บทที่ 8 ไผ่งอกงามในสวนประจิม 2
หลังได้รับอนุญาตจากฮ่องเต้ เยี่ยถิงเยี่ยนก็ถูกย้ายไปพักรักษาตัวที่ห้องด้านในของหอตำราราชสำนัก
ภายในห้องด้านในมีโต๊ะเก้าอี้และเตียงวางเอาไว้อย่างเรียบง่าย ได้ยินว่าในอดีตจัดเตรียมไว้ตอนเรียบเรียงตำราประวัติศาสตร์ในราชวงศ์ก่อน บรรดาอาลักษณ์อดหลับอดนอนทำงานอยู่ในหอตำราจนลืมเวลาปิดประตูวังถึงสองครั้ง อดีตฮ่องเต้ยกย่องและอนุญาตให้ทุกคนพักค้างคืนได้เป็นกรณีพิเศษ
เพียงแต่การป้องกันเข้มงวด ไม่อนุญาตให้ออกไปที่ใดทั้งสิ้น
นับแต่นั้นเป็นต้นมานอกจากบุตรหลานเชื้อพระวงศ์แล้วก็ไม่มีผู้ใดได้พักค้างคืนในวังหลวงอีก
เรื่องที่เยี่ยถิงเยี่ยนบาดเจ็บสาหัสจนไม่ได้ออกจากวังหลวง ทั้งยังได้รับมอบหมายให้จัดการคดีฆาตกรรมที่สวนประจิมแพร่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว ทุกคนล้วนพูดกันว่าเป็นเพราะเขาได้รับความโปรดปรานและความไว้วางใจจากฮ่องเต้ กอปรกับข่าวลือที่ว่าเขาเฉือนตราทาสทิ้งด้วยตนเองบนพลับพลาเตี่ยนหงก็ทำให้เห็นถึงความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีของบัณฑิต รวมทั้งช่วยเติมเต็มชื่อเสียงอันดีงามให้แก่เขา
เผยซีไม่อาจพำนักอยู่ในวังหลวงกับเยี่ยถิงเยี่ยน อีกทั้งวันนั้นก็ดึกมากแล้ว รอวันรุ่งขึ้นหลังเลิกประชุมขุนนางยามเช้าถึงจะสามารถมาที่หอตำราเพื่อดูแลเยี่ยถิงเยี่ยนได้
เยี่ยถิงเยี่ยนยังคงเอนกายอยู่บนตั่ง ทว่าสวมเสื้อผ้าอาภรณ์เรียบร้อยแล้ว นางกำนัลไม่รู้เรื่องนี้ เมื่อเห็นว่ามีคนมาจึงค้อมกายเล็กน้อยเพื่อม้วนม่านไม้ไผ่ที่หน้าต่างด้านหนึ่งให้เขา
แสงแดดยามดวงอาทิตย์ขึ้นร้อนแรงแสบตา เยี่ยถิงเยี่ยนเหลือบมองไปด้านนอกคราหนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นมาป้องบังจนเกิดเป็นเงาสีดำทอดลงบนใบหน้าตนเอง
พอได้ยินเสียงฝีเท้า เขาหันกลับไปเห็นว่าเป็นเผยซีก็ยิ้มออกมา “ชั่วจือ ครั้งหน้าเวลาเจ้ามาน่าจะเอาขนมแป้งกรอบของหอเฟิงเล่อติดมือมาให้ข้ากินสักหน่อย”
เผยซีหิ้วกล่องอาหารเดินเข้ามาเงียบๆ แล้ววางลงเสียงดัง ก่อนจะเปิดฝากล่องออก ทำให้มีกลิ่นหอมหวานฟุ้งกระจายออกมา
เขาเดินไปนั่งบนม้านั่งตรงหน้าตั่ง เอ่ยด้วยสีหน้านิ่งขรึมว่า “ข้ามีเรื่องสำคัญในราชสำนักที่จะต้องหารือกับใต้เท้าเยี่ย รบกวนพวกเจ้าช่วยถอยออกไปก่อนเถิด”
เหล่าขันทีไม่ได้นึกสงสัยอะไร พอปิดประตูห้องแล้วก็แยกย้ายกันไป
เมื่อเห็นพวกเขาออกไปแล้ว เผยซีก็ลุกขึ้นดึงม่านไม้ไผ่ที่อยู่ข้างกายเยี่ยถิงเยี่ยนลงมาอย่างรวดเร็ว บดบังดวงอาทิตย์ที่แม้เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้าแต่กลับแผ่รัศมีเจิดจ้าบาดตาอย่างมิดชิด ถึงได้ถอนหายใจอย่างโล่งอก
ทันทีที่ม่านถูกปล่อยลงมา เผยซีก็เห็นสีหน้าของเยี่ยถิงเยี่ยนเปลี่ยนไป จากนั้นอีกฝ่ายก็เอนพิงกับเบาะนุ่มด้านหลังแล้วไอออกมาอย่างรุนแรง
เขาเอามือปิดตาเอาไว้ กะพริบตาซ้ำไปซ้ำมาอยู่หลายครั้งจนมีน้ำตาใสๆ ไหลออกมาเป็นสาย
เผยซีรีบหยิบแถบผ้าไหมสีขาวขึ้นมาเส้นหนึ่งแล้วผูกปิดตาให้เยี่ยถิงเยี่ยนอย่างดี ทั้งยังหยิบผ้าเช็ดหน้าเนื้อดีขึ้นมาเช็ดน้ำตาให้เขาก่อนแล้วค่อยยื่นให้เขาเพื่อไว้ใช้ปิดปากเวลาไอ
เยี่ยถิงเยี่ยนรับผ้าเช็ดหน้ามาถือไว้ บนใบหน้ายังคงมีร่องรอยน้ำตา ทว่ามุมปากกลับปรากฏรอยยิ้ม “ชั่วจือหนอชั่วจือ ติดตามคนขี้โรคอย่างข้ามานาน นับวันยิ่งเหมือนท่านผู้เฒ่าจ้าวเข้าไปทุกทีแล้ว”
เผยซีทำหน้าบึ้งตึง เรียกเขาเสียงแผ่วเบาว่า “รัชทายาท…”
เยี่ยถิงเยี่ยนยิ้มอย่างสดใสแล้วพูดแทรกขึ้นว่า “ระวังคำพูดสักหน่อยเถิด ตอนนี้ไม่ว่าจะในหรือนอกวังหลวง ไฉนเลยจะมีรัชทายาทอะไรนั่นอยู่อีกเล่า”
ดังนั้นเผยซีจึงเปลี่ยนคำเรียกว่า “โรคตาของใต้เท้าต้องใช้ความอดทนในการรักษา ควรหลีกเลี่ยงแสงให้มากที่สุดถึงจะดี ในฤดูใบไม้ผลิดวงอาทิตย์เพิ่งฉายแสง ท่านก็ต้องลมจนน้ำตาไหลแล้ว แม้แต่ช่วงยามเฉินกับยามซื่อ ยังเป็นเช่นนี้ หากถึงยามเที่ยงหรือช่วงกลางฤดูร้อนที่อากาศร้อนจัดจะทำอย่างไร”
“เวลาไม่ได้ทำอะไร ข้าผูกแถบผ้าไหมไว้ก็พอ” เยี่ยถิงเยี่ยนกล่าวอย่างร้อนตัวเล็กน้อย “วันนี้เป็นเพราะ…เพราะ…” เขายังพูดไม่ทันจบก็กลั้นไม่อยู่จนไอขึ้นมาอีกครั้ง ทำได้เพียงพร่ำบ่นอย่างไม่จริงจังระหว่างหยุดไอ “เพราะเมื่อวานพอตกกลางคืนอากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิยังคงหนาวเย็น รวมทั้งมีบาดแผลใหม่เพิ่มเท่านั้นเอง นี่ก็ย่างเข้าเดือนสามแล้ว เหตุใดยังหนาวถึงเพียงนี้ก็ไม่รู้”
จู่ๆ เผยซีก็เอ่ยขึ้นว่า “ได้พบหน้านางครั้งหนึ่ง ทำให้ใต้เท้าสะเทือนใจปานนี้เชียวหรือ”
เยี่ยถิงเยี่ยนกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่นพร้อมโบกมือ “ไม่ใช่ๆ…”
สายตาของเผยซีกวาดมองผ่านหัวไหล่และลำคอของเขาไป รำพันอย่างเจ็บปวดว่า “ท่านมีร่างกายล้ำค่าดุจทองคำ ทั้งที่ปีนั้นอุตส่าห์เอาชีวิตรอดจากความตายมาได้ แต่ยังต้องประทับตรา…เช่นนี้…ให้ตนเองอีก”
ดวงตาเขามีน้ำตาเอ่อคลอ สะอึกสะอื้นจนพูดต่อไม่ไหว
เมื่อได้ยินเสียงสะอึกสะอื้นของเขา เยี่ยถิงเยี่ยนก็สะดุ้งตกใจ รีบตบไหล่เขาเบาๆ พลางเอ่ยปลอบว่า “ไม่เป็นไร เจ้าดูเถิด อย่างไรสิ่งนี้ก็นับว่าได้ใช้ประโยชน์แล้วไม่ใช่หรือ ตรานั่นก็ไม่ได้เหลือทิ้งไว้ ไม่ถือว่าสูญเปล่า หากไม่มีมัน บาดแผลจากคมดาบตรงนี้ ข้ายังไม่รู้เลยว่าจะปกปิดอย่างไร”
เผยซียิ่งพูดยิ่งอารมณ์เดือดพล่าน “ข้าแนะนำท่านแต่แรกแล้วว่าไม่จำเป็นต้องกลับมาเมืองเปี้ยนตู ให้พักฟื้นอยู่ในพื้นที่เป่ยโยวนานกว่านี้สักหน่อย พวกเรามีทั้งอำนาจและกำลังทหาร เมื่อถึงตอนนั้นเพียงเปิดโปงแผนการชั่วร้ายที่ฮ่องเต้กับฮองเฮาสมคบคิดกันให้คนทั่วหล้ารับรู้ จากนั้นท่านก็ออกหน้านำทัพมาถึงใต้กำแพงเมืองเปี้ยนตู ทุกอย่างย่อมง่ายดายเหมือนหยิบของออกจากถุง…”
“ชั่วจือ” เยี่ยถิงเยี่ยนเรียกชื่อรองของเผยซีเสียงแผ่วเบา ในที่สุดก็เก็บงำสีหน้าท่าทางหยอกล้อไปจนหมดสิ้น “เจ้านึกว่าเขาไม่มีอำนาจบารมี ไม่มีทหารคนสนิทเช่นนั้นหรือ เจ้านึกว่าสงครามแย่งชิงแผ่นดินที่ไม่มีการวางแผนจะสามารถต่อสู้ได้อย่างง่ายดายเช่นนั้นหรือ”
เผยซีไม่ตอบอะไร เยี่ยถิงเยี่ยนจึงกล่าวต่อ
“มิใช่วัวกระทิงหรือพยัคฆ์ร้าย เดินย่ำฝ่าทุ่งกว้างไปไม่หยุดยั้ง ช่างน่าเศร้าเราเหล่านักรบผู้ออกศึก ต้องตรากตรำตลอดทิวาจรดราตรี นับแต่โบราณมาสงครามเป็นสิ่งที่จำใจต้องทำเมื่อไร้ทางเลือกอื่น ในวัยเยาว์ตอนข้าเรียนหนังสือก็รังเกียจผู้ปกครองที่กระหายสงครามนัก ใต้หล้าสงบร่มเย็นยี่สิบกว่าปี บันทึกทางประวัติศาสตร์พิจารณาภาพรวมทั้งหมดจากอดีตถึงปัจจุบัน แม้ไม่ได้เป็นฮ่องเต้ปกครองแผ่นดิน แต่ข้าก็ไม่อยากเป็นคนที่แม้แต่ตนเองก็ยังรังเกียจ” เขากล่าวมาถึงตรงนี้ จู่ๆ ก็หัวเราะอย่างขมขื่น “แต่ทุกวันนี้ดูท่าก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันสักเท่าไร…”
เผยซีไม่อยากให้เขาพูดคุยเรื่องนี้ต่อไปอีก จึงรีบร้อนกล่าวตัดบท “รัชทายาททรงเป็นวิญญูชนที่ท่านซูอบรมสั่งสอนมา กระหม่อมมีแต่จิตใจของคนถ่อย”
เมื่อกล่าวจบเผยซีก็ตระหนักได้ว่าตนเองพูดผิดไป เยี่ยถิงเยี่ยนวางผ้าเช็ดหน้าลงอย่างสงบ ไม่ได้เอ่ยปากแก้ไขคำพูดของอีกฝ่าย เพียงเอนกายพิงเบาะนุ่มหลับตาพักผ่อนอย่างสบายใจราวกับหลับใหลไปแล้ว
หลังจากนั้นราวหนึ่งเค่อเผยซีก็ได้ยินเสียงของคุณชายชุดสีเขียวเข้มผู้ผูกผ้าปิดตาไว้ดังขึ้นอีกครั้ง คล้ายเสียงละเมอพึมพำ
“การได้พบนางอีกครั้งไม่นับว่าสะเทือนใจ เพียงรู้สึก…ไม่ยินยอมอยู่บ้างเท่านั้นเอง”
เวลาล่วงเลยมาสามวัน เพราะเกรงว่าหากล่าช้าไปจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นอีก สำนักขันทีฝ่ายในจึงรีบส่งคนไปงมศพขึ้นมาชันสูตรโดยเร็วที่สุด แล้วส่งขันทีคนหนึ่งมารายงานที่ตำหนักฉยงหวาพร้อมพานางกำนัลที่อยู่ในเหตุการณ์วันนั้นมาด้วย ให้นางเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นชุดของนางข้าหลวงแล้วให้เยียนหลัวมอบหมายหน้าที่
ในเวลาเดียวกันนั้นซ่งหลันบังเอิญอยู่ที่ตำหนักฉยงหวาพอดี เมื่อได้ฟังคำรายงานเขากับซูลั่วเวยต่างประหลาดใจอย่างยิ่ง…เพราะศพของสตรีในสวนประจิมไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นหัวหน้ากองภูษาจางที่เมื่อก่อนอยู่ในตำหนักฉยงหวานั่นเอง
หัวหน้ากองภูษาจางเดิมทีเป็นช่างปักผ้า เนื่องจากในปีนั้นได้ปักชุดพิธีการของรัชทายาทในงานพิธีแล้วได้รับคำชื่นชมจากอดีตฮ่องเต้ จึงถูกย้ายจากสำนักผ้าไหมแพรพรรณเข้ามายังเขตพระราชฐานชั้นในเพื่อดูแลเสื้อผ้าอาภรณ์ของเชื้อพระวงศ์ ต่อมาเมื่อซูลั่วเวยขึ้นเป็นฮองเฮา นางจึงได้เข้ามาเป็นข้ารับใช้กองภูษาในตำหนักประทับของฮองเฮา
นางปักลายดอกไห่ถังได้วิจิตรงดงามอย่างยิ่ง กระโปรงลายบุปผาโปรยสำหรับไว้ทุกข์ให้บิดาของซูลั่วเวยในอดีตก็เป็นฝีมือของนางเช่นกัน
กระทั่งซ่งหลันก็พอจะมีภาพจำของหัวหน้ากองภูษาจางอยู่บ้าง
แต่ช่วงปลายปีก่อนหัวหน้ากองภูษาจางบังเอิญเป็นไข้หนาวลม หลังจากหายป่วยแล้วก็ยื่นฎีกาถึงซูลั่วเวย กล่าวว่ามีความประสงค์จะออกจากวังหลวง ขอให้ฮองเฮาอนุญาต
ตอนหัวหน้ากองภูษาจางเป็นช่างปักผ้ามีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปีเท่านั้น เวลานี้ยังอายุน้อยกว่าซูลั่วเวยเสียอีก ในวัยเพียงเท่านี้ได้เป็นนางข้าหลวงกองภูษาประจำตัวของฮองเฮา ในภายภาคหน้าอนาคตสดใสไร้ขอบเขต เรียกว่าคู่ควรกับคำว่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่และผู้มีอำนาจด้วยซ้ำ หาได้ยากนักที่จะรีบร้อนขอลาออกเช่นนี้
แม้ซูลั่วเวยจะรู้สึกเสียดาย แต่ก็อนุญาตและมอบเงินให้อีกฝ่ายด้วย จากนั้นก็หาตัวนางกำนัลสกุลวั่นคนหนึ่งจากกองภูษามาทำหน้าที่แทน ก่อนคืนวันสิ้นปีหัวหน้ากองภูษาจางรีบมาขอบคุณในความเมตตา กล่าวว่านางจะพำนักอยู่ในกองภูษาชั่วคราว อีกไม่นานก็จะออกจากวังหลวง
สำหรับข้าราชบริพารฝ่ายในที่ได้รับอนุญาตให้ออกจากวังหลวง แน่นอนว่าผู้คนไม่ค่อยให้ความสนใจเท่าไร และนับตั้งแต่หัวหน้ากองภูษาจางขอลาออก ซูลั่วเวยก็ไม่เคยได้ข่าวคราวของนางอีกเลย
ไม่รู้ว่านางประสบเคราะห์ร้ายได้อย่างไร แล้วศพยังถูกคนโยนทิ้งไว้ที่สวนประจิมอีก
เป็นดังที่ซูลั่วเวยคาดการณ์ไว้ งานเลี้ยงฉลองเตี่ยนหงในวันนั้นสุดท้ายแล้วก็มีข่าวลือบางส่วนรั่วไหลออกมาอยู่ดี ดูเหมือนมีคนจงใจสร้างความปั่นป่วนในราชสำนัก กล่าวหาว่าเขตพระราชฐานชั้นในไม่สงบสุข ถึงขั้นทำให้เรื่องคดีฆาตกรรมเล็ดลอดออกมาในระหว่างที่เหล่าบัณฑิตเข้าเฝ้า คำพูดโจมตีไปที่ฮองเฮาโดยตรง
สำนักตรวจการเพียงเร่งรัด อีกทั้งชื่อเสียงของซูลั่วเวยดีงามอย่างยิ่งมาแต่ไหนแต่ไร จึงยังไม่มีผู้ใดกล้าตำหนิว่าฮองเฮาไร้ความสามารถ
ทว่าหากเรื่องนี้ยังไม่ได้รับการแก้ไขอีก เกรงว่าต้องตกไปถึงมือของกรมอาญาและศาลยุติธรรม ซึ่งสุดท้ายแล้วย่อมไม่เป็นผลดีต่อนาง
ผู้ตายเป็นคนเก่าแก่ ซูลั่วเวยไม่อยากหาใครมารับผิดแทน ทำได้เพียงสั่งตรวจสอบอีกครั้ง ซ่งหลันบันดาลโทสะในตำหนักฉยงหวาอย่างหาได้ยาก ตำหนิสำนักขันทีฝ่ายในว่าผ่านมาสามวันแล้วยังสืบได้เพียงว่าศพนั้นคือผู้ใด ไม่รู้จะมีพวกเขาไว้เพื่ออันใด ทำให้ขันทีน้อยผู้นั้นหวาดกลัวจนเหงื่อไหลเป็นทาง ตอนเดินออกมาขาถึงกับก้าวไม่ออกจนสะดุดล้มไป
สำนักขันทีฝ่ายในมีหน้าที่สืบสวนเรื่องราวในเขตพระราชฐานชั้นใน ส่วนหน่วยองครักษ์จินเทียนมีหน้าที่รักษาความปลอดภัย ถึงที่สุดแล้วในด้านการคลี่คลายคดีและการสืบสวนเจาะลึกก็ยังขาดความเชี่ยวชาญไปบ้าง หลังซ่งหลันจากไปไม่นาน ซูลั่วเวยได้ข่าวว่าเขาก็ยังมอบหมายเรื่องนี้ให้กรมอาญาและศาลยุติธรรมอยู่ดี อีกทั้งก่อนจะเปิดการสืบสวนคดี หากเยี่ยถิงเยี่ยนที่พำนักอยู่ในวังหลวงซึ่งรับดูแลคดีนี้ชั่วคราวสามารถหาข้อสรุปได้ภายในเจ็ดวันก็จะช่วยลดความยุ่งยากไปได้มากทีเดียว
เต๋อฮ่องเต้ในราชวงศ์ก่อนเคยก่อตั้งหน่วยองครักษ์จั้นจินเพื่อจัดการงานสกปรกและทำเรื่องที่เป็นความลับสุดยอดให้ตนเอง การกระทำเช่นนี้ของซ่งหลันทำให้ซูลั่วเวยคาดเดาอะไรบางอย่างได้…เขาตั้งใจจะเอาอย่างราชวงศ์ก่อนสร้างหน่วยงานที่เป็นเครื่องมือล่าเหยื่อขึ้นมา ซึ่งคุณชายตระกูลขุนนางผู้เคยมีความสัมพันธ์เก่าก่อนและมีไหวพริบเฉียบแหลมที่เข้ามาขอพึ่งพาบารมีได้มอบโอกาสที่แสนวิเศษให้เขาพอดี
เกรงว่าเขาคงกำลังกังวลว่าจะไม่มีโอกาสได้ทำเรื่องนี้ ส่วนขุนนางทัดทานก็เอาแต่เกาะติดเรื่องในเขตพระราชฐานชั้นในไม่ปล่อย แต่กลับไม่รู้เลยว่าฮ่องเต้วางแผนอะไรบ้าง
หลังจากหน่วยงานนี้เริ่มมีอำนาจขึ้นมา พวกเขาก็คงไม่มีโอกาสขัดขวางได้อีกต่อไป
ฮ่องเต้หนุ่มน้อยที่เคยอ่อนโยนเชื่อฟังมาหลายปี ในที่สุดก็อดกลั้นไม่ไหวเผยให้เห็นกรงเล็บที่แหลมคมของตนเองออกมา
แล้วเยี่ยถิงเยี่ยนก็ไม่ทำให้ผิดหวัง เขาใช้เวลาเพียงสี่วันก็สามารถสืบเรื่องราวทั้งหมดได้ เพียงแต่เขายังไม่ได้รีบรายงานต่อฮ่องเต้โดยตรง กลับเรียกขันทีไม่คุ้นหน้าสักคนมาอย่างเงียบๆ เพื่อรายงานเป็นเสียงบังคับวรรณยุกต์ผิงเจ้อ ในบทกวีชุดหนึ่งให้ซูลั่วเวยฟัง
ขันทีน้อยผู้นั้นฟังไม่รู้เรื่อง ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความกลัดกลุ้ม
“ผิงผิงเจ้อเจ้อ ผิงผิงเจ้อเจ้อ ผิงผิงเจ้อเจ้อผิงผิง…”
พอท่องเสร็จแล้ว เห็นซูลั่วเวยแสดงสีหน้ามีความนัยลึกซึ้ง เขาจึงเอ่ยขึ้นอีก
“กระหม่อมเป็นเพียงผู้ดูแลตำราในหอตำรา ไม่เข้าใจจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ จดจำตั้งแต่ฟ้าสางจนพลบค่ำแล้ว ขอพระองค์โปรดอย่าทรงถือโทษพ่ะย่ะค่ะ”
เยียนหลัวเองก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก แต่กลับได้ยินซูลั่วเวยสั่งการว่า “ตกรางวัลแล้วส่งเขาออกไป”
เยียนหลัวหยิบเมล็ดแตงทองคำมาหนึ่งกำ ขันทีน้อยผู้นั้นรับเอาไว้ด้วยความดีใจอย่างยิ่ง จากนั้นก็เดินไปส่งเขาที่หน้าประตู เมื่อกลับมาก็เห็นซูลั่วเวยพับแขนเสื้อขึ้นแล้วหยิบพู่กันขึ้นมาในท่วงท่าสบายๆ เตรียมเริ่มเขียนบทแรกของบทกวีใหม่ที่หน้าโต๊ะเขียนหนังสือ
“เหย้าเรือนอยู่หนใด โคมไฟสลัวลมพลิ้ว บุปผาจันทรางามตา…”
นางเขียนมาถึงตรงนี้ก็รู้สึกไม่พอใจเท่าใดนัก จึงวางพู่กันลงแล้วเงยหน้าขึ้น เห็นเยียนหลัวย้อนกลับมาก็ส่งยิ้มให้นาง
“ฉลาดล้ำเหมือนปีศาจ…” ซูลั่วเวยเอ่ยประเมินเสียงแผ่วเบา นางไม่ได้เอ่ยชื่อ แต่เยียนหลัวรู้แก่ใจดีว่าคนที่นางพูดถึงคือเยี่ยถิงเยี่ยน “ไม่รู้ว่าจะดีหรือไม่ดี”
ระหว่างเขตพระราชฐานกับเขตพระราชฐานชั้นในมีป่าทึบผืนหนึ่ง กลางป่าเคยมีพลับพลานามเกาหยางตั้งอยู่ ภายหลังไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานจึงถูกทิ้งร้างไป รกร้างยิ่งกว่าสวนประจิมเสียอีก ไม่รู้เช่นกันว่าเยี่ยถิงเยี่ยนรู้จักสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร
หลังซูลั่วเวยไตร่ตรองซ้ำไปซ้ำมาก็ยอมเสี่ยงใส่ชุดคลุมสวมหมวกคลุมศีรษะออกไปช่วงฟ้ามืดก่อนประตูวังจะปิดลงในยามโหย่ว ซึ่งทุกอย่างก็ราบรื่นตลอดการเดินทาง
หน้าพลับพลาเกาหยางมีรูปสลักหินใบหน้าดุร้ายตั้งอยู่ ซูลั่วเวยจ้องมองอยู่ครู่หนึ่งตอนเดินผ่าน แต่ก็มองไม่ออกว่าคือตัวอะไร
ตำหนักบนพลับพลามีสภาพทรุดโทรม มีเพียงเทียนสองเล่มถูกจุดไว้บนเชิงเทียนทองคำอันหนึ่ง เงาเทียนวูบไหวไปมา แสงเทียนกลับสาดส่องได้เพียงพื้นที่เล็กๆ ตำหนักชั้นในบรรยากาศวังเวงน่าขนลุก กระทั่งยามพลบค่ำของฤดูใบไม้ผลิก็ยังอดรู้สึกหนาวสั่นไม่ได้
เยี่ยถิงเยี่ยนคลุมกายด้วยชุดคลุมกันลมสีดำแลดูเคร่งขรึมยืนอยู่หน้าเชิงเทียน ภายใต้แสงเทียนสว่างนุ่มนวลจะเห็นใบหน้าขาวผุดผาดดุจหิมะ งดงามเย้ายวนดุจภูตพราย
พอซูลั่วเวยก้าวเข้าประตูมาก็เห็นเขาในชุดองครักษ์กำลังใช้กรรไกรสีเงินวาววับตัดไส้เทียน คาดว่าคงปลอมตัวมาที่นี่ เมื่อเห็นนางมาถึง มือของเยี่ยถิงเยี่ยนก็สั่นไหว ไส้เทียนส่วนหนึ่งที่ติดเปลวไฟร่วงหล่นลงข้างกายเขาและมอดดับไปอย่างรวดเร็ว
“กระหม่อมถวายบังคมฮองเฮา”
เขาค้อมกายคุกเข่าลงอย่างนอบน้อม ทว่าซูลั่วเวยกลับไม่เอ่ยคำใด นางเดินเข้าไปใกล้กว่าเดิมอย่างไม่รีบร้อนแล้วหยุดยืนอยู่หลังเชิงเทียนพร้อมกวาดตามองไปรอบๆ
บริเวณรอบข้างไร้ผู้คน เงียบสงัดจนน่าขนลุก ตอนนี้แม้แต่องครักษ์ในวังหลวงก็แทบไม่ได้เข้ามาตรวจตราในป่า ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงก่อนจะมานางยังสั่งให้เยียนหลัวมาสำรวจเส้นทางไว้อีก
นางปลดหมวกคลุมศีรษะลง เล็บที่ทาเป็นรูปหงส์สีทองคำขาวกรีดผ่านเนื้อผ้าเบาๆ
เยี่ยถิงเยี่ยนไม่ได้รอนางออกคำสั่งให้ลุกขึ้นยืน ปลายลิ้นของเขากวาดวนไปทั่วขากรรไกรแล้วชิงเงยหน้าขึ้นมาก่อน จึงเห็นใบหน้าของคนงามที่มีเสน่ห์ชวนมองภายใต้แสงเทียนที่วูบไหว ชั่วขณะหนึ่งอารมณ์ความรู้สึกหลากหลายก็พากันถาโถมเข้ามา เขากล้ำกลืนฝืนทนเอาไว้ เมื่อเอ่ยปากก็เหลือเพียงคำพูดประโยคสั้นๆ
“ฮองเฮา เหตุใดไม่ตรัสอะไรเลยเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
ซูลั่วเวยเปล่งเสียงดังขึ้นอย่างกะทันหันด้วยท่าทีเฉยชา “ท่านช่างบังอาจยิ่งนัก!”
เยี่ยถิงเยี่ยนไม่ได้หวาดกลัว “เหตุใดพระองค์ถึงตรัสเช่นนี้”
“การลักลอบติดต่อกันภายในตำหนักในเป็นความผิดร้ายแรงเพียงใด ข้าไม่เชื่อว่าใต้เท้าเยี่ยจะไม่รู้ หากเรื่องในวันนี้ล่วงรู้ถึงพระกรรณฝ่าบาท ท่านคิดว่าพระองค์จะทรงรู้สึกเช่นไร” ซูลั่วเวยกล่าวเสียงเอื่อยเฉื่อย น้ำเสียงเจือแววเยาะหยัน “ครั้งก่อนข้าอยากรื้อฟื้นความสัมพันธ์เก่าก่อนกับใต้เท้า แต่ท่านกลับไม่ยอมรับ เหตุใดครั้งนี้กลับให้ข้าออกมาในยามค่ำคืนเล่า”
“จิตใจซื่อสัตย์จงรักภักดีของกระหม่อมมีไว้เพื่อฝ่าบาทและฮองเฮาเท่านั้น การทูลเชิญฮองเฮาเสด็จมาที่นี่ย่อมมีเหตุผลที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้” เยี่ยถิงเยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามของนาง แต่พูดอย่างรวดเร็วว่า “ฮองเฮาไม่ทรงทราบหรือว่าผู้คนในใต้หล้าล้วนมีนิสัยที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง เรียกว่า ‘ปากไม่ตรงกับใจ’ กระหม่อมเป็น ฮองเฮาก็ทรงเป็นเช่นกัน หากมิได้เป็นเช่นนั้น เหตุใดฮองเฮาต้องทรงยอมเสี่ยงอันตรายกับการ ‘ลักลอบติดต่อ’ แล้วออกจากตำหนักในยามค่ำคืนเพื่อมาพบตามนัดหมายเล่าพ่ะย่ะค่ะ”
เขาจงใจเน้นย้ำคำว่า ‘พบตามนัดหมาย’ ทว่าสีหน้าไม่ได้แสดงความละอายใจ เดิมทีเขานึกว่าพฤติกรรมกำเริบเสิบสานอย่างไม่สะทกสะท้านเช่นนี้จะทำให้คนตรงหน้าอับอายและขุ่นเคือง…เพราะเมื่อก่อนนางเคยเป็นคนที่มีท่าทีตอบสนองกับการหยอกล้อเช่นนี้มากที่สุด
ไม่คาดคิดว่าเมื่อซูลั่วเวยได้ยินดังนั้นกลับเพียงปรายตามองพร้อมประชดประชันอย่างไม่จริงจังเท่าใดนัก “นึกไม่ถึงว่าใต้เท้าเยี่ยจะมีฝีปากไม่ธรรมดา คำพูดเช่นนี้ก็ยังกล้าเอ่ยออกมาได้”
แต่นางไม่ใช่คนเดียวกับในวันวานแล้ว
เยี่ยถิงเยี่ยนจำต้องแสร้งโง่เขลา “กระหม่อมพลั้งปากไป ขอฮองเฮาโปรดทรงลงอาญา”
ซูลั่วเวยพยักหน้าตอบเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้เขาลุกขึ้นมา “ท่านส่งขันทีน้อยที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาท่องเสียงบังคับวรรณยุกต์ผิงเจ้อของบทกวี ‘พลับพลาเกาหยาง’ ตรงหน้าข้า ทั้งยังกำหนดเวลาเป็นวันรุ่งขึ้นยามพลบค่ำอีก ไม่กลัวหรือว่าข้าจะฟังไม่เข้าใจ”
เยี่ยถิงเยี่ยนกล่าว “คราวก่อนตอนจากกันกระหม่อมเคยทูลว่าหวังให้ฮองเฮาเสด็จมา พอพระองค์ได้ยินแล้วย่อมเข้าพระทัยได้เองพ่ะย่ะค่ะ”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นท่านก็จงว่ามาเถิด เชิญข้ามาถึงที่นี่มีเหตุผลอันใด หากข้าฟังแล้วรู้สึกไม่สบอารมณ์ก็จะจัดการกล่าวโทษท่านฐานล่วงเกินเบื้องสูง”
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนตุลาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.