บทที่ 7 ไผ่งอกงามในสวนประจิม 1
ซูลั่วเวยเดินไปยังใต้ชายคาสองสามก้าว
สถานที่พำนักของเยี่ยถิงเยี่ยนเดิมทีเป็นตำหนักที่สะอาดสะอ้านแห่งหนึ่งในสวนประจิม ทว่าด้านหน้าตำหนักนั้นเนื่องจากไม่มีคนดูแล จึงอยู่ในสภาพทรุดโทรมรกร้างมานานแล้ว เมื่อฝนตกปรอยๆ ลงมาย่อมต้องปะปนรวมกับโคลนจนทำให้ชายกระโปรงของนางเปียกชื้นอย่างแน่นอน
หากชายกระโปรงต้องเปรอะเปื้อนโคลนแล้ว นางจะกลับไปยังพลับพลาเตี่ยนหงเพื่อรับการถวายความเคารพจากผู้คนอีกได้อย่างไร
ซูลั่วเวยจนปัญญา ทำได้เพียงสั่งให้คนไปเรียกเกี้ยวมา ไม่คาดคิดว่าคนที่ส่งไปเพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าวก็มีขันทีน้อยผู้หนึ่งวิ่งฝ่าสายฝนตรงมาทางประตูด้านหน้าอย่างรวดเร็ว โผมาทิ้งตัวคุกเข่าแทบเท้านางพร้อมเอ่ยขึ้น
“ฮองเฮา เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ซูลั่วเวยก้มหน้าลง พบว่าเป็นศิษย์ของหลิวสี่
หลิวสี่เป็นคนเข้มงวดและมีระเบียบวินัย ศิษย์ที่เขาสอนมาก็นับว่าเป็นคนที่สุขุมเยือกเย็น ทั้งยังเป็นคนรับใช้เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ แทบไม่เคยมีท่าทีตื่นตระหนกเช่นนี้ให้เห็น
หัวใจนางพลันรู้สึกหนักอึ้ง แต่กลับไม่แสดงออกทางสีหน้า เพียงเอ่ยถามว่า “เรื่องอะไร”
ขันทีฝ่ายในผู้นั้นหอบหายใจแล้วเอ่ยว่า “เมื่อครู่นี้องครักษ์ลู่รับพระบัญชาไปที่งานเลี้ยงเพื่อตามหาสหายสนิทของใต้เท้าเยี่ย ต่อมาเขากับองครักษ์จินเทียนก็พาใต้เท้าผู้นั้นมาที่สวนประจิมด้วยกัน ใครจะรู้ว่ามีฝนตกโปรยปรายลงมา เส้นทางข้างหน้าเลือนราง ทุกคนจึงเดินผิดทางไปหลายก้าว แล้วเดินสวนไปชนเข้ากับ…” เขาพยายามกลืนน้ำลายลงคอ ร่างสั่นเทาพลางกล่าวต่อ “เดินสวนไปชนเข้ากับนางกำนัลที่กำลังอกสั่นขวัญแขวนคนหนึ่งในสวนประจิม นางกำนัลผู้นั้นก็ดูตกใจแทบตายจนพูดจาไม่เป็นภาษา เอาแต่พูดซ้ำๆ ว่าตนเองมองเห็น…มองเห็นศพอยู่ในบ่อน้ำแห่งหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อเหล่านางกำนัลขันทีที่อยู่โดยรอบได้ยินเช่นนั้นต่างก็คุกเข่าลงกันถ้วนหน้าทันที
ข้ารับใช้ที่กางร่มอยู่ใต้ชายคาก็วางร่มกระดาษน้ำมันคันนั้นลงแล้วคุกเข่าลงด้านหลังซูลั่วเวย
แม้ว่านับตั้งแต่ที่ซูลั่วเวยได้รับการแต่งตั้งเป็นฮองเฮาจะช่วยจัดการราชกิจให้ฮ่องเต้มากกว่าการปกครองตำหนักใน แต่นางก็มีไหวพริบในการใช้อำนาจลงโทษคนเก่าแก่ที่รับใช้มานาน ทั้งยังมอบความเมตตาแก่คนทุกระดับชั้นจนครองใจคนได้อย่างลึกซึ้ง ตลอดสามปีที่ผ่านมาวังหลวงจึงไม่เคยเกิดความผิดพลาดครั้งใหญ่มาก่อน
ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงคดีฆาตกรรมที่ส่งตรงมาถึงเบื้องพระพักตร์ฮองเฮาเช่นนี้
ซูลั่วเวยหลุบตาลง น้ำเสียงฟังไม่ออกว่าอยู่ในอารมณ์เช่นไร “ว่าต่อไป”
ขันทีน้อยได้แต่ฝืนใจเอ่ยต่อไปว่า “เนื่องจากมีใต้เท้าแห่งสำนักตรวจการอยู่ที่นั่นด้วย ยืนกรานว่าจะติดตามนางกำนัลผู้นั้นไปดูให้ได้ ทุกคนแตกตื่นมากทีเดียว องครักษ์ลู่จำต้องนำหน่วยองครักษ์จินเทียนเข้าปิดล้อมสวนประจิมไว้ชั่วคราว รายงานให้ฝ่าบาทและฮองเฮาทรงทราบ ตัวกระหม่อมนั้นมีฝีเท้าเร็วกว่าเล็กน้อย จึงรีบมาทูลรายงานให้ทรงทราบก่อน…ฝ่าบาทตรัสว่าใต้เท้าทั้งหลายหน้าพลับพลาเตี่ยนหงตื่นตกใจกันแล้ว ฮองเฮาไม่จำเป็นต้องเสด็จกลับไป ประเดี๋ยวฝ่าบาทจะเสด็จมาด้วยพระองค์เองพ่ะย่ะค่ะ”
ซูลั่วเวยฟังจบก็แค่นหัวเราะออกมา “ดียิ่ง! บัดนี้คนอื่นเข้ามาเป็นใหญ่ในวังหลวงได้แล้วกระมัง”
ขันทีน้อยไม่เข้าใจความหมายของนาง เขาตกใจจนไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้น เอาแต่เอ่ยปากขออภัยไม่หยุดหย่อน
ซูลั่วเวยเหลือบมองเขาคราหนึ่ง ถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เอาเถิด เจ้าลุกขึ้นได้”
ความจริงแล้วสำหรับเขตพระราชฐานชั้นในเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก ความบังเอิญในวันนี้ก็บังเอิญตรงที่มีขุนนางฝ่ายนอก ทั้งยังเป็นขุนนางฝ่ายนอกจากสำนักตรวจการมาพบเข้าพอดี
หลังขุนนางฝ่ายนอกจากสำนักตรวจการมาพบเข้า ลู่เหิงคงทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะ จึงนำหน่วยองครักษ์จินเทียนเข้าปิดล้อมสวนประจิมไว้ก่อนด้วยความตื่นตระหนก ทั้งยังส่งคนมาแจ้งข่าวให้นางกับซ่งหลันทราบ
ลู่เหิงนึกว่าตนเองจัดการได้อย่างเหมาะสมแล้ว แต่กลับไม่รู้ว่าวันนี้แตกต่างจากปกติ…เพราะงานเลี้ยงในวันนี้เหล่าบัณฑิตและปัญญาชนมากันพร้อมหน้าพร้อมตา พอเขาทำเช่นนี้ลงไปรวมกับเหตุวุ่นวายบนพลับพลาเตี่ยนหงเมื่อครู่ย่อมทำให้ขุนนางน้อยใหญ่ที่อยู่บริเวณนั้นตกใจกันหมดแน่นอน
หากในตำหนักในเกิดเรื่องวุ่นวายต้องเป็นเพราะฮองเฮาประพฤติผิดคุณธรรม ขอเพียงผู้ตรวจการที่ประสบกับเรื่องราวในวันนี้เป็นคนหัวรั้นสักหน่อย ยื่นฎีกาฟ้องร้องเรื่องที่นางปกครองคนอย่างไร้ความสามารถ เช่นนั้นก็จะนำความเดือดร้อนมาให้นางได้สารพัดแล้ว
กล่าวได้อีกว่าหากสืบหาสาเหตุให้กระจ่างไม่ได้ วันหน้าจะมีข่าวลือและคำซุบซิบนินทาไม่หยุดหย่อน และความผิดทั้งหมดจะตกอยู่ที่ตัวนางเพียงผู้เดียว
และหากคิดให้ลึกซึ้งลงไปกว่านั้น บางทีเรื่องนี้…คงพุ่งเป้ามาที่นางโดยเฉพาะ
ความบังเอิญเกิดขึ้นมากมายเพียงนี้ นี่จะเป็นอุบัติเหตุได้อย่างไร
ซูลั่วเวยรู้สึกจิตใจว้าวุ่น จู่ๆ ก็นึกถึงดวงตาแฝงนัยลึกซึ้งคู่นั้นของเยี่ยถิงเยี่ยนขณะอยู่หน้าตั่งขึ้นมาได้
…หรือนี่จะเป็นแผนการของเขา
ยามนี้เขามีหน่วยงานสังกัดไม่ชัดเจน ท่าทีก็คลุมเครือ ปากก็ว่าทุ่มเทเพื่อซ่งหลัน แต่ลับหลังกลับรับไมตรีจากนาง ครั้นนางอยากเข้าใกล้กว่าเดิมเพื่อสืบสาว เขาก็เงียบปากไม่พูดไม่จา ทำให้ไม่อาจคาดเดาความคิดของเขาได้โดยง่าย
คนเช่นนี้…
เยียนหลัวลุกขึ้นไปหยิบร่มกระดาษน้ำมันที่อยู่ข้างกายซูลั่วเวยขึ้นมา เพราะลมแรงกำลังจะพัดมา หากยังไม่รีบเก็บอีกเกรงว่ามันจะถูกพัดปลิวเข้าไปในสวน
ซูลั่วเวยหันหน้ากลับไปก็มองเห็นพอดีว่าหน้าต่างสลักลายบานนั้นถูกเปิดอีกครั้งตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้
ระหว่างที่ใครต่อใครยังมาไม่ถึง นางก็ส่งสายตาให้เยียนหลัวแล้วกลับเข้าไปในตำหนักอีกครั้ง
เยี่ยถิงเยี่ยนเก็บงำสีหน้าหลากหลายความรู้สึกเมื่อครู่แล้ว เขาเพียงนั่งอยู่ที่เดิมพร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“เหตุใดฮองเฮาเสด็จไปแล้วย้อนกลับมาเล่า”
เขานั่งอยู่ริมหน้าต่าง ต้องได้ยินเรื่องราวเมื่อครู่อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งแล้วแน่นอน ตอนนี้เป็นการแสร้งถามในสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น
ซูลั่วเวยไม่ต้องการพูดจาอ้อมค้อมกับเขาอีกต่อไป จึงเอ่ยปากถามตรงๆ ว่า “ใต้เท้าผู้นั้นที่ท่านขอให้ข้าเรียกตัวมาเมื่อครู่นี้…”
เยี่ยถิงเยี่ยนตอบ “นามว่าเผยซี”
ซูลั่วเวยจึงเปลี่ยนคำเรียกขาน “ใต้เท้าเสี่ยวเผยเป็นคนเช่นไรหรือ”
เยี่ยถิงเยี่ยนเอ่ยทวนคำรอบหนึ่ง “เป็นคนเช่นไรหรือ กระหม่อมขอใคร่ครวญสักครู่ ใต้เท้าเสี่ยวเผยอายุน้อยกว่ากระหม่อมไม่เท่าไร เมื่อปีก่อนสอบเคอจวี่รอบสุดท้ายได้อันดับที่สิบห้าของระดับที่สาม ทำงานในสำนักผู้ตรวจการร่วมกับกระหม่อมเพียงไม่กี่วัน แต่กระหม่อมกล้ายืนยันได้ว่าใต้เท้าเสี่ยวเผยเกลียดชังความชั่วร้ายดั่งศัตรู เขาเป็นขุนนางที่ซื่อสัตย์สุจริต นับเป็นผู้ตรวจการที่ดีคนหนึ่ง”
ขณะที่เขาเอ่ยวาจา มุมปากก็ยกยิ้มบางๆ อยู่ตลอด
ซูลั่วเวยเผลอไผลครุ่นคิดอย่างไม่ถูกกาลเทศะว่าแท้จริงแล้วนิสัยของเยี่ยถิงเยี่ยนนั้นไม่ได้เย็นชาและห่างเหินอย่างตอนอยู่บนพลับพลาเตี่ยนหงก่อนหน้านี้ กลับกันเขาเป็นคนที่ยิ้มง่ายโดยแท้
แต่คนยิ้มง่ายที่แสร้งทำเป็นบัณฑิตผู้หวงแหนเสื้อผ้าอาภรณ์เช่นเมื่อครู่กลับยิ่งทำให้คนรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงมากขึ้นไปอีก
เมื่อเห็นนางนิ่งเงียบ เยี่ยถิงเยี่ยนก็เปลี่ยนเป็นฝ่ายเอ่ยปากก่อนว่า “ฮองเฮาทรงคิดว่าคดีนี้กำลังพุ่งเป้ามาที่พระองค์ใช่หรือไม่”
ซูลั่วเวยไม่แสดงท่าทีตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงเอ่ยว่า “ในวังหลวงเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ท้ายที่สุดแล้วก็ถือเป็นความผิดของข้า ไม่รู้ว่าใครกันที่ต้องมาเป็นวิญญาณอาฆาต รอให้ข้ากับฝ่าบาทสืบหาความจริงก่อนค่อยมาตอบคำถามของใต้เท้าอีกครั้งแล้วกัน”
เยี่ยถิงเยี่ยนกล่าวว่า “บางทีกระหม่อมอาจช่วยพระองค์คลี่คลายสถานการณ์ที่ยากลำบากในตอนนี้ได้”
ซูลั่วเวยอุทานเสียงเรียบ “หืม?”
เยี่ยถิงเยี่ยนออกแรงพยุงกายให้ลุกขึ้น นั่งตัวตรงกว่าเดิมเล็กน้อย “ใต้เท้าเสี่ยวเผยเป็นคนหนุ่มแน่นเลือดร้อน กระหม่อมจะเกลี้ยกล่อมเขาเอง มอบเรื่องนี้ให้กระหม่อมเป็นคนจัดการเถิด ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์ที่จะใช้กระหม่อม บังเอิญว่าต้องมีโอกาสที่เหมาะสมบางอย่างเช่นกัน พูดปากเปล่าไร้หลักฐานเช่นนี้ พระองค์จะไม่ทรงเชื่อกระหม่อมก็เป็นเรื่องปกติ รอจนถึงเวลาที่เหมาะสมกระหม่อมจะไปขอเข้าเฝ้า หวังว่าพระองค์จะไม่ทำเป็นไม่รู้จักกระหม่อมเหมือนเมื่อครู่ที่พบกันระหว่างทางก็พอ”
ซูลั่วเวยเลิกเปลือกตาขึ้น จ้องมองเขาอย่างแน่วแน่ เขาก็ทำเช่นเดียวกัน จนกระทั่งเยียนหลัวซึ่งอยู่ด้านนอกหน้าต่างสลักลายเอ่ยเร่ง
“ฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จถึงสวนประจิมแล้วเพคะ”
ซูลั่วเวยจึงลุกขึ้นแล้วเดินจากไปโดยไม่ให้คำตอบใดๆ ก่อนไปนางเหลือบมองอย่างไม่ตั้งใจก็เห็นว่าในมือของเยี่ยถิงเยี่ยนยังคงจับใบไม้ที่นางทำร่วงหล่นลงมาใบนั้น
เมื่อซูลั่วเวยมาถึง ซ่งหลันกับอวี้ชิวสือก็มาถึงด้านนอกเขตอุทยานที่เกิดเหตุแล้ว นางไม่สนใจน้ำโคลนที่ไหลเจิ่งนองอยู่บนพื้น เพียงค้อมกายขอรับโทษ
“หม่อมฉันไร้ความสามารถ”
ซ่งหลันรับร่มจากมือนางกำนัลข้างกายมา แล้วก็ประคองแขนของนางไว้ “ฮองเฮาลุกขึ้นเถิด”
ตอนนี้ทุกคนต่างยืนอยู่ใต้ชายคาระเบียงทางเดินเพื่อหลบฝน
ซูลั่วเวยมองไปยังกลุ่มหมอกและสายฝนที่เลือนรางด้วยความกลัวว่าจะพลาดรายละเอียดบางอย่างไป
ศพยังไม่ถูกนำขึ้นมาจากบ่อน้ำ ในอุทยานอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมประหลาด กลบกลิ่นของศพไว้ได้อย่างสิ้นเชิง…ว่ากันว่านางกำนัลได้กลิ่นหอมประหลาดนี้เข้าจึงเดินไปที่ปากบ่อ
ซ่งหลันขมวดคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก หลิวสี่ก็เดินมาข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วตวาดเสียงดังลั่นว่า “ข้ารับใช้ของสวนประจิมอยู่ที่ใด ยังไม่รีบเล่าทุกอย่างออกมาให้หมดอีก!”
ผู้ดูแลที่เข้าเวรได้เรียกข้ารับใช้ทั้งหมดที่อยู่ในสวนประจิมวันนี้มาแต่แรกแล้ว พวกเขาคุกเข่าเป็นแถวยาวห่างออกไปไม่ไกลนัก ส่วนคนที่อยู่แถวหน้าสุดคือนางกำนัลที่เห็นศพเป็นคนแรกและส่งเสียงเอะอะโวยวายขึ้นมา
หลังได้ยินเสียงตวาดของหลิวสี่ นางกำนัลก็คลานเข่าไปข้างหน้าแล้วก้มศีรษะหมอบลงด้วยความหวาดกลัวจนร่างสั่น
“ฝ่าบาททรงพระเจริญหมื่นปี ฮองเฮาทรงพระเจริญพันปีเพคะ หม่อม…หม่อมฉัน…”
นางตั้งใจจะเอ่ยปากแล้ว แต่จนใจที่อายุยังน้อยและรู้สึกประหม่าเกินไป จึงแทบจะพูดจาไม่รู้เรื่อง
เผยซีซึ่งคุกเข่าอยู่ด้านข้างถอนหายใจคราหนึ่ง แล้วเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่าบาท ข้ารับใช้พวกนี้มีนิสัยขลาดกลัวนัก มิสู้ให้กระหม่อมเป็นคนเล่าดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งหลันกำลังมองสำรวจคนที่อยู่ตรงหน้าเช่นกัน พอได้ยินเขาเอ่ยปากก็ตอบรับว่า “ดี”
ดังนั้นเผยซีจึงกระแอมกระไอแล้วกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “กระหม่อมสนิทสนมกับใต้เท้าเยี่ย เมื่อได้ยินว่าเขาได้รับบาดเจ็บก็ติดตามองครักษ์ลู่และนางกำนัลอีกคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียน เพียงแต่ฟ้าฝนไม่เป็นใจ อีกทั้งสวนประจิมก็รกร้าง พวกเราจึงหลงทาง เดิมทีอยากเรียกคนมาสอบถามเส้นทาง ไม่คาดคิดว่ากลับเดินสวนมาพบนางกำนัลผู้นี้เข้าพอดีพ่ะย่ะค่ะ”
นางกำนัลร่างสั่นพลางเอ่ยว่า “หม่อมฉันล่วงเกิน…”
เผยซีกล่าวว่า “ไม่เป็นไร กระหม่อมเห็นนางกำนัลมีท่าทางหวาดกลัว ปากก็ส่งเสียงตะโกนลั่นว่า ‘มีผี’ รู้สึกว่าเป็นเรื่องอัปมงคลอย่างยิ่ง จึงรีบเรียกให้หยุดก่อน สั่งนางเล่าเรื่องให้ฟังอย่างละเอียดแล้วติดตามนางมายังที่แห่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
