บทที่ 115 เทศกาลซั่งหยวน
บนโต๊ะอาหารมื้อนี้ ฝั่งหนึ่งกินอย่างครึกครื้น ฝั่งหนึ่งกินอย่างเงียบเชียบ หมิงหวาฉังกินไปพลางพูดคุยกับเจิ้นกั๋วกงไปพลาง เริ่มจากเรื่องตระกูลเดิมของท่านอาสะใภ้รองมีคนเพิ่มขึ้นมา เทศกาลซั่งหยวนควรส่งของกำนัลใดดีไปให้จนถึงเรื่องที่เมื่อคืนกลางดึกลมแรง รบกวนจนครึ่งคืนหลังนางนอนหลับไม่สนิท ปากเล็กๆ ของนางขยับขึ้นลง ถ้อยคำมากมายเรื่อยเปื่อย มิหนำซ้ำแทบจะไม่มีช่วงเว้นว่าง เจิ้นกั๋วกงเองก็ตอบกลับตามใจคิด คิดเรื่องใดก็พูดเรื่องนั้น หัวข้อสนทนาจึงถูกพาไปไกล ขณะที่หมิงหวาจางกลับนั่งตัวตรงพลางกินอาหารไปอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาแม้แต่คำเดียว
บทสนทนานี้หากจดบันทึกไว้จะต้องเป็นบทสนทนาที่ทั้งไร้เหตุผลและไร้คุณค่า ทว่าชีวิตคนเราไม่ใช่ขนไก่เปลือกกระเทียม* ที่ไร้คุณค่าเหล่านี้สั่งสมรวมกันหรือ เรื่องส่งของกำนัลใดให้บ้านญาติ เรื่องเสื้อผ้าอาหารการเดินทาง วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า…สิ่งเหล่านี้คือการดำเนินชีวิต
หมิงหวาจางแม้มีส่วนร่วมกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ในจวนไม่มากนัก แต่ความจริงแล้วเขาชอบฟังยิ่ง หัวข้อสนทนาพวกนี้ก็เหมือนอาหารที่ปรุงด้วยฟืน มีกลิ่นอายควันไฟที่เด่นชัด ทำให้คนผ่อนคลายไปถึงหัวใจ ทางหนึ่งเขาละโมบอาลัยอาวรณ์ อีกทางหนึ่งก็ตระหนักได้ชัดเจนอย่างยิ่งว่าตนเองไม่ใช่ส่วนหนึ่งของที่นี่
เขาวางตะเกียบลง หยิบผ้าขึ้นเช็ดมือ เจิ้นกั๋วกงเห็นจึงเอ่ยถาม “กินเสร็จแล้วหรือ กินแค่นี้เองรึ”
หมิงหวาจางยิ้มพลางตอบ “ข้ากินอยู่ตลอด ที่จริงแล้วกินไปไม่น้อยเลย”
เจิ้นกั๋วกงยังคงไม่วางใจ กำชับให้เขากินมากๆ ครั้นหันมาเห็นท่าพุ้ยข้าวอย่างร่าเริงของหมิงหวาฉัง เขาก็อดติติงไม่ได้
“เจ้ากินให้น้อยลงหน่อยเถิด ใกล้จะออกเรือนแล้ว วันๆ ยังกินอาหารเช้าอาหารดึกไม่ขาดสักมื้อ แม่นางบ้านใดบ้างไม่ระวังเช่นเจ้า”
หมิงหวาฉังไม่พอใจแล้ว “ท่านด่าว่าข้าเกียจคร้าน ด่าว่าข้าไม่เรียนดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ ตอนนี้แม้แต่ข้ากินอาหาร ท่านก็ยังด่าว่าเชียวหรือ ผู้อื่นลำเอียงก็ไม่ลำเอียงเท่าท่าน”
เจิ้นกั๋วกงโมโหจนจะด่าว่าลูกอกตัญญู แต่หมิงหวาจางยับยั้งได้ทันท่วงที “ท่านพ่อ ฉังฉังพูดมีเหตุผล ร่างกายนางยังอยู่ในวัยกำลังโต ควรกินให้มากนอนให้มาก ท่านอย่าเข้มงวดกับนางเกินไป”
เจิ้นกั๋วกงหัวเสียตวัดตาไปทางหมิงหวาฉัง “เจ้าดูเสียบ้างว่าพี่ชายเจ้ารู้คิดเพียงใด แล้วดูเจ้าเถิด รู้จักแต่เถียงข้า ยังไม่รีบขอบคุณพี่ชายเจ้าอีก”
หมิงหวาฉังแค่นเสียงเบาๆ โต้กลับไปว่า “หากไม่มีท่าน พวกเราพี่น้องก็ผูกพันกันดี ท่านอย่ามายุแยงอยู่ตรงนี้”
เจิ้นกั๋วกงถูกยั่วโมโหอีกคราจนหนวดกระดิกตาเบิกกว้าง หมิงหวาจางจึงรีบปราม “ฉังฉัง พูดให้น้อย ท่านพ่อก็หวังดีกับเจ้าเช่นกัน”
หมิงหวาฉังกลอกตา พุ้ยข้าวในชามจนหมดอย่างรวดเร็ว วางชามลงเสียงดังแล้วจากไป เจิ้นกั๋วกงเห็นเช่นนี้ก็พูดด้วยโทสะ
“เจ้าดูนางเถิด ยังกล้าชักสีหน้าใส่ข้า! แม่นางบ้านใดบ้างทำตามใจชอบเช่นนาง”
ใครตามใจจนเป็นเช่นนี้เล่า ในใจเขาไม่รู้เลยหรือไร…หมิงหวาจางคิด หมิงหวาฉังเกิดมาก็ขาดมารดา เจิ้นกั๋วกงกลัวว่านางอยู่เรือนหลังจะถูกรังแก ตั้งแต่เล็กจนโตจึงหักใจพูดจารุนแรงกับนางไม่ได้สักประโยค นางต้องการสิ่งใดล้วนมอบสิ่งนั้น ดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพเรียนไม่ได้ความ เช่นนั้นก็เลิกเรียน เย็บปักถักร้อยถูกเข็มตำอยู่เรื่อย เช่นนั้นก็ให้ช่างเย็บปักมาทำแทน นางไม่จำเป็นต้องได้ที่หนึ่ง ไม่จำเป็นต้องเฉียบแหลมรู้ความ บิดาก็ยังคงรักนาง ตามใจนาง และหวงแหนนางอย่างไร้เงื่อนไข
เพราะได้รับความรักเต็มเปี่ยมมาตั้งแต่เล็ก หมิงหวาฉังจึงกล้าโต้แย้งผู้ใหญ่ กล้าออกไปข้างนอกตามใจชอบ กล้าชวนคนแปลกหน้าสนทนาราวกับยอดฝีมือนักเข้าสังคม เพราะนางรู้ซึ้งว่ารักนั้นไร้เงื่อนไข ขอเพียงนางเดินหน้าไปหนึ่งก้าวก็จะได้รับผลตอบแทนแน่นอน
คำกล่าวเช่นนี้ไม่เหมาะจะพูดต่อหน้าเจิ้นกั๋วกง หมิงหวาจางจึงเอ่ยเพียงว่า “ฉังฉังเป็นเช่นนี้ดียิ่ง กินได้นอนได้ ร่าเริงสุขใจ มีชีวิตชีวากว่าคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่ยิ้มไม่เผยฟันเดินไม่เผยเท้าพวกนั้นมากนัก นางคือไข่มุกสกาวของจวนกั๋วกง เกียรติภูมิของวงศ์ตระกูลควรอาศัยบุรุษขวนขวาย ไม่ควรผูกโยงไปที่สตรีเป็นอันขาด สิ่งเดียวที่นางต้องทำก็คือเติบโตอย่างมีความสุข”
จริงอยู่วาจานี้ไม่ผิด เจิ้นกั๋วกงเองก็ดูแคลนตระกูลที่อาศัยบุตรสาวเกี่ยวดองญาติเพื่อให้พี่ชายน้องชายของนางได้ดี ทว่าเจ้ารองพูดปัดความรับผิดชอบแทนฉังฉังเกินไปหรือไม่
เจิ้นกั๋วกงลอบถอนใจ เจ้ารองเด็กคนนี้มีความรับผิดชอบสูงเหลือเกิน ทั้งที่เขาอายุเท่าฉังฉัง แต่กลับรู้สึกอยู่เสมอว่าเขาเป็นพี่ชายควรจะต้านลมบังฝนแทนน้องสาว หมิงหวาฉังยิ่งเอื่อยเฉื่อย เขาก็ยิ่งกวดขันเร่งรัดตนเอง ผลจึงกลายเป็นสองคนสองขั้ว ความมั่นใจที่มากจนเกินเหตุกับความเกียจคร้านอย่างสบายอกสบายใจของนางไม่ใช่สิ่งที่เขาส่งเสริมออกมาทั้งสิ้นหรือ
ทว่าเจ้ารองมีเจตนาดี ไม่เหมาะที่เจิ้นกั๋วกงจะพูดทำร้ายน้ำใจ “เจ้าพูดถูก นางอยู่ในจวนเจิ้นกั๋วกงอยากทำเช่นไรก็ได้ เพียงแต่…ไปบ้านสามีแล้วจะทำอย่างไร อย่าเห็นว่าวันๆ นางยิ้มร่าคล้ายไม่รู้ร้อนรู้หนาว อันที่จริงนางรู้ทุกอย่าง แค่ไม่พูดออกมา ทุกอย่างล้วนเก็บไว้ในใจ วันหน้าหากนางพบสามีที่รู้ใจก็แล้วไป กลัวแต่ว่าจะพบสามีที่ไม่รู้จักเห็นใจนาง นางจะต้องเก็บกดจนทำให้ตนเองล้มป่วยแน่”
หมิงหวาจางเหลือบมองใบหน้าด้านข้างของเจิ้นกั๋วกง เอ่ยอย่างสงบ “ท่านพ่อสามารถหาบุรุษที่ให้ความสำคัญกับนางทุกเรื่อง คอยตามใจนางเคียงข้างนาง และท่านก็รู้ตื้นลึกหนาบางของเขาดีได้”
เจิ้นกั๋วกงหัวเราะ “ข้าก็อยากจะทำเช่นนั้น แต่จะไปหาบุรุษที่ตรงตามความต้องการเช่นนี้จากที่ใด ตอนนี้ข้าหวังแค่จะหาครอบครัวที่มีขนบตระกูลซื่อตรง ข้าไม่หวังลาภยศสรรเสริญ ขอแค่ความสัมพันธ์ในครอบครัวเรียบง่าย นางออกเรือนไปไม่ต้องรับมือกับเครือญาติที่ซับซ้อนยุ่งเหยิง ไม่ต้องอกสั่นขวัญแขวนกับสถานการณ์ในราชสำนักทั้งวี่วัน ต่อให้สามีนางไม่ขวนขวายหาความก้าวหน้าก็ไม่เป็นไร”
ถ้อยคำที่หมิงหวาจางเกือบจะเปล่งออกจากปากล้วนติดค้างอยู่ในลำคอ สูญเสียความกล้าที่จะพูดออกมา ในฐานะบิดาผู้หนึ่งหวังให้บุตรเขยมีความมั่นคงปลอดภัย เครือญาติเรียบง่าย ไม่ลากภรรยาเข้าสู่ความวุ่นวายอันตราย คิดเช่นนี้ผิดหรือ
ย่อมไม่ผิด นี่เป็นข้อเรียกร้องที่ถูกต้อง หากเขาหมิงหวาจางมีบุตรสาวก็จะเลือกบุตรเขยเช่นนี้ ไม่ว่าเจิ้นกั๋วกงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้ต่อหน้าเขาเพราะจงใจหรือไม่เจตนา ล้วนเพียงพอจะบ่งชัดว่าอีกฝ่ายไม่เคยพิจารณาเขาเป็นบุตรเขยเลย
หากเขาดึงดันเผยความต้องการของตนเองออกมาย่อมทำได้ ทว่า…เจิ้นกั๋วกงเลี้ยงดูเขามา เขาจะตอบแทนอีกฝ่ายเช่นนี้หรือ
หมิงหวาจางนิ่งเงียบไปเนิ่นนาน สุดท้ายก็กล่าวว่า “ท่านพ่อพูดถูกต้อง”
ท่ามกลางสายลมพัดสลายหิมะที่ตกค้าง เทศกาลซั่งหยวนก็มาถึง ผืนฟ้าของเมืองฉางอันปกคลุมด้วยบรรยากาศคึกคักตั้งแต่เช้าตรู่ หมิงหวาฉังเพิ่งตื่น พวกสาวใช้ก็หน้าชื่นยืนเรียงแถวประสานเสียงแล้ว
“ขอให้คุณหนูสุขสวัสดิ์ในเทศกาลซั่งหยวน โชคหนุนเนื่องสู่วันใหม่ อายุยืนยาวไร้ที่สิ้นสุด”
หมิงหวาฉังคลี่ยิ้มรับคำมงคล สั่งให้โรงครัวต้มขนมบัวลอย ขอเพียงเป็นบ่าวรับใช้ที่เรือนนาง ไม่ว่าจะรับใช้อยู่ในตัวเรือนหรือกวาดพื้นลานเรือนด้านนอกล้วนได้กินกันคนละหนึ่งชามต้อนรับเทศกาล ยุคนี้ขนมหวานเป็นสิ่งหายาก ทุกคนล้วนดีอกดีใจ พวกสาวใช้ล้อมวงอยู่ในเรือน ทางหนึ่งสลับกันชิมไส้ขนมบัวลอยของอีกฝ่าย ทางหนึ่งออกความเห็นว่าคุณหนูควรจะแต่งตัวเช่นไร
วุ่นวายเช่นนี้กระทั่งสีรัตติกาลคลี่คลุมลงมาโดยไม่รู้ตัว ขอบฟ้าราวกับมีอ่างสีย้อมถูกปัดจนล้มคว่ำ จากงามตระการตากลายเป็นขมุกขมัว สีน้ำเงินเริ่มอมดำขึ้นทีละน้อย สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ม ในตัวเมืองฉางอันจุดโคมไฟกันแล้ว ถนนสายหลักอย่างถนนจูเชวี่ยยิ่งมีสีสันละลานโชติช่วง บนพื้นสว่างไสวจากแสงไฟ เสียงความรื่นเริงได้ยินไกลหลายสิบหลี่
โคมชาววังที่ราชสำนักจัดเป็นรูปแบบเดียวกันนั้นพบได้หนึ่งดวงทุกระยะห้าก้าว ประดับแพรแดงเรื่อยไปจนถึงประตูเฉิงเทียน* ด้านล่างพวกพ่อค้าแขวนโคมปลามังกรเหินระบำ ทั้งยังมีโคมม้าหมุนหลากสีสันส้มแดงเหลืองเขียว พร่างพรายจนพร่าตาผู้ชม คนเดินถนนหอบบุตรหลาน ในมือพวกเด็กๆ ถือโคมเทศกาลรูปแบบต่างๆ เดินขวักไขว่เบียดเสียดกัน มองแต่ไกลราวกับธารดาราหนึ่งสายพาดผ่านความมืด แบ่งเมืองฉางอันออกเป็นสองส่วน
แสงโคมไฟแต่ละดวงรวมตัวเป็นสายธาร สุดท้ายล้วนหลั่งไหลไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองฉางอัน…เบื้องหน้าวังต้าหมิง ทว่าก่อนหน้านั้นจะต้องผ่านหน้าประตูจูเชวี่ย** ซึ่งตั้งซุ้มโคมไฟสูงเด่น แขวนโคมไฟหรูหราประชันความวิจิตร มีครอบครัวหนึ่งรุดจากอำเภอรอบนอกเพื่อมาเยือนเมืองฉางอันโดยเฉพาะ ขณะที่เดินลัดเลาะท่ามกลางโคมไฟ มารดาต้องร้องเรียกไปข้างหน้าทีข้างหลังที กลัวว่าจะมีคนพลัดหายจากขบวน ส่วนบิดาอุ้มบุตรสาวคนเล็กที่รักถนอมที่สุด สอนบรรดาบุตรให้รู้จักตัวอักษรแต่ละตัว
“นี่คือโคมไฟขององค์หญิงไท่ผิง นี่คือโคมไฟของจวนเว่ยอ๋อง นี่คือโคมไฟจากกองงานการทูต นี่คือโคมไฟจากจวนที่ว่าการเมืองหลวง…”
“ท่านพ่อ จวนที่ว่าการเมืองหลวงคืออะไร”
“จวนที่ว่าการเมืองหลวงก็คือหน่วยงานที่ควบคุมเมืองฉางอัน”
“เมืองฉางอันเป็นถึงเมืองหลวง ยังมีคนควบคุมอีกหรือนี่”
ชั่วขณะนี้รองผู้ว่าการเมืองหลวงซึ่งเพิ่งสร้างผลงานใหญ่มีหน้ามีตาทั้งในราชสำนักและหมู่ราษฎรไม่เบิกบานใจสักนิด เขาเอามือไพล่หลังยืนอยู่ใต้ซุ้มโคมไฟที่เจิดจรัส โคมปลาหลี่ซึ่งมีนัยว่า ‘เหลือกินเหลือใช้ทุกปี’* กำลังแอ่นพุงอมยิ้มอยู่เหนือศีรษะเขา ทว่าทั่วร่างเขาแผ่ไอเย็นเยียบ สีหน้าเย็นชายิ่งกว่าหิมะ ประกายตาคมกริบปานน้ำแข็งป่นหยก ไม่ได้ซึมซับความรื่นเริงรอบด้านแม้แต่น้อย
วันนี้จวนเฉิงกั๋วกงกับจวนเจิ้นกั๋วกงนัดหมายกันมาชมโคมไฟ หมิงหวาฉังเพิ่งจะลงจากรถม้าก็ถูกคนสกุลเฉิงที่มีไมตรีอันร้อนแรงเรียกตัวไป หมิงหวาจางลงจากหลังม้า ชั่วขณะที่คลาดสายตานางก็ถูกพาตัวไปแล้ว
เขายืนอยู่ด้านหลัง สายตาเย็นชามองประเมินผู้ที่มา เครื่องแต่งกายของเฉิงสวินวันนี้เห็นได้ชัดว่าจัดมาอย่างพิถีพิถัน ชุดยาว สายคาดเอว หยกพก ตลอดจนรองเท้าล้วนมองออกถึงความทุ่มเท หมิงหวาจางไล่กวาดตาไปทีละส่วน ติติงในใจว่าชุดของเฉิงสวินเทอะทะเกินไป สายคาดเอวลายพร้อยสีฉูดฉาด หยกพกก็จัดมาอย่างไร้ความประณีต รองเท้าถึงกับยังมีฝุ่นเกาะ สรุปคือไม่มีสักอย่างเข้าตาเขา
ทว่าหมิงหวาฉังยืนอยู่ในกลุ่มคน คิ้วตาดั่งบุปผากลับทอยิ้มสดใสให้เฉิงสวิน หมิงหวาจางพิจารณาเฉิงสวินอีกครา ยังคงรู้สึกว่าอีกฝ่ายไม่น่ามอง ไม่รู้นางกำลังยิ้มอะไร
ขณะเดียวกันหมิงหวาฉังที่ตกอยู่ท่ามกลางกลิ่นแป้งชาดก็ไม่รู้ว่าตัวนางกำลังยิ้มอะไรอยู่เช่นกัน ใครกำลังพูดคุยกับนางและนางกำลังพูดคุยกับใคร เมื่อครู่นางลงจากรถม้ายังไม่ทันหาทิศทางพบก็ถูกพามาอยู่กลางกลุ่มคนที่ใส่เครื่องประดับเต็มตัวแล้ว วันนี้จวนเฉิงกั๋วกงยกกันมาทั้งครอบครัว พวกเขาสามรุ่นอาศัยร่วมชายคา มีญาติมากหน้าหลายตาผิดกับจวนเจิ้นกั๋วกง ลำพังคุณชายคุณหนูสกุลเฉิงก็มีมากมาย ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงลูกสะใภ้แต่ละบ้านยังพาญาติตระกูลเดิมมาด้วย บุตรสาวสกุลเฉิงที่ออกเรือนไปแล้วก็พาน้องชายน้องสาวของสามีมาเช่นกัน เรียกได้ว่าเป็นครอบครัวใหญ่ที่แสนคับคั่ง
พวกสตรีแต่งกายแล้วมักงามคล้ายคลึงกัน หมิงหวาฉังถูกแสงอัญมณีแยงตาจนจำแนกใบหน้าแต่ละคนไม่ออกด้วยซ้ำ ทั้งยังต้องเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาวน้องสาวอย่างสนิทสนม เค้นสมองเอ่ยชมเสื้อผ้าเครื่องประดับของแต่ละคน และห้ามซ้ำกันอีกด้วย
ถึงยามต้องใช้ค่อยสำนึกว่าเรียนมาน้อย หมิงหวาฉังแสนเจ็บแค้นตนเองที่ไม่ได้เรียนถ้อยคำไพเราะเพิ่มอีกหลายๆ คำ
ไม่ง่ายกว่าจะทักทายทุกคนครบรอบหนึ่ง หมิงหวาฉังลอบพรูลมหายใจ ตอนนี้เพิ่งพบว่าหมิงหวาจางหายตัวไปแล้ว นางรีบมองหาก็พบว่าเขายืนอยู่ภายใต้แสงไฟพร่างพราย โคมปลาหลี่ทอประกายระยับลงบนร่างของเขา เขายังคงยืนตัวตรงดุจพู่กัน ท่วงทีน่าเกรงขาม ไม่แปดเปื้อนธุลี
ครั้นหมิงหวาฉังสบสายตากับเขาก็ตกตะลึง คิดในใจว่าเหตุใดเขาถึงคล้ายแมวที่หาบ้านไม่พบ ทั้งดุดันและโดดเดี่ยว เห็นอยู่ว่าเขาทำหน้าเย็นชาใส่ผู้อื่นคล้ายได้รับความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง แต่นางยังคงยิ้มให้เขาพร้อมกับโบกมือแรงๆ
“พี่รอง เหตุใดท่านไปยืนไกลเช่นนั้นเล่า รีบมาตรงนี้เถิด!” เห็นเขาไม่ขยับเขยื้อน นางจึงวิ่งตรงไปจูงมือเขาอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น “พี่รองของข้าน่ามองเพียงนี้ คืนนี้ผู้คนมากมาย อย่าให้พวกนักต้มตุ๋นลักพาตัวท่านไปได้เชียว ไป พวกเราไปชมโคมไฟกัน”
หมิงหวาจางยังคงทำหน้านิ่ง ในดวงตากลับค่อยๆ มีรอยยิ้มผุดขึ้นมา เฉิงสวินเห็นหมิงหวาจางแล้วก็พูดเอาใจอย่างกระตือรือร้นเช่นกัน
“ใช่แล้ว รองผู้ว่าการหมิง วันนี้ขาดท่านไปไม่ได้เด็ดขาด”
คนจวนเฉิงกั๋วกงรู้ว่าวันนี้มาเพื่อให้เฉิงสวินดูตัวว่าที่ภรรยา เฉิงสวินเป็นหลานชายสายตรงคนโตของสกุลเฉิง ภรรยาของเขาต้องมีศักดิ์ไม่ธรรมดา บุตรสาวของเฉิงกั๋วกงที่ออกเรือนไปแล้วสามคนได้รับข่าวต่างรุดมาด้วย หมายจะอาศัยเทศกาลซั่งหยวนพิจารณาว่าที่หลานสะใภ้ให้เต็มที่ พวกนางหันมาเห็นหนุ่มสาวอ่อนเยาว์คู่หนึ่งเดินเคียงกันมาภายใต้แสงโคมไฟ สาวน้อยงามพิลาสปานกลีบบุปผาเดือนสี่พลิ้วระบำ หนุ่มน้อยเย็นกระจ่างตาดั่งหิมะขาวกลางขุนเขา สองคนยืนเคียงกันดุจดอกหมู่ตานกับกระบี่คม ดั่งบุษบันวสันต์กับจันทราสารท ทำให้ผู้ที่เห็นนึกถึงกิ่งทองใบหยกที่ขับเน้นกันให้ยิ่งโดดเด่น
บุตรสาวคนโตของสกุลเฉิงถามด้วยความประหลาดใจ “นี่คือ…”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงต้องอธิบายบุตรสาวอีกรอบ “นี่คือคุณชายรองหมิง พี่ชายแท้ๆ ของแม่นางรองหมิง พวกเขาสองคนเป็นฝาแฝดหงส์มังกรเชียว”
ฝาแฝดหงส์มังกรเป็นเรื่องมงคลที่หาได้ยากยิ่ง ชั่วขณะนั้นผู้คนไม่คำนึงถึงเฉิงสวินอีก ล้วนแย่งกันจูงหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังมาสอบถามวันเดือนปีเกิดโดยละเอียด
คำถามจำพวกนี้ตั้งแต่เล็กหมิงหวาจางเคยตอบนับครั้งไม่ถ้วนจนคล่องนานแล้ว ทว่าคราวนี้พอเขาได้ยินพวกฮูหยินเอ่ยชื่อของเขากับหมิงหวาฉังคู่กัน ทั้งยังเอ่ยชมโดยไม่เก็บงำว่าเขากับนางเป็นคู่มงคลไร้ผู้ทัดเทียม เขากลับรู้สึกตัวลอยอย่างน่าประหลาด
ราวกับผู้คนล้วนกำลังกล่าวขวัญว่าเขากับนางเหมาะสมกัน ควรเป็นคู่กันโดยกำเนิด
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงเห็นคนบนถนนมากขึ้นทุกที จึงรีบตัดบทการสนทนานี้ “เอาล่ะ คุณชายรองหมิงกับแม่นางรองหมิงอยู่ตรงนี้ไม่หนีหายไปที่ใดเสียหน่อย แต่งานโคมไฟมีสามวันเท่านั้น ไปชมโคมไฟก่อนเถิด เรื่องอื่นไว้ค่อยถามกันทีหลัง”
ผู้คนหัวเราะคิกคัก พวกสตรีฉุดดึงกันเดินหน้า ไม่ช้าทั้งขบวนก็กลายเป็นเส้นยาว แต่ไม่ถึงชั่วเวลาหนึ่งถ้วยชาก็กระจายตัวกันไป ไม่รู้ว่าผู้อื่นจงใจหรือไม่เจตนาจึงพากันละทิ้งเฉิงสวินกับหมิงหวาฉัง ไม่ทันไรข้างกายหมิงหวาฉังก็ว่างเปล่า
แม้แต่หมิงอวี๋กับหมิงซั่วก็ไม่อยู่ พวกนางสองคนล้วนอยู่ในช่วงหารือเรื่องแต่งงานเช่นกัน ย่อมยินดีที่จะได้ขยายวงสังคม ไม่แน่ว่าสามีในอนาคตของพวกนางอาจเป็นพี่น้องหรือญาติผู้พี่ญาติผู้น้องของคุณหนูสักคนในกลุ่มนี้ หมิงหวาฉังเห็นกับตาว่าหมิงซั่วกับคุณหนูที่เพิ่งรู้จักจูงมือกันไปชมโคมไฟ ไม่มองมาทางนี้สักครา จากไปอย่างไม่อาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย
หมิงหวาฉังหันไปมองเฉิงสวินทางซ้าย หันไปมองหมิงหวาจางทางขวา รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกพิกลอย่างบอกไม่ถูก
หมิงหวาฉังขบคิดไม่แตกถึงต้นตอของความแปลกพิกลนี้ ทว่านางไม่อยากจะชมโคมไฟกับเฉิงสวินเพียงลำพังสักนิดเดียว จึงออกแรงยุดแขนเสื้อหมิงหวาจางไว้ไม่ยอมคลายมือ ปากก็ยิ้มพลางเอ่ย
“พี่หญิงใหญ่กับน้องหญิงสามเดินเร็วจริงๆ ดูเหมือนพวกนางจะเดินไปทางนั้นแล้ว พวกเราตามพวกนางไปกันเถิด!”
