X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักสังหารรัชทายาท

ทดลองอ่าน สังหารรัชทายาท บทที่ 6

หน้าที่แล้ว1 of 5

บทที่ 6 สหายเก่าเขาตงซาน 5

เรื่องทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน งานเลี้ยงฉลองรับวสันต์ยังไม่สิ้นสุด แม้กล่าวได้ว่าการกระทำของเยี่ยถิงเยี่ยนนั้นรุนแรงเกินเหตุ ทว่าซ่งหลันรู้แก่ใจดีว่านี่เป็นผลลัพธ์จากการถูกอวี้ชิวสือบีบคั้นจนสุดจะทานทน ยามนี้จึงอดไม่ได้ที่จะมีโทสะขึ้นมาเล็กน้อย

พอเห็นว่าเขาอยากเอ่ยวาจา ซูลั่วเวยก็รีบเดินออกไปก้าวหนึ่ง ลดเสียงลงเอ่ยว่า “ฝ่าบาท งานเลี้ยงยังไม่สิ้นสุด หากเรียกหมอหลวงมาที่นี่ เรื่องนี้คงบานปลายใหญ่โตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ที่นี่คือเขตพระราชฐานชั้นในของวังหลวง จะให้เขารั้งอยู่คนเดียวเกรงว่าคงไม่เหมาะสม ฝ่าบาทกับท่านราชครูอยู่ในงานให้สบายใจเถิด หม่อมฉันจะพาใต้เท้าเยี่ยไปรักษาบาดแผลเองเพคะ”

ซ่งหลันกุมมือนางแน่นกว่าเดิมพลางเอ่ย “ลำบากพี่หญิงแล้ว หลังพี่หญิงจัดการเรียบร้อย อย่าลืมกลับมาด้วยเล่า เหล่าบัณฑิตยังต้องรับฟังคำชี้แนะของท่านกับเราอีก”

ซูลั่วเวยขานตอบ “เพคะ”

ซ่งหลันครุ่นคิดก่อนจะเรียกคนคุ้นเคยผู้หนึ่งที่โผล่มาจากทางด้านข้าง “เฝิงอิง เจ้าตามฮองเฮาไปแล้วกัน”

ที่บอกว่าเป็นคนคุ้นเคย เพราะซูลั่วเวยเห็นหน้าเขาบ่อยครั้งมาตั้งแต่เมื่อก่อน คนผู้นี้ก็คือลู่เหิง ชื่อรองเฝิงอิง หัวหน้าองครักษ์จินเทียนที่เพิ่งถูกเยี่ยถิงเยี่ยนแย่งดาบสั้นไปได้นั่นเอง

ลู่เหิงคือองครักษ์ตำหนักบูรพา คนสนิทของรัชทายาทที่มาเชิญนางกลับจวนในคืนที่เกิดคดีลอบสังหารครั้งนั้น

ภายหลังพอซ่งหลันขึ้นครองราชย์ต่อจากอดีตฮ่องเต้ นางมอบป้ายคำสั่งหน่วยองครักษ์จินเทียนให้ ลู่เหิงจึงย้ายไปอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของฮ่องเต้พระองค์ใหม่เป็นธรรมดา และเนื่องด้วยมิตรภาพในกาลก่อนทำให้เขาก้าวหน้าอย่างรวดเร็วไร้อุปสรรค รับตำแหน่งรองผู้บัญชาการกองกำลังองครักษ์หลวงควบคู่กับปกครองหน่วยองครักษ์จินเทียน นับว่าราบรื่นสมหวังดังใจหมาย

แม้การอยู่ภายใต้อำนาจของอวี้ชิวสือ เวลานี้หน่วยองครักษ์จินเทียนทำหน้าที่ได้เพียงอารักขาฮ่องเต้ให้ปลอดภัย ไม่สามารถจัดการเรื่องสกปรกโสมมแทนฮ่องเต้ได้ แต่คนกลุ่มนี้ล้วนเป็นองครักษ์พลีชีพที่รัชทายาทฝึกฝนมาเองกับมือและพวกเขามีความซื่อสัตย์จงรักภักดีอย่างยิ่ง

เมื่อลู่เหิงเงยหน้าขึ้น ซูลั่วเวยก็เก็บงำสีหน้าเย็นชาปานน้ำแข็งไปแล้ว นางส่งยิ้มให้เขาเหมือนอย่างเคยก่อนเอ่ยขึ้น

“เฝิงอิง เหตุใดวันนี้เจ้ามีสีหน้าไม่ค่อยดีเลยเล่า เมื่อครู่แม้แต่บัณฑิตอย่างใต้เท้าเยี่ยยังแย่งดาบสั้นไปได้อย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นเพราะช่วงนี้เหน็ดเหนื่อยเกินไปหรือไม่”

ลู่เหิงรีบคุกเข่าลงข้างหนึ่ง ก้มศีรษะลงต่ำพลางกล่าวว่า “กระหม่อมบกพร่องต่อหน้าที่”

ซูลั่วเวยยอบกายทำความเคารพซ่งหลัน เอ่ยปากหยอกล้อว่า “บกพร่องต่อหน้าที่อะไรกัน เจ้าถวายอารักขาข้างพระวรกายฝ่าบาท ทุ่มเทอย่างหนักมีความดีความชอบไม่น้อย ข้าก็แค่หวังดีอยากทูลขอวันหยุดกับฝ่าบาทให้เจ้าสักสองสามวันเท่านั้น”

ซ่งหลันเพ่งมองอย่างละเอียด สังเกตเห็นว่าวันนี้ใบหน้าของลู่เหิงซีดเซียวอยู่บ้างจริงๆ อีกฝ่ายได้รับเลือกเป็นองครักษ์หลินเว่ยตั้งแต่เล็ก หลังได้รับการยอมรับและถูกแต่งตั้งเป็นราชองครักษ์ส่วนพระองค์ก็ฝึกฝนอย่างหนักทั้งวันทั้งคืน วินัยไม่เคยย่อหย่อน หากมิใช่เพราะร่างกายไม่ค่อยสบายเกรงว่าคงไม่มีทางปล่อยให้เยี่ยถิงเยี่ยนแย่งดาบสั้นไปอย่างง่ายดายเช่นนี้แน่

ดังนั้นซ่งหลันจึงเอ่ยว่า “ช่างเถิด ฮองเฮากล่าวถูกต้องแล้ว หลังงานเลี้ยงฉลองรับวสันต์สิ้นสุดลง เราจะให้วันหยุดเป็นรางวัลแก่เจ้าสักหลายวัน กลับไปพักผ่อนให้เต็มที่สักหน่อยเถิด”

ลู่เหิงกำลังกล่าวขอบพระทัยอยู่ ทางด้านเยี่ยถิงเยี่ยนก็ได้ขันทีฝ่ายในหลายคนพยุงร่างลุกขึ้นมาแล้ว เขาเดินโซเซมาคุกเข่าถวายบังคมลา ซ่งหลันขวางการทำความเคารพของเขาไว้พลางเอ่ย

“เราจำได้ว่าหลังถิงเยี่ยนมาถึงเมืองเปี้ยนตู เพียงหาจวนพักที่เรียบง่ายเอาไว้ แม้แต่บ่าวรับใช้ในจวนก็มีน้อยยิ่ง เจ้าได้รับบาดเจ็บที่หัวไหล่ ไม่มีใครดูแลบาดแผลจะหายดีได้อย่างไร ประเดี๋ยวหากหมอหลวงตรวจแล้วพบว่าอาการไม่สู้ดีก็อยู่พักในวังหลวงสองสามวันเถิด”

แต่ไหนแต่ไรมาเขตพระราชฐานชั้นในไม่เคยรั้งขุนนางฝ่ายนอกไว้ นี่นับเป็นความเมตตาอันใหญ่หลวง

ถึงจะเป็นเช่นนั้นเยี่ยถิงเยี่ยนก็รู้แก่ใจดีว่าคำพูดประโยคนี้ของฮ่องเต้คงพูดให้อวี้ชิวสือฟังมากกว่า จะถือเป็นจริงเป็นจังไม่ได้ แต่เขากลับยังแสร้งทำเป็นซาบซึ้งใจจนน้ำตาเกือบร่วงพลางกล่าวขอบพระทัย

“กระหม่อมขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาพ่ะย่ะค่ะ”

