บทที่ 1 บทนำ
“ขอรัชทายาททรงปลอดภัยแข็งแรงในเทศกาลซั่งหยวน”
ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางนภา โคมไฟส่องสว่างดุจทิวากาล บนถนนเสียงเครื่องดนตรีบรรเลงดังอึกทึก ขบวนพิธีบวงสรวงของราชวงศ์เคลื่อนผ่านถนนหลวงจูเชวี่ย ฝูงชนถอยหลีกทางแล้วลุกเข่าลง เหลือเพียงเสียงถวายพระพรดังต่อเนื่องเป็นระลอก
รัชศกเทียนโซ่วปีที่สาม คืนเทศกาลซั่งหยวน
ซูลั่วเวยคุกเข่าอยู่ใต้โคมม้าวิ่ง ดวงหนึ่งที่แขวนอยู่บนต้นไม้ใหญ่พลางเงยหน้าขึ้นมอง
ผู้คนคุกเข่าหมอบลงเป็นแถว กระทั่งข้าราชบริพารที่ติดตามก็ได้แต่เดินก้มศีรษะไป แทบไม่มีใครเหลือบตาขึ้นมอง
ธงประจำตัวของฮ่องเต้สีน้ำเงินเข้มปลิวไสวตามแรงลมยามราตรี สายตาของซูลั่วเวยเลื่อนจากโคมม้าวิ่งดวงนั้นข้ามผ่านฝูงชนที่ส่งเสียงดังเซ็งแซ่ไปสบประสานกับรัชทายาทซึ่งนั่งอยู่บนราชรถหยกอย่างสง่าผ่าเผยใจกลางขบวนพอดี
เขาผู้นั้นมีรูปลักษณ์หล่อเหลาเปี่ยมสง่าราศี สวมชุดสีแดงชาดสดใสและพระมาลาหย่วนโหยว บนศีรษะ มือประคองเตากำยานลงยาสีแดงเพลิงเอาไว้ แลดูสูงส่งไร้ที่เปรียบ บนชุดพิธีการบวงสรวงสีแดงชาดมีแสงส่องประกายวาววับจากลายสลักของบุปผาโลหะ เสียงมุกผลึกแก้วกระทบลูกปัดแก้วหลากสีเบาๆ คลอเคล้าไปกับเสียงดนตรีพิธีการก้องกังวานไปทั่วถนน
เขามองเห็นนางผ่านข้าราชบริพารที่ถือโคมไฟบดบังอยู่ แรกเริ่มตกตะลึงไปชั่วขณะ ก่อนจะเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมา
ท่ามกลางฝูงชนที่คุกเข่าหมอบลง มีนางผู้เดียวเท่านั้นที่คุกเข่าหลังตรงเช่นเดิม จ้องมองเขาอย่างไม่ละสายตา
คำสอนของปราชญ์กับคำเตือนของผู้ใหญ่ในครอบครัวดังขึ้นในหู นางรู้ดีว่าตนเองควรก้มศีรษะลงไป พร้อมเปล่งเสียงถวายพระพรขอให้รัชทายาทปลอดภัยแข็งแรงเช่นเดียวกับคนอื่นๆ แต่ในเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ไม่ว่าอย่างไรนางก็ควบคุมความรู้สึกที่อยากจะมองอีกฝ่ายให้นานกว่านี้สักหน่อยไม่ได้
เตากำยานในมือรัชทายาทมีควันหอมลอยฟุ้งขึ้นมา อำพรางใบหน้าของเขาเอาไว้ราวกับเมฆหมอกที่โอบล้อมรอบขุนเขา ชั่วพริบตายามกลุ่มหมอกถูกสายลมยามราตรีพัดจางหายไป จู่ๆ ซูลั่วเวยก็รู้สึกเจ็บแปลบตรงหน้าอก
นางกุมหน้าอกไว้แล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง โคมม้าวิ่งหยุดหมุนไปชั่วขณะ จากนั้นก็หมุนเร็วยิ่งกว่าเดิม
เสียงอึกทึกของฝูงชนข้างหูนางเงียบหายไปอย่างกะทันหัน ตอนได้สติกลับมารัชทายาทที่คล้ายอยู่ห่างไกลถึงยอดเมฆกลับมาอยู่ข้างกาย เขาจับมือนางไว้พาเดินแทรกตัวเข้าไปในฝูงชนที่คึกคักจอแจ
กลางฝ่ามือสัมผัสได้ถึงความอุ่นร้อน ซูลั่วเวยยังคงรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์ นางไม่ทันเอ่ยปากก็รู้สึกว่ามีแสงสว่างวาบผ่านไปอย่างรวดเร็ว
นางหยุดอยู่ข้างแผงที่วางคันฉ่องสำริดเรียงรายเต็มไปหมด จ้องมองภาพสะท้อนของตนเองในคันฉ่องอย่างตกตะลึง…เด็กสาวยังคงมีเค้าความอ่อนเยาว์ไร้เดียงสา ตรงจอนผมทัดดอกไม้สีขาวที่ใช้สำหรับยามสวมชุดไว้ทุกข์
มีเสียงแผ่วเบาดังลอยมาจากหอสังเกตการณ์บนกำแพงเมืองที่อยู่ห่างออกไปไกล
“เริ่มต้นรัชศกเทียนโซ่ว เฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติ ค่ำคืนเทศกาลซั่งหยวน โอรสสวรรค์ผู้ทรงธรรมพระราชทานงานเลี้ยงแก่ราษฎรสามวัน จัดงานต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน ร้อยโรคาไม่กล้ำกราย แสดงโคมไฟสว่างไสวครื้นเครง ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ผลเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์!”
นั่นคือเรื่องราวในรัชศกเทียนโซ่วปีที่หนึ่ง เมื่อสามปีก่อนหน้านี้
ในปีนั้นนางอายุถึงวัยปักปิ่น* บิดาเสียชีวิตจากอาการป่วย ขณะอยู่ตรงหน้าเตียง นางได้รับพระราชทานกระบี่โอรสสวรรค์จากฮ่องเต้ ได้รับการแต่งตั้งเป็นชายารัชทายาท รอหลังจากไว้ทุกข์สามปีแล้วจะเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับรัชทายาท
ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งในอุทยาน นางได้หยกห้อยเอวรูปดอกไห่ถังที่รัชทายาทแกะสลักเองกับมือมาเป็นของแทนใจ ตั้งแต่นั้นมาหยกห้อยเอวชิ้นนี้ได้กลายเป็นของรักของหวงที่นางพกติดตัวไว้เสมอ
ทันใดนั้นเสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นข้างหูนาง
“เร็วหน่อย อย่าให้พวกเขาจับกลับไปได้!”
ซูลั่วเวยกับรัชทายาทในชุดคลุมยาวคอกลมสีขาวมุกสิบนิ้วสอดประสาน เดินเลียบริมฝั่งแม่น้ำเปี้ยนเหอไปด้วยกันตลอดทาง เขาซื้อโคมบุปผามาสองดวง เร่งให้นางเขียนความปรารถนาลงไป จากนั้นก็ยกสองมือขึ้นประนมอธิษฐานอย่างจริงจังเลียนแบบบรรดาบุรุษสตรีรอบข้าง
