บทที่ 5 สหายเก่าเขาตงซาน 4
‘จอมปราชญ์กล่าวไว้ว่าวิญญูชนพึงหวงแหนเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต เสด็จพ่อทรงมีพระประสงค์จะโบย ไม่จำเป็นต้องยกม้านั่งยาว กระหม่อมขอคุกเข่ารับโทษเอง’
ซูลั่วเวยกะพริบตาปริบๆ ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างเบื้องหน้าไม่ได้เลือนหายไป
ในฤดูใบไม้ผลิที่ท้องฟ้าแจ่มใสปลอดโปร่งกลับมีเกล็ดหิมะโปรยปรายลงมาจากเหนือศีรษะนาง
สีคราม สีแดง และสีม่วงที่อยู่ข้างล่างพลับพลาเตี่ยนหงปะปนกันละลานตา คล้ายมีเปลวไฟลุกโชนขึ้นมา เถ้าถ่านจากการเผาไหม้กลับกลายเป็นเกล็ดหิมะสีขาวสะอาดบริสุทธิ์ พวกมันถูกสายลมจากที่ไกลแสนไกลพัดปลิว ลอยเอื่อยเฉื่อยเข้ามาใกล้แล้วร่วงหล่นลงบนไหล่ของรัชทายาทในวัยสิบสี่ปี
ฤดูหนาวของปีนั้นหิมะโปรยปรายลงมาในวังหลวง ปกคลุมสีแดงชาดบนลานหน้าท้องพระโรงไปทั่ว หลงเหลือเพียงความเงียบสงัดไปทั้งบริเวณ
ฮ่องเต้ไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินลงบันไดไปทีละขั้นโดยมิได้ให้ขันทีกางร่ม กระทั่งมาหยุดอยู่ตรงหน้ารัชทายาทที่หนาวจนร่างสั่นสะท้าน แต่กลับไม่เคยค้อมเอวลงสักนิด
‘เจ้ากับพวกคุณชายสกุลเยี่ยมีวาสนาพบกันเพียงครั้งเดียว พื้นที่เป่ยโยวกับเมืองเปี้ยนตูก็ห่างกันนับพันหลี่ การสู้รบที่แม่น้ำโยวอวิ๋นโหดร้ายยิ่งกว่าอะไร แล้วเพราะเหตุใดเจ้าถึงได้กล้าเชื่อมั่นว่าแม่ทัพน้อยไม่เคยคิดแปรพักตร์’
ซูลั่วเวยถือกล่องอาหารซ่อนตัวอยู่หลังเสาระเบียงทางเดิน มองดูสองพ่อลูกตรงลานหน้าท้องพระโรงด้วยน้ำตาเอ่อคลอ ไม่กล้าเดินเข้าไปหา
เสียงลมและหิมะกู่ร้องหวีดหวิว นางนวดคลึงใบหูที่แดงก่ำเพราะความหนาว ดังนั้นเสียงที่ดังแว่วมาไกลๆ จึงยิ่งอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์
‘เสด็จพ่อ สกุลเยี่ยทั้งครอบครัวเป็นวีรชนผู้ซื่อสัตย์จงรักภักดีทั้งสิ้น ถึงกระหม่อมจะมีเพียงมิตรภาพผ่านจอกสุรากับคุณชายใหญ่ แต่จิตใจมุ่งมั่นตอบแทนคุณแผ่นดินจะปิดบังกันได้อย่างไร หากคุณชายใหญ่มีเจตนาจะแปรพักตร์ แล้วจะพลีชีพในสนามรบจนไม่เหลือแม้แต่ซากศพได้อย่างไร หลายปีมานี้กระหม่อมกับคุณชายสามเขียนจดหมายติดต่อกัน รู้ดีว่าพวกเขา…’
ซูลั่วเวยได้ยินคำพูดต่อจากนั้นไม่ชัดเจน มองเห็นเพียงฮ่องเต้เงยหน้ามองท้องฟ้า ก่อนถอนหายใจยาวๆ คราหนึ่ง
‘เฉิงหมิง เจ้ายังอายุน้อยและดื้อรั้นเกินไป’
หลังคนทั้งสองนิ่งเงียบไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่ารัชทายาทยังกล่าวอะไรออกมาอีก สีหน้าของฮ่องเต้พลันเคร่งขรึม เขาถอยหลังไปก้าวหนึ่ง เปล่งเสียงดังก้อง
‘หากเจ้ายืนกรานเช่นนี้ เราก็จะมอบบทเรียนสั่งสอนเจ้า! ใครก็ได้ลากตัวรัชทายาทไปนอนบนม้านั่งยาวตรงระเบียงทางเดิน ถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ออกเสีย พระราชทานโทษโบย!’
รัชทายาทตอบกลับด้วยเสียงอันดัง ‘จอมปราชญ์กล่าวไว้ว่าวิญญูชนพึงหวงแหนเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต เสด็จพ่อทรงมีพระประสงค์จะโบย ไม่จำเป็นต้องยกม้านั่งยาว กระหม่อมขอคุกเข่ารับโทษเอง!’
ซูลั่วเวยเคยได้ยินบิดาเล่าว่าสาเหตุที่การลงโทษโบยในวังหลวงต้องถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ก็เพื่อสะดวกต่อการใส่ยา หากสวมเสื้อผ้าชุ่มเลือดแนบเนื้อ เพียงลอกออกมาก็เจ็บปวดไม่ต่างจากการรับโทษซ้ำสอง
ต่อให้เป็นเช่นนี้ก็ยังมีขุนนางบุ๋นจำนวนมากยอมอดทนต่อความเจ็บปวดจากการถูกลอกผิวหนัง แต่จะไม่ยอมถอดเสื้อผ้าต่อหน้าฝูงชน
บิดาเคยลูบผมนางอย่างแผ่วเบา เล่าด้วยน้ำเสียงแฝงความอาลัยอาวรณ์อยู่รางๆ ‘ท่านปู่เจ้าเคยมีสหายสนิทคนหนึ่ง ชื่อเสียงฉาวโฉ่ทีเดียว เขามักถูกลงโทษที่เขตพระราชฐานชั้นในเป็นประจำ ถึงจะเป็นเช่นนั้นตั้งแต่เข้าสู่ราชสำนักเป็นขุนนางจนดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ที่ผ่านมาล้วนท่อง ‘คัมภีร์หลี่จี้’ ยามคุกเข่ารับโทษนอกประตูตงเหมิน’
ด้วยเหตุนี้ซูลั่วเวยจึงทำได้เพียงเช็ดน้ำตาขณะมองดูรัชทายาทคุกเข่ารับโทษอยู่ที่ลานหน้าท้องพระโรง กระทั่งการโบยจบลง นางเปิดกล่องอาหารก็พบว่าบัวลอยถั่วแดงเย็นชืดหมดแล้ว
ดูท่าฮ่องเต้น่าจะเห็นนางนานแล้ว แต่ไม่ได้พูดอะไรออกมา เมื่อเห็นการลงโทษเสร็จสิ้นลง เดิมทีเขาอยากพูดด้วยความห่วงใยสักสองสามประโยค ทว่าพอเหลือบมองไปทางเสาระเบียงทางเดินที่ซูลั่วเวยซ่อนตัวคราหนึ่ง สุดท้ายก็พาข้าราชบริพารที่ติดตามมาจากไปทันที
ตอนนี้เองซูลั่วเวยถึงค่อยยกชายกระโปรงขนปุกปุยวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหา ‘พี่อาถัง…’
เด็กหนุ่มที่ถูกนางเรียกว่า ‘พี่อาถัง’ นิ่งงันไปชั่วขณะ พยุงกายหันกลับมา
ใบหน้านั้นเลือนรางราวกับภาพลวงตาท่ามกลางไอหิมะทั่วบริเวณ มีเพียงรอยยิ้มที่ไม่อาจเก็บซ่อนตรงมุมปากที่สดใสจนตาพร่า
‘เวยเวย…’
จากนั้นสรรพเสียงก็ค่อยๆ เลือนหายไป
เยียนหลัวที่อยู่ด้านข้างเหมือนจะสังเกตเห็นอาการเหม่อลอยของซูลั่วเวย จึงยกมือรินชาร้อนๆ ให้ถ้วยหนึ่ง ก่อนกระซิบข้างหูนาง
“ฮองเฮา ชายังร้อนจัดอยู่ ทรงระวังให้มากๆ นะเพคะ”
นิ้วมือของซูลั่วเวยปัดผ่านถ้วยกระเบื้องที่ทำอย่างประณีตวิจิตร สัมผัสร้อนระอุดึงนางออกจากห้วงความทรงจำกลับคืนสู่ความเป็นจริงในบัดดล
ภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งช่วงนี้นับวันจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นและมีผลกระทบชัดเจนขึ้น
ไม่รู้ว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไปคงมีสักวันที่นางไม่อาจแยกแยะภาพลวงตากับความเป็นจริงได้อีกแล้ว
เพียงแต่ยามนี้หาใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสมในการครุ่นคิดปัญหาข้อนี้ อวี้ชิวสือที่อยู่ตรงหน้ายิ่งไม่ยอมรามือโดยง่ายเพราะการบอกปัดของเยี่ยถิงเยี่ยน
“เพียงขอดูครู่เดียวเท่านั้น ผู้ตรวจการมีข้อสงสัยดั่งในสวนแตงใต้ต้นหลี่ถือทิฐิเช่นนี้ ตกลงคิดว่าถูกหมิ่นเกียรติจริงหรือในใจขลาดกลัวกันแน่”
เยี่ยถิงเยี่ยนยิ้มอย่างเย้ยหยันพลางเอ่ยว่า “ท่านราชครูกล่าวถูกต้องแล้ว ข้อสงสัยดั่งในสวนแตงใต้ต้นหลี่ การใส่ร้ายป้ายสีจากลูกเดือยสิ่งเหล่านี้ไม่อาจลืมเลือนได้”
ซูลั่วเวยบีบถ้วยชาแน่น ฝ่ามือถูกความร้อนลวกจนเป็นรอยแดงระเรื่อ เยียนหลัวเหลือบมองอย่างเป็นกังวลเล็กน้อย ทว่านางยังไม่ทันเอ่ยปาก จู่ๆ ซ่งหลันก็เอ่ยถาม
“ฮองเฮาคิดเห็นเช่นไร”
“หม่อมฉันเห็นว่า…”
ซูลั่วเวยมองไปยังเยี่ยถิงเยี่ยนที่ก้มหน้าหลุบตาอย่างเฉยเมย นางลังเลอยู่ชั่วขณะ แต่ครั้งนี้อีกฝ่ายกลับมิได้เงยหน้ามองตอบ
นางถอนสายตากลับมา เอ่ยปากสั่งการเสียงเบาว่า “เยียนหลัว เจ้ากับขันทีหลิวถอยออกไปก่อน ให้องครักษ์จินเทียนยกฉากบังลมเข้ามา ใต้เท้าเยี่ยเป็นวิญญูชน จะให้เขาถูกหมิ่นเกียรติต่อหน้าฝูงชนได้อย่างไร”
หลังเยียนหลัวได้รับความเห็นชอบจากฮ่องเต้ก็ให้ข้ารับใช้ที่รอปรนนิบัติสามคนด้านหลังออกไป เหลือเพียงราชองครักษ์ส่วนพระองค์ที่อารักขาเบื้องพระพักตร์สองนายช่วยยกฉากบังลมสี่พับข้างหนึ่งเข้ามากับนาง
หัวหน้าราชองครักษ์ตั้งฉากบังลมเรียบร้อยก็ยืนเฝ้าด้านข้างเยี่ยถิงเยี่ยน เอ่ยเสียงเบาว่า “ใต้เท้า เชิญ”
เยี่ยถิงเยี่ยนยกมุมปากขึ้น หัวเราะอย่างขมขื่น “กระหม่อมขอบพระทัยฮองเฮาที่ทรงเมตตา”
ซูลั่วเวยเอ่ยเสียงเรียบ “ไม่ต้องขอบคุณข้า”
เพราะถ้อยคำที่คุ้นหูประโยคเมื่อครู่นี้ นางจึงยื่นทางรอดจากสถานการณ์จนมุมไปวางไว้ตรงหน้าเขา คราวนี้ก็ขึ้นอยู่กับเขาแล้วว่าจะเข้าใจความนัยที่แฝงอยู่หรือไม่
ด้านหลังฉากบังลมเหลือเพียงฮ่องเต้ ฮองเฮา และอัครมหาเสนาบดี นอกจากนี้ยังมีองครักษ์จินเทียนสองนายเฝ้าอยู่ทั้งสองด้านของพวกเขา
ผู้คนที่อยู่ข้างล่างต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์การกระทำที่ผิดปกตินี้ แต่ถึงอย่างไรเยี่ยถิงเยี่ยนก็เป็นขุนนางบุ๋นชั้นผู้น้อย คนที่ยังไม่ได้ถวายบังคมถัดจากเขามีน้อยมาก จึงนับว่าไม่เสียเวลาเท่าใดนัก
ขุนนางทั้งหลายมีท่าทีเคร่งขรึม ไม่ทราบว่าเบื้องหน้าของผู้สูงศักดิ์อย่างฮ่องเต้ ฮองเฮา และอัครมหาเสนาบดีนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ก็ไม่กล้าพูดคุยเสียงดังเอะอะ ทำได้เพียงนั่งตัวตรงอย่างสำรวม ภายในงานเลี้ยงเต็มไปด้วยกระแสความปั่นป่วนที่มองไม่เห็น แม้ทุกคนไม่อาจกล่าวคำใด ทว่าพวกเขากำลังจับตามองความเคลื่อนไหวบนพลับพลาเตี่ยนหงอย่างใกล้ชิด
เยี่ยถิงเยี่ยนปลดลูกปัดแก้วหลากสีที่ซีดจางเม็ดหนึ่งใต้คอของตนเองอย่างช้าๆ เขาก้มหน้าหลบสายตาประหนึ่งว่าไม่อาจทนกับความอัปยศอดสูอย่างใหญ่หลวงนี้ได้ ซูลั่วเวยหยิบพัดกลมมาบังใบหน้าไว้ครึ่งหนึ่ง มองผ่านผ้าไหมเนื้อละเอียดพรางตา เขากำลังค่อยๆ ถอดชุดคลุมสีเขียวเข้มออก
บนพัดปักลวดลายดอกไห่ถัง กลีบดอกเป็นสีขาวอมชมพู ก้านใบเป็นสีเขียวอ่อน ท่วงทีแลดูสง่างามสูงส่ง นางเลื่อนพัดออกจากตรงหน้าอย่างช้าๆ ทันใดนั้นก็บังเอิญเห็นเยี่ยถิงเยี่ยนถอดเสื้อตัวในสีขาวดุจหิมะ เผยให้เห็นไหล่ข้างขวาของเขา
ถัดจากกระดูกไหปลาร้าลงไปไม่ถึงครึ่งชุ่นปรากฏตราประทับเก่าแก่รอยหนึ่งดูสะดุดตา
ตัวอักษรโบราณคำว่า ‘ทาส’ ประกาศให้เห็นชัดเจนถึงความเจ็บปวดในอดีตของเจ้าของรอยตราประทับ รวมถึงความอัปยศจากการถูกบังคับให้เปิดเผยในวันนี้ด้วย
ซ่งหลันผงกศีรษะให้เยี่ยถิงเยี่ยนเล็กน้อยแสดงท่าทีปลอบใจ เยี่ยถิงเยี่ยนจึงดึงเสื้อกลับขึ้นไปด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก ทว่ายังไม่ทันสวมให้เรียบร้อยก็ได้ยินเสียงแฝงแววเยาะเย้ยของอวี้ชิวสือดังขึ้น
“ปีนั้นศึกแม่น้ำโยวอวิ๋นเป็นเช่นไร ในเมืองหลวงไม่มีใครรู้เรื่องนี้ เพียงถือว่าคุณชายใหญ่ไร้ความสามารถในการนำทัพ น่าเสียดายจริงๆ คุณชายสามยืนกรานจะเข้าเมืองหลวง แม้กล่าวว่าตัวตนไม่ใช่ของปลอม แต่เมื่อตราทาสนี้ปรากฏ เรื่องในปีนั้นก็ไม่อาจปิดบังได้อีก คุณชายสาม ท่านมีพรสวรรค์และความสามารถเต็มเปี่ยม กลับถูกลิขิตให้เดินไปบนเส้นทางที่ยากลำบาก เรื่องนี้ฝ่าบาทต้องทรงจัดการให้ดีนะพ่ะย่ะค่ะ…”
เขายังกล่าวไม่จบประโยค เยี่ยถิงเยี่ยนที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าฉากบังลมก็แย่งดาบสั้นห้อยเอวจากหัวหน้าองครักษ์จินเทียนที่อยู่ข้างกายมา หัวหน้าองครักษ์ผู้นั้นตกใจจนหน้าซีด ชั่วขณะนั้นได้แต่ตะโกนขึ้นมา
“บังอาจ ถวายอารักขา!”