แม้บาดแผลของเยี่ยถิงเยี่ยนจะไม่อันตรายถึงชีวิต แต่แค่การห้ามเลือดยังไม่เพียงพอ ซูลั่วเวยเรียกเกี้ยวมาแล้ว เดิมทีอยากอนุญาตให้เขาไม่ต้องเดินเท้าเป็นกรณีพิเศษ ไม่คาดคิดว่าเขากลับยืนกรานไม่ยอมทำตาม ซูลั่วเวยจำต้องหาตำหนักที่มีสภาพพอดูได้บริเวณใกล้เคียงสวนประจิมซึ่งอยู่ไม่ไกลจากพลับพลาเตี่ยนหงให้เขาพักชั่วคราวอย่างไม่มีทางเลือก

เวลานี้สวนประจิมไม่มีสนมชายาพักอาศัย นอกจากขันทีทำหน้าที่เฝ้ายามกับนางกำนัลปัดกวาดไม่กี่คนก็ไม่มีผู้ใดอีก หมอหลวงไม่คุ้นเคยกับเส้นทางจึงมาถึงช้า โชคดีที่พอมาถึงแล้วก็จัดการบาดแผลให้เยี่ยถิงเยี่ยนอย่างคล่องแคล่ว ทั้งยังสั่งให้นางกำนัลไปต้มยาสมุนไพรชามหนึ่งมาให้เขาดื่ม

หลังจากดื่มยาแล้ว ในที่สุดสีหน้าของเยี่ยถิงเยี่ยนก็ดีขึ้นบ้างและดูมีเรี่ยวแรงพร้อมจะสนทนา

เดิมทีซูลั่วเวยอยากให้หมอหลวงอยู่ที่นี่ด้วย แต่หมอหลวงบอกว่าบนร่างของเยี่ยถิงเยี่ยนยังมีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง จำเป็นต้องกลับไปจัดยามาให้เขาเพิ่ม

ซูลั่วเวยจึงกล่าวว่า “จะให้ใต้เท้าเยี่ยอยู่ที่นี่เพียงลำพังคงไม่เหมาะสม ข้าราชบริพารเหล่านี้ล้วนเป็นคนในวังหลวง กลัวว่าใต้เท้าจะไม่กล้าพูดคุยด้วย ไม่ทราบว่าใต้เท้ามีสหายสนิทอยู่ในงานเลี้ยงบ้างหรือไม่ ข้าจะส่งคนไปเชิญเขามาคอยดูแลท่าน”

เยี่ยถิงเยี่ยนกุมบาดแผลที่เพิ่งพันผ้าพันแผลเสร็จ ก่อนส่งยิ้มอย่างอ่อนแรงพลางเอ่ยว่า “ขอบพระทัยฮองเฮา กระหม่อมมีสหายร่วมงานคนหนึ่งนามว่าเผยซี เขาเป็นบัณฑิตที่มีรายชื่อสอบผ่านเมื่อปีก่อน แม้จะรู้จักกันไม่นาน แต่นิสัยเข้ากับกระหม่อมได้ดี หากเขายอมมา พระองค์ทรงเชิญเขามาให้กระหม่อมก็พอพ่ะย่ะค่ะ”

ซูลั่วเวยรับคำแล้วหันไปสั่งการ “ให้นางกำนัลของข้าเข้าไปในงานเลี้ยงเกรงว่าคงไม่เหมาะ เฝิงอิง ต้องรบกวนเจ้าไปแทนแล้ว”

ลู่เหิงกวาดสายตามองไปรอบด้าน เห็นข้าราชบริพารทุกคนต่างสงบสำรวมก็ขานตอบ “พ่ะย่ะค่ะ”

เขาเดินไปได้ไม่นาน เยียนหลัวที่อยู่ข้างกายซูลั่วเวยก็เอ่ยขึ้นว่า “เมื่อครู่ตอนหมอหลวงจากไป ทิ้งนางกำนัลต้มยาไว้คนหนึ่ง หม่อมฉันจะไปตรวจดูแทนพระองค์สักหน่อยเพคะ”

นางก้มศีรษะเดินออกไป พาข้ารับใช้ทั้งหมดในตำหนักไปด้วย ครู่เดียวภายในตำหนักที่เงียบงันก็เหลือเพียงซูลั่วเวยกับเยี่ยถิงเยี่ยน