ซูลั่วเวยยื่นมือลงวักน้ำในแม่น้ำเปี้ยนเหอที่เย็นเฉียบคราหนึ่ง ไม่ได้คว้าโคมบุปผาที่ลอยห่างออกไปไกลดวงนั้น เพียงมองดูลายมือตนเองบนโคมซึ่งเขียนเอาไว้ว่า ‘ขอรัชทายาททรงปลอดภัยแข็งแรงในเทศกาลซั่งหยวน’ อย่างเลือนราง
แล้วเขาอธิษฐานว่าอะไรกัน
นางยังไม่ทันมองดูอีกครั้งก็ถูกเขาดึงตัวออกห่างจากริมน้ำกลับมายังถนนหลวงที่คุ้นเคย
ยามนี้ถนนหลวงที่มีเสียงดังเอะอะเมื่อครู่กลับว่างโล่งไร้ผู้คน นางยกชายกระโปรงวิ่งสุดฝีเท้าไปพร้อมกับเขา พอวิ่งไปจนหายใจเหนื่อยหอบก็หยุดชำเลืองมอง บังเอิญเห็นโคมม้าวิ่งที่คุ้นตาดวงหนึ่งบนต้นไม้เก่าแก่ริมถนน
ราวกับสังเกตเห็นสายตานางจับจ้อง โคมม้าวิ่งพลันหยุดชะงักแล้วหมุนเร็วยิ่งกว่าเดิมทันที
ทันใดนั้นคนที่เกาะกุมมือนางไว้ก็เลือนหายไป
ซูลั่วเวยหยุดฝีเท้าด้วยความลังเล พอเงยหน้าขึ้นก็พบว่านางกำลังนั่งอย่างสงบตรงหน้าโต๊ะ บนโต๊ะมีคันฉ่องสำริดบานหนึ่งตั้งอยู่ ตัวนางในคันฉ่องสวมกระโปรงยาวงดงามดุจดอกท้อบานสะพรั่ง ดูอายุน้อยกว่าก่อนหน้านี้สักหน่อย
ยามนี้ยังคงเป็นคืนเทศกาลซั่งหยวน
หน้าต่างลายฉลุด้านข้างถูกคนผลักเปิด เด็กหนุ่มสวมชุดสีขาวโบกมือให้นาง “นึกไม่ถึงว่าคืนนี้ดอกถานฮวา* สองกระถางที่ข้าปลูกไว้จะบานแล้ว หลังเจ้าไปเข้าห้องเวจก็หนีออกจากงานเลี้ยงเถิด พวกเราไปชมดอกไม้ชมจันทร์กับพวกซูคังและจื่อหลันกัน วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดข้า เสด็จพ่อไม่ทรงตำหนิแน่”
ในที่สุดนางก็แน่ใจว่าตนเองตกอยู่ในห้วงเวลาที่แปลกพิสดารหลากสีสัน ย้อนกลับไปยังคืนเทศกาลซั่งหยวนในอดีตไม่หยุดหย่อน
ตอนอายุสิบสามปี คืนเทศกาลซั่งหยวนมีหิมะตกหนัก ซูลั่วเวยกับเขาร่วมกันก่อเตาดินเผาขนาดเล็กสีแดงในอุทยาน ลองดื่มสุราเหมยโซ่วที่เพิ่งนำเข้ามาถวายในวังหลวง
ตอนอายุสิบสองปี เขานั่งฟังเหล่าขุนนางถวายพระพรในท้องพระโรงทั้งคืน ซูลั่วเวยวางเรียงเทียนสีแดงที่แกะสลักเป็นรูปดอกบัวมากมายเอาไว้ในตำหนักด้านหลัง
ตอนอายุสิบเอ็ดปี พวกเขาผูกผ้าแพรแดงผืนหนึ่งบนต้นไห่ถังต้นใหญ่ที่สุดในวังหลวงด้วยกัน
ทันใดนั้นโคมม้าวิ่งก็หมุนวนอย่างรวดเร็วอีกครั้ง พาย้อนกลับไปตอนแรกพบจนได้ ปีนั้นซูลั่วเวยอายุเพียงห้าขวบ พี่ชายที่ร่างสูงกว่านางหนึ่งช่วงศีรษะจับมือนางไว้แล้วเด็ดดอกจื่อเวย ช่อหนึ่งมาทัดผมให้นาง
ขณะนั้นเป็นฤดูใบไม้ผลิ ดอกไห่ถังในอุทยานใกล้ร่วงโรย ส่วนดอกจื่อเวยเพิ่งแย้มบาน
เขาบอกว่าตนเองมีชื่อเล่นว่า ‘อาถัง’
บนต้นไห่ถังแขวนโคมม้าวิ่งที่นางคุ้นตาดวงนั้นไว้ คราวนี้มันหมุนย้อนเปลี่ยนทิศทาง ส่งเสียงดังแล้วหมุนกลับไปที่เดิม
ซูลั่วเวยยื่นมือไปลูบไล้ใบหน้ารัชทายาท ทันใดนั้นนางก็พบว่าตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ที่เขาเปลี่ยนกลับไปเป็นรัชทายาทผู้สวมชุดสีแดงชาดสดใสผู้นั้นในคืนเทศกาลซั่งหยวนรัชศกเทียนโซ่วปีที่สามอีกแล้ว
นางเพ่งพิศใบหน้านี้อย่างละเอียด กลัวว่าจะพลาดไปแม้เพียงชั่วขณะ ทว่าในหัวใจกลัวรู้สึกปวดแปลบไปทั้งดวง กระทั่งนิ้วมือยังสั่นระริกไปหมด ประหนึ่งเป็นลางสังหรณ์ว่ากำลังจะสูญเสียเขาไป
เขามองตอบนาง จู่ๆ ก็เอ่ยปากถามประโยคหนึ่ง “หยกห้อยเอวที่ข้ามอบให้เจ้าเล่า”
ซูลั่วเวยก้มศีรษะลงอย่างเลื่อนลอย คิดจะคลำหาหยกห้อยเอวชิ้นนั้น แต่ตรงเอวนางกลับว่างเปล่า ไม่รู้ว่านางทำหยกห้อยเอวชิ้นนั้นหายไปเมื่อใด
เมื่อเงยหน้าขึ้นคนที่อยู่เบื้องหน้าก็เลือนหายไปในอากาศธาตุ ราชรถหยกค่อยๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปไกลทีละน้อย นางยืนอยู่บนถนนที่สับสนวุ่นวายเพียงลำพัง อยากแผดเสียงตะโกนว่า ‘อย่าไป’ แต่กลับเหมือนถูกใครบีบคออยู่ก็มิปาน จึงพูดอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
“รัชศกเทียนโซ่วปีที่สาม เฉลิมฉลองวันคล้ายวันประสูติ ค่ำคืนเทศกาลซั่งหยวน โอรสสวรรค์ผู้ทรงธรรมพระราชทานงานเลี้ยงแก่ราษฎรสามวัน รัชทายาททำพิธีบวงสรวงใหญ่ที่แม่น้ำเปี้ยนเหอ จัดงานต่อเนื่องตลอดทั้งวันทั้งคืน ร้อยโรคาไม่กล้ำกราย แสดงโคมไฟสว่างไสวครื้นเครง ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ผลเก็บเกี่ยวอุดมสมบูรณ์!”
โคมม้าวิ่งร่วงหล่นลงจากต้นไม้ กระแทกพื้นอย่างแรงตรงปลายเท้านาง
บนถนนเกิดเปลวเพลิงลุกโชนสูงเทียมฟ้า เวลาเพียงชั่วพริบตาฝูงชนคลาคล่ำบนถนนก็เดินสวนทางกลับมา เสียงปะทะกันดังสะท้านสะเทือนขึ้นทุกที กลืนกินการเหนี่ยวรั้งด้วยความไม่ยินยอมของนางไป
“รัชทายาทถูกลอบสังหาร สั่งปิดพื้นที่แม่น้ำเปี้ยนเหอ!”
สุดท้ายซูลั่วเวยก็ตามหาเสียงตนเองกลับมาได้ ตะโกนออกมาทั้งน้ำตานองหน้า
“อย่าไป! อย่าไปนะ!”
…อย่างน้อยฉลองเทศกาลซั่งหยวนครั้งนี้กับข้าให้จบก่อนเถิด
นางไม่อาจขยับเขยื้อน ทำได้เพียงพยายามเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า
กลางท้องฟ้าที่ว่างเปล่านั้น รัชทายาทหนุ่มยืนอยู่บนแท่นพิธีประดับดอกไม้ที่ใช้สำหรับการบวงสรวงบนแม่น้ำเปี้ยนเหอ เขาส่งยิ้มอย่างสดใสเจิดจ้ามาให้นาง ในดวงตาสีดำสนิทปรากฏภาพสะท้อนของเปลวเพลิง
“ฮองเฮา ฮองเฮาเพคะ…”
ซูลั่วเวยสะดุ้งตื่นกะทันหันจากภาพฝันลวงตานี้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
นางข้าหลวงหยิบผ้าเช็ดหน้าซับหยาดเหงื่อบนหน้าผากของนางอย่างเบามือ
ฤดูหนาวแสนเย็นยะเยือกใกล้จะผ่านพ้นไป ซูลั่วเวยหันหน้าไปมองสวนต้นไห่ถังที่ไม่เหลืออะไรเว้นแต่กิ่งแห้งๆ นอกหน้าต่าง จึงตระหนักได้อย่างช้าๆ ว่านี่เป็นฤดูหนาวปีที่สามแล้วหลังจากนางขึ้นเป็นฮองเฮา
ครั้งแรกที่นางฝันเช่นนี้เหงื่อมักผุดออกมาจนเปียกชุ่มที่นอน ดังนั้นนางจึงไปวัดซิ่วชิงที่ขึ้นชื่อว่าศักดิ์สิทธิ์ด้วยตนเองเพื่อเขย่าเซียมซีทำนายฝัน จนได้คำทำนายที่ไม่รู้ว่าพูดถึงเรื่องอะไร ทว่าก็ดูแฝงความหมายลึกซึ้งกลับมา
‘ชีวิตคนเราดั่งฝันชั่วครู่ ดั่งดอกไม้ดอกหนึ่ง ฉวยโอกาสยามวสันต์เบ่งบาน สิ้นความรุ่งเรืองก็คืนสู่ความว่างเปล่า ความงามแสนสั้นไม่ยั่งยืน อย่าได้คะนึงหาอดีตเกินไปนัก’
คำทำนายไพเราะงดงามระคนความเศร้าระทมจับใจ
พอพลิกมือกลับเห็นด้านหลังไม้เซียมซีมีลายมือโย้เย้อีกประโยคหนึ่งคล้ายถูกใครเขียนเติมส่งเดช
‘…จันทร์สกาวส่องสว่างคืนวสันต์นานชั่วกาล’
ไม่รู้ว่ามีความหมายอันใด ไม่มีใครสามารถถอดความได้ ซูลั่วเวยจึงเชื่อมั่นตามวิธีคิดของตนเอง ถึงกับนำไม้เซียมซีนี้จากวัดซิ่วชิงกลับวังหลวงและวางบูชาเบื้องหน้าแจกันแก้วในห้องส่วนตัว ถือเสียว่าเป็นคำปลอบโยนแฝงนัยซ่อนเร้น
ซูลั่วเวยเติบโตมากับคำสอนของสำนักหรู ไม่ได้ศรัทธาในพุทธศาสนาแล้วก็ไม่ยกย่องสำนักเต๋า แต่เวลานี้ภายในห้องส่วนตัวกลับเต็มไปด้วยภาพวาดของปรมาจารย์สำนักต่างๆ
สามีของนางเห็นเข้ายังกล่าวสัพยอก นับแต่โบราณมาหรูพุทธเต๋าไม่อาจเดินร่วมทางกันได้ เหตุใดฮองเฮาไม่หลีกเลี่ยงสักนิด ไม่กลัวว่าเหล่าปรมาจารย์จะรู้สึกขัดหูขัดตากันเองบ้างหรือ
ซูลั่วเวยไม่ใส่ใจกับเรื่องนี้ ริมฝีปากแย้มยิ้มจางๆ ในใจคิดอย่างเย็นชาว่าหากมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์องค์ใดสำแดงฤทธิ์ได้ก็คงไม่ทำให้โลกมนุษย์ตกต่ำอยู่ในสภาพนี้เป็นแน่
ในเมื่อเทพหรือพระไม่อาจคุ้มครองคน ย่อมไม่มีทางตำหนิที่นางไม่เคารพแน่นอน
“ฮองเฮา ฝ่าบาทเสด็จมาแล้วเพคะ”
มีคนเปิดม่านเดินเข้ามาในโลกใบเล็กๆ ที่มีกลิ่นกำยานลอยอ้อยอิ่งและเต็มไปด้วยบรรยากาศยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม
ซูลั่วเวยหันกลับไปอย่างช้าๆ ชั่วขณะที่มองเห็นใบหน้าผู้มาเยือนชัดเจน ภาพฝันลวงตาทั้งหมดของเด็กสาวก็แตกสลายหายไปในอากาศราวกับฟองของฝักเจ้าเจี่ยว** หลังจากกลุ่มควันหอมอบอวลจางหายไปก็เผยให้เห็นใบหน้าของบุรุษหนุ่มที่คล้ายกับรัชทายาทในความฝันอยู่หลายส่วน แต่ก็มีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
นางรู้ดีว่านี่ไม่ใช่ความฝันแล้ว จึงประสานมือทำความเคารพเต็มพิธีการอย่างเคร่งขรึม
อีกฝ่ายรีบยื่นมือมาประคองท่อนแขนเรียวเล็กพลางบอกให้นางลุกขึ้น เขาสวมชุดคลุมยาวสีน้ำเงินเข้มที่มีลายเนื้อผ้าเป็นประกายดุจผ้าต่วน ตรงปลายแขนเสื้อเห็นสีแดงสดโผล่ออกมาเล็กน้อย
นางจ้องมองเขา เขาคือโอรสสวรรค์หนุ่มผู้หล่อเหลาสง่างามในช่วงวัยรุ่งโรจน์
ส่วนคนในความฝันของนางกลับหลับใหลอยู่ในความมืดชั่วนิรันดร์ กลายเป็นขี้เถ้ากำมือหนึ่งที่มอดดับและปลิวหายไปหมดแล้ว
โลกมนุษย์ช่างน่าขันเสียนี่กระไร
“พี่หญิง อาการป่วยของท่านเพิ่งดีขึ้นไม่นาน การตรวจราชการทางเหนือยุ่งยากซับซ้อน ท่านไม่ต้องร่วมทางไปด้วยแล้ว พักรักษาตัวให้สบายเถิด เอาไว้เรากลับมาแล้วจะให้ท่านเป็นคนจัดงานเลี้ยงฉลองรับวสันต์”
ซูลั่วเวยฝืนกล้ำกลืนความรู้สึกโศกเศร้าท่วมท้นที่มีลงไป ได้แต่คำขานรับอย่างนุ่มนวล “เพคะ”
หลังฮ่องเต้จากไปแล้ว ซูลั่วเวยก็อุ้มพิณกู่ฉินมาบรรเลงลำนำ ‘เจียงเสินจื่อ’ ตรงหน้าภาพวาดของเหล่าปรมาจารย์
“…มิรู้นกยางเปียคู่หนึ่งบินมาจากหนใด คล้ายมีใจชื่นชมความงาม พลันแว่วเสียงพิณกู่เจิง แสนโศกาจากกลางนที ฟังดูเปี่ยมความทุกข์ระทม หมายส่งให้ผู้ใดฟัง เฝ้ารอลำนำจบออกเสาะหา ตัวคนลาลับหาย เหลือเพียงยอดคีรีเขียวชอุ่มละลานตา”
ระหว่างที่สายพิณถูกดีดบรรเลง ยามนางหลับตาลงกลับนึกถึงภาพโคมม้าวิ่งที่ร่วงหล่นลงพื้นดวงนั้น
“บนสรวงสวรรค์บุปผาน้อยนัก ถึงยามวสันต์ลมฝนกระหน่ำ ดวงพักตร์เจ้าไปอยู่ที่ใดแล้ว พัดพาห้วงฝันสู่ขุนเขาธารา”
บนโคมม้าวิ่งเป็นสีขาวโพลน เทียนสีแดงด้านในก็หักไปหลายช่วง บนเนื้อผ้าไหมว่างโล่งจู่ๆ กลับปรากฏบุปผาผลิบานทีละกลีบ มีทั้งสีชมพูและสีขาว ล้วนเป็นดอกไห่ถัง
เสียงดาบกระบี่ดุจขวดโลหะเงินถูกทุบแตกทำลายความเงียบสงบ จากนั้นก็มีเลือดสดแผ่ขยายเป็นวงกว้าง ดอกไห่ถังดอกนั้นเปื้อนเลือดชุ่มโชก จมดิ่งลงสู่แอ่งสีแดงหม่นมัว ดับสูญไปชั่วกาลท่ามกลางความมืดมิด
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 ก.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.