บทที่ 3 สหายเก่าเขาตงซาน 2
ฮ่องเต้กับฮองเฮายังไม่มาเสียที งานเลี้ยงที่พลับพลาเตี่ยนหงจึงยังไม่เริ่มขึ้น แต่เหล่าบัณฑิตและปัญญาชนที่มาร่วมงานส่วนใหญ่เข้าประจำที่นั่งแล้ว
งานเลี้ยงฉลองรับวสันต์ยิ่งใหญ่หรูหรา ผู้ใดก็ตามที่พอมีชื่อเสียงมีตัวตนอยู่ในราชสำนักล้วนได้รับสุราใหม่หนึ่งจอกจากฮ่องเต้มาดื่ม อีกทั้งฤดูใบไม้ผลิครั้งนี้ยังแตกต่างจากปีที่ผ่านมา…เมื่อปีก่อนเจาฮ่องเต้จัดการสอบเคอจวี่ขึ้นครั้งแรกนับตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้ในงานเลี้ยงจึงมีคนหน้าใหม่เพิ่มขึ้นจากสามปีก่อนไม่น้อย
มีขุนนางบุ๋นอายุน้อยคนหนึ่งกำลังไขข้อสงสัยให้สหายที่เพิ่งได้รับคัดเลือกให้เข้ามาทำงานในราชสำนัก “…เมื่อสามปีก่อนเจ้าไม่ได้เข้าเมืองเปี้ยนตู คงไม่รู้อะไรมากนัก…หลังคดีลอบสังหารรัชทายาทในปีนั้น ฝ่าบาทยังทรงพระเยาว์ ต้องรีบขึ้นครองราชย์ ย่อมทำให้ขุนนางราชสำนักมากมายไม่สบายใจ”
สวี่ตั้นเป็นชาวเมืองโยวโจว การสอบเคอจวี่ครั้งนี้ได้อันดับที่สิบเอ็ดของระดับที่สองแม้ไม่อาจเทียบชั้นกับจ้วงหยวนและปั่งเหยี่ยนได้ ทว่าจากชื่อเสียงดีงามในท้องถิ่นทำให้เขาได้รับคัดเลือกและได้รับการสนับสนุนให้เข้าสู่ราชสำนักเป็นกรณีพิเศษ
ขุนนางบุ๋นอายุน้อยยังเล่าไม่ทันจบ สวี่ตั้นก็เอ่ยถามขัดจังหวะอย่างไม่เข้าใจ “แต่อดีตฮ่องเต้ทรงมีพระโอรสมากมาย หลังรัชทายาทเฉิงหมิงทรงจากไป เหตุใดสภาที่ปรึกษาสูงสุดถึงเลือกฝ่าบาทที่ทรงอยู่ลำดับที่หกเล่า”
“เบาหน่อยๆ!” ขุนนางบุ๋นอายุน้อยร้อนใจจนกระทืบเท้า ลดเสียงลงต่ำแล้วตำหนิ “เรื่องเช่นนี้ก็ยังกล้าพูดเสียงดังอีก ใครว่าเจ้าทึ่มทื่อ ที่จริงเจ้าโง่เง่าต่างหาก! ฝ่าบาททรงเป็นมังกรเร้นกายในหุบเหว ได้รับการคุ้มครองจากสวรรค์ วันหนึ่งขุนเขาพังถล่มลงมา แน่นอนว่าย่อมโผทะยานขึ้นฟ้าในคราเดียว”
“เขาไม่กล้าพูด ข้าจะพูดแทนเขาเอง” บัณฑิตถือจอกสุราที่อยู่อีกด้านหนึ่งของสวี่ตั้นมองซ้ายขวาแล้วเล่าต่อทันทีว่า “ปีนั้นหลังคดีลอบสังหารรัชทายาท พออดีตฮ่องเต้ทรงได้รับข่าวร้ายของรัชทายาทก็เศร้าโศกเสียพระทัยจนสวรรคต…ฮ่องเต้สวรรคตกะทันหัน พระราชโองการแต่งตั้งผู้สืบทอดบัลลังก์ยังไม่ได้ร่างขึ้นใหม่ เขตพระราชฐานสูญเสียประมุขไปชั่วคราว ขุนนางทุกคนในสภาที่ปรึกษาสูงสุดเดินทางเข้าวังหลวงในคืนนั้นเพื่อหารือแผนการรับมือ ตระกูลขุนนางผู้มีอำนาจในเมืองเปี้ยนตูอยากเคลื่อนไหวเต็มที ต่างตัดสินใจทำตามที่ตนเองต้องการ คิดจะผลักดันองค์ชายที่พวกเขาสนับสนุนขึ้นสู่บัลลังก์กันทั้งนั้น สถานการณ์ทำท่าจะเกิดการนองเลือดครั้งใหญ่…”
ฮ่องเต้กับฮองเฮายังไม่มา อัครมหาเสนาบดีก็ยังมาไม่ถึง เห็นผู้คนรอบข้างล้วนดื่มสุรานั่งสนทนากันอยู่ ขุนนางบุ๋นอายุน้อยถอนหายใจคราหนึ่ง เขาอดใจไม่ไหว สุดท้ายก็ชะโงกเข้าไปใกล้กว่าเดิม เล่าให้สวี่ตั้นฟังต่อ
“ภายหลังราชครูอวี้ที่ควบตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีออกหน้าไกล่เกลี่ย ออกความเห็นเสนอให้ยกองค์ชายที่ไม่ได้ถือกำเนิดจากสตรีในตระกูลขุนนางขึ้นครองบัลลังก์ ฝ่าบาทเมื่อครั้งเป็นองค์ชายทรงมีนิสัยขลาดกลัวอ่อนแอ แม้มารดาผู้ให้กำเนิดเคยได้รับความโปรดปราน แต่กลับมีฐานะเดิมเป็นนางข้าหลวงของอดีตฮองเฮา ไม่อาจเป็นมารดาของแผ่นดิน การกระทำนี้ของท่านราชครูได้รับเสียงก่นด่าจากสำนักตรวจการ บอกว่าเขาอยากเอาอย่างพวกหลี่ซือกับจ้าวเกา* ใช้ฮ่องเต้ที่ยังทรงพระเยาว์เป็นหุ่นเชิดเพื่อควบคุมใต้หล้า แต่ในบรรดาพระโอรสของอดีตฮ่องเต้ก็มีเพียงฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันเท่านั้นที่ตระกูลฝ่ายมารดาไร้เภทภัยจากพระญาติสายนอก อีกทั้งพระองค์ยังทรงได้รับการดูแลจากรัชทายาทเฉิงหมิงมาหลายปี ถือว่ามีความใกล้ชิดกับฝ่ายอดีตฮองเฮา ทุกคนถกเถียงกันอยู่นานก็ไม่ได้คำตอบ อีกทั้งในบันทึกประวัติศาสตร์จารึกเอาไว้ว่ามีตระกูลขุนนางใหญ่ก่อความวุ่นวาย แล้วก็มีอัครมหาเสนาบดีที่กุมอำนาจแต่เพียงผู้เดียว บทเรียนจากความผิดพลาดในอดีตยังชัดเจนอยู่ตรงหน้า ขณะนั้นสถานการณ์ยากลำบากแทบจะหาทางออกไม่ได้ เมืองเปี้ยนตูอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ กองทหารรักษาพระองค์กับหน่วยทหารองครักษ์ชักกระบี่ประจันหน้ากันที่ประตูตงเหมินแล้วด้วยซ้ำ เหตุวุ่นวายทางการทหารพร้อมปะทุขึ้นได้ทุกเมื่อ…ในเวลานั้นโชคดีที่ฮองเฮาพระองค์ปัจจุบันทรงออกหน้า จึงคลี่คลายสถานการณ์ที่ยากลำบากไปได้”
สวี่ตั้นฟังแล้วหวาดกลัวจนร่างสั่น ถอนหายใจไม่หยุด “อันตรายโดยแท้! แต่พระองค์เป็นเพียงสตรีธรรมดา ทรงคลี่คลายความทุกข์ยากของแผ่นดินครั้งนั้นได้อย่างไร”
บัณฑิตที่ถือจอกสุรากล่าวอย่างไม่พอใจ “ว่ากันว่าสตรีพื้นที่เป่ยโยวของพวกเจ้าองอาจห้าวหาญ กระทั่งแม่ทัพหญิงก็เคยมีมาแล้ว ชาวเมืองโยวโจวเช่นเจ้ากลับเอ่ยวาจาเช่นนี้ ดูแคลนสตรีเสียได้! ฮองเฮาพระองค์ปัจจุบันใช่ผู้ที่คนธรรมดาสามัญจะเทียบเคียงได้รึ”
สวี่ตั้นรีบเอ่ยขออภัยทันควัน “เป็นข้าอคติไปเอง ได้ยินชื่อเสียงอันดีงามของฮองเฮามานานแล้ว นับเป็นสตรีอัจฉริยะหาได้ยากในรอบร้อยปี”
ขุนนางบุ๋นอายุน้อยก็กล่าวชื่นชมเช่นกัน “เป็นเช่นนี้จริงๆ เดิมทีฮองเฮาทรงถือกำเนิดในตระกูลเก่าแก่ของขุนนางผู้มีความดีความชอบเมื่อครั้งสถาปนาแคว้นต้าอิ้น ไม่ต้องพูดถึงว่าสกุลซูเป็นขุนนางมาหลายชั่วอายุคน สองรุ่นมีถึงสามอัครมหาเสนาบดี ช่างรุ่งโรจน์อย่างยิ่ง! พระองค์ทรงเป็นถึงหลานสาวคนโตของซูเหวินเจิ้งกงทั้งยังเป็นบุตรสาวคนโตพระอาจารย์ของฮ่องเต้ สืบทอดวิชาความรู้มาจากบรรพชน อีกทั้งเคยคารวะรองเสนาบดีกานกับท่านเจิ้งโส่วเป็นอาจารย์ ความสามารถบุ๋นบู๊เพียบพร้อม สมกับเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งบริสุทธิ์ เป็นวิญญูชนในหมู่สตรี…”
บัณฑิตที่ถือจอกสุราทนฟังคำพูดสรรเสริญเยินยอยืดยาวของเขาไม่ไหวจริงๆ จึงเอ่ยปากขัดจังหวะเสียเลย
“ฮองเฮาทรงได้รับพระราชโองการแต่งตั้งเป็นชายารัชทายาทอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่ต้องไว้ทุกข์ให้บิดา ยังไม่ได้อภิเษกสมรสกับรัชทายาทให้เรียบร้อย เมื่อเกิดเหตุการณ์คับขันเช่นนี้พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะปกป้องฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบันที่มีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับรัชทายาทเฉิงหมิงไม่ให้ตกเป็นหุ่นเชิดและอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง จึงทรงนำกระบี่โอรสสวรรค์ที่สกุลซูเก็บรักษาจากรุ่นสู่รุ่นออกมา ใช้กระบี่ประหารขุนนางผู้มีอำนาจจากตระกูลเก่าแก่ที่ทำตัวกำเริบเสิบสานบนถนนหลวง เปิดทางให้กับฝ่าบาท ขุนนางบุ๋นที่ซื่อสัตย์สุจริตในราชสำนักล้วนเป็นศิษย์ในสำนักสกุลซูทั้งสิ้น ตอนนั้นสกุลเยียนตระกูลแม่ทัพยังไม่ได้ไปประจำการเมืองโยวโจว ทั้งยังเคยมีไมตรีเก่าก่อนกับสกุลซู ทุกคนทุ่มเทสุดชีวิตเพื่อปกป้อง ทำให้ฮองเฮาทรงยับยั้งการก่อกบฏที่เกือบจะเกิดขึ้นในเมืองเปี้ยนตูไว้ได้ ท่านราชครูที่เป็นตัวแทนตระกูลขุนนางเก่าแก่ยอมถอยให้ ฝ่าบาทถึงได้ทรงขึ้นครองราชย์”
สวี่ตั้นถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ข้าเป็นคนป่าเถื่อนจากทางเหนือ เพียงได้ยินคำสรรเสริญกับวีรกรรมของฮองเฮามาเท่านั้น แต่ไม่รู้เลยว่าจะทรงมีพระสติปัญญาและความกล้าหาญปานนี้ บุรุษในใต้หล้าได้ฟังต้องละอายใจกันถ้วนหน้าเป็นแน่”
ขุนนางบุ๋นอายุน้อยชิงพูดขึ้นมาว่า “ยังพูดไม่ทันจบเลย…ตอนฝ่าบาททรงขึ้นครองราชย์ยังไม่ได้เข้าพิธีสวมหมวก* ตามธรรมเนียมแล้วจำเป็นต้องให้สภาที่ปรึกษาสูงสุดเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแทน แต่ท่านราชครูเป็นผู้นำสูงสุดในสภาแห่งนี้ ทุกคนกังวลเรื่องหายนะจากการผูกขาดอำนาจ อยากให้ไทเฮามารดาผู้ให้กำเนิดของฝ่าบาทเสด็จออกว่าราชการหลังม่าน แต่ไทเฮาทรงมีชาติกำเนิดต่ำต้อยเกินไป จึงไม่สามารถทำได้ ด้วยเหตุนี้จึงโต้เถียงกันอีกครึ่งเดือนกว่า ขุนนางทั้งหลายเสนอความเห็นว่าจะทูลเชิญฮองเฮาให้ทรงสำเร็จราชการแผ่นดินแทนร่วมกับท่านราชครู คอยคานอำนาจซึ่งกันและกัน ในที่สุดคลื่นลมทั้งในและนอกราชสำนักก็สงบลง”
บัณฑิตที่ถือจอกสุราเอ่ยด้วยความรู้สึกหลากหลาย “ฮองเฮาทรงอยู่ในวัยสาวย่างเข้ายี่สิบปีเท่านั้น การให้สตรีอายุน้อยสำเร็จราชการแผ่นดินแทนยิ่งเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แรกเริ่มยังมีคนถวายฎีกาว่าแม่ไก่ขันปลุกกระนั้นสองสามปีมานี้ฮองเฮาไม่เพียงทรงกดข่มอำนาจของท่านราชครูไว้ได้ แต่ยังทรงแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยพิบัติจากตั๊กแตนร่วมกับฝ่าบาท อีกทั้งจะส่งสกุลเยียนไปยังพื้นที่เป่ยโยวเพื่อสยบความวุ่นวายบริเวณชายแดน ทรงวางตนซื่อตรงเที่ยงธรรม ไม่เคยละโมบในอำนาจ มีคุณธรรมดีงามเป็นที่ยกย่องไปทั่วหล้า”
สวี่ตั้นกล่าวว่า “นอกจากจะทรงสืบทอดวิชาความรู้ของตระกูล ได้รับการสั่งสอนจากอาจารย์ผู้เลื่องชื่อแล้ว ยังทรงเติบโตมาพร้อมกับรัชทายาทเฉิงหมิงด้วย รัชทายาททรงมีพระชนมายุสิบสองปีก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์แล้ว ไม่เคยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากปัญญาชนในแผ่นดินสักครั้ง บุคคลที่โดดเด่นเช่นนี้กลับจบชีวิตด้วยน้ำมือของกลุ่มผู้ก่อความวุ่นวาย ช่าง…”
ขุนนางบุ๋นอายุน้อยไม่ได้ตำหนิที่เขาเอ่ยวาจาเหลวไหลอย่างหาได้ยาก เพียงถอนหายใจออกมา “จากคดีลอบสังหารรัชทายาททำให้มีการไว้ทุกข์ครั้งใหญ่ทั้งแผ่นดิน หลังรัชศกจิ้งเหอปีที่หนึ่ง กว่าสามปีฤดูใบไม้ผลิหิมะตกหนัก มวลบุปผาไม่เบ่งบาน ปีนี้ถึงได้เห็นท้องฟ้าปลอดโปร่ง โอรสสวรรค์ผู้ปรีชาสวรรคต ก็เพียงเท่านี้เอง”
ระหว่างที่คนทั้งสามกระซิบกระซาบพูดคุยกันก็ได้ยินเสียงก้องกังวานทอดยาวของขันทีดังมาแต่ไกล เป็นการรายงานว่าฮ่องเต้มาถึงแล้วพร้อมกับราชครู ผู้คนบนพลับพลาเตี่ยนหงต่างลุกขึ้นถวายบังคม
“ขอฝ่าบาททรงพระเจริญ…”
เจาฮ่องเต้ซ่งหลันปีนี้อายุสิบเก้าปี เทียบกับแรกเริ่มที่ขึ้นครองราชย์ร่างสูงกว่าเดิมหนึ่งช่วงศีรษะแล้ว เขากับอัครมหาเสนาบดีอวี้ชิวสือเดินมาด้วยกัน โบกมืออย่างสบายๆ ส่งสัญญาณให้ทุกคนลุกขึ้น ท่วงท่าแฝงบารมีในฐานะเจ้าเหนือหัวอยู่รางๆ
สวี่ตั้นค้อมกายถวายบังคมแล้ว พอกลับมานั่งประจำที่อีกครั้งก็ลอบชำเลืองมอง ฮ่องเต้สนทนากับขุนนางใหญ่ผู้มีอำนาจข้างๆ อย่างสนุกสนาน ใบหน้าที่แสดงความ ‘ขลาดกลัวอ่อนแอ’ ‘ต่ำต้อยด้อยค่า’ รวมถึง ‘หวาดหวั่นสับสน’ ตามข่าวลือเหมือนกับไม่เคยปรากฏให้เห็นมาก่อน
อย่างไรก็ตามฮ่องเต้กับขุนนางคู่นี้ที่ข่มขู่กันและกันท่ามกลางประกายดาบเงากระบี่ในสายตาคนทั้งหลาย เบื้องหลังกลับไม่มีกลิ่นอายความขัดแย้งอย่างที่โจษจันกันเลยสักนิด
พอซ่งหลันนั่งลงเรียบร้อยแล้วก็เหลือบมองตำแหน่งของฮองเฮาข้างกายที่ยังว่างอยู่ จากนั้นก็หันไปถามอย่างห่วงใย
“ช่วงนี้ท่านราชครูสุขภาพแข็งแรงขึ้นบ้างหรือยัง”
อวี้ชิวสือคิ้วคลายออกพลางตอบอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย กระหม่อมไม่เป็นอะไรแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อยแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงคล้ายซักถาม “ได้ข่าวว่าฝ่าบาททรงพาคนคุ้นเคยกลับมาจากพื้นที่เป่ยโยวคนหนึ่ง”
ซ่งหลันหมุนพู่หยกห้อยเอวเล่น ไม่ได้ตอบข้อสงสัยของเขา “จื้อไป๋ เหตุใดท่านต้องเป็นกังวลเรื่องเล็กน้อยพวกนี้ด้วยเล่า ไม่ว่าเราจะพาใครกลับมาจากที่ใดก็ต้องพึ่งพาท่านเสมอ”
อวี้ชิวสือเอ่ย “กระหม่อมไม่มีเจตนาอื่น เพียงเกรงว่าการกระทำเช่นนี้ของฝ่าบาทจะถูกขุนนางราชสำนักวิพากษ์วิจารณ์ในทางไม่ดีพ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งหลันยิ้มออกมา “จื้อไป๋ไม่ต้องกังวลไป ตอนสอบจื้อจวี่ปีก่อนคนผู้นั้นแม้ตัวยังมาไม่ถึง แต่ความเรียง ‘ว่าด้วยความเจ็บปวดกับจิตสำนึกเพื่อราษฎร’ ที่เขาเขียนกลับแพร่หลายในเมืองหลวงมานานแล้ว ในการเดินทางครั้งนี้เราตั้งใจจะพบหน้าเขา ตำแหน่งขุนนางของเขาก็กำหนดไว้เรียบร้อย แต่ยังไม่มีหนังสือทางการออกมา เราอยู่อย่างโดดเดี่ยวมาตั้งแต่เล็ก ยากนักจะพบพานสหายรู้ใจ เรากับเขาเข้ากันได้ดีทีเดียว นึกอยากทำตามใจขึ้นมาชั่วขณะ จึงไม่รอหนังสือทางการของกรมปกครอง เรียกตัวเขาตามขบวนเสด็จกลับเมืองหลวงมาทันที เราคิดว่าทำเช่นนี้ก็แค่ไม่ถูกลำดับขั้นตอน แต่ไม่ได้เป็นความผิดร้ายแรง โต้เถียงสักสองวันก็ไม่เป็นไรแล้ว”
อวี้ชิวสือกล่าว “แต่กระหม่อมได้ยินมาว่าคนผู้นั้นเป็น…”
เขายังกล่าวไม่จบประโยค ขันทีก็เริ่มรายงานเสียงกังวานทอดยาวว่าฮองเฮามาถึงแล้ว อวี้ชิวสือส่งสายตาเป็นนัยให้ซ่งหลันคราหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นไปรออยู่ฝั่งหนึ่งอย่างนอบน้อมทันที
เมื่อซูลั่วเวยมาถึงก็มองเห็นซ่งหลันที่ลุกขึ้นยืนต้อนรับอยู่ไกลๆ เป็นอย่างแรก
นางรู้จักซ่งหลันครั้งแรกตอนอีกฝ่ายอายุเพียงเก้าขวบครึ่ง ซ่งหลันอายุน้อยกว่านางหนึ่งปี หลังจากคุ้นเคยกันแล้วทุกครั้งเวลาเห็นนางมาถึงจะต้องโบกมือให้อยู่ไกลๆ มีจิตใจเหมือนเด็กน้อยผู้ร่าเริงอย่างเต็มเปี่ยม ยามนี้เขามีฐานะสูงศักดิ์ ไม่อาจทำตามใจชอบโดยไร้เหตุผลเช่นในอดีตได้อีก จึงส่งข้าราชบริพารฝ่ายในมาเชิญและลุกขึ้นต้อนรับ แสดงให้คนทั่วหล้าเห็นความรักใคร่กลมเกลียวของพวกเขา
เพียงแต่ไม่รู้ว่าไมตรีนี้มีความจริงใจกี่ส่วน ความเสแสร้งกี่ส่วน
ซูลั่วเวยยกสองมือประสานกันพร้อมค้อมกายเล็กน้อย ทำความเคารพฮ่องเต้อย่างเต็มพิธีการตามปกติ ส่วนอวี้ชิวสือที่อยู่อีกทางหนึ่งก็คุกเข่าโขกศีรษะคารวะนางอย่างนอบน้อม
“กระหม่อมถวายบังคมฮองเฮา”
“ท่านราชครูลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ”
วันนี้ซ่งหลันสวมชุดคลุมยาวสีเหลืองเข้มอมแดง ตามธรรมเนียมเขาสมควรสวมสีแดงชาดหรือสีม่วงทอง ทว่าเขาไม่ชอบ ด้วยเหตุนี้จึงเปลี่ยนเป็นสีนี้ที่พบเห็นไม่บ่อยนัก แต่ก็ไม่ถือว่าผิดระเบียบ
บนชุดคลุมมีเข็มขัดหยกเลี่ยมทองประดับนอแรดรัดเอวไว้หลวมๆ ผมยาวรวบเป็นมวยเสียบปิ่นหยกดำ สีเข้มหม่นเสริมความน่าเกรงขามบนใบหน้าที่มีเค้าความอ่อนเยาว์เลือนรางให้โดดเด่นขึ้นมาหลายส่วน
มีเสียงซุบซิบดังมาจากข้างล่างพลับพลา กล่าวชื่นชมความสัมพันธ์อันดีระหว่างฮ่องเต้กับฮองเฮาที่ผู้คนต่างอิจฉา ซูลั่วเวยจับมือซ่งหลันเป็นหลักยึดแล้วนั่งลงทางด้านขวาของเขา
แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดในฤดูใบไม้ผลิที่ไออุ่นแผ่ซ่านไปทั่วเช่นนี้ มือของคนทั้งสองล้วนเย็นเฉียบปานน้ำแข็ง กระทั่งไม่อาจสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากร่างของอีกฝ่ายสักส่วนด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตามซูลั่วเวยเผลอมองข้ามความไม่ปกติของฝ่ามือนี้ไปโดยไม่รู้ตัว ซ่งหลันกลับกุมมือของนางแน่นขึ้นอย่างห่วงใยไม่น้อยแล้วเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา
“ไยมือของพี่หญิงถึงเย็นเช่นนี้ หลังจากท่านฟื้นตัวไม่ควรเหน็ดเหนื่อยเกินไป เพราะช่วงนี้มีงานมากใช่หรือไม่”
“แม้ช่วงลี่ชุนจะผ่านมาสักพักแล้ว แต่วันนี้กลับมีลมแรงเสียได้” ซูลั่วเวยส่ายหน้า สีหน้านางเป็นปกติ ถึงขั้นเผยรอยยิ้มหวานล้ำออกมา จากนั้นเอ่ยว่า “หลังคืนวันสิ้นปีไม่ค่อยเห็นหน้าท่านราชครูเลย หลายวันก่อนยังได้ยินสุยอวิ๋นบ่นว่าคิดถึงบิดา วันนี้อย่างไรก็ต้องหาโอกาสเรียกพวกท่านพ่อลูกมาพบกันสักหน่อย”
คนที่ซูลั่วเวยเอ่ยถึงคืออวี้สุยอวิ๋นบุตรสาวคนเล็กของอวี้ชิวสือ ปีถัดมาหลังซ่งหลันแต่งตั้งฮองเฮานางก็เข้าวังมาแล้ว
ตำหนักในของซ่งหลันมีสนมชายาน้อยยิ่ง นอกจากฮองเฮาแล้วเวลานี้มีเพียงหนึ่งกุ้ยเฟยอย่างอวี้สุยอวิ๋นกับหนึ่งเจาอี๋ ที่ไทเฮามารดาของซ่งหลันแต่งตั้ง
อวี้สุยอวิ๋นเป็นบุตรสาวคนเล็กของอวี้ชิวสือ แน่นอนว่าไม่ลงรอยกับซูลั่วเวยเท่าไรนัก พวกนางสองคนปกติไม่ได้ไปมาหาสู่กันเป็นประจำ วันนี้ซูลั่วเวยกล่าวเช่นนี้ออกมาไม่รู้ว่ามีเจตนายั่วยุอัครมหาเสนาบดีหรือไม่
ซ่งหลันเหลือบมองอวี้ชิวสือคราหนึ่ง เห็นอีกฝ่ายยิ้มแย้มพลางกล่าวขอบคุณฮองเฮา เขาถึงได้ผ่อนลมหายใจยาวเหยียด
ซูลั่วเวยมองดูสองคนนี้เล่นละครตบตาอย่างเฉยเมย
เมื่อก่อนนางหูหนวกตาบอด มองความเคลื่อนไหวซ่อนเร้นของฮ่องเต้กับขุนนางคู่นี้ไม่ออกแม้แต่น้อย มักรู้สึกว่าซ่งหลันคือเด็กที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวเช่นยามแรกพบในปีนั้น เด็กที่หวาดกลัวอำนาจบารมีของผู้ใหญ่ จำเป็นต้องยอมทำตัวอ่อนน้อม
หลังเข้าใจกระจ่างแจ้ง ถึงตระหนักได้ว่าทั้งหมดนี้เพียงแสดงให้ใต้หล้ากับนางดูเท่านั้น ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่โอกาสที่เหมาะสม แม้ในใจจะเหน็บหนาว แต่ก็มิอาจเอื้อนเอ่ยอะไรได้
ฮองเฮานั่งประจำที่เรียบร้อย งานเลี้ยงฉลองเตี่ยนหงก็เริ่มขึ้น บทเพลงพิธีการบรรเลงด้วยท่วงทำนองค่อนข้างสงบราบเรียบ ขุนนางบุ๋นกับบัณฑิตที่เพิ่งสอบผ่านพากันก้าวออกมาถวายพระพร บรรยากาศพลันคึกคักขึ้นมาชั่วขณะ
“ถิงเยี่ยน”
วันนี้ซูลั่วเวยรู้สึกง่วงนอนเต็มที นางเหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง จนกระทั่งซ่งหลันที่อยู่ข้างกายเอ่ยเรียกชื่อหนึ่งที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน จึงได้สติกลับมาบางส่วนอย่างกะทันหัน
นางเงยหน้าขึ้น มองคราเดียวก็เห็นบุรุษสวมชุดสีเขียวเข้มเพิ่งถูกเรียกตัวขึ้นมา
เขาค่อยๆ เดินเข้ามา ทุกอากัปกิริยาปราศจากความหวาดหวั่นจนไม่เป็นธรรมชาติ มีเพียงความเกียจคร้านเอ้อระเหยเท่านั้น
ความมืดมิดระลอกหนึ่งวาบผ่าน จู่ๆ หัวใจก็เต้นรัวเร็ว
ซ่งหลันที่นั่งข้างกันขยับเข้ามาใกล้นาง ใช้น้ำเสียงที่ได้ยินกันเพียงสองคนกระซิบว่า “…พี่หญิง คนผู้นี้คือคุณชายสามเยี่ยที่เราคัดเลือกมาจากพื้นที่เป่ยโยว จะว่าไปแล้วยังเป็นคนคุ้นเคยของท่านกับเราด้วย พี่หญิงยังจำได้หรือไม่”
บุรุษสวมชุดสีเขียวเข้มยืนตรงแล้วค้อมกายคารวะ หลังโขกศีรษะครบสามครั้งค่อยเงยหน้าขึ้นมา “กระหม่อมเยี่ยเฮ่อ ถวายบังคมฝ่าบาท ถวายบังคมฮองเฮา”
ซูลั่วเวยจ้องมองเขาไม่วางตา ส่วนเขาดูเหมือนจะรับรู้ได้แล้ว มุมปากยกยิ้มบางๆ จนแทบมองไม่เห็น
ซ่งหลันเอ่ยปากเรียก “ถิงเยี่ยน ลุกขึ้นเถิด”
เขาขานตอบ “ขอบพระทัยฝ่าบาท”
เป็นอย่างที่ซูลั่วเวยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ เมื่อครู่ยังเป็นฤดูใบไม้ผลิที่ปลอดโปร่งแจ่มใส ขณะนี้ตรงขอบฟ้ากลับมีกลุ่มเมฆรวมตัวกันหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อหมู่เมฆบังตะวัน ท้องฟ้าก็กลายเป็นสีหม่นมัว
ด้านหนึ่งคือขันทีที่ยืนก้มศีรษะปล่อยมือข้างลำตัวอย่างสำรวม อีกด้านหนึ่งคืออัครมหาเสนาบดีที่มองมาอย่างเย็นชา สายตาของบุรุษสวมชุดสีเขียวเข้มกวาดมองผ่านซูลั่วเวยแล้วหยุดชะงักไปชั่วขณะ
พอรอยยิ้มจางๆ เลือนหาย ท้องฟ้าเหนือวังหลวงก็เห็นวี่แววพายุฝนตั้งเค้า
ซูลั่วเวยได้ยินตนเองถามขึ้นว่า “คุณชายสามเยี่ย? คุณชายสาม…เคยเข้าพิธีสวมหมวกหรือไม่”
ซ่งหลันไม่ทันสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของนาง เพียงแย้มยิ้มตอบว่า “แน่นอน คุณชายสามชื่อจริงเฮ่อ ฉายาฉวีหวา ชื่อรองถิงเยี่ยน*”
“เยี่ยน…เป็นตัวอักษรเยี่ยนตัวใด”
“เยี่ยนจากคำว่างานเลี้ยงอันยิ่งใหญ่”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 3 ต.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.