ซูลั่วเวยลุกขึ้นมาปิดหน้าต่างสลักลายบานหนึ่งข้างๆ เยี่ยถิงเยี่ยนด้วยตนเอง

นอกหน้าต่างมีพืชพรรณเริ่มแตกยอดอ่อนในฤดูใบไม้ผลิงอกงามแน่นขนัด สายตาของเยี่ยถิงเยี่ยนเลื่อนมองผ่าน จากนั้นก็ถอนหายใจแล้วเอ่ยขึ้น

“ที่นี่ดอกจิ่นฮวา เบ่งบานงดงาม น่าเสียดายที่ช่วงฤดูใบไม้ผลิหาใช่ฤดูที่ดอกไม้ชนิดนี้บานสะพรั่ง กระหม่อมไม่อาจร่วมชมทิวทัศน์งดงามกับพระองค์ได้”

ซูลั่วเวยเอื้อมมือไปเด็ดใบไม้มาใบหนึ่งก่อนปิดหน้าต่างให้สนิท นางถือใบไม้ใบนั้นขึ้นมาเพ่งมองอย่างตั้งใจพลางเอ่ยด้วยท่าทีเอ้อระเหย

“เบ่งบานแล้วจะมีอะไรน่าสนใจกัน เพียงดอกไม้ที่เบ่งบานรับอรุณร่วงยามพลบค่ำ ดั่งเกียรติยศร่วงโรยในชั่วข้ามคืน จงรักษาความงามไว้เถิด อย่าได้หวังในความเมตตาเลย”

“พระองค์กับฝ่าบาทดุจฉินเซ่อสอดประสานเหตุใดถึงทรงถอนหายใจอย่างอ้างว้างเช่นนั้นได้” เยี่ยถิงเยี่ยนเอนกายพิงบนตั่ง เสียงเจือแววเสียดสีจนแทบจับสังเกตไม่ได้ “ต่อให้ฮองเฮาไม่ทรงเชื่อในพระเมตตาของฮ่องเต้ก็ควรเชื่อมิตรภาพของ…สหายเก่ากระมัง”

จู่ๆ ซูลั่วเวยก็ปล่อยมือ ทำให้ใบไม้ใบนั้นร่วงหล่นลงไป จากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้นส่งยิ้มให้เขา “พี่สาม ไม่ได้พบกันหลายปี สหายเก่าสบายดีหรือไม่”

เยี่ยถิงเยี่ยนยื่นมือไปรับใบไม้ที่นางทำร่วงหล่นไว้ เขามองนางนิ่งๆ “ฮองเฮายังทรงจำกระหม่อมได้หรือ”

ซูลั่วเวยซ่อนมือไว้ในแขนเสื้อหลวมกว้างของชุดพิธีการ เอ่ยปากอย่างสบายๆ “แน่นอน ก่อนหน้านี้ไม่เอ่ยปากเป็นเพราะข้าแค่ไม่อยากทำให้ท่านกับท่านราชครูขัดแย้งกันมากกว่าเดิม พี่สามโปรดอภัยด้วย”

มุมปากของเยี่ยถิงเยี่ยนยกโค้งขึ้นเล็กน้อย ทว่าน้ำเสียงกลับเย็นชาอย่างยิ่ง “ฮองเฮาตรัสหนักไปแล้ว จะว่าไปแล้วกระหม่อมต่างหากต้องเป็นฝ่ายขอบพระทัยพระองค์…หากมิใช่เพราะทรงมีพระเมตตา อาศัยการยกย้ายฉากบังลมเป็นข้ออ้างทำให้องครักษ์จินเทียนมายืนอยู่ข้างกายกระหม่อม ไฉนเลยจะมีโอกาสแก้ไขสถานการณ์จนมุมเมื่อครู่นี้ได้ หากมีตราทาสนี้ติดตัว วันหน้ากระหม่อมอยู่ในราชสำนักคงก้าวเดินได้ยากลำบากแน่ ขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงมอบโอกาส”

ซูลั่วเวยชำเลืองมองเขาคราหนึ่ง เอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงนัยลึกซึ้ง “ท่านรับเอาไว้เถิด ไม่ต้องขอบคุณข้า” นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ยถาม “ตอนท่านพบข้าระหว่างทาง เรื่องที่อยากขอร้องคือเรื่องนี้หรือ”

เยี่ยถิงเยี่ยนตอบ “กระหม่อมกับพระองค์ไม่ได้พบกันมาหลายปี หาโอกาสอื่นไม่ได้แล้วเท่านั้นเอง จงใจเข้าหาขบวนเสด็จ ขอฮองเฮาโปรดทรงอภัยด้วย”

คนผู้นี้มาเพื่อพบนางโดยเฉพาะจริงดังคาด

แต่นางถามอะไรเขาก็ตอบเช่นนั้น ไม่ยอมพูดเรื่องอื่นนอกเหนือจากนี้สักคำ ทำให้นางเกิดความอยากรู้อยากเห็นเพิ่มขึ้นมาบ้างแล้ว

ซูลั่วเวยโน้มกายเข้าไปใกล้เขา จงใจเอ่ยว่า “เมื่อครู่พี่สามยังพูดว่ามิตรภาพของสหายเก่า เหตุใดตอนนี้แม้แต่คำเรียกขานก็ห่างเหินเล่า ข้ายังไม่แทนตนเองว่า ‘เรา’ ต่อหน้าท่าน เหตุใดท่านต้องแทนตนเองว่า ‘กระหม่อม’ ไม่ขาดปาก จะว่าไปแล้วหลายปีมานี้ท่านไม่มาเมืองเปี้ยนตู ข้านึกว่าท่านลืมเรื่องในวัยเยาว์ตอนอยู่ที่นี่ไปจนหมดสิ้นแล้วเสียอีก”

เยี่ยถิงเยี่ยนพลันชะงักงัน จากนั้นก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมขึ้นหลายส่วน “แน่นอนว่ากระหม่อมไม่ได้ลืม ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงจำได้มากน้อยเพียงใด”

ซูลั่วเวยตอบ “ข้าย่อมจำได้ทุกอย่าง”

เยี่ยถิงเยี่ยนกล่าว “นั่นนับเป็นเกียรติของกระหม่อม”

คำสุดท้ายของเขาไม่อาจระงับความรู้สึก น้ำเสียงจึงสั่นไหวอยู่รางๆ

ซูลั่วเวยครุ่นคิด แม้จะเป็นเรื่องแต่หนหลังที่นางไม่เก็บมาใส่ใจ ทว่าเยี่ยถิงเยี่ยนยังไม่ลืมนางอย่างเห็นได้ชัด ในเมื่อเป็นเช่นนี้มิสู้ลองคล้อยตามคำพูดของเขา บางทีอาจยังใช้ประโยชน์ได้มากกว่า

กลอุบายแสร้งนอบน้อมคล้อยตาม ทุกวันนี้นางใช้งานอย่างเชี่ยวชาญดังใจนึกแล้ว

ซูลั่วเวยครุ่นคิดจบแล้วก็เอ่ยปากพูดต่อไป “พี่สาม…”

ไม่คาดคิดว่าเยี่ยถิงเยี่ยนกลับตัดบทนางอย่างกะทันหัน “ฮองเฮาอย่าทรงเรียกกระหม่อมเช่นนี้เลยพ่ะย่ะค่ะ”

ทั้งที่เขาเพิ่งใช้น้ำเสียงอาลัยอาวรณ์สหายเก่า ดูเหมือนอยากระลึกถึงมิตรภาพเก่าก่อนกับนางอีกครั้ง แต่ไม่รู้ว่านางพูดประโยคใดผิดไปกันแน่ ถึงทำให้เขาเปลี่ยนแปลงท่าทีในชั่วพริบตาได้

ซูลั่วเวยหมดความอดทนแล้ว ตระหนักดีว่าไม่อาจอยู่กับเขาเพียงลำพังเป็นเวลานานได้ ด้วยเหตุนี้จึงหันหลังเดินไปทางประตูตำหนัก เดินไปสองสามก้าวถึงค่อยเอ่ยขึ้นอีกครั้งโดยไม่ได้หันกลับมามอง

“ตอนที่ข้ากับใต้เท้าเยี่ยพบกันครั้งก่อน พวกเราต่างยังอยู่ในวัยเยาว์ ยามนี้จากกันไปหลายปี ทุกสิ่งยังคงเหมือนเดิม แต่ผู้คนกลับเปลี่ยนไปแล้ว ข้าเพียงอยากแสดงความห่วงใยสักหน่อย…หลายปีที่ผ่านมานี้ใต้เท้ามีสิ่งใดเปลี่ยนไปบ้าง”

เยี่ยถิงเยี่ยนมองดูแผ่นหลังของนางพลางกำชายเสื้อแน่น บนหลังฝ่ามือปรากฏเส้นเลือดสีเขียวจางๆ ไม่ผ่อนคลายลงสักชั่วขณะ ทว่าน้ำเสียงกลับเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์

“เมื่อผู้เยาว์เติบใหญ่ย่อมมีการเปลี่ยนแปลง ตลอดหลายปีมานี้กระหม่อมล่องลอยตามกระแส คล้อยตามกาลเวลาเพื่อความอยู่รอด…ไม่รู้ว่ายังใช่คนผู้นั้นที่พระองค์ทรงรู้จักในอดีตอยู่อีกหรือไม่”

ซูลั่วเวยนิ่งงันไปทันใด นางไม่ได้กล่าวอะไรต่ออีก เพียงผลักประตูตรงหน้าเปิดออก

ไม่รู้ว่านอกประตูมีละอองฝนพร่างพรมตั้งแต่เมื่อใด

“โชคดีว่าตอนมาไม่มีฝน มิฉะนั้นบาดแผลบนหัวไหล่ของใต้เท้าคงต้องทนทรมานเพิ่มอีกไม่น้อยทีเดียว”

ไม่รู้เพราะเหตุใดเยียนหลัวถึงไม่ได้รออยู่นอกประตู ข้ารับใช้คนหนึ่งที่อยู่ด้านข้างไปหยิบร่มมาให้ ดังนั้นซูลั่วเวยจึงต้องยืนอยู่ใต้ชายคาสักพัก มองดูม่านฝนโปรยปรายแล้วท่องบทกวีออกมาโดยไม่ตั้งใจ

“ออกรบไกลถึงเขาตงซาน นานหนักหนายังมิอาจกลับมา บัดนี้ตัวข้าหวนคืนอีกครา ทั่วนภามีหมอกหม่นฝนพรำ…เป็นฤดูใบไม้ผลิแท้ๆ เหตุใดท้องฟ้าถึงแปรปรวนคาดเดาไม่ได้เช่นนี้”

ข้ารับใช้เอาร่มกระดาษน้ำมันมาแล้วก็เดินเข้าสู่ท่ามกลางม่านฝนพร้อมกับซูลั่วเวย ก่อนจากไปยังไม่ลืมปิดประตูห้องให้เรียบร้อย

เยี่ยถิงเยี่ยนเอนกายพิงอยู่บนตั่งเพียงลำพัง ในที่สุดก็เผยสีหน้าเหม่อลอยออกมา

เขาตอบกลับแผ่วเบา คล้ายพึมพำกับตนเอง “ของเก่าวางทิ้งไม่เห็นมานาน จวบจนผ่านพ้นกว่าสามปี…มารดาผูกเอวให้แก่บุตรี พิธีนี้ซับซ้อนเหลือคณา ทั้งคู่บ่าวสาวงดงามตรึงตรา หวนพบอีกคราจะเป็นเช่นไร” เขาท่องจบแล้วก็หัวเราะเบาๆ ด้วยเสียงที่สะท้อนความรู้สึกเย้ยหยันตนเอง หันมองความว่างเปล่าตรงหน้าพลางถามตนเองว่า “ฮองเฮาทอดพระเนตรเห็นฝนพร่างพรมแล้วท่อง ‘เขาตงซาน’ เพราะมีคนคุ้นเคยที่จากไปไกลให้คะนึงหาหรือพ่ะย่ะค่ะ”

แต่ไม่มีผู้ใดตอบกลับมา

การตอบกลับมีเพียงเสียงเรียกอย่างร้อนรนดังแว่วมาจากม่านฝนหลังสิ้นเสียงเขาไม่นาน

“ฮองเฮา เกิดเรื่องแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”

ซูลั่วเวยยังไม่ได้จากไปไกล พอเยี่ยถิงเยี่ยนได้ยินคำว่า ‘เรื่องอะไร’ ดังขึ้นอย่างสุขุมท่ามกลางเสียงฝนตกปรอยๆ คิ้วของเขาก็เลิกขึ้นเล็กน้อย

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 9 ต.ค. 69

หน้าที่แล้ว1 of 5

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: