ภาค 1·บงกชพลัดถิ่นนานนับพันปี
บทที่ 2 สหายเก่าเขาตงซาน 1
รัชศกจิ้งเหอปีที่สี่ ปีกุ่ยเหม่า ฤดูใบไม้ผลิพืชพรรณอุดมสมบูรณ์
เมื่อหลิวสี่ขันทีคนสนิทข้างกายฮ่องเต้ย่างเท้ามาถึงหน้าตำหนักฉยงหวาที่ประทับของฮองเฮาก็มองเห็นชุดกระโปรงของสตรีถูกผึ่งแดดเอาไว้เต็มสวนเป็นสิ่งแรก
…มิใช่ชุดพิธีการของสนมชายาในตำหนักในแต่อย่างใด
ฮองเฮาถือกำเนิดจากตระกูลขุนนางที่มีชื่อเสียง เป็นผู้มีคุณธรรมจิตใจดีงาม ไม่ว่าอยู่ต่อหน้าหรือลับหลังผู้คนล้วนละเอียดรอบคอบ นับตั้งแต่ได้รับแต่งตั้งเป็นฮองเฮาก็ช่วยบริหารราชการแผ่นดินสุดกำลัง ควบคุมตนเองประพฤติตามจารีต กระทั่งเหล่าขุนนางทัดทานผู้เคร่งขรึมในสำนักตรวจการยังกล่าวสรรเสริญนางไม่ขาดปาก
ตามหลักแล้วฮองเฮาเข้าใจธรรมเนียมปฏิบัติของวังหลวงอย่างถ่องแท้ รู้ดีที่สุดว่าในแต่ละสถานการณ์ควรทำความเคารพอย่างไร สวมเสื้อผ้าอาภรณ์ลักษณะใด ชุดกระโปรงของเด็กสาวเหล่านี้ ข้าราชบริพารในวังหลวงไม่เคยเห็นบนร่างฮองเฮามาก่อน
ด้วยเหตุนี้ภาพเบื้องหน้าจึงยิ่งชวนสับสนงุนงง หลิวสี่รู้สึกประหลาดใจ ขณะเดินตามนางข้าหลวงประจำตัวของฮองเฮาทะลุผ่านสวนของตำหนักก็อดเงยหน้ามองไม่ได้
ยามนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิพอดี ในสวนต้นไห่ถังพันธุ์ฉุยซือกับพันธุ์ซีฝู่ปลูกรวมกัน ดอกตูมกำลังคลี่กลีบดอก แย้มบานออกมาครึ่งหนึ่ง ท้องฟ้าสว่างไสวดุจผลึกแก้วสีเขียวอมฟ้าสดใสบริสุทธิ์ แสงอาทิตย์ลอดผ่านช่องว่างระหว่างต้นไม้ตกกระทบพื้นดิน สายลมพัดโชยเงาวูบไหว เสียดสีแผ่วเบาดังสวบสาบ
ชุดกระโปรงเด็กสาวแต่ละชุดดั่งภูตพฤกษาวิญญาณบุปผาเสกสรร สายคาดเอวปลิวไสวไปกับสายลมโชยอ่อน งามประหนึ่งห้วงฝันภาพมายา
กระโปรงบางเบาดุจเมฆหมอกสีน้ำเงินเข้ม กระโปรงระบำทัวจือ จันทราสีชาด กระโปรงแพรปุยเมฆลายดอกตู้รั่ว…ล้วนเป็นรูปแบบกระโปรงที่เด็กสาวในเมืองหลวงนิยมชมชอบที่สุดในปีนั้น
กระโปรงเหล่านี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีสภาพใหม่เอี่ยมเหมือนในวันวาน
สุดท้ายหลิวสี่ก็อดใจไม่ไหว จึงเอ่ยถามเยียนหลัวนางข้าหลวงคนสนิทของฮองเฮาที่เดินอยู่เบื้องหน้าเสียงแผ่วเบา
“นี่ฮองเฮาทรงคิดจะ…”
เยียนหลัวหันหน้าไปมองคราหนึ่ง ก่อนลดเสียงลงตอบกลับว่า “เมื่อวานยามกลางวันฮองเฮาทรงมีรับสั่งให้คนยกหีบใบใหญ่หลายใบที่ปิดเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะอภิเษกสมรสออกมา ค้นเอาชุดกระโปรงที่ทรงเคยสวมใส่ก่อนเข้าวังหลวงทั้งหมดมาซักให้สะอาด รมเครื่องหอมแล้วผึ่งแดด…คิดว่าคงเพราะฮองเฮาทรงมีเวลาว่างจึงหาข้าวของเครื่องใช้ในวัยเยาว์มาระลึกถึงความหลังสักหน่อยเท่านั้น”
นางเพิ่งกล่าวจบประโยค หลิวสี่ก็มองผ่านประตูใหญ่ตำหนักหลักไปเห็นฮองเฮาในชุดพิธีการผ้าต่วนสีม่วงเข้มประกายดำลายเกล็ดปลาสีทอง ในใจนึกตำหนิว่าตนคิดมากไปเองแท้ๆ ฮองเฮาเคร่งครัดในกฎระเบียบเช่นนี้ ต่อให้นำชุดกระโปรงเหล่านี้ออกมาก็ไม่มีทางสวมใส่ไปร่วมงานเลี้ยงราชสำนักแน่
เขาปัดแขนเสื้อเบาๆ ยังไม่ทันเดินเข้าประตูก็ทำความเคารพแบบเต็มพิธีการอย่างคล่องแคล่วฉับไว “กระหม่อมถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
ซูลั่วเวยกำลังกางสองแขนออก ปล่อยให้นางกำนัลรมเครื่องหอมตรงแขนเสื้อทั้งสองข้าง นางจึงหลับตาลงเสีย ได้ยินเสียงและไม่ได้ลืมตาขึ้น เพียงตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“ผู้เฒ่าหลิว ไม่ต้องมากพิธี”
หลิวสี่ลุกขึ้นยืน ก้มตัวลงพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทเสด็จกลับจากการตรวจราชการช่วงฤดูใบไม้ผลิ งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว ฝ่าบาททรงกลัวว่าฮองเฮาจะทรงเป็นกังวล จึงส่งกระหม่อมมารับเสด็จโดยเฉพาะพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อปีก่อนทางเหนือทำศึกชนะหลายครั้ง ราชสำนักเพิ่งสงบมั่นคง เจาฮ่องเต้ก็ไปตรวจราชการทางเหนือในช่วงฤดูใบไม้ผลิหลังเทศกาลซั่งหยวนแล้ว นี่เป็นการเสด็จประพาสครั้งแรกนับตั้งแต่เขาขึ้นครองราชย์ ประการแรกเพื่อปลุกขวัญกำลังใจของเหล่าทหารกล้าผู้คว้าชัยชนะ ประการที่สองเพื่อโน้มน้าวเชื้อพระวงศ์กับขุนนางผู้มีอำนาจทางเหนือ ปูเส้นทางการออกว่าราชการด้วยตนเอง
ฮ่องเต้ไปคราวนี้ใช้เวลาสามเดือนกว่า เดือนอธิกมาส* ในฤดูใบไม้ผลิตรงกับเดือนสอง หลังจากกลับมาไม่นานบังเอิญตรงกับวันที่สองเดือนสองครั้งที่สองของฤดูกาลพอดี ซูลั่วเวยจึงเลื่อนงานเลี้ยงฉลองรับวสันต์ซึ่งเดิมทีควรจัดช้ากว่าปกติมาเป็นวันนี้ ฮ่องเต้กับขุนนางร่วมงานเลี้ยงเดียวกันก็นับว่าได้จัดงานเลี้ยงต้อนรับการกลับมาของทุกคนไปพร้อมกัน
งานเลี้ยงฉลองรับวสันต์จัดขึ้นที่พลับพลาเตี่ยนหงทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของวังหลวงเช่นเคย หลิวสี่คือข้าราชบริพารที่ถวายการรับใช้ใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่เขากลับถูกส่งตัวมารับนางเพื่อแสดงให้ขุนนางทั้งหลายเห็นว่าฮ่องเต้กับฮองเฮามีใจรักใคร่ลึกซึ้ง
ซูลั่วเวยนั่งเกี้ยวมุ่งหน้าไปยังพลับพลาเตี่ยนหง มงกุฎทองคำบนศีรษะกดทับจนลำคอปวดแปลบ
ทว่านางไม่แยแสต่อความเจ็บปวดที่หนักหน่วงเช่นนี้แล้ว เพียงแต่ขณะที่นั่งจัดสาบเสื้ออย่างสง่างามอยู่บนเกี้ยวก็ได้ยินเสียงมุกหยกกระทบกันดังลอยมา
ระหว่างทางเงียบสงบไร้สุ้มเสียง แต่เมื่อเคลื่อนผ่านเส้นทางที่มีสวนดอกไม้รายล้อม ซูลั่วเวยได้ยินหลิวสี่ตำหนิเสียงต่ำอยู่เบื้องหน้า
“…ใต้เท้าเสียมารยาทยิ่งนัก ไปกล่าวขออภัยต่อฮองเฮาเถิด”
ซูลั่วเวยขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันเงยหน้ามองไปทางนั้นก็ได้ยินเสียงของบุรุษที่ฟังดูเอ้อระเหย ในน้ำเสียงของอีกฝ่ายไม่ได้มีความเคารพอยู่สักเท่าไร กระทั่งไม่ใส่ใจอยู่เบาบาง
“กระหม่อมถวายพระพรฮองเฮา ขอพระองค์โปรดทรงอภัยในความผิดฐานกระทำตัวไม่เหมาะสม”
อุทยานบริเวณนี้เส้นทางสลับซับซ้อน เดิมทีขุนนางราชสำนักที่เพิ่งเข้าวังหลวงครั้งแรกบังเอิญมาพบกับเกี้ยวของนางเข้าก็ถือเป็นเรื่องปกติ
แต่หลังจากได้ยินประโยคนี้แล้ว ซูลั่วเวยกลับรู้สึกแปลกพิกลโดยไม่ทราบสาเหตุ
นางไม่มีความคุ้นเคยกับอีกฝ่ายแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะน้ำเสียงหรือจังหวะสูงต่ำ ไม่ว่าจะนุ่มนวลหรือเฉื่อยชา แล้วความรู้สึกแปลกพิกลนี้มาจากที่ใดกัน
นางตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่ทันได้ขบคิดให้กระจ่างก็เงยหน้าขึ้นแล้วมองตรงไปข้างหน้า
เหล่าข้ารับใช้แบกเกี้ยวก้าวไปอย่างมั่นคง ยังไม่ได้เคลื่อนผ่านขุนนางที่กล่าวขออภัยต่อนางเมื่อครู่ ข้างทางก็มีนางกำนัลถวายการรับใช้กลุ่มหนึ่งคุกเข่าอย่างสำรวมอยู่พอดี พวกนางไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นนางชะโงกมอง หลิวสี่ก็รีบขยับเข้ามาใกล้พร้อมอธิบายว่า “ทูลฮองเฮา เป็นใต้เท้าผู้หนึ่งที่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทางในวังหลวง จึงหลงทางมาถึงที่นี่พ่ะย่ะค่ะ”
ซูลั่วเวยถาม “ผู้ใดกัน”
หลิวสี่ส่ายหน้า ตอบสั้นๆ ประโยคหนึ่ง “กระหม่อมก็ไม่รู้จักพ่ะย่ะค่ะ”
ทว่าพอชำเลืองมองสีหน้าเผยความนัยลึกซึ้งของเขาแล้ว ท่าทางไม่เหมือนคนไม่รู้จักกันสักนิด
เขาไม่ยอมพูด ซูลั่วเวยก็คร้านจะกล่าวโทษ เพียงส่งสัญญาณให้เขาถอยออกไป
หลิวสี่ลดมือลงด้วยความนอบน้อม เดินไปอยู่แถวหน้าเพื่อให้นางกวาดสายตามองสำรวจได้ชัดเจน
สายตาของซูลั่วเวยเลื่อนไปยังร่างขุนนางหนุ่มที่คุกเข่าหลังตรงอยู่ข้างทาง ยังไม่ทันพินิจมองให้ละเอียด อีกฝ่ายราวกับรับรู้ได้ว่านางกำลังจ้องมองอยู่ จึงค่อยๆ เหลือบตาขึ้นมองมาที่นางอย่างไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อย
คำว่า ‘บังอาจ’ ติดค้างอยู่ในลำคอ ซูลั่วเวยกระอึกกระอักไม่เปล่งเสียงออกมาเสียที
…ใบหน้าไม่คุ้นตาเช่นเดียวกับเสียง
ขุนนางใกล้ชิด ขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้ ขุนนางทุกระดับในท้องพระโรง ตลอดจนบัณฑิตที่เพิ่งได้รับการเลื่อนตำแหน่งตอนสอบฤดูใบไม้ผลิเมื่อปีก่อน นางล้วนจดจำพวกเขาได้ทั้งสิ้น ส่วนคนผู้นี้กลับไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน
ทว่าใบหน้านั้นมีเสน่ห์ดึงดูดอย่างยิ่ง คิ้วโก่งดุจขุนเขาห่างไกล ดวงตาสีดำสนิทดั่งหยดน้ำหมึก สีหน้าแฝงความรู้สึกแต้มรอยยิ้ม ชั่วขณะนั้นถึงกับทำให้นางไม่อาจละสายตาไปได้
ขุนนางหนุ่มผู้นั้นสวมชุดขุนนางสีเขียวเข้มซึ่งมักพบเห็นได้ในหมู่ขุนนางระดับล่าง เขาไม่ได้สวมหมวก แต่สวมเกี้ยวครอบผมรูปดอกบัวสีเขียวหยกแทน เส้นผมที่ยุ่งเหยิงอยู่บ้างปลิวไสวท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิ ดูคล้ายเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางที่ยาวนานและยากลำบาก
ซูลั่วเวยสบสายตากับเขาคราหนึ่ง หัวใจสะท้านไหวอย่างไม่มีเหตุผล เขากลับไม่รู้จักทำความเคารพกับมารยาทเลยสักนิด ยืดตัวตรงมองนางท่ามกลางข้าราชบริพารที่พากันคุกเข่าหมอบลง สายตายิ้มแย้มเบิกบาน ปราศจากความหวาดกลัว
ยามสายตาสบประสานกันช่วงสั้นๆ เขาผงกศีรษะเล็กน้อย ขยิบตาให้นางโดยไม่ตั้งใจ
สองฝั่งของเส้นทางสายนี้ปลูกต้นไห่ถังสายพันธุ์แตกต่างจากที่นางปลูกไว้ในตำหนัก เนื่องจากด้านข้างมีอุทยานบดบัง ต้นไห่ถังทางนี้จึงอาบไล้แสงอาทิตย์ครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งอยู่ภายใต้ร่มเงา
ทางฝั่งซูลั่วเวยดอกไห่ถังกำลังบานสะพรั่ง ดวงอาทิตย์แผดแสงแรงกล้า มีสายลมพัดโชยมา เบื้องหน้านางจึงมีปุยเมล็ดหลิวปลิวว่อนกับดอกไห่ถังร่วงโรย
ขุนนางหนุ่มผู้นั้นคุกเข่าอยู่ในร่มเงาฝั่งตรงข้าม ต้นไห่ถังด้านหลังส่วนใหญ่เป็นดอกตูมที่ยังไม่เบ่งบาน เพราะไม่ค่อยได้รับแสงแดด…กระทั่งสีสันยังเข้มชัดกว่าทางฝั่งนี้มาก
บรรยากาศเช่นนี้ราวกับว่าเคยเห็นที่ใดมาก่อน ริมฝีปากกับฟันของซูลั่วเวยกระทบกันเบาๆ ยังคิดทบทวนไม่กระจ่างว่าเหตุใดถึงรู้สึกคุ้นเคย ทั้งยังไม่ทันตำหนิเกี้ยวของนางก็เฉียดผ่านเขาไปแล้ว
เขาคุกเข่าอยู่ที่เดิมไม่ได้หันกลับมา
ซูลั่วเวยนั่งอย่างสง่างามอยู่บนเกี้ยว พยายามบังคับจิตใจตนเองให้สงบนิ่ง นางกำผ้าเช็ดหน้าในมือโดยไม่รู้ตัว กดมันแนบกับทรวงอก สัมผัสกับอาการปวดแปลบระคนขมขื่นระลอกหนึ่งที่ตีตื้นขึ้นมา
หลังใช้เวลาอยู่พักใหญ่กว่าจะดีขึ้น นางถึงแค่นเสียงเย้ยหยันตนเองอย่างห้ามไม่อยู่
…อาจเป็นเพียงภาพลวงของความรู้สึกติดค้างในอดีตที่มาจากความคะนึงหาลึกล้ำ
เพียงแต่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีฐานะเช่นไรกัน นึกไม่ถึงจะขวัญกล้าปานนี้
อย่างไรก็ตามในเมื่อเขาต้องเข้าร่วมงานเลี้ยง อีกประเดี๋ยวคงได้พบกันในงาน ไม่นานนางก็น่าจะได้รู้คำตอบของคำถามข้อนี้
ซูลั่วเวยค่อยๆ ปล่อยมือจากผ้าเช็ดหน้า กระแอมกระไอเสียงแผ่วเบา เยียนหลัวที่ติดตามอยู่ข้างกายนางหันกลับมา ลดเสียงลงถามขึ้น
“ฮองเฮาทรงมีสิ่งใดจะกำชับหรือเพคะ”
ซูลั่วเวยเหลือบมองนางด้วยสายตาซ่อนความนัยลึกซึ้ง ก่อนเอ่ยปากว่า “อากาศดูท่าจะไม่ดีเท่าไร เจ้าย้อนกลับไปสักครา สั่งข้ารับใช้ในตำหนักเก็บชุดกระโปรงในสวนสักหน่อย”
หลิวสี่เงยหน้ามองครู่หนึ่ง แม้ท้องฟ้าจะปลอดโปร่ง แต่ตรงเส้นขอบฟ้าเห็นเค้ากลุ่มเมฆ ดังนั้นจึงไม่สงสัยเป็นอื่น
เยียนหลัวก้มหน้าขานรับ แลกเปลี่ยนสายตากับฮองเฮาคราหนึ่งก็รีบร้อนเดินจากไป
หลังเกี้ยวของฮองเฮาเคลื่อนผ่านไปแล้ว ขุนนางหนุ่มที่คุกเข่ากับพื้นรอยยิ้มก็พลันเลือนหาย
เหล่าข้าราชบริพารที่คุกเข่าลงกลุ่มนั้นต่างลุกขึ้นมา เห็นเขาใช้มือข้างหนึ่งยันพื้นไว้พลางไอหนักๆ สองที นิ้วมือเรียวยาวกำชายเสื้อแน่น ออกแรงจนเส้นเลือดปูดโปนเห็นชัดเจน
กลีบดอกไห่ถังปลิวมาจากฝั่งตรงข้าม ร่วงหล่นลงในสาบเสื้อของเขา ขุนนางหนุ่มเหม่อมองกลีบดอกไห่ถังนั้น ผ่านไปเนิ่นนานค่อยยื่นมือปัดออกไปแล้วลุกขึ้นยืนอีกครั้ง
พอเห็นว่าร่างกายเขาโซเซก็มีนางกำนัลที่ใจกล้าเข้าไปช่วยประคอง แต่บุรุษหนุ่มกลับโบกมือปฏิเสธ จัดแขนชุดคลุมหลวมกว้างเองเล็กน้อย ก่อนจะเดินไปตามทิศทางตรงข้ามกับขบวนเสด็จของฮองเฮาเมื่อครู่ ทว่าก่อนไปยังไม่ลืมฝากคำพูดทิ้งท้ายอย่างสุภาพมีมารยาทให้กับทุกคนในที่นี้
“ขอบคุณมาก”
นางกำนัลที่เดินเข้าไปหาเขาสองแก้มแดงก่ำ เก็บเรื่องนี้เป็นหัวข้อสนทนากันไปนาน เล่าลือเพียงว่าบริเวณหน้าพลับพลาเตี่ยนหงมีใต้เท้าหนุ่มผู้หล่อเหลาและมีเสน่ห์ชวนหลงใหลผู้หนึ่ง รูปโฉมงดงามเฉิดฉันยิ่งกว่าบุปผาฤดูใบไม้ผลิ น่าเสียดายที่ไม่รู้ว่าเขามีชื่อเสียงเรียงนามว่าอะไร ทั้งยังไม่กระจ่างแจ้งว่าเป็นขุนนางตำแหน่งใด ปรากฏตัวอย่างตราตรึงแถวอุทยานครู่เดียวก็หายลับไปประหนึ่งภูตผีในค่ำคืนฤดูใบไม้ผลิปานนั้น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 1 ต.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.