องครักษ์จินเทียนจำนวนมากเร้นกายอยู่อีกด้านหนึ่งของพลับพลาเตี่ยนหงอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงก็มุ่งหน้าตรงมาทางนี้อย่างรวดเร็ว
ทว่าหลังเยี่ยถิงเยี่ยนแย่งดาบสั้นเล่มนั้นมาแล้วกลับแทงเข้าหัวไหล่ขวาของตนเองโดยไม่ลังเล
ซ่งหลันกับซูลั่วเวยต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง แม้กระทั่งอวี้ชิวสือยังตกใจจนสะดุ้งกับการกระทำอย่างกะทันหันของเยี่ยถิงเยี่ยน
ขณะที่ทุกคนยังไม่มีการเคลื่อนไหว เยี่ยถิงเยี่ยนที่เสื้อผ้ายังหลุดลุ่ยก็ลงมืออย่างว่องไวหมดจด กรีดคว้านเอารอยตราทาสบนไหล่ออกมา!
เลือดสดไหลทะลักออกจากบาดแผลของเขาไม่หยุด ทำให้เสื้อตัวในสีขาวดุจหิมะของเขาโชกเลือดเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตา ทั้งยังกระเซ็นใส่ฉากบังลมด้านหลังเล็กน้อยอีกด้วย
เลือดไม่กี่หยดนั้นคล้ายน้ำหมึกร่วงหล่นลงในน้ำใสสะอาด รวมตัวกันเป็นรูปร่างที่ทั้งอัปลักษณ์และแปลกประหลาด
ซ่งหลันยกมือขึ้นหยุดยั้งองครักษ์จินเทียน อนุญาตให้เพียงหัวหน้าองครักษ์เก็บดาบสั้นเล่มนั้นกลับคืนไป เขารีบร้อนเดินเข้าไปหาเยี่ยถิงเยี่ยน เอ่ยถามอย่างเป็นห่วง
“ถิงเยี่ยน เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
เยี่ยถิงเยี่ยนตอบกลับไปอย่างยากลำบาก “กระหม่อม…ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย”
ใบหน้าของเขาขาวซีดจนน่าตกใจ ทั้งยังดูบิดเบี้ยวเพราะความเจ็บปวดจากหัวไหล่ขวา เหงื่อเย็นเปียกชุ่มจอนผมซึ่งเดิมทีเรียบร้อยไร้ที่ติ ไหลรินผ่านแก้มหยดลงบนบาดแผล ปะปนรวมกับเลือดแล้วเลือนหายไปไม่เหลือร่องรอย
เขาลงมือได้เหมาะเจาะที่สุด เฉือนเอาผิวกายออกมาชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ซูลั่วเวยยืนอยู่ด้านหลังซ่งหลัน สังเกตเห็นรอยยิ้มเพียงชั่วขณะยามสายตาของเยี่ยถิงเยี่ยนกวาดผ่านนางไปได้ทันพอดี
รอยยิ้มนั้นเลือนหายไปอย่างรวดเร็วยิ่ง เยี่ยถิงเยี่ยนกุมบาดแผลตรงหัวไหล่เอาไว้ ฝืนออกแรงพยุงกายลุกขึ้นมา หันไปมองอวี้ชิวสือที่กำลังตกตะลึงข้างๆ
“ปีนั้นศึกแม่น้ำโยวอวิ๋นแท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ข้าไม่กล้ายืนยันได้เต็มปาก…แต่สิ่งที่ท่านราชครูกล่าวมาถูกต้องแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการตัดขาดจากตระกูลหรือว่าเพื่อขออภัยแทนพี่ชาย ความเจ็บปวดจากการเฉือนรอยตราทาสออกไปในวันนี้ข้าสมควรได้รับแล้ว! ฝ่าบาทไม่อาจทรงใช้งานคนที่มีตัวตนน่าสงสัย รวมถึงผู้ที่พยายามปกปิดกลับยิ่งทำให้เรื่องเปิดเผย วันนี้ข้าขอขอบคุณท่านราชครูอย่างยิ่ง…เพื่อขจัดข้อกังขาและข้อครหาที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า ด้วยความเคารพอย่างสูง ข้าขอคารวะอีกครั้ง!”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 7 ต.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.