หมิงหวาจางหลุบตาเหลือบมองมือหมิงหวาฉัง คล้ายเขากลัวเฉิงสวินจะไม่สังเกตเห็น จึงค่อยๆ ยกมือตนไปวางไว้บนหลังมือนาง
“วางใจได้ มีข้าอยู่”
เดิมทีเฉิงสวินไม่ถือสา แต่หลังจากหมิงหวาจางเอ่ยประโยคนี้ออกมา เขาไม่ถือสาก็ไม่ได้แล้ว จึงเหลือบตาขึ้นมอง แต่กลับเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีผ่อนคลาย ดวงตาเจิดจ้า สายตาที่มองมาทางเขาแฝงความหยิ่งผยองคล้ายประกาศศักดาปานนั้น
ก่อนหน้านี้เขาไม่ได้สังเกต ตอนนี้ค่อยพบว่าวันนี้ชุดของหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังคล้ายกันอย่างยิ่ง เพียงมองคราเดียวก็รู้ว่าตัดมาจากผ้าพับเดียวกัน ต่างสวมเสื้อตัวในสีท้องนภาทับเสื้อตัวนอกสีขาว แม้แต่สายคาดเอวก็ยังเป็นแบบเดียวกัน
สองคนคล้องแขนยืนคู่กัน ผิดกับเขาที่ยืนอย่างโดดเดี่ยวอยู่อีกทาง แม้แต่คนเดินถนนทั่วไปก็มองออกว่าสองคนนี้ต่างหากที่เป็นครอบครัวเดียวกัน
เฉิงสวินลอบขมวดคิ้ว ไม่ใช่ความรู้สึกลวง เขารู้สึกถึงความเป็นปรปักษ์ได้จริงๆ…ความเป็นปรปักษ์ที่มาจากหมิงหวาจาง อีกฝ่ายกำลังทำอะไร ประกาศสิทธิ์ความเป็นเจ้าของอยู่หรือ
น่าขันสิ้นดี เป็นแค่พี่ชายของหมิงหวาฉัง หมิงหวาจางนึกว่าตนเองมีฐานะใดกัน
เฉิงสวินยิ้มพลางกล่าว “แม่นางรอง วันนี้คนมาก ระวังถูกชน เจ้าขยับมาทางนี้สักหน่อย อย่าไปเบียดพี่ชาย”
ตอนเอ่ยคำว่า ‘พี่ชาย’ คล้ายเขาเน้นย้ำเป็นพิเศษอย่างมีนัยแอบแฝง หมิงหวาจางหรี่ตามองไปทางเฉิงสวินอย่างไร้สุ้มเสียง จากนั้นก็ปะทะกับสายตาของอีกฝ่ายเข้าพอดี
เฉิงสวินยิ้มแย้ม ยังคงถ่อมตนรักษามารยาทดังเดิม ในสายตาคล้ายกำลังพูดว่า…ต่อไปเขากับหมิงหวาฉังจะเป็นครอบครัวเดียวกัน เขาควรยึดตามลำดับศักดิ์ของหมิงหวาฉัง เรียกหมิงหวาจางว่าพี่ชายด้วย หมิงหวาจางสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ริมฝีปากเม้มแน่นไม่แสดงอารมณ์
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเกลียดฐานะ ‘พี่ชาย’
บทที่ 116 โคมไฟ
เหตุใดอยู่ดีๆ พวกเขาสองคนถึงงัดข้อกันอีกแล้ว หมิงหวาฉังลอบถอนหายใจ รู้สึกเหนื่อยใจอย่างยิ่ง
เจิ้นกั๋วกงอยากให้นางทำความรู้จักเฉิงสวินมากขึ้น สังเกตด้วยตนเองว่าเฉิงสวินเป็นคนอย่างไร วางตัวเช่นไร หากนางยังไม่ชอบเขา ปฏิเสธเป็นใช้ได้ เจิ้นกั๋วกงพูดถึงขั้นนี้แล้ว ไม่เหมาะที่นางจะบ่ายเบี่ยงอีก ชมโคมไฟกับใครก็เป็นการชมโคมไฟอยู่ดี ถือเสียว่านัดพบสหายผู้หนึ่ง คราวหน้าก็จะได้มีเหตุผลบอกปัด
น่าเสียดายที่นางเพียงอยากทำภารกิจให้เสร็จสิ้นไป ทว่าบุรุษสองคนที่ร่วมทางมากลับไม่อยู่กันอย่างสงบ นางคิดในใจอีกครั้ง…ที่ทดสอบอยู่ใช่ฝีมือการวางตัวของเฉิงสวินเสียเมื่อไร เห็นได้ชัดว่าทดสอบข้าต่างหาก
หมิงหวาฉังกล่าว “ขอบคุณคุณชายใหญ่เฉิงที่เตือน พี่รอง ท่านไม่ติติงว่าข้าเบียดท่านกระมัง”
หมิงหวาจางส่ายหน้า หมิงหวาฉังคล้องแขนเขาอย่างเป็นธรรมชาติพลางยิ้ม
“ข้ารู้อยู่แล้ว พี่ชายของข้าดีที่สุด เอ๊ะ? ดูนั่น ทางนั้นมีคนพ่นไฟ พี่รอง คุณชายใหญ่เฉิง พวกเราไปดูกันเถิด!”
นางเรียก ‘พี่ชายของข้า’ ทุกคำ หมิงหวาจางราวกับถูกมือล่องหนคู่หนึ่งลูบปลอบ ความขุ่นมัวในใจบรรเทาลงโดยไม่รู้ตัว นางเอ่ยจบก็จูงเขาออกวิ่ง บังคับพาเขาให้ติดตามนางไป เขาหลุบตาลงพิศใบหน้านางที่งามเฉิดฉันภายใต้แสงโคมไฟ ประหนึ่งนายท้ายที่ถูกปีศาจสมุทรลวงล่อ รู้ทั้งรู้ว่านี่เป็นภาพฝันมายา แต่กลับไม่อาจหักใจทำให้แตกสลาย
นางทำดีกับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเฉิงสวิน เจียงหลิง หรือเหรินเหยาก็เป็นเช่นนี้ ความพิเศษอันน้อยนิดที่เขามีอยู่เพียงผู้เดียวล้วนเป็นเพราะเขาคือพี่ชายของนาง หากสักวันเขาไม่ใช่อีกต่อไป เช่นนั้นในหัวใจนาง เขากับเจียงหลิงยังจะมีความแตกต่างกันอีกหรือ
คงจะไม่มี น้องสาวของเขามีนิสัยเอื่อยเฉื่อยเช่นนี้เอง นางพอใจกับสภาพที่เป็นอยู่ ไม่ถูกบีบคั้นก็จะไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า
ตอนนี้เขาเป็นเช่นนักพนันที่อับจนหนทางแล้ว รู้ทั้งรู้ว่าตนเองแทบไม่มีอะไรเหลือ แต่ยังคงอดไม่ได้ที่จะเทเบี้ยลงบนโต๊ะพนันจนหมดหน้าตัก อยากจะเปิดเผยความจริง พลิกกระดานโดยสิ้นเชิงหรือไม่ก็ยอมหมดสิ้นทุกอย่าง ทั้งที่เขาเคยเตือนตนเองว่าต้องอยู่ในกรอบพี่น้อง ห้ามเป็นพวกบกพร่องคุณธรรม ทว่าเขายังคงอดไม่ได้ที่จะหยั่งเชิงนาง หยั่งเชิงเจิ้นกั๋วกง ทางหนึ่งเพื่อระงับยับยั้งตนเอง อีกทางหนึ่งก็คาดหวังว่าจะมีสักคนค้นพบว่าเขาล้ำเส้น
บางครั้งแม้แต่เขายังรังเกียจตนเอง เขาเป็นวิญญูชนจอมปลอมโดยแท้ ถึงกับคาดหวังว่าหลังจากสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้น เจิ้นกั๋วกงจะติดขัดที่ความจงรักภักดี ได้แต่ตบแต่งนางให้เขา และด้วยความที่นางผ่าเผยมองในแง่ดี คงคิดตกได้ในไม่ช้า และคงไม่ตำหนิที่เขาบังเกิดความรู้สึกเช่นนี้กับน้องสาวที่โตมาด้วยกันกระมัง
ขณะที่หมิงหวาจางเหม่อลอย ใบหน้าพลันรู้สึกเย็นวาบ เขาได้สติกลับมา จากนั้นก็พบว่าหมิงหวาฉังครอบหน้ากากอันหนึ่งลงบนใบหน้าเขา พอมองผ่านรูนั้นไปก็เห็นนางยืนอยู่ตรงแสงโคมไฟริบหรี่ ถลึงตาใส่เขาอย่างไม่ชอบใจ
“เรียกท่านหลายครั้งแล้ว เหตุใดยังคงเหม่อลอยอยู่”
หมิงหวาจางอึ้งงันไปครู่หนึ่งกว่าจะตามหาเสียงของตนเองพบ “ขออภัย เมื่อครู่ข้าไม่ทันสังเกต”
“ลงโทษให้ท่านสวมหน้ากาก ไม่ได้ อันนี้น่ามองเกินไป ต้องลงโทษสวมอันที่อัปลักษณ์” หมิงหวาฉังอยู่หน้าแผงขายหน้ากากพลางเลือกไปเลือกมา ในที่สุดก็หยิบหน้ากากผีร้ายที่มีใบหน้าสีเขียวเขี้ยวยาวอันหนึ่งขึ้นมาอวดต่อหน้าหมิงหวาจางอย่างพึงพอใจ “ท่านดู น่ากลัวหรือไม่”
หมิงหวาจางยกมุมปาก แววตาอ่อนโยนระคนจนใจ “อืม”
“เช่นนั้นลงโทษท่านสวมอันนี้ ห้ามหลบ!”
หมิงหวาจางไม่คิดจะหลบ เขาสูงกว่านางหนึ่งช่วงศีรษะ ปล่อยนางทำตามใจชอบ ให้นางผูกหน้ากากสีเขียวเขี้ยวยาวอันนั้นบนใบหน้าเขา แต่เมื่อถึงคราวของนางบ้าง นางกลับติติงว่าหน้ากากพวกนี้ซอมซ่อ จะไปเลือกซื้อจากอีกแผงแทน หมิงหวาจางก็จ่ายเงินโดยไม่พร่ำบ่น เจ้าของแผงเห็นเช่นนี้จึงเอ่ยด้วยความอิจฉา
“คุณชายช่างแสนดีกับคุณหนู ขออวยพรให้ทั้งสองท่านครองคู่กันจนแก่เฒ่า”
เจ้าของแผงเข้าใจผิด ทว่าหมิงหวาจางไม่อธิบาย ยื่นส่งเหรียญสำริดถึงมืออีกฝ่าย เปล่งเสียงจากใต้หน้ากากเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน
“ขอบคุณคำมงคลของเจ้า”
เฉิงสวินถูกฝูงชนขวางไว้ กว่าจะเบียดเสียดมาถึงก็เกือบจำสองพี่น้องไม่ได้แล้ว หนุ่มน้อยรูปงามเย็นชาเช่นหมิงหวาจางกลับสวมหน้ากากแยกเขี้ยวดุร้าย ยืนใจเย็นอยู่ด้านข้างรอหมิงหวาฉังเลือกหน้ากาก เผชิญกับสายตามองประเมินของผู้คนโดยไม่มีท่าทีขุ่นเคืองสักนิด เฉิงสวินจึงเดินตรงมาถาม
“แม่นางรอง เจ้าอยากซื้อหน้ากากหรือ”
หมิงหวาฉังหันไปเห็นเฉิงสวินก็ไม่มีท่าทีกระบิดกระบวน ยื่นหน้ากากสองอันในมือให้อย่างผ่าเผย “ใช่ แต่สองอันนี้ข้าไม่รู้จะเลือกอันใดดี”
“หากแม่นางรองชอบ ซื้อทั้งคู่เป็นใช้ได้” เฉิงสวินพูดแล้วก็จะจ่ายเงิน แต่กลับถูกหมิงหวาจางยับยั้ง เมื่อใบหน้าปกคลุมด้วยหน้ากากผีร้ายสีเขียวที่ใช้ในพิธีปัดรังควาน พลังคุกคามของเขาก็ยิ่งแผ่ออกมาอย่างไม่เก็บงำ
“ไม่ต้อง น้องสาวของข้าเอง ยังไม่ต้องให้ผู้อื่นมาจ่ายเงินให้”
เฉิงสวินอดไม่ได้ต้องโต้ตอบ “คืนนี้โชคดีได้ชมโคมไฟเป็นเพื่อนหญิงงาม สามารถจ่ายเงินเพื่อนางเป็นเกียรติของข้า”
เมื่ออยู่ภายใต้หน้ากาก หมิงหวาจางก็ไม่ต้องกดข่มอารมณ์อีกต่อไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น “บนถนนนี้มีหญิงงามมากมายยินดีจะสนองตอบอารมณ์สุนทรีย์ของคุณชายใหญ่เฉิง ท่านมิจำเป็นต้องมาทำเช่นนี้ต่อหน้านาง”
“จริงอยู่ว่าบนถนนมีหญิงงามเนืองแน่นดั่งก้อนเมฆ ทว่าแม่นางรองเท่านั้นที่มีบุญคุณต่อสกุลเฉิง ข้าย่อมต้องตอบแทนนาง”
“นางไม่ต้องการ”
“รองผู้ว่าการหมิง แม้ท่านจะเป็นพี่ชาย แต่ยุ่งเกี่ยวมากเกินไปสักหน่อยหรือไม่…”
“ทั้งคู่พอได้แล้ว!” หมิงหวาฉังเหลืออดจนตวาดยับยั้ง ควักเงินซื้อหน้ากากทั้งสองอันนั้นด้วยตนเอง “ข้าออกมาชมโคมไฟ ไม่ใช่ออกมาฟังคนทะเลาะกัน!”
เฉิงสวินกับหมิงหวาจางเห็นนางจ่ายเงินเองต่างก็มีสีหน้าไม่ค่อยสู้ดี ตลอดทางต่อจากนั้นคล้ายพวกเขาหมายมั่นปั้นมืออย่างยิ่ง สายตาของหมิงหวาฉังหยุดมองสิ่งใดเพียงชั่วครู่ พวกเขาก็จะแย่งกันจ่ายเงินซื้อสิ่งนั้น สุดท้ายทำเอานางไม่กล้าหยุดสายตาอีก
ภายนอกนางยิ้มละไม แต่ความจริงแล้วจนคำพูดอย่างยิ่ง ในใจต้องเน้นย้ำประเด็นสำคัญอีกครา…จงอย่าเดินดูสิ่งของกับบุรุษ พวกเขาเอาแต่รักหน้ายิ่งชีพ ไม่เหลือความรื่นรมย์ให้เอ่ยถึง
ทั้งสามคนเดินมาถึงหอสุราแห่งหนึ่งโดยไม่รู้ตัว หน้าหอสุราตั้งซุ้มโคมไฟหนึ่งแถว ราวกับดาวตกนับพันนับหมื่นร่วงลงมา ใต้โคมไฟมีแถบกระดาษห้อยอยู่ ดูเหมือนจะเป็นจุดทายปริศนาโคมไฟ นางจึงพลิกแถบกระดาษดูโจทย์หนึ่งข้อ ขณะกำลังขบคิด เฉิงสวินกลับเฉลยคำตอบออกมาแล้ว
สายตาดุจน้ำแข็งของหมิงหวาจางมองไปยังเฉิงสวินทันที เอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร “ฉังฉังยังคิดอยู่ ท่านทำอะไร”
“ข้าเพียงเตือนแม่นางรอง” เฉิงสวินกล่าว “ถูกหรือไม่ถูกยังต้องรอแม่นางรองชี้ขาด”
เสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วก็หยิบโคมไฟรางวัลของคำปริศนานี้ลงมา ยื่นส่งถึงมือหมิงหวาฉังอย่างมีไหวพริบยิ่ง จากนั้นก็เอ่ยยิ้มๆ
“ยินดีกับคุณชาย ตอบได้ถูกต้อง โคมไฟดวงนี้กำนัลแก่คุณหนู”
เฉิงสวินคลี่ยิ้มพลางมองหมิงหวาฉัง “โชคเข้าข้างเท่านั้น แม่นางรองชอบโคมไฟดวงนี้ก็พอ”
หมิงหวาฉังจำต้องยิ้มรับโคมไฟ ต่อให้มองไม่เห็นนางก็รับรู้ได้ว่าสีหน้าของหมิงหวาจางย่ำแย่ สายลมราตรีพัดโชยมาคล้ายหนาวเย็นขึ้นไม่น้อย
นางจนใจยิ่งนัก ได้แต่ออดอ้อนยัดโคมไฟใส่มือหมิงหวาจาง “โคมไฟดวงนี้หนักจริงๆ พี่รอง ท่านช่วยข้าถือทีเถิด เอ๊ะ? โคมกระต่ายดวงนี้น่ารักไม่น้อย พี่รอง ท่านรู้หรือไม่ว่าคำตอบคืออะไร”
หมิงหวาจางรับโคมไฟไว้ กวาดตาผ่านๆ ก็ตอบได้แล้ว หมิงหวาฉังปรบมือชื่นชมเขาอย่างเต็มที่ “เป็นเช่นนี้นี่เอง ขอบคุณพี่รอง โคมกระต่ายดวงนี้เป็นของข้าแล้ว”
หมิงหวาฉังหัวเราะอย่างร่าเริง ทำทีออดอ้อนแสร้งเขลา ไม่ง่ายกว่าจะทำให้หมิงหวาจางมีสีหน้าดูดีขึ้น นางลอบพรูลมหายใจ ในใจแสนจะอ่อนล้า
ถนนสายนี้ยิ่งเดินยิ่งเหน็ดเหนื่อย นางหมดสนุกแล้ว จึงกระชับชุดคลุมพลางกล่าว “หนาวอยู่บ้าง พวกเรากลับไปหาคนอื่นๆ กันเถิด”
เฉิงสวินกับหมิงหวาจางต่างมีสีหน้าไม่ชวนมอง เดินย้อนกลับไปเป็นเพื่อนหมิงหวาฉังเงียบๆ ทว่าปริศนาโคมไฟดึงดูดคนจำนวนมาก หมิงหวาฉังจึงต้องเดินสวนฝูงชนออกไป เบียดฝ่าลำบากอย่างยิ่ง หมิงหวาจางเห็นเช่นนั้นจึงมาเดินข้างหน้านาง สกัดผู้คนรอบด้านแทนนางอย่างเยือกเย็น
ขณะที่พวกเขาเดินออกไปอยู่นั้นก็ได้ยินรางๆ ว่ามีบางคนพูดคุยอยู่ด้านหลัง ดูเหมือนเถ้าแก่ของหอสุราจะมาถึงแล้ว หมิงหวาฉังกำลังเบียดแทรกฝูงชนอย่างยากเย็น ไม่ได้สังเกตเห็นความเคลื่อนไหวที่หอสุราด้านหลัง นางจับแขนเสื้อหมิงหวาจางไว้ ไม่ง่ายกว่าจะเดินไปถึงบริเวณที่โล่งขึ้นหน่อย จากนั้นค่อยพรูลมหายใจออกมา
“วันนี้คนมากจริงๆ”
หมิงหวาจางเงยหน้ามองไปยังคลื่นมนุษย์ที่ไม่เห็นจุดสิ้นสุดกับฝูงชนที่ยังคงแออัดมาทางนี้อย่างไม่ขาดสาย ลางสังหรณ์ไม่ดีผุดขึ้นในใจเขาโดยพลัน เขาจึงส่งโคมไฟไปให้องครักษ์ จูงหมิงหวาฉังพลางกล่าว
“ตรงนี้คนมากเหลือเกิน พวกเราย้ายที่กันเถิด”
หมิงหวาฉังเองก็ถูกเบียดเสียดจนไม่สบายตัว จึงพยักหน้ารัวเร็ว ขณะเดียวกันเสียงโห่ร้องครึกครื้นก็ดังเป็นระลอกมาจากหอสุราด้านหลัง กอปรกับหมิงหวาจางหันมาพูดบางอย่างกับนาง นางฟังได้ไม่ชัดเจนจึงยื่นหน้าไปถาม
“พี่รอง ท่านว่าอะไรนะ”
หมิงหวาจางไม่ได้คำนึงเรื่องชายหญิงแตกต่าง เพียงโน้มกายกำชับข้างหูนาง “ตามข้ามาใกล้ๆ”
ตอนที่เขาเอ่ยคำนี้ นางกึ่งเงยหน้ามองเขาอยู่ จึงแลเห็นภาพสะท้อนจากรูม่านตาสีดำสนิทของเขาได้พอดี…เป็นแสงสีขาวที่ระเบิดออกมาอย่างกะทันหัน
จากนั้นเสียงบาดหูก็ดังตามมา นางยังไม่ทันหันหลังไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นก็ถูกเขาโอบกอดไว้ทันใด
นางสัมผัสได้ถึงคลื่นความร้อนที่รุนแรงแผ่พุ่งมาจากด้านหลัง ตามติดด้วยเสียงกรีดร้องกับเสียงตะโกนร่ำไห้นับไม่ถ้วน ผู้คนพากันถาโถมจนนางทรงตัวไม่อยู่ ท่ามกลางความโกลาหลมีมือคู่หนึ่งโอบกอดนางไว้แน่น ต้านขวางคลื่นมนุษย์ที่เบียดผลักเข้ามาและคอยเปิดพื้นที่ให้นาง
“หนีเร็ว ไฟไหม้แล้ว!”
