X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักสังหารรัชทายาท

ทดลองอ่าน สังหารรัชทายาท บทที่ 4

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 4 สหายเก่าเขาตงซาน 3

หลิวสี่ที่อยู่ข้างกายซ่งหลันรินสุราให้เยี่ยถิงเยี่ยน ซ่งหลันมองดูเขาดื่มสุราพลางสนทนากับซูลั่วเวยต่อ “แม่ทัพผู้เฒ่าเยี่ยคือผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของแม่ทัพจั๋วโจวในปีนั้น ถิ่นฐานของบรรพชนอยู่เมืองโยวโจว รัชศกจิ่งหนิงปีที่สิบสามพื้นที่เป่ยโยวอยู่ในสถานการณ์วิกฤต แม่ทัพผู้เฒ่าเยี่ยพลีชีพกลางสนามรบ บุตรชายบ้านเขาหลายคนถือป้ายวิญญาณเดินทางเข้าเมืองหลวง เคยมีวาสนาพบท่านกับเราครั้งหนึ่ง”

สงครามพื้นที่เป่ยโยวครั้งนั้นต่อสู้กันอย่างดุเดือดยิ่ง ซ่งหลันเพิ่งจะเอ่ยถึง ซูลั่วเวยก็นึกขึ้นมาได้ “หม่อมฉันจำได้ แต่…ดูเหมือนไม่กี่ปีต่อมาคุณชายใหญ่บุตรชายของแม่ทัพผู้เฒ่าเยี่ยก็พ่ายแพ้ในศึกแม่น้ำโยวอวิ๋นเสียย่อยยับ อดีตฮ่องเต้กริ้วหนัก ยังทรงมีรับสั่งให้ริบบรรดาศักดิ์ของตระกูลพวกเขาด้วย”

“ใช่แล้ว” ซ่งหลันกล่าว “เดิมทีหากมิใช่เสด็จพ่อทรงเมตตา คำนึงถึงความดีความชอบของแม่ทัพผู้เฒ่าเยี่ย มีพระราชโองการว่าพี่น้องสกุลเยี่ยไม่ต้องรับโทษเพราะพี่ชายคนโต วันนี้ท่านกับเราคงไม่ได้เห็นหน้าคุณชายสามแล้ว หลังศึกแม่น้ำโยวอวิ๋นไร้ร่มเงาให้พึ่งพิง คุณชายรองยังอยู่ในกองกำลังทหารเก่าของแม่ทัพผู้เฒ่าเยี่ย คุณชายสามออกท่องเที่ยวไปทั่วสารทิศ ทิ้งอาวุธมาจับพู่กัน ตอนเราไปถึงพื้นที่เป่ยโยว โชคดีได้คุณชายสามคอยช่วยเหลือ ถึงได้เข้าใจการจัดวางกำลังทหารทางเหนือกับเรื่องทั่วไปที่ไม่เปิดเผยแก่ภายนอกอย่างถ่องแท้”

เมื่อครู่ซูลั่วเวยเอ่ยถึงเรื่องการล้มลุกคลุกคลานของครอบครัวสกุลเยี่ย สีหน้าของคุณชายสามผู้นี้กลับไม่เผยอารมณ์ใดสักนิด พอได้ยินวาจาของซ่งหลันถึงค่อยเลิกคิ้วขึ้นพร้อมกล่าวอย่างนอบน้อม

“ได้ตามฝ่าบาทเสด็จประพาส นับเป็นเกียรติของกระหม่อมแล้ว”

ซูลั่วเวยพิจารณาคุณชายสามเยี่ยที่อยู่เบื้องหน้า

หากนางจำไม่ผิด คุณชายสามเยี่ยกับรัชทายาทเฉิงหมิงเกิดปีเดียวกัน เขาย่อมมีอายุมากกว่านางสองสามปี

หลังจากซ่งหลันเอ่ยขึ้นมา นางครุ่นคิดอยู่นานกว่าจะระลึกถึงความทรงจำที่เลือนรางบางส่วนได้อย่างยากเย็น…ปีนั้นคุณชายสกุลเยี่ยหลายคนเข้าเมืองหลวงมาแล้วก็เข้าพำนักในเรือนชิงซีที่อดีตฮ่องเต้เตรียมไว้ให้ ดูเหมือนคุณชายสามจะถูกชะตากับรัชทายาทอย่างยิ่ง นางยังเคยเห็นอีกฝ่ายนอกเขตอุทยานหลายครั้ง

ส่วนซ่งหลันเพียงได้เห็นหน้าจากที่ไกลๆ โดยรัชทายาทแนะนำให้รู้จักในงานเลี้ยงที่จัดขึ้นในภายหลัง และต่อมาตอนที่คุณชายสามออกจากเมืองหลวง พวกเขาทั้งสามคนยังเคยไปส่งอีกฝ่ายด้วยกัน

ถึงกระนั้นซ่งหลันก็ไม่รู้เรื่องมิตรภาพของคุณชายสามกับรัชทายาทที่เกิดขึ้นระหว่างนี้ ดังนั้นจึงถือว่าเป็นเพียงคนคุ้นเคยที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เก่าก่อน

ส่วนนางต่อให้เคยพบหน้าเขาเมื่อหลายปีก่อน แต่อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนสำคัญอะไร ความทรงจำเลือนรางเกินไป กระทั่งรูปลักษณ์ภายนอกก็ลืมไปจนหมดสิ้น…แล้วอาการใจสั่นเพียงชั่วพริบตาเมื่อครู่มาจากที่ใดกันเล่า

ขณะที่ซูลั่วเวยคิดทบทวนเช่นนี้อยู่ก็ส่งสัญญาณให้หลิวสี่รินสุราวสันต์จอกที่สองให้เยี่ยถิงเยี่ยน “คุณชายสาม…วันนี้ควรเรียกใต้เท้าเยี่ยแล้ว ฝ่าบาทเพิ่งตรัสไปว่าใต้เท้าไม่ประสงค์เป็นทหารเหมือนกับพี่ชาย ละทิ้งทางบู๊มาเอาดีทางบุ๋นหลายปีแล้ว ปัญญาชนในใต้หล้านี้มีผู้ใดไม่ยึดถือการเข้าเมืองหลวงช่วงชิงอันดับหนึ่งเป็นเกียรติยศแห่งตน เหตุใดใต้เท้าถึงเพิ่งมาเมืองเปี้ยนตูเล่า”

เยี่ยถิงเยี่ยนยกจอกทองคำทรงดอกบัวคว่ำด้วยท่วงทีเคารพนอบน้อม ตอบกลับอย่างฉะฉาน “ทูลฮองเฮา พี่ชายกระทำการมิบังควร ทำให้วงศ์ตระกูลต้องอับอาย กระหม่อมมีเพียงตัวเปล่าเท่านั้น จะมีหน้ามาเข้าเฝ้าฝ่าบาทที่เมืองหลวงได้อย่างไร ดังนั้นกระหม่อมจึงได้แต่เก็บซ่อนจิตใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความจงรักภักดีต่อฝ่าบาทเอาไว้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทุ่มเทเตรียมตัวให้พร้อมอยู่ในพื้นที่เป่ยโยว ตอนนี้พอมีผลงานอยู่บ้าง ถึงค่อยกล้าถวายความเรียงในการสอบจื้อจวี่เมื่อปีก่อนแล้วตามเสด็จฝ่าบาทเข้าเมืองหลวงเพื่อมาร่วมงานเลี้ยง ณ ที่แห่งนี้ กระหม่อมละอายใจยิ่งนัก”

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาทุ่มเทเตรียมตัวให้พร้อมหรือ

ในอดีตเขาน่าจะมีสายสัมพันธ์กับรัชทายาทอยู่บ้าง หากกล่าวว่าหลายปีมานี้เขาเพียรทุ่มเทจัดการกิจธุระ เช่นนั้นเป็นเพราะเขาจงรักภักดีต่อใครกันแน่

ตอนเกิดคดีลอบสังหารรัชทายาท สกุลเยี่ยยังมีชื่อเสียงฉาวโฉ่ คุณชายสามผู้นี้หลายปีมาแล้วไม่เข้าเมืองหลวง วันนี้กลับมาถึงที่นี่เพียงเพื่อแสวงหาอนาคตอันรุ่งโรจน์ให้แก่ตนหลังวงศ์ตระกูลตกต่ำจริงๆ หรือ

ข้อสงสัยมากมายเช่นนี้ ซูลั่วเวยคาดเดาไม่ถูกสักนิด

เพียงแต่ซ่งหลันคงไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคุณชายสามกับรัชทายาท หากเขารู้ ดูจากนิสัยช่างระแวงของเขาแล้วจะต้องไม่กล้ามอบความโปรดปรานและความไว้ใจให้คนผู้นี้เป็นแน่

