X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 113-114

หน้าที่แล้ว1 of 11

บทที่ 113 ประกาศศักดา

หลังออกจากโถงหลัก หมิงอวี๋กับหมิงซั่วรู้กาลเทศะอย่างยิ่ง ไม่ทันไรก็เดินห่างไปไกลโดย ‘ไม่เจตนา’ ทิ้งให้หมิงหวาฉังกับเฉิงสวินเดินคู่กันเพียงลำพัง ทั้งสองคนรู้สึกกระอักกระอ่วนโดยไม่ได้นัดหมาย สุดท้ายเฉิงสวินก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน

“เรื่องของซือเยวี่ย ขอบคุณแม่นางรองอย่างยิ่ง”

หมิงหวาฉังกล่าว “โชคดีที่พี่รองของข้ากับพวกใต้เท้าในจวนที่ว่าการเมืองหลวงร่วมแรงกันค้นหาฆาตกร ข้ามิกล้ารับผลงาน”

กับผู้อื่นหมิงหวาฉังล้วนบอกปัดโดยอ้างความโชคดี คำอธิบายนี้ตบตาพวกผู้ใหญ่ได้ แต่ไม่อาจตบตาเฉิงสวิน เขาถามขึ้น

“แม่นางรอง เจ้าบังเอิญพบหลูตู้ที่วัดชิงฉานจริงๆ หรือ”

หมิงหวาฉังย่อมไม่ยอมรับ ตอบอย่างจริงจัง “แน่นอน”

เฉิงสวินขยับริมฝีปาก มองหมิงหวาฉังอย่างกระอึกกระอัก คราวก่อนนางมาถามเขาเรื่องหลูตู้ถึงที่จวนเฉิงกั๋วกง เขารู้สึกถึงบางอย่างตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว ต่อมาได้ยินว่านางพบฆาตกรที่วัดชิงฉานและฆาตกรถูกหมิงหวาจางที่รุดตามมาจับเป็นได้คาหนังคาเขา การคาดเดาในใจเฉิงสวินก็ยิ่งชัดเจน

นางน่าจะวางอุบายร่วมกับพี่ชายของนาง เจตนาหลอกล่อเพื่อจับหลูตู้เสียมากกว่า มองไม่ออกจริงๆ ว่าคุณหนูรองหมิงที่คนนอกเล่าลือกันว่าไร้ประโยชน์ไร้ความสามารถมีดีแต่เปลือกกลับกล้าเผชิญหน้ากับฆาตกรเพียงลำพัง

นางมีใบหน้าที่งามละมุนชวนเอ็นดูเป็นที่สุด แต่กลับมีหัวใจที่หุนหันอาจหาญถึงเพียงนี้ได้ ทำให้ผู้อื่นคาดไม่ถึงโดยแท้

ความจริงแล้วเฉิงสวินไม่เห็นด้วยที่นางเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ ถึงอย่างไรนางก็เป็นคุณหนูในห้องหอ ปักดอกไม้เย้าแหย่แมวอยู่ในเรือนหลังไปก็พอ ไม่ควรข้องเกี่ยวกับเรื่องที่คละคลุ้งไปด้วยคาวเลือดเหล่านั้นจริงๆ ทว่าคดีฆาตกรรมนี้เกี่ยวพันถึงน้องสาวของเขาเอง นางเพิ่งช่วยครอบครัวของเขาเสาะหาตัวฆาตกรจนพบ ไม่เหมาะที่เขาจะเอ่ยคำคัดค้าน จึงเพียงโน้มน้าวด้วยความจริงใจ

“แม่นางรอง ข้าขอบคุณมากที่เจ้ากับพี่ชายทวงความเป็นธรรมแทนซือเยวี่ย แต่สตรีอยู่ข้างนอกตัวคนเดียวอันตรายเกินไป วันหน้า…เจ้าไม่ควรเอาตัวไปเสี่ยงอีก”

หมิงหวาฉังยกยิ้ม หลุบตาไม่พูดต่อ นางรู้เจตนาของฮูหยินเฉิงกั๋วกงกับท่านย่าและเข้าใจว่าในแง่ของขนบธรรมเนียมทั่วไปเฉิงสวินเป็นตัวเลือกเจ้าบ่าวที่ไม่เลวผู้หนึ่ง เขาพูดสิ่งเหล่านี้เพราะหวังดีต่อนางจากใจจริง

เขาเป็นคุณชายชนชั้นสูงที่พบได้บ่อยในเมืองฉางอัน ตั้งแต่เล็กเล่าเรียนสี่ตำราห้าคัมภีร์ ได้รับการอบรมบ่มเพาะเป็นผู้สืบทอดวงศ์ตระกูล เขาจะแต่งภรรยาที่มีฐานะสมกัน หลังแต่งงานเขาจะให้เกียรติภรรยา จะรับหน้าที่สร้างครอบครัวเลี้ยงดูบุตร ทว่า…ก็แค่นี้เท่านั้น

เขาจะไม่นำงานกลับมาที่เรือนหลัง จะไม่ฟังภรรยาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องใหญ่ของราชสำนัก คำว่า ‘สงสัยผู้ใดจงอย่าใช้ ใช้ผู้ใดจงอย่าสงสัย’ ยิ่งไม่นำมาใช้เอ่ยถึงสตรีผู้หนึ่ง นี่ไม่ใช่ความผิดของเขา ในฐานะคุณชายชนชั้นสูงผู้หนึ่งที่ไม่เที่ยวหอคณิกา ไม่ให้กำเนิดบุตรอนุก่อนแต่งภรรยา เฉิงสวินก็เหนือกว่าคุณชายเสเพลแทบทุกคนแล้ว

เฉิงสวินไม่อาจเข้าใจว่าเหตุใดหมิงหวาฉังที่เมื่อครู่ยังดีๆ อยู่ถึงเปลี่ยนท่าทีเป็นห่างเหิน ทั้งสองคนเริ่มมีระยะห่างโดยไม่รู้สาเหตุ เขานิ่งไปครู่หนึ่งก่อนชวนคุยอีกครั้ง

“ไม่รู้ว่าปกติแม่นางรองอยู่จวนทำอะไรบ้าง ยามว่างชอบทำสิ่งใด”

“นอกจากกินก็นอน” หมิงหวาฉังตอบตามจริง “นอกจากกินดื่มข้าก็ไม่ถนัดทักษะใดทั้งสิ้น”

เฉิงสวินวางหน้าไม่สนิท ยิ้มเพื่อกอบกู้สถานการณ์ “แม่นางรองพูดล้อเล่นแล้ว ตั้งแต่อยู่ที่ราชธานีตะวันออกรองผู้ว่าการหมิงก็เป็นคนเก่งที่โด่งดัง ได้รับการขนานนามคู่กับบุตรชายคนโตสกุลเซี่ย เจ้าในฐานะน้องสาวของเขาจะไม่รู้เรื่องกาพย์กลอน คัดอักษร และวาดภาพได้อย่างไร”

หมิงหวาฉังคลี่ยิ้มมองเฉิงสวินพลางเอ่ย “ข้าพูดจริงๆ พี่รองของข้าทำสิ่งใดล้วนดีเยี่ยม มีเขาเชิดหน้าชูตาให้จวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว เช่นนั้นข้าจะขยันหมั่นเพียรไปเพื่ออันใด มิสู้เสพสุขกับชีวิตดีกว่า”

เฉิงสวินอึ้งงัน มองดวงตาสกาวทอยิ้มของสาวน้อยตรงหน้า ชั่วขณะนั้นราวกับตกอยู่ท่ามกลางม่านหมอก นางยืนอยู่หลังม่านหมอกนั้น เขาเอื้อมมือถึงนาง ทว่าไม่อาจสัมผัสได้ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าอ่านสตรีผู้หนึ่งไม่เข้าใจ จึงอดไม่ได้ที่จะถามนาง

“สตรีในเมืองหลวงล้วนถือทักษะความรู้กับฝีมือเย็บปักว่าเป็นเกียรติ เจ้าไม่ฝึกฝนสิ่งเหล่านี้ไม่ร้อนใจบ้างเลยหรือ”

“มีอะไรต้องร้อนใจเล่า” หมิงหวาฉังไม่สะทกสะท้านกับเรื่องนี้ “ข้ารู้ว่าตนเองเป็นคนเช่นไรและรู้ด้วยว่าสิ่งใดที่ตนเองต้องการ สิ่งที่ไม่ต้องการย่อมไม่เรียน ไม่จำเป็นต้องใช้ชีวิตเหมือนผู้อื่นนี่”

ครานี้เฉิงสวินนิ่งไปเนิ่นนาน มองไปทางหมิงหวาฉังด้วยนัยไม่ชัดเจน “เจ้าไม่เหมือนที่คนนอกเล่าลือกันสักนิด”

หมิงหวาฉังไม่ใส่ใจว่าคนนอกมองนางเช่นไร ขานรับเพียงคำเดียวเท่านั้น ดอกเหมยแดงสองฟากเบ่งบาน กำจายกลิ่นหอมระรวย เฉิงสวินเดินไปสักพักก็ชวนนางคุยอีกครั้ง

“ดูเหมือนแม่นางรองกับรองผู้ว่าการหมิงมีความสัมพันธ์ที่ดียิ่ง”

“ใช่” หมิงหวาฉังกล่าว “พี่รองของข้าเป็นคนหนุ่มที่ดีที่สุดในใต้หล้า”

เฉิงสวินได้ยินถ้อยคำนี้ก็รู้สึกอึดอัดโดยพลัน แต่เมื่อคิดว่านางออกจากจวนน้อยครั้ง ในโลกของนางมีแต่พี่ชาย เห็นพี่ชายเป็นดั่งผืนฟ้าก็ปกติอย่างยิ่ง เขาจึงกล่าว

“รองผู้ว่าการหมิงเป็นคนเก่งที่หาได้ยากจริงๆ แม้แต่ท่านปู่ของข้ายังชมเขาไม่ขาดปาก สืบคดีครั้งนี้เขาสร้างผลงานยิ่งใหญ่ ได้เผยโฉมต่อพระพักตร์ฝ่าบาทกับขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนัก วันหน้าจะต้องประสบความสำเร็จแน่นอน”

หมิงหวาฉังกำลังจะขานตอบ เสียงเย็นกังวานของคนผู้หนึ่งก็ดังมาทางด้านหลัง “คุณชายใหญ่เฉิงชมเกินไป ข้าละอายมิกล้ารับ”

หมิงหวาฉังหันไปมองก็เห็นเงาร่างสายหนึ่งย่ำหิมะเดินมาท่ามกลางดอกเหมยแดงสีสันร้อนแรง เขาปัดกิ่งเหมยที่พาดลงมาก่อนเอ่ยกับนาง

“เหตุใดถึงเดินเร็วเพียงนี้ หนาวหรือไม่”

เหตุใดเขามาได้เล่า หมิงหวาฉังประหลาดใจไม่น้อย นางนึกว่าเขายินดีจะรั้งอยู่สