจึงทำเพียงคลี่ยิ้ม ชี้ไปด้านหน้าด้วยความยินดี
“คุณหนูเหริน ท่านดูนั่น ถึงเรือนอู้อิ๋นแล้ว”
นี่คือเรือนพักที่องค์หญิงไท่ผิงเตรียมไว้ให้พวกนาง งานเลี้ยงคราวนี้มีผู้เข้าร่วมจำนวนมาก แขกบุรุษกับแขกสตรีย่อมพำนักแยกกัน นอกจากบรรดาชินอ๋องกับจวิ้นอ๋องหลายคนที่ได้พักเรือนเดี่ยว ผู้อื่นล้วนพักเรือนละสองคน
แต่ถึงจะเป็นเช่นนี้ ดูจากแขกเหรื่อมากมายรวมกับบ่าวที่พามาด้วยก็เกรงว่าต้องจัดเตรียมห้องไว้นับพัน
เดิมทีหมิงหวาฉังนึกว่ามีคนมาก มิหนำซ้ำยังอยู่บนภูเขา สภาพที่พักคงไม่ดีนัก ไม่คาดคิดว่าหลังผลักเปิดประตูลานเรือน ภาพเบื้องหน้าสายตาจะเป็นสิ่งปลูกสร้างวิจิตร เสาคานล้วนสลักเสลาเขียนลาย ทางเดินหินเป็นระเบียบ ทิศเหนือมีห้องหลักที่สว่างกว้างขวางสองห้อง ทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกต่างก็มีห้องข้างเรียงรายหนึ่งแถว ใช้เป็นห้องบ่าวและห้องเก็บสัมภาระ ในลานเรือนยังปลูกต้นไม้ดอกไม้ แม้สองคนพำนักร่วมเรือน แต่สภาพแวดล้อมไม่มีอะไรด้อยไปกว่าในตัวเมืองลั่วหยาง
หมิงหวาฉังอุทาน “แม้แต่ห้องพักแขกยังงดงามเช่นนี้ กำลังทรัพย์ขององค์หญิงไท่ผิงช่างมหาศาล!”
เป็นบุตรสาวคนเดียวของฮ่องเต้ เป็นเชื้อพระวงศ์สกุลหลี่แห่งต้าถังส่วนน้อยที่ได้เสพสุขลาภยศ ขณะเดียวกันยังเป็นสะใภ้สกุลอู่แห่งต้าโจว ชื่อเสียงที่ว่าองค์หญิงไท่ผิงมั่งคั่งทัดเทียมหนึ่งแว่นแคว้นใช่กล่าวกันเล่นๆ เสียเมื่อไร ครั้นบ่าวของจวนเจิ้นกั๋วกงกับจวนผิงหนานโหวขนสัมภาระเข้าไปในลานเรือน เห็นห้องหลักสองห้องซึ่งอยู่เคียงกันทางทิศเหนือแล้วต่างก็เกิดความลังเล
ยุคนี้ยึดถือซ้ายเป็นใหญ่ ห้องทางซ้ายจึงมีศักดิ์สูงกว่าห้องทางขวา คุณหนูทั้งสองผู้ใดจะอยู่ซ้ายผู้ใดจะอยู่ขวาเล่า
หากยึดตามบรรดาศักดิ์ ขั้นกงย่อมสูงศักดิ์กว่าขั้นโหว หมิงหวาฉังควรจะพำนักห้องทางซ้าย แต่ด้วยอุปนิสัยหัวแข็งเช่นเหรินเหยาจะทนลดตัวอยู่ใต้ผู้อื่นได้หรือ
หมิงหวาฉังไวต่อบรรยากาศรอบข้าง ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าพวกสาวใช้ลำบากใจเรื่องอะไรอยู่ จึงเป็นฝ่ายเสนอขึ้นก่อน
“ข้าถูกชะตากับคุณหนูเหรินแต่แรกเห็น ท่านโตกว่าข้าหนึ่งปี ข้าขอเรียกท่านว่าพี่สาวได้หรือไม่”
เหรินเหยาไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีรุ่นเดียวกันเช่นนี้ จึงทำตัวไม่ค่อยถูก พยักหน้าอย่างแข็งทื่อ “ก็ได้”
ดวงตาของหมิงหวาฉังยกโค้งดุจเสี้ยวจันทร์ ทอประกายตาอบอุ่นสุกสกาว “ดียิ่ง ข้าถูกชะตากับห้องทางขวา พี่เหริน ท่านให้ข้าเลือกก่อนจะได้หรือไม่”
หลายปีที่ผ่านมาเหรินเหยาทำตัวเสมือนเป็นบุรุษ เตือนตนทุกเวลาว่าจะด้อยกว่าบุรุษไม่ได้ นางเสียเวลาไปกับการฝึกยุทธ์มากเสียจนเข้าสังคมไม่เก่ง ไม่อาจสนทนาไปทางเดียวกับเหล่าแม่นางในเมืองลั่วหยาง…แน่นอนว่านางเองก็ไม่ได้อยากจะเข้ากลุ่มกับคุณหนูพวกนั้นตั้งแต่แรก
ถึงกระนั้นนางที่หัวช้าก็ยังตระหนักได้ว่าหมิงหวาฉังพาดบันไดให้นางลงอยู่ กำลังรักษาหน้าทุกฝ่ายด้วยวิธีที่ชวนให้สบายใจอย่างยิ่ง
เหรินเหยาพลันรู้สึกเลื่อนลอย นี่เป็นครั้งแรกที่นางสัมผัสได้ถึงเจตนาดีจากสตรีรุ่นเดียวกัน แต่ไหนแต่ไรญาติผู้พี่ญาติผู้น้องบุรุษกับคนหนุ่มวัยเดียวกันล้วนเป็นคู่แข่งของนาง ส่วนคุณหนูชนชั้นสูงล้วนเยาะหยันนางว่าหยาบกระด้างเหมือนบุรุษ ในชีวิตสิบเจ็ดปีมานี้ก็มีเพียงท่านย่าที่ดีกับนาง
ทว่าท่านย่าแก่ชราลงแล้ว แม้กระทั่งท่านย่าผู้แข็งแกร่ง หลักแหลม และทำได้ทุกสิ่งก็บอกนางเช่นกันว่าให้เร่งออกเรือนหาคนที่ดีมาปกป้อง นางโดดเดี่ยวตึงเครียดเรื่อยมา นึกว่าสตรีในใต้หล้านี้หากไม่เป็นเช่นดอกทู่ซือ* รู้จักแต่พึ่งพาผู้อื่นก็ต้องเป็นเช่นฮ่องเต้กับท่านย่าที่มีฝีมือแข็งกร้าวเฉียบขาด ดุจเพลิงร้อนที่อาจลวกทำร้ายทุกคน รวมถึงคนในครอบครัว
นางเพิ่งเคยพบเจอสตรีเช่นหมิงหวาฉังเป็นครั้งแรก อีกฝ่ายงดงามเช่นเดียวกับพวกคุณหนูตระกูลใหญ่ที่ถูกนางมองว่าเป็นดอกทู่ซือ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นเช่นน้ำที่อ่อนโยนกระจ่างใส หล่อเลี้ยงสรรพสิ่งโดยไร้สุ้มเสียง
เหรินเหยาช้าไปหลายจังหวะกว่าจะพยักหน้า หมิงหวาฉังก็ยิ้มปริ่มพลางขอบคุณเหรินเหยา จากนั้นก็พาเจาไฉกับหรูอี้เข้าห้องทางขวาไป
เห็นเหรินเหยานิ่งค้างอยู่ที่เดิมเป็นนาน สาวใช้ของจวนผิงหนานโหวจึงเดินขึ้นหน้ามาถามอย่างระวังรอบคอบ
“คุณหนู ท่านมีอะไรไม่พอใจหรือเจ้าคะ”
เหรินเหยาได้สติกลับมา ส่ายหน้าพลางตอบเสียงเบา “ไม่มีอะไร”
จบคำนางค่อยรู้ตัวว่าตนเองถึงกับลังเลในสิ่งที่เคยเชื่อมั่น จึงออกแรงหยิกแขนหนึ่งครา ให้ตนเองแข็งกร้าวดังเดิม
“รีบจัดการสัมภาระ ช่วงค่ำองค์หญิงไท่ผิงจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับ โอกาสดีเช่นนี้จะพลาดไม่ได้เด็ดขาด”
สาวใช้ประสานมือขานรับอย่างระมัดระวัง “เจ้าค่ะ”
* เหนียง เป็นคำเรียกสตรี ใช้ในหลายกรณี ในที่นี้ใช้ต่อท้ายเลขลำดับ ‘เอ้อร์’ (สอง) เพื่อบอกว่าเป็นบุตรสาวลำดับที่สองของตระกูล
* ยุคเว่ยจิ้น คือช่วงที่แคว้นเว่ย (วุยก๊ก) รวมแผ่นดินยุคสามก๊กเป็นปึกแผ่นจนถึงช่วงการปกครองของราชวงศ์จิ้นของสกุลซือหม่า (สกุลสุมา) ซึ่งขึ้นมาแทนที่แคว้นเว่ย
** หวังเซี่ย เป็นคำเรียกรวมของสกุลหวังแห่งหลางหยากับสกุลเซี่ยแห่งเมืองเฉิน เป็นสองตระกูลที่มีอำนาจล้นราชสำนักอย่างยาวนานโดยเฉพาะสมัยราชวงศ์จิ้น ถึงขั้นที่ยุคต่อๆ มาถูกใช้เป็นคำสรรพนามของตระกูลขุนนางใหญ่ที่เรืองอำนาจ
* เซอลี่ คือลิงซ์ยูเรเชีย เป็นแมวป่าชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายแมว แต่ขนาดใหญ่กว่ามาก หางสั้น ศีรษะยาวไม่ถึงหนึ่งในสี่ของความยาวลำตัว
* ซีอวี้ คือคำเรียกดินแดนทางตะวันตกของด่านอวี้เหมินและด่านหยางกวนมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์ฮั่น ปัจจุบันคือบริเวณเขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ ทางใต้ของเทือกเขาเทียนซาน (เทียนซานหนานลู่) เรื่อยไปจนถึงทางตะวันตกของที่ราบสูงปามีร์ รวมถึงแถบเอเชียกลาง เอเชียตะวันตก และอินเดีย
** ฉื่อ (เชียะ) เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน สมัยโบราณเทียบกับความยาวประมาณ 10 นิ้ว หรือหนึ่งส่วนสามเมตร ปัจจุบันยังใช้คำนี้ในความหมายว่า ‘ฟุต’
*** มาจากคำว่า ‘เป่าเป้ย’ แปลว่าสิ่งล้ำค่า มักใช้เป็นคำเรียกคนรักหรือบุตรหลานอย่างสนิทสนม จึงแปลได้อีกว่าที่รัก ลูกรัก แก้วตาดวงใจ
* ชุ่น เป็นหน่วยวัดความยาวของจีน สมัยโบราณเทียบกับความยาวประมาณ 1 นิ้ว
* ไม่ยื่นมือตีผู้แย้มยิ้มให้ หมายถึงเมื่ออีกฝ่ายรับผิดหรือทำดีด้วย ย่อมไม่อาจใจแข็งทำอะไรรุนแรง
* ถุงสุรากระสอบข้าว เปรียบเปรยถึงคนที่รู้จักแต่กินดื่ม ไม่ทำงานทำการ
* ดอกทู่ซือ คือดอกของต้นฝอยทอง (Cuscuta chinensis Lam.) เป็นพืชกาฝากชนิดหนึ่งที่ต้องอาศัยอยู่กับไม้อื่น จึงมักใช้เปรียบเปรยถึงสตรีที่อ่อนแอต้องการการปกป้อง
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.