“อ๊าก มีคนตาย!”
ต่อให้มองไม่เห็นหมิงหวาฉังก็คาดเดาเหตุการณ์ได้จากเสียงโอดครวญของคนบนถนน เมื่อครู่เถ้าแก่หอสุราจุดโคมไฟ ไม่รู้เหตุใดโคมไฟถึงได้ระเบิด เกรงว่าสภาพของเถ้าแก่คงจะมีเคราะห์มากกว่าโชค ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือวันนี้เป็นเทศกาลซั่งหยวน ราษฎรทั่วเมืองตลอดจนชาวบ้านจากอำเภอโดยรอบล้วนเดินเที่ยวอยู่ในตัวเมืองฉางอัน บนถนนมีคนมหาศาล ในจำนวนนี้ไม่ขาดสตรีกับเด็ก หากปล่อยให้ความแตกตื่นลุกลามจนเป็นเหตุเหยียบกันขึ้นมา สถานการณ์จะเลวร้ายจนไม่กล้าคิด
หมิงหวาฉังรู้สึกว่าช่วงเอวถูกพลังขุมหนึ่งโอบรัด จากนั้นร่างก็เบาโหวง หมิงหวาจางถึงกับอาศัยกำลังแขนอุ้มนางแล้วกระโดดขึ้นไปบนซุ้มโคมไฟริมทาง เคลื่อนผ่านโคมไฟอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ปล่อยนางตรงจุดที่ปลอดภัย เขายังไม่ทันเอ่ยปาก นางก็ชิงพูดขึ้นอย่างร้อนใจ
“พี่รอง ข้าอยู่หน่วยเค้าแมวนิลเคยเรียนวิชาเอาตัวรอด อยู่คนเดียวได้ไม่มีปัญหา ท่านรีบไปจัดระเบียบเถิด จะปล่อยให้บานปลายจนเกิดเหตุเหยียบกันไม่ได้เด็ดขาด”
หมิงหวาจางมองนางอย่างลึกซึ้ง ยัดมีดสั้นเล่มหนึ่งใส่มือนาง ไม่ได้เอ่ยสักคำก็หันกายวิ่งไปทางหอสุราแห่งนั้น หมิงหวาฉังยึดจับซุ้มไม้ยืนขึ้น มองเงาร่างเล็กๆ ที่กำลังวิ่งสวนกระแสคลื่นมนุษย์ด้วยสายตาเคร่งเครียด
เขาปลดหน้ากากสีเขียวเขี้ยวยาวอันนั้นออก ทว่าไม่ได้โยนทิ้ง ยังคงถืออยู่ในมือ แขนขาของเขาเพรียวยาว ช่วงล่างมั่นคง ต่อให้อยู่ท่ามกลางคลื่นที่ปั่นป่วนก็ไม่สั่นคลอน ดุจโขดหินเพียงหนึ่งเดียวตั้งตระหง่านใจกลางแม่น้ำยามน้ำขึ้น ประกาศเสียงกังวาน
“ข้าคือรองผู้ว่าการเมืองหลวงหมิงหวาจาง ทุกคนจงอยู่ในความสงบ อย่าผลักกัน ฟังข้าสั่งการ!”
เทศกาลซั่งหยวนไม่มีกำหนดเวลาห้ามออกนอกบ้านเรือน เป็นวันที่คนทั่วแคว้นรื่นเริงกันได้อย่างเต็มที่ เกิดอุบัติเหตุขึ้นได้ง่ายที่สุด ดังนั้นราชสำนักจึงกำหนดแผนรับมือไว้ล่วงหน้า ทุกปีล้วนจัดทหารลาดตระเวนทุกตรอกถนนเพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้นอย่างเช่นวันนี้ หมิงหวาจางเป็นคนของจวนที่ว่าการเมืองหลวงอยู่แล้ว รู้ขั้นตอนเผชิญเหตุในวันเทศกาลเป็นอย่างดี หลังจากเขาแจ้งฐานะสยบใจคนอย่างรวดเร็วก็สั่งทหารปิดถนนไม่ให้คนเข้ามาเพิ่ม เปิดเส้นทางระบายคนออกตามลำดับ
ความสุขุมเยือกเย็นของหมิงหวาจางส่งผลถึงคนรอบด้านอย่างใหญ่หลวง ราษฎรเห็นคนหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งดุจเหินลงมาจากท้องฟ้า ยืนตระหง่านท่ามกลางคลื่นมนุษย์ไหลบ่าราวกับเสาค้ำสมุทร สั่งการฝูงชนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จิตใจก็ค่อยๆ สงบมั่นคง ไม่เบียดผลักกันเพื่อวิ่งหนีอีก
บนถนนที่อลหม่านเริ่มคืนสู่ความเป็นระเบียบ เฉิงสวินมีองครักษ์คุ้มกัน นับได้ว่าไม่สึกหรอแม้เส้นผม เขาเพิ่งจะหลุดจากวงล้อมก็รีบตามหาหมิงหวาฉัง ปรากฏว่าเงยหน้าขึ้นเห็นนางยืนอยู่ท่ามกลางแสงโคมไฟพร่างพราย ตัวซุ้มไม้แทบมองไม่เห็นท่ามกลางความมืด เห็นเพียงนางที่เป็นดั่งเทพธิดาลอยอยู่กลางอากาศ แขนเสื้อปลิวไสว เส้นผมสะบัดพลิ้ว บนใบหน้าสะคราญปานบุปผานั้นแลดูวางเฉย ทว่าก็เวทนาผู้ทุกข์ยาก ประหนึ่งเฟยเทียนบนภาพผนังที่เหินท้าลมได้ทุกเมื่อ
เฉิงสวินชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะเดินแทรกผู้คนไปถามนาง “แม่นางรอง เจ้าลงมาไม่ได้ใช่หรือไม่”
หมิงหวาฉังกำลังทอดสายตามองจุดเกิดเหตุก็ได้ยินคนเรียกนาง พอก้มหน้าลงเห็นว่าเป็นเฉิงสวินจึงค่อยๆ หลุดจากภวังค์คืนสู่ความเป็นจริง ยึดจับซุ้มไม้แล้วกระโดดลงมาอย่างสบายๆ
“ไม่เป็นไร ข้าลงเองได้”
เฉิงสวินกำลังจะยื่นมือไปรับนาง แต่พบว่านางกระโดดลงมาเองแล้ว ชายกระโปรงสะบัดผ่านสายตาเขาปานผีเสื้องดงาม มือเขานิ่งค้างไปชั่วขณะแล้วเก็บกลับมาเงียบๆ ก่อนยิ้มพลางเอ่ย
“ตอนเกิดเหตุเจ้าขึ้นไปหลบบนซุ้มไม้ทันท่วงที มีไหวพริบจริงๆ”
“เป็นพี่รองส่งข้าขึ้นไป” หมิงหวาฉังพูดอยู่กับเฉิงสวิน แต่ความคิดทั้งหมดจดจ่ออยู่กับอุบัติเหตุที่ด้านหน้าพลางพึมพำกับตนเอง “อยู่ดีๆ เหตุใดถึงเกิดเหตุระเบิดจนมีคนตายได้เล่า”
เฉิงสวินหันมองไปตามสายตาของนาง แลเห็นหมิงหวาจางยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน กำลังสั่งการระบายคนอย่างมีแบบแผน เขาได้ยินมานานแล้วว่าคุณชายรองหมิงมีรูปโฉมไม่ธรรมดา ทว่าวันนี้ตนยืนอยู่ในคลื่นมนุษย์ เงยหน้ามองจากระยะไกล ถึงค่อยพบว่าอีกฝ่ายมีรูปโฉมโดดเด่นเพียงนี้
รูปลักษณ์ที่สง่างามหล่อเหลาเป็นเพียงจุดเด่นหนึ่งที่ไม่คู่ควรจะเอ่ยถึงที่สุด ท่วงทีสุขุมเยือกเย็นของเขา ดวงตาคมกริบ และความเด็ดเดี่ยวที่พุ่งเข้าสู่ฝูงชนโดยไม่ลังเลยามเกิดความโกลาหล สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือจิตวิญญาณของคนผู้นี้
เฉิงสวินลอบประลองกำลังกับหมิงหวาจางมาทั้งคืน ชั่วขณะนี้ความหุนหันเหล่านั้นดุจกระแสน้ำลด คงเหลือเพียงความละอายกับจิตใจที่ยุ่งเหยิง ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าคำยกย่องที่ท่านปู่กับท่านย่ามีต่อหมิงหวาจางนั้นมาจากที่ใด และเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหมิงหวาฉังถึงพูดโดยไม่ลังเลว่าพี่รองของนางเป็นคนหนุ่มที่ดีที่สุดในใต้หล้า
เขาเฉิงสวินห่างชั้นจนทาบไม่ติดจริงๆ เขารู้สึกว่าโชคดี…ที่คนผู้นี้เป็นแค่พี่ชายของหมิงหวาฉัง ต่อให้ถึงที่สุดเขาจะไม่มีทางสั่นคลอนตำแหน่งของหมิงหวาจางในใจนาง ทว่าอย่างน้อยเขาก็สามารถใช้ฐานะอื่นกลายเป็นบุรุษที่สำคัญที่สุดในครึ่งชีวิตหลังของนางได้
เฉิงสวินกล่าว “แม่นางรอง รองผู้ว่าการหมิงคงต้องวุ่นวายอีกสักพัก ตรงนี้อันตรายเกินไป ข้าส่งเจ้ากลับไปก่อนดีกว่า”
หมิงหวาฉังส่ายหน้าโดยไม่แม้แต่จะคิด สายตายังคงจับจ้องไปข้างหน้า “ไม่ ข้าจะรั้งอยู่ช่วยที่นี่ ขอบคุณในเจตนาดีของคุณชายใหญ่เฉิงอย่างยิ่ง ท่านกลับไปก่อนเถิด”
เฉิงสวินขมวดคิ้ว “ไม่ได้ เจ้าเป็นแม่นางตัวคนเดียว ข้าจะทิ้งเจ้าไว้ในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร”
“ไม่ได้ทิ้ง เป็นข้าเลือกจะรั้งอยู่ที่นี่เอง” ในที่สุดหมิงหวาฉังก็เก็บสายตากลับมา มองไปที่ดวงตาของเฉิงสวินอย่างจริงจัง “ข้าชื่นชมในความจริงใจของคุณชายใหญ่เฉิง จึงไม่อยากจะถ่วงเวลาของท่าน ข้าขอพูดตามตรงก็แล้วกัน เจตนาของฮูหยินกั๋วกงกับฮูหยินซื่อจื่อข้ารู้ชัดเจนและรู้สึกขอบคุณยิ่งที่จวนของท่านยอมรับในตัวข้า ทว่า…ข้าไม่เหมาะสมกับท่าน”
การจับคู่เช่นนี้คนทั้งหมดล้วนแสร้งทำเป็นไม่รู้ทั้งที่กระจ่างแจ้งแก่ใจ เฉิงสวินนึกไม่ถึงว่าหมิงหวาฉังแม่นางน้อยผู้หนึ่งจะเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน เขาตกตะลึงไปชั่วขณะก็พูดอย่างตรงไปตรงมาเสียเลย
“ในเมื่อแม่นางรองรู้แล้ว เช่นนั้นข้าก็ไม่มีอะไรจะปิดบัง เหตุใดเจ้าถึงพูดเช่นนี้เล่า หรือกังวลว่าแต่งเข้าสกุลเฉิงแล้วจะได้รับความไม่เป็นธรรม หากเจ้ากังวลในจุดนี้ข้ารับรองได้ว่า…”
“ไม่ใช่เช่นนั้น” หมิงหวาฉังตัดบทเฉิงสวินอย่างประนีประนอม ยังคงมองเขาอย่างจริงจัง “ข้ารู้ว่าฮูหยินกั๋วกงกับฮูหยินซื่อจื่อใจกว้างมีเหตุผล พี่สาวน้องสาวสกุลเฉิงก็ล้วนเป็นคนอัธยาศัยดี ข้าชอบจวนเฉิงกั๋วกงยิ่งนัก ทว่า…ปัญหาระหว่างพวกเราไม่ได้อยู่ที่เหตุภายนอกเหล่านี้ แต่อยู่ที่ท่านกับข้าต่างหาก”
“ข้ากับเจ้า?” เฉิงสวินยิ่งงุนงง จึงถามออกมา “แม่นางรองรู้สึกว่าข้าทำไม่ดีตรงที่ใดหรือ”
“ไม่ใช่” หมิงหวาฉังรีบอธิบาย “คุณชายใหญ่เฉิงดียิ่ง จุดนี้ไม่มีข้อกังขา เป็นข้าต่างหากที่ไม่มีความดีความสามารถ ธรรมดาสามัญ ได้รับความสำคัญจากจวนเฉิงกั๋วกงเช่นนี้นับว่าเป็นเกียรติไม่น้อย เพียงแต่พวกเราไม่เหมาะสมกัน อย่างเช่นตอนนี้…ข้าอยากจะไปดูจุดเกิดเหตุว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดเถ้าแก่ถึงถูกระเบิดตาย ต่อให้เหน็ดเหนื่อยจนดึกดื่นข้าก็ยอมรับอย่างเต็มใจ พี่รองกับท่านพ่อล้วนสนับสนุนให้ข้าทำเรื่องพวกนี้ แต่คุณชายใหญ่เฉิงกับจวนเฉิงกั๋วกงจะยอมรับสตรีที่ไม่เชื่อฟังผู้ใหญ่ทำตามใจชอบรั้งอยู่ข้างนอกดูศพได้หรือ”
เฉิงสวินเพ่งมองดวงตาสุกสกาวพราวน้ำคู่นั้น มีอยู่ชั่วขณะหนึ่งที่เขาอยากตอบว่าเขาสามารถลองดูเพื่อนางได้ ทว่าไม่ช้าเขาก็ได้สติกลับมา ต่อให้เขายินดีผ่อนปรน แต่มารดากับท่านย่าเล่า เครือญาติมากมายของสกุลเฉิงเล่า
ในที่สุดเขาก็เข้าใจว่าเหตุใดตนเองนึกอยากจะแต่งกับนาง เพราะเขาผู้อยู่ในกรอบที่ซ้ำซากจำเจมาตลอดหลายปีบังเอิญเหลือบไปเห็นผีเสื้อที่มีอิสรเสรีตัวหนึ่ง นางเฉียดผ่านปลายนิ้วของเขาไป ทั้งเฉิดฉายและงดงาม นางยิ้มพลางบอกเขาว่าไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนผู้อื่น ประกายวาววามในดวงตายามนางพูดจานั้นทำให้หัวใจของเขาสั่นสะท้านอย่างลึกล้ำ
เขาอิจฉาอิสรเสรีกับประกายวาววามเช่นนี้ของนาง ดังนั้นจึงบังเกิดความคิดจะเก็บซ่อนผีเสื้อตัวนี้ไว้กับตนเอง ทว่าเมื่อใดที่ผีเสื้อถูกขังในกรง ปีกของนางจะลีบฝ่อ ประกายในดวงตาก็จะเลือนหาย สุดท้ายเหลือเพียงซากที่ซีดหม่นแข็งทื่อ
เขาปรารถนาจะปล่อยปละความเลวทรามของตนเอง เห็นแก่ตัวจับกุมผีเสื้อไว้ ยึดครองนางมาเป็นของตน ทว่าท้ายที่สุดเขายังคงหักใจไม่ลง เขาถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วฝืนยิ้มพลางมองนาง
“เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว มิน่าเล่าข้ารู้สึกว่าระหว่างเจ้ากับเขาแน่นแฟ้นเสียจนแยกกันไม่ออก คนนอกไม่อาจสอดเท้าแทรกเข้าไปได้สักนิด ที่แท้ความรู้สึกนี้ก็เป็นความจริง เจ้าวางใจได้ ทางด้านท่านย่า…ข้าจะออกหน้าพูดให้เอง”
หมิงหวาฉังพรูลมหายใจยาว เฉิงสวินยอมรับและปล่อยวางได้ ลดความยุ่งยากให้นางได้ไม่น้อย นางจึงมองเขาพลางเอ่ยจากใจจริง
“ขอบคุณ”
เฉิงสวินอยากจะยิ้มเพื่อรักษาความสง่างามครั้งสุดท้ายไว้ แต่การพยายามยิ้มหลายครั้งทำให้ดูฝืนอย่างยิ่ง เขาจึงเลิกฝืนแล้วบอกนาง
“กลางคืนหนาวลงทุกที เจ้ากลับจวนเร็วหน่อย ไว้พบกันใหม่”
หมิงหวาฉังตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่สดใส “คุณชายใหญ่เฉิงเดินทางระมัดระวังด้วย ไว้พบกันใหม่”
เฉิงสวินอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่พอเผยอริมฝีปากแล้วกลับล้มเลิกความตั้งใจ หันกายเดินจากไป ตอนนี้บนถนนเหลือคนไม่มากแล้ว ครั้นก้าวเข้าสู่เงามืดสลัว เขาก็หยุดชะงักแล้วหันกลับมาถาม
“แม่นางรอง ข้ายังไม่รู้ชื่อเต็มของเจ้า หากวันหน้าข้าแก่ชราลง ระลึกถึงวันวานที่ยังเยาว์ขึ้นมา ไม่รู้ว่าควรเรียกขานเจ้าเช่นไร”
หมิงหวาฉังแย้มยิ้ม ดวงตาสกาวใส “ข้าชื่อหมิงหวาฉัง มาจากบทกลอน…‘บุปผาบานตระการ เหลืองเรืองจรัสยล ข้าพบวิญญูชน ประเสริฐเลิศอบรม’ ”
หวาฉัง…หวาจาง…เฉิงสวินทบทวนตัวอักษรสองตัวนี้ช้าๆ ในใจ ‘ฉัง’ สื่อถึงงามตระการเรืองรอง ‘จาง’ สื่อถึงกรอบปฏิบัติอันดีงาม ที่แท้…พวกเขาทั้งสองคู่กันมาตั้งแต่ต้นแล้ว
เฉิงสวินคลี่ยิ้ม ทอดสายตามองหมิงหวาฉังที่อยู่ใต้แสงโคมไฟพลางเอ่ย “เป็นชื่อที่ดี”
ย่านซั่นเหอฟางเกิดสถานการณ์ชุลมุน แต่เคราะห์ดีที่หมิงหวาจางจัดการเหตุฉุกเฉินได้ทันท่วงที หากไม่นับอุบัติเหตุโคมไฟระเบิด ช่วงแรกสุดมีเพียงไม่กี่คนเบียดผลักกันจนบาดเจ็บ นอกจากนี้ก็ไม่มีคนตาย หมิงหวาจางวุ่นวายอยู่ครึ่งชั่วยาม ไม่อาจแยกร่างได้ แต่เพียงเห็นรางๆ ทางหางตาว่าหมิงหวาฉังกับเฉิงสวินยืนอยู่ด้วยกัน ทั้งสองคนพูดคุยกันนานยิ่ง
หมิงหวาจางงานยุ่งอยู่ก็ยังอดไม่ได้ต้องขมวดคิ้ว พวกเขาพูดคุยอะไรกัน เหตุใดถึงจริงจังเพียงนั้น
บริเวณนี้ปิดถนนแล้ว ขณะนี้บนถนนโล่งว่าง ผู้มีอำนาจตัดสินใจคือพี่ชายของนาง หมิงหวาฉังจึงไม่ต้องเลี่ยงคำครหา เดินไปถึงจุดเกิดอุบัติเหตุแล้วตรวจดูผู้ตายอย่างเปิดเผยทันที
ศพถูกระเบิดจนเลือดเนื้อเคล้ากัน สิ่งของรอบด้านก็ถูกเผาไหม้ ไม่รู้โดยสิ้นเชิงว่าจะเริ่มหาเบาะแสได้จากที่ใด ขณะที่หมิงหวาฉังดูอย่างจดจ่อ ด้านหลังพลันมีเสียงกังวานของคนผู้หนึ่งดังขึ้นมา
“ผู้ตายคือเถ้าแก่หอสุราจิ่นซิ่ว”
หมิงหวาฉังหันไปก็เห็นหมิงหวาจางเดินมาช้าๆ ข้างเอวถึงกับเหน็บหน้ากากสีเขียวเขี้ยวยาวอันนั้นอยู่ เสียงของเขาแหบพร่าเล็กน้อย ทว่าท่วงทียังคงสงบเยือกเย็น
“เถ้าแก่เพิ่งได้บุตรชาย เขาดีใจอย่างยิ่ง จึงตั้งซุ้มโคมไฟหน้าหอสุราจิ่นซิ่วของเขา ร่วมรื่นเริงกับคนบนถนน ทั้งยังจะจุดโคมร้อยปีต่อหน้าผู้คนเพื่อความเป็นมงคล ใครจะรู้ว่าโคมร้อยปีเพิ่งจุดก็พลันระเบิด เถ้าแก่ถูกระเบิดตายคาที่ คนคุมห้องบัญชีกับลูกจ้างที่ยืนอยู่ข้างกันล้วนถูกระเบิดจนบาดเจ็บ ส่วนฮูหยินเถ้าแก่อุ้มบุตรชายที่ร้องไห้ไปยืนไกลหน่อยจึงเคราะห์ดีรอดพ้นภัย เพียงได้รับความตื่นตระหนก ข้าให้คนส่งผู้บาดเจ็บไปหาหมอแล้ว รายละเอียดอาการต้องอีกสักพักจึงจะรู้ได้”
หมิงหวาฉังผงกศีรษะ มองศพที่ไม่เหลือเค้าเดิมอยู่ข้างเท้าของนาง เอ่ยด้วยความฉงนสงสัย “ต่อให้เถ้าแก่ต้องการความเป็นมงคล ทำโคมร้อยปีให้ใหญ่เป็นพิเศษ แต่ข้างในมีแค่เทียนกับน้ำมันตะเกียง เหตุใดถึงระเบิดได้เล่า”
“น่าจะไม่ใช่อุบัติเหตุ” หมิงหวาจางกล่าว “ตอนนั้นข้าเห็นแสงสีขาวเจิดจ้าบาดตายิ่ง ไม่อาจตัดกรณีที่มีคนเล่นอุบายกับโคมร้อยปี สลับเชื้อเพลิงข้างในเป็นดินปืน”
หมิงหวาฉังฟังแล้วตกใจจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “ขอพรให้เด็ก…แต่ใส่ดินปืนลงในโคมไฟ…นี่บาดหมางคั่งแค้นอะไรกันนักหนา พวกเขาไปล่วงเกินใครกันแน่”
หมิงหวาจางกล่าว “ได้แต่รอสภาพจิตใจของฮูหยินเถ้าแก่คงที่สักหน่อยค่อยไปถามนาง”
พวกเขาสองคนยืนพูดคุยกันตรงจุดเกิดเหตุที่มืดทึม จากนั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าเคลื่อนเข้ามาใกล้ เป็นเจิ้นกั๋วกงขี่ม้ามา พอเห็นพวกเขาสองคนแล้วเจิ้นกั๋วกงก็ยังคงรู้สึกใจหายและหวาดกลัว
“หวาจาง ฉังฉัง พวกเจ้าไม่เป็นไรกระมัง”
เดิมทีเจิ้นกั๋วกงไม่ยินดีจะเบียดเสียดกับผู้คนบนถนน กอปรกับมีหมิงหวาจางอยู่ เขาจึงทำธุระของตนอยู่ในจวนอย่างวางใจ ปล่อยให้พวกผู้เยาว์ออกไปเที่ยวเล่นกันเอง ทว่าจู่ๆ พวกหมิงอวี๋ก็กลับมาบอกหน้าตื่นว่าบนถนนน่าจะเกิดเหตุเหยียบกัน เขารออยู่เป็นนาน ไม่เห็นเงาร่างของหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังกลับมาเสียทีก็ใจหาย จึงรีบรุดมาเสาะหาตรงจุดเกิดเหตุทันที เคราะห์ดี…ที่เด็กทั้งสองคนล้วนไม่เป็นไร
ยามนี้หมิงหวาจางค่อยตระหนักได้ว่าเขาวุ่นวายอยู่กับการระบายฝูงชนออกจากจุดเกิดเหตุ ถึงกับลืมแจ้งข่าวไปที่จวน
เขารีบขออภัยเจิ้นกั๋วกง เจิ้นกั๋วกงมีหรือจะหักใจตำหนิพวกเขาลง จึงทอดถอนใจแล้วเอ่ยว่า “หวาจาง ทำเช่นนี้ไม่ได้ รีบลุกขึ้น พวกเจ้าไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
หมิงหวาจางละอายใจอย่างยิ่ง เขาสั่งคนปิดล้อมจุดเกิดเหตุไว้ให้ดี จากนั้นก็รีบให้คนนำรถม้ามา ตั้งใจจะส่งเจิ้นกั๋วกงกับหมิงหวาฉังกลับจวนไปพักผ่อนก่อน
จุดอื่นในเมืองฉางอันยังคงครึกครื้น ทว่าคนสกุลหมิงไม่มีแก่ใจจะเที่ยวเล่นแล้ว หมิงหวาฉังนั่งพิงอยู่ในตัวรถม้าที่โคลงเคลง หลับตาครุ่นคิดถึงคดีระเบิด ครั้นล้อรถม้าบดผ่านก้อนกรวด ม่านรถม้าก็สะบัดเปิดเล็กน้อย นางหลับตาอยู่มองไม่เห็นด้านนอก…จึงไม่รู้ว่าซูสิงจื่อกับซูอวี่จี้กำลังเดินสวนมา
หางตาซูอวี่จี้เหลือบเห็นคนบนหลังม้า ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนหันไปมอง เดิมทีซูสิงจื่อยังไม่รู้สาเหตุ จนกระทั่งเขาเห็นเงาร่างที่คุ้นตาบนหลังม้า ใบหน้าเขาก็แข็งทื่อไปเช่นกัน
หมิงหวาจาง? เช่นนั้นบุรุษวัยกลางคนบนหลังม้าตัวหน้า…ก็คือญาติผู้ใหญ่ในสกุลหมิงหรือ
หรืออาจเป็น…เจิ้นกั๋วกงหมิงไหวยวนนั่นเอง
ซูสิงจื่อลอบมองไปทางซูอวี่จี้ ซูอวี่จี้ขมวดคิ้วจับจ้องไปข้างหน้า แววตาฉงนสงสัย
เงาร่างของคนผู้นี้คุ้นตายิ่งนัก คล้ายเคยเห็นมาก่อน
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนตุลาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.