อวี้ชิวสืออุทานคำหนึ่งแล้วกล่าวด้วยความสงสัยว่า “หากเป็นเช่นนั้นเหตุใดหน่วยองครักษ์จินเทียนมาถึงได้รวดเร็วเช่นนี้ ตามหลักแล้วหลังจากทราบเรื่องไม่ควรรายงานฝ่าบาทกับฮองเฮาก่อนแล้วค่อยเคลื่อนย้ายกำลังคนหรือ เมื่อครู่ตอนองครักษ์ลู่มาถึง กระหม่อมยังนึกว่าพวกบัณฑิตและปัญญาชนที่มาพบเห็นเรื่องนี้เข้ามีมากมาย แต่มองดูตอนนี้กลับมีไม่กี่คนเท่านั้น…”
ซูลั่วเวยเข้าใจในความหมายที่ซ่อนอยู่ของอวี้ชิวสือ…หากไม่ใช่เพราะหน่วยองครักษ์จินเทียนตัดสินใจโดยพลการ เดิมทีเรื่องนี้ก็ควรถูกจัดการให้เป็นเรื่องเล็กกว่านี้ไปแล้ว
หน่วยองครักษ์จินเทียนล้อมสวนประจิมไว้ ฮ่องเต้ ฮองเฮา และอัครมหาเสนาบดีต่างลุกจากงานเลี้ยงไปพร้อมกัน แม้ทุกคนบนพลับพลาเตี่ยนหงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ก็คาดเดาได้ว่าเกิดเรื่องวุ่นวายในวังหลวงเข้าแล้ว
ลู่เหิงเหงื่อเย็นท่วมกาย แข้งขาอ่อนแรงจนทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้น “ฝ่าบาทโปรดทรงอภัย! เป็นเพราะกระหม่อมผลีผลาม พอได้ยินเข้าก็กังวลว่าจะเกิดเรื่อง จึงรีบเรียกผู้ใต้บังคับบัญชามาทันทีพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งหลันมองเขาด้วยสายตาเย็นชา ไม่ได้เอ่ยปากให้เขาลุกขึ้นแต่อย่างใด “วันนี้เจ้าสะเพร่ามากเกินไปแล้วหรือไม่” จากนั้นเขาก็หันไปกล่าวกับเผยซีว่า “เจ้าเล่าต่อไป”
“พ่ะย่ะค่ะ” เผยซีมีสีหน้าเป็นปกติ “กระหม่อมติดตามนางกำนัลผู้นี้มายังสวนประจิม ถึงได้เข้าใจคำพูดของนาง…เดิมทีขณะที่นางกำลังทำความสะอาด จู่ๆ ก็สังเกตเห็นว่าประตูอุทยานจุดหนึ่งทางทิศใต้ของสวนประจิมเปิดทิ้งไว้ นางจึงผลักประตูเข้าไปแล้วก็ได้กลิ่นผิดปกติบางอย่าง จากนั้นก็เห็นศพอยู่ในบ่อน้ำของอุทยาน ด้วยความตกใจจึงรีบวิ่งออกจากประตูมา บังเอิญว่าอีกด้านหนึ่งของอุทยานนี้เป็นเส้นทางที่พวกกระหม่อมเดินหลงกันอยู่พอดี ดังนั้นนางวิ่งมาได้ไม่นานก็มาพบกับพวกกระหม่อมเข้าพ่ะย่ะค่ะ”
คำพูดของเผยซีกระจ่างชัดและมีหลักการไม่น้อย เพียงไม่นานก็สามารถอธิบายต้นสายปลายเหตุของเรื่องราวได้อย่างชัดเจน แล้วก็จริงดังคาด หลังเขาพูดจบซูลั่วเวยก็ได้ยินซ่งหลันเอ่ยปากชื่นชม
“เจ้ามีความคิดเป็นแบบแผนไม่เลว ลุกขึ้นได้”
เผยซีกลับไม่ตอบรับและไม่ได้ลุกขึ้น เพียงคุกเข่าอยู่ที่เดิมแล้วกล่าวว่า “กระหม่อมมีตำแหน่งเป็นผู้ตรวจการของราชสำนัก เห็นเรื่องนี้แล้วจำใจเข้ามายุ่งเกี่ยวอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากเขตพระราชฐานชั้นในไม่อาจสืบสวนจนถึงที่สุด กระหม่อมที่เป็นผู้ดำรงตำแหน่งนี้คงต้องกล่าวโทษว่าฮองเฮาทรงปกครองวังหลวงไม่เข้มงวด”
เขาพูดจบก็ก้มศีรษะคารวะหน้าผากแทบจรดพื้น
ปกติแล้วซ่งหลันรังเกียจคนในสำนักตรวจการที่มักเอะอะโวยวายและต้องการแสดงความเห็นในทุกๆ เรื่องเป็นที่สุด หากไม่ใช่เพราะผู้ตรวจการผู้นี้อยู่ที่นี่ รวมถึงเรื่องราวก็บานปลายไปบ้างแล้ว เดิมทีเขาคงไม่จำเป็นต้องมาที่นี่ด้วยซ้ำ
เมื่อครู่ที่ได้ฟังคำอธิบายของอีกฝ่าย เขายังนึกว่าได้พบคนที่มีไหวพริบเข้าแล้ว ไม่คาดคิดว่าคนผู้นี้ก็ไม่เกรงกลัวอำนาจ ไม่รู้จักกาลเทศะ ทั้งยังหัวแข็งราวกับก้อนหินจนน่ารังเกียจ
ซ่งหลันรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันใด “เจ้าชื่อ…”
ซูลั่วเวยเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งพลางตอบว่า “ข้าเข้าใจแล้ว จะให้คำอธิบายแก่สำนักตรวจการภายในไม่กี่วันอย่างแน่นอน ใต้เท้าเสี่ยวเผย ท่านลุกขึ้นก่อนเถิด”
เผยซีเก็บสายตากลับมาแล้วลุกขึ้นยืน ตอบอย่างไม่นอบน้อมและไม่เย่อหยิ่งว่า “ขอบพระทัยฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งหลันคิดเพียงจะจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วสักหน่อย จึงเอ่ยด้วยเสียงอันดังว่า “องครักษ์จินเทียนอยู่ที่ใด”
ลู่เหิงรีบขานตอบ “ฝ่าบาท”
“ให้โอกาสเจ้าทำคุณไถ่โทษ เรื่องนี้เกิดขึ้นภายในเขตพระราชฐานชั้นใน หากฮองเฮาไม่มีคำอธิบายเกรงว่าสำนักตรวจการต้องไม่พอใจเป็นแน่ เจ้ากับสำนักขันทีฝ่ายในร่วมมือกันช่วยฮองเฮาสืบสวน ทั้งยังมีคนของสำนักตรวจการอย่าง…”
เขาพูดมาถึงตรงนี้ก็หยุดชะงักไปชั่วครู่ ซูลั่วเวยพอจะคาดเดาออกว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงเอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้าเสี่ยวเผยอายุยังน้อยนัก ตามความเห็นของหม่อมฉันมิสู้ให้ใต้เท้าเยี่ยคอยช่วยเหลืออยู่ข้างๆ จะเหมาะสมกว่า เมื่อครู่หม่อมฉันได้สอบถามหมอหลวงไปแล้ว แม้บาดแผลของใต้เท้าเยี่ยจะลึกถึงเนื้อ แต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บถึงเส้นเอ็นและกระดูก อีกทั้งหลายวันมานี้ฝ่าบาทก็ตั้งพระทัยจะให้เขาอยู่ในวังหลวงเพื่อรักษาตัว แต่เขาเป็นขุนนางฝ่ายนอก การกระทำเช่นนี้ย่อมไม่เหมาะสม แต่หากใช้ข้ออ้างว่าจะสืบสวนคดีจึงให้พำนักอยู่ในเขตพระราชฐานก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพคะ”
ยังไม่ทันที่ซ่งหลันจะเอ่ยปาก เผยซีก็กล่าวขึ้นว่า “ช่วงนี้กระหม่อมติดตามผู้บังคับบัญชา ยังมีเรื่องสำคัญต้องสืบสวนอีก สิ่งที่ฮองเฮาตรัสมานั้นกระหม่อมเห็นว่าดีอย่างยิ่งพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งหลันรู้สึกว่าเข้าทางพอดี จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่เห็นด้วย “เช่นนั้นก็ตามนี้”
อวี้ชิวสือที่นิ่งเงียบมาตลอดเหลือบมองซูลั่วเวยคราหนึ่งแล้วเอ่ยอย่างช้าๆ ว่า “เรื่องในเขตพระราชฐานชั้นในฮองเฮาต้องทรงสืบสวนให้ละเอียดนะพ่ะย่ะค่ะ ระหว่างงานเลี้ยงฉลองเกิดเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ขึ้นก็ถือว่าเป็นการขาดคุณธรรมไปแล้ว หากยังสืบสวนไม่ได้ความ ฮองเฮา…”
ในวันนี้เขาตั้งใจจะเล่นงานเยี่ยถิงเยี่ยนจึงใจร้อนไปบ้าง ทำให้พลาดโอกาสชิงความได้เปรียบ ตอนนี้ย่อมไม่มีข้ออ้างจะพูดจาขัดขวางได้อีกแล้ว ได้แต่พูดจาเสียดสีซูลั่วเวยไปสองสามประโยค
ซูลั่วเวยยกมุมปากขึ้น ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า “ทำให้ท่านราชครูต้องเป็นกังวลแล้ว” เมื่อสิ้นเสียงนางก็เอ่ยปากเรียก “เฝิงอิง”
ลู่เหิงที่คุกเข่าอยู่ขานรับ “พ่ะย่ะค่ะฮองเฮา”
“วันนี้เจ้าผลีผลามเกินไป” ซูลั่วเวยขมวดคิ้วพลางเอ่ย “เจ้าสั่งองครักษ์จินเทียนให้สอบสวนบรรดาข้ารับใช้ในสวนประจิมทีละคน จากนั้นก็ไปรับโทษเอาเอง” นางกวาดสายตามองรอบหนึ่งแล้วกำชับทุกคนว่า “สำนักขันทีฝ่ายในนำศพส่งให้นักชันสูตร หลังชันสูตรอย่างละเอียดแล้วมารายงานที่ตำหนักฉยงหวา ที่นี่ไม่เหมาะจะมีคนอื่นเข้ามา เช่นนั้นก็ปิดชั่วคราวไปก่อนแล้วกัน ให้องครักษ์จินเทียนเฝ้าประตูสวนประจิมไว้ ส่วนเรื่อง…” นางมองไปยังนางกำนัลที่คุกเข่าร่างสั่นอยู่บนพื้นแล้วเอ่ยถามว่า “ปีนี้เจ้าอายุเท่าไร เป็นคนจากที่ใด”
นางกำนัลผู้นั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้น ได้แต่ตอบว่า “ฮองเฮา ปีนี้หม่อมฉันอายุสิบห้าปี เป็นคนจากเมืองหย่งโจว เข้าวังหลวงมาถวายการรับใช้ตั้งแต่รัชศกเทียนโซ่วปีที่หนึ่ง เมื่อก่อนเคยอยู่ที่เรือนบุปผา เพิ่งถูกย้ายมาที่สวนประจิมเมื่อปีที่แล้วเพคะ”
“รัชศกเทียนโซ่วปีที่หนึ่ง…” ซูลั่วเวยเอ่ยทวนรอบหนึ่ง “หลังคดีนี้สิ้นสุดลงเจ้าก็ติดตามข้ามาอยู่ตำหนักฉยงหวาเถิด”
นางกำนัลไม่คาดคิดว่าจะได้รับความเมตตาเช่นนี้ จึงดีใจจนก้มศีรษะลงคารวะซ้ำแล้วซ้ำเล่า “เพคะ ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 11 ต.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.