เช่นนั้นคุณชายสามไม่กลัวว่าข้าจะบอกเรื่องนี้ให้ซ่งหลันรู้หรือ

ซูลั่วเวยมีความคิดนี้ผุดขึ้นมากะทันหัน จากนั้นก็ยิ้มขื่นคิดว่าตนเองระแวงเกินเหตุ ในสายตาของผู้คนที่ไม่รู้ความจริง ซ่งหลันคือน้องชายที่สนิทสนมกับรัชทายาทเฉิงหมิงที่สุด จงรักภักดีต่อเขาหรือจงรักภักดีต่อคนเก่าแก่มีอะไรแตกต่างกันเล่า

เยี่ยถิงเยี่ยนดื่มสุราวสันต์สามจอกที่ฮ่องเต้กับฮองเฮาพระราชทานหมดแล้ว ขณะกำลังจะขอตัวถอยกลับไป จู่ๆ อวี้ชิวสือที่นิ่งเงียบมาพักใหญ่อีกด้านหนึ่งกลับรั้งตัวเขาไว้

“ใต้เท้าเยี่ย หยุดก่อน” เขาถือจอกสุราไว้แล้วลุกขึ้นมา เดินตรงไปทางเยี่ยถิงเยี่ยน จากนั้นก็หันกลับไปถามว่า “ฝ่าบาท ไม่ทราบว่าตอนนี้ใต้เท้าเยี่ยรับตำแหน่งอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

ซ่งหลันไม่เข้าใจเจตนาของเขา จึงตอบไปอย่างเรียบเฉย “ความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ ของถิงเยี่ยนในการสอบจื้อจวี่ปีก่อน พอเผยแพร่ก็เป็นที่กล่าวขวัญไปทั่วทันที ความเรียงสำนวนแตกฉาน อีกทั้งตอนอยู่พื้นที่เป่ยโยวเคยช่วยเหลือผู้ตรวจการท้องที่กำกับดูแลกิจการทั้งภายในและภายนอก หนังสือทางการของกรมปกครองร่างไว้เรียบร้อยแล้ว แม้เขาจะไม่มีผู้สนับสนุน แต่เราจะให้เขาเข้ามารับตำแหน่งผู้ตรวจการควบตำแหน่งผู้ชำระตำรานอกราชสำนัก”

ตำแหน่งขุนนางสองตำแหน่งนี้ช่างน่าสนใจยิ่ง ฮ่องเต้แต่งตั้งผู้ตรวจการไม่จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากอัครมหาเสนาบดี ส่วนผู้ชำระตำรานอกราชสำนักแม้ตำแหน่งจะไม่สูงนัก อีกทั้งยามปกติต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของขุนนางหลายระดับในราชสำนัก แต่กลับได้ก้าวเข้าสู่ศูนย์กลางอำนาจโดยตรงไปครึ่งหนึ่งแล้ว

เพียงฮ่องเต้มีใจสนับสนุน ทำผลงานไม่กี่อย่างก็สามารถเลื่อนตำแหน่งขึ้นไปอีกอย่างเปิดเผยชอบธรรมได้แล้ว

มุมปากซูลั่วเวยยกขึ้นเล็กน้อย ซ่งหลันรีบร้อนเหนือความคาดหมายของนางเล็กน้อย

แม้กล่าวได้ว่าความสัมพันธ์ของซ่งหลันกับอวี้ชิวสือหาใช่การปะทะคารมอย่างที่นางเคยคิดไว้ในอดีต ทว่าหลังจากรัชสมัยของหมิงฮ่องเต้ก็ยกเลิกตำแหน่งผู้ช่วยบริหารราชการแผ่นดิน การปล่อยให้อัครมหาเสนาบดีกุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียวเป็นภัยร้ายแอบแฝงสำหรับฮ่องเต้ทุกพระองค์ อย่างไรเสียผู้มีคุณธรรมสูงส่งเช่นสามอัครมหาเสนาบดีจากสกุลซูก็มีน้อยเกินไป ถึงซ่งหลันจะเปิดใจพูดคุยกับอวี้ชิวสือ แต่ก็ปรารถนาจะกดข่มบารมีของเขาลงให้ได้ในเร็ววันเช่นกัน

เมื่อเป็นเช่นนี้ซ่งหลันจึงต้องคัดเลือกคนสนิทจากคนนอกตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจเข้ามา

เยี่ยถิงเยี่ยนมีภูมิหลังมาจากตระกูลแม่ทัพที่ตกอับ ทำให้ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของตระกูลขุนนางในเมืองเปี้ยนตู อีกทั้งยังมีอำนาจไม่น้อยในพื้นที่ทางเหนือ จึงเป็นตัวเลือกชั้นยอดสำหรับเขา

ในเมื่อนางเข้าใจกระจ่างแจ้ง อวี้ชิวสือย่อมเข้าใจเช่นกัน วันนี้การคารวะสุราเกรงว่าอีกฝ่ายคงฉวยโอกาสสร้างความลำบากใจเป็นแน่

ซูลั่วเวยเอื้อมมือไปหยิบผลไม้ลูกเล็กๆ จากจานแก้วหลากสีข้างกาย รู้สึกสนุกสนานราวกับได้ชมละคร

จริงดังคาด พออวี้ชิวสือได้คำตอบแล้วก็เปลี่ยนคำเรียกขานโดยพลัน “ผู้ตรวจการเยี่ย”

เยี่ยถิงเยี่ยนตอบรับด้วยท่าทีไม่นอบน้อมและไม่เย่อหยิ่ง “ขอท่านราชครูโปรดชี้แนะ”

“ความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ บทนั้นของท่านเขียนได้ดียิ่งนัก บัณฑิตหนุ่มผู้มีความกล้าหาญยืนหยัดเพียงลำพังท่ามกลางพายุฝนฟ้าคะนอง และมีใจเมตตาต่อราษฎรและสรรพชีวิตทั้งหลาย ข้าชื่นชมอย่างยิ่ง” ท่าทีของอวี้ชิวสือจริงใจและเป็นธรรมชาติดุจชายชราผู้ใจดี “เพียงแต่ข้ามีเรื่องหนึ่งที่ยังไม่เข้าใจ ขอผู้ตรวจการช่วยคลายความสงสัยให้ข้าด้วย”

“มิกล้า ท่านราชครูเชิญกล่าว”

“มีคนมากมายไม่รู้ว่าคุณชายใหญ่ต้องสงสัยว่าแปรพักตร์ในศึกแม่น้ำโยวอวิ๋น เดิมทีผู้ตรวจการกับพี่ชายอีกคนหนึ่งถูกจับกุมในฐานะกบฏ กระทั่งถูกประทับตราทาสไปแล้วด้วยซ้ำ ภายหลังเนื่องจากคุณชายใหญ่เสียชีวิตและหลักฐานไม่เพียงพอ อดีตฮ่องเต้ทรงเมตตาจึงไม่ได้สืบสวนลงลึก และเห็นแก่แม่ทัพผู้เฒ่าเยี่ยที่ล่วงลับ ยังมีพระราชโองการอภัยโทษแก่สกุลเยี่ยด้วย”

เยี่ยถิงเยี่ยนรับฟังอย่างสงบนิ่ง แม้แต่มือที่ถือจอกสุราก็ไม่สั่นไหวสักนิด

ซูลั่วเวยเหลือบมองซ่งหลันคราหนึ่ง พบว่าเขามีสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย

ตั้งแต่เยี่ยถิงเยี่ยนเข้าเมืองหลวงมา หากนับรวมวันนี้ก็ยังไม่ถึงห้าวัน ซ่งหลันต้องไม่คาดคิดแน่ว่าในช่วงเวลาเพียงไม่กี่วันอวี้ชิวสือกลับสืบเรื่องราวในอดีตเมื่อหลายปีก่อนของเขาที่อยู่ห่างไกลออกไปพันหลี่ ได้อย่างละเอียดแจ่มแจ้ง

“ตอนผู้ตรวจการอายุยังน้อยประสบเคราะห์กรรมครั้งใหญ่ ชีวิตเกือบพังพินาศ หลังคุณชายรองไปเป็นทหาร ท่านกับพี่ชายก็พลัดพรากจากกัน เงียบหายไร้ข่าวคราวอยู่นาน ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะตามหากันจนพบ ข้ารู้จักกับแม่ทัพที่ในอดีตเคยประจำการในพื้นที่เป่ยโยว ไม่กี่วันก่อนขณะดื่มสุราเขาเอ่ยถึงโดยไม่ตั้งใจ ไม่นึกว่าจะได้ยินเรื่องน่าสนใจบางอย่างเข้า กล่าวคือหลังคุณชายสามหายตัวไปก็มีทั้งญาติและสหายเก่ามากมายมาทุ่มเงินก้อนใหญ่ช่วยคุณชายรองตามหาน้องชายคนเล็ก ตลอดห้าปีที่ผ่านมามีคนสวมรอยไม่น้อยกว่าสิบคน และสุดท้ายก็พบผู้ตรวจการเข้า เพราะความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ บทนั้น”

เขาจงใจลากเสียงยาวแฝงนัยลึกซึ้ง ทั้งยังแฝงแววขบขัน ทว่าถ้อยคำที่ใช้กลับเป็นการซักถามและตำหนิอย่างเห็นได้ชัด

“คุณชายสามเมื่อครั้งยังอยู่ในวัยเยาว์เก่งกาจทั้งบุ๋นบู๊จริงๆ อีกทั้งผู้ที่สามารถเขียนความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ ได้จะมีแรงจูงใจอะไรมาสวมรอยเล่า เช่นนี้จึงไม่มีใครสงสัย แต่พอข้าฟังจนจบ ในใจกลับเกิดข้อกังขาเพิ่มขึ้นมากทีเดียว”

เขาไม่ได้กล่าวอะไรต่อไปอีก แต่ทุกคนในที่นี้กลับเข้าใจความหมายของเขาแล้ว

เยี่ยถิงเยี่ยนยืนอยู่กับที่ ก่อนเอ่ยถามอย่างช้าๆ ด้วยน้ำเสียงแปลกประหลาด “ท่านราชครูสงสัยตัวตนของข้าหรือ”

อวี้ชิวสือส่ายหน้าพลางเอ่ยว่า “ตัวตนรึ ไม่ใช่ เป็นจุดประสงค์ต่างหาก…การคาดเดานี้เล่าลืออยู่ทั่วไปในพื้นที่เป่ยโยว ผู้ตรวจการจะรับพระราชทานตำแหน่งขุนนางต้องถูกตรวจสอบความเป็นมาอย่างละเอียดอยู่แล้ว แต่ข่าวลือเช่นนี้เหตุใดไม่ได้ล่วงรู้ไปถึงพระกรรณของฝ่าบาทเลยเล่า แม้แต่ตัวข้าเองก็บังเอิญมีวาสนาถึงได้รู้เข้า ใครกันที่มีเจตนาปกปิดเรื่องนี้” เขาหันกลับไปอีกครั้ง คารวะซ่งหลันอย่างนอบน้อมแล้วเอ่ยว่า “สิ่งที่กระหม่อมอยากทูลฝ่าบาทเมื่อครู่ก็คือเรื่องนี้ ฝ่าบาททรงสามารถใช้งานคนเก่าแก่ของสกุลเยี่ยได้ แต่ไม่อาจทรงใช้งานขุนนางที่ไม่ทราบตัวตนแน่ชัดนะพ่ะย่ะค่ะ!”

ซูลั่วเวยหัวเราะเยาะหยันในใจ

อวี้ชิวสือสมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่าที่มีประสบการณ์ ความคิดร้ายกาจยิ่งนัก

เกรงว่าระหว่างที่ซ่งหลันพาเยี่ยถิงเยี่ยนกลับเมืองหลวงหรืออาจจะนานกว่านั้น หลังอวี้ชิวสืออ่านความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ และคาดเดาได้ว่าซ่งหลันอยากสนับสนุนคนผู้นี้เพื่อลดทอนอำนาจของอัครมหาเสนาบดีเช่นเขาก็เริ่มลงมือตรวจสอบพิรุธจากตัวเยี่ยถิงเยี่ยนแล้ว

เพราะคุณชายรองเยี่ยยอมรับน้องชายคนนี้แล้ว ตอนซ่งหลันส่งคนไปตรวจสอบ เขาคงไม่เคยนึกถึงเรื่องนี้มาก่อนกระมัง

เมื่อเป็นเช่นนี้อวี้ชิวสือจึงจงใจไปตามหาแม่ทัพที่เคยประจำการอยู่ในพื้นที่เป่ยโยว ซักถามเรื่องราวอย่างละเอียดถี่ถ้วนทุกถ้อยคำทุกช่วงเวลา ในที่สุดก็พบช่องโหว่นี้จนได้

เพียงแต่งเติมเรื่องราวให้เกินจริงสักหน่อยก็สามารถทิ้งเมฆหมอกแห่งความเคลือบแคลงที่ไม่อาจสลายหายไปเอาไว้ในใจของฮ่องเต้ที่มีนิสัยช่างระแวงได้แล้ว

เยี่ยถิงเยี่ยนจะพิสูจน์ตัวตนเช่นไร

…จะพิสูจน์อย่างไรว่า ‘ข้า’ คือ ‘ข้า’

หากอธิบายอย่างสั้นกระชับและทรงพลังไม่ได้ แม้ตอนนี้ซ่งหลันจะไม่เชื่อ แต่ภายหลังเมื่อถึงคราวต้องใช้งานคนคงไม่มีทางเรียกใช้โดยปราศจากความสงสัยได้แล้ว

นี่เป็นอุบายข่มขวัญที่ใช้ได้อย่างเชี่ยวชาญยิ่ง

ซูลั่วเวยเอามือเท้าคาง จู่ๆ ก็คิดขึ้นได้ว่าซ่งหลันกับอวี้ชิวสือต่อสู้กันลับๆ มานาน อวี้ชิวสือจะต้องเคยพูดเรื่องของนางต่อหน้าซ่งหลันหลายต่อหลายครั้งแล้วเป็นแน่

อย่างไรเสียสองคนนี้ก็รู้แก่ใจดีว่านางกับซ่งหลันใช้ชีวิตร่วมกันอย่างไม่สนิทใจดั่งนอนกอดคมดาบ

ยามราตรีมืดมิดไร้แสงไม่อาจหันอาวุธเข้าหากันได้ แต่หากท้องนภาสว่างจ้า ทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่อาจหลบซ่อนได้แล้ว

ซ่งหลันช่างใจกล้าแสดงละครต่อหน้านางได้ ทั้งที่ในใจมีความหวาดระแวงเช่นนี้ เป็นเพราะมั่นใจว่านางไม่มีทางล่วงรู้เรื่องที่เขากระทำลงไปหรือเป็นเพราะยังหาใครอีกคนมาสยบอวี้ชิวสือไม่พบ

เด็กชายที่เมื่อก่อนเคยมีนิสัยขลาดกลัวอ่อนแอในสายตานางกลับมีใจฝักใฝ่ในอำนาจและไหวพริบเฉียบแหลมเช่นนี้มานานแล้ว

คิ้วทั้งสองข้างของซ่งหลันขมวดแน่นเป็นปม ซูลั่วเวยยังจ้องมองขนมที่กินไม่หมดในมืออย่างตั้งใจ จู่ๆ อวี้ชิวสือก็หันมาพูดกับนาง

“ในอดีตฝ่าบาทกับฮองเฮาต่างทรงเคยพบคุณชายสามมาก่อน ฝ่าบาททรงพบเขาเพียงครั้งเดียว พระองค์อาจทรงจำไม่ได้แล้ว แต่ฮองเฮาทรงสนิทสนมกับคุณชายสามเป็นการส่วนตัวมากกว่านั้นใช่หรือไม่ น่าจะยังทรงจำรูปโฉมของเขาได้อยู่ หากเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบต่อแล้ว”

หากนางตอบว่าใช่ก็จะแก้ไขสถานการณ์ยากลำบากเฉพาะหน้าของเยี่ยถิงเยี่ยนได้ เพียงแต่คงต้องพาตนเองเข้าไปพัวพันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

นางกับเยี่ยถิงเยี่ยนไม่ได้สนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว การปิดปากเงียบนับว่ามีเมตตาแล้ว

ด้วยเหตุนี้ซูลั่วเวยจึงปฏิเสธออกไปทันที “ท่านราชครูล้อเล่นแล้ว ข้าก็เหมือนกับฝ่าบาท เคยพบคุณชายสามตอนวัยเยาว์ครั้งเดียวเท่านั้น ไฉนเลยจะนึกออกว่ารูปโฉมของเขาเป็นเช่นไร จำได้อย่างเลือนรางว่าเป็นคุณชายที่รูปงามหมดจดใช่หรือไม่เพคะฝ่าบาท”

ซ่งหลันฝืนยิ้มออกมา “ใช่ เคยพบหน้าเพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

เยี่ยถิงเยี่ยนยืนอยู่บนพลับพลาเตี่ยนหงอย่างโดดเดี่ยว จอกทองคำในมือว่างเปล่าแล้ว

หลังจากได้ยินคำพูดของนาง เขาไม่แสดงท่าทีหดหู่หรือว่าตื่นตระหนก เพียงลืมตาขึ้นมองนางอย่างเฉยชาคราหนึ่ง

สายตาที่เขามองมาครั้งนี้กลับทำให้ซูลั่วเวยตระหนักได้อย่างกะทันหันว่าการพบกันที่ยิ่งกว่าบังเอิญก่อนหน้านี้ บางทีเยี่ยถิงเยี่ยนอาจรู้ล่วงหน้าถึงเภทภัยในวันนี้ จึงคิดจะมาขอให้นางช่วยเหลือ ทว่าเขาหาโอกาสเอ่ยปากไม่ได้

สามคนตรงหน้าต่างมีเล่ห์เพทุบายในการช่วงชิงอำนาจนับร้อยนับพัน ในเมื่อไม่เกี่ยวข้องกับนาง นางก็ไม่คิดจะสนใจจุดจบของเรื่องนี้อยู่แล้ว

เพียงแต่สายตาที่ดูเย็นชาและสงบนิ่งของเยี่ยถิงเยี่ยนกลับทำให้ซูลั่วเวยเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาว่า…หากเขารู้ล่วงหน้าเรื่องข้อสงสัยของอวี้ชิวสือ ทั้งยังคิดหาทางออกเอาไว้แล้ว แต่ขณะนี้ไม่อาจทำตามแผนการได้ เขายังมีกลยุทธ์รับมืออื่นๆ อีกหรือไม่

ซ่งหลันไตร่ตรองครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยปากถามว่า “ถิงเยี่ยน ข้อสงสัยของท่านราชครู เจ้าอธิบายได้หรือไม่”

เยี่ยถิงเยี่ยนยกชายเสื้อขึ้นอย่างเยือกเย็น จากนั้นคุกเข่าลงอีกครั้ง “ในอดีตตอนกระหม่อมเร่ร่อนอยู่ต่างถิ่น ถูกคนชั่วทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บอยู่นาน กว่าจะได้พบกับพี่ชายก็ยากเย็นนัก หากไม่มั่นใจเหตุใดพี่ชายจะต้องยอมรับกระหม่อมด้วย เวลานี้เขาอยู่ห่างไกลถึงเมืองโยวโจว ไม่อาจเป็นพยานให้กระหม่อมได้ คำกล่าวหาของท่านราชครูช่างเหลวไหลโดยแท้”

เขาสวมชุดสีเขียวเข้มปักปิ่นหยก คุกเข่าแผ่นหลังเหยียดตรง ท่วงทีแสดงความบริสุทธิ์ซื่อตรงเช่นนี้เกือบทำให้รอยยิ้มอวดดีที่ซูลั่วเวยมองเห็นตอนพบกันระหว่างทางก่อนหน้านี้กลายเป็นภาพลวงตาของนางเอง

“ข้าก็คือข้า เหตุใดต้องพิสูจน์ ข้าก็คือข้า จะพิสูจน์อย่างไรได้”

อวี้ชิวสือทำราวกับไม่ได้ยิน ประสานมือเอ่ยบีบคั้น “ฝ่าบาท!”

ซ่งหลันแกว่งจอกสุราในมือเล็กน้อย หลังใคร่ครวญพักหนึ่งจู่ๆ ก็เอ่ยว่า “จากคำบอกเล่าของท่านราชครู ก่อนคุณชายสามเยี่ยกับพี่ชายจะแยกจากกันเคยถูกจับกุมในฐานะกบฏ ทั้งยังถูกประทับตราทาสแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้อยากพิสูจน์ตัวตนของเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก ขอเพียงดูว่าบนร่างเขามีตราทาสนั้นอยู่หรือไม่ก็พอ”

อวี้ชิวสือตกตะลึง ชำเลืองมองเยี่ยถิงเยี่ยนที่อยู่ข้างกายก็เห็นอีกฝ่ายมีใบหน้าแข็งทื่อ

การประทับตราทาสสำหรับชาวแคว้นต้าอิ้นแล้วเป็นโทษทัณฑ์รุนแรงอย่างยิ่ง สำหรับเหล่าปัญญาชนที่มารวมตัวกัน ณ พลับพลาเตี่ยนหงในวันนี้ยิ่งเป็นความอัปยศอดสูไม่ต่างจากการแล่เนื้อเถือหนัง เพราะต่อให้ภายหลังได้รับการอภัยโทษ คว้านผิวหนังส่วนที่มีตราทาสทิ้งไปก็จะหลงเหลือรอยแผลเป็นอัปลักษณ์เอาไว้อยู่ดี

ความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ บทนั้นสะท้อนความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีอย่างยิ่ง บัณฑิตสำนักหรูที่เขียนความเรียงเช่นนี้ออกมาได้ หากมีเจตนาสวมรอยจะลงมือโหดเหี้ยมกับตนเองด้วยการนาบตราแห่งความอัปยศที่จะติดตัวไปชั่วชีวิตได้หรือ

ระหว่างที่อวี้ชิวสือยังคงลังเลก็ได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังลอยมาจากข้างล่างพลับพลา เพราะเยี่ยถิงเยี่ยนไม่จากไปเสียที ทันใดนั้นความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในใจ จึงรีบเอ่ยทันที

“ฝ่าบาทตรัสได้ถูกต้องแล้ว เพื่อไม่ให้คนชั่วมีช่องทางให้ฉวยโอกาส มิสู้ตอนนี้ให้เขาเปิดรอยแผลเป็นที่ถูกประทับตราทาสให้ดู หากกระหม่อมคิดมากไปเอง ยินดีขออภัยผู้ตรวจการเยี่ยต่อหน้าฝูงชน”

ซ่งหลันเอ่ยอย่างพึงพอใจ “ดี”

เยี่ยถิงเยี่ยนกลับเอ่ยว่า “ไม่ได้!”

การใส่ร้ายป้ายสีของอวี้ชิวสือเดิมทีก็เป็นการแต่งเรื่องขึ้นมาอยู่แล้ว ใช้เรื่องที่ไม่อาจพิสูจน์จริงเท็จมายุยงให้ฮ่องเต้กับขุนนางคู่นี้แตกคอกัน ตอนนี้ซ่งหลันเอ่ยถึงตราทาสนั่นขึ้นมา อวี้ชิวสือก็เปลี่ยนความคิดในบัดดล หวังว่าเยี่ยถิงเยี่ยนจะเปลื้องเสื้อผ้าต่อหน้าผู้คนมากมายและเผยรอยแผลเป็นตรงใต้แนวกระดูกไหปลาร้าออกมา

หากไม่มีตราทาส การคาดเดาเรื่องที่เยี่ยถิงเยี่ยนมีความผิดฐานหลอกลวงเบื้องสูงก็เป็นที่แน่นอนแล้ว

หากมีตราทาส เยี่ยถิงเยี่ยนก็จะเสียเกียรติครั้งใหญ่ต่อหน้าบัณฑิตทั่วหล้า ต่อให้เข้าสู่ราชสำนักก็เป็นที่ยอมรับนับถือได้ยาก

พอเยี่ยถิงเยี่ยนกล่าวคำว่า ‘ไม่ได้’ ออกมา อวี้ชิวสือก็รู้สึกมั่นใจยิ่งกว่าเดิม “ผู้ตรวจการเยี่ย นี่ท่านไม่เต็มใจหรือว่าไม่กล้ากัน”

ซูลั่วเวยกินขนมที่อยู่ในมือหมดแล้ว ในใจครุ่นคิดว่าหากเยี่ยถิงเยี่ยนถูกอวี้ชิวสือต้อนจนมุม และยามคับขันจวนตัวก็พลาดท่าติดกับดักเข้า นางคงจะรู้สึกผิดหวังอย่างยิ่ง…นางกุมอำนาจอยู่ในราชสำนักมาหลายปี ไม่ใช่เรื่องง่ายกว่าจะได้พบคนที่มาแย่งชิงความโปรดปรานและความไว้วางใจจากซ่งหลันกับอวี้ชิวสือ หากเขาสามารถจัดการกับสถานการณ์ยากลำบากได้ บางทีภายหน้าอาจจะ…

แม้เยี่ยถิงเยี่ยนจะเผชิญกับสายตาก้มมองต่ำของอวี้ชิวสือ แต่กลับไม่มีท่าทีจะถอยหนีแม้แต่น้อย เขากล่าวเน้นย้ำทีละคำ

“แม้ข้าจะถือกำเนิดแถบชายแดน แต่ก็ฟังคำสอนของจอมปราชญ์มาตั้งแต่วัยเยาว์จนเติบใหญ่ จอมปราชญ์กล่าวไว้ว่าวิญญูชนพึงหวงแหนเกียรติยศยิ่งกว่าชีวิต ท่านราชครูสงสัยตัวตนของข้าจริงๆ หรือจงใจหมิ่นเกียรติข้ากันแน่”

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 5 ต.ค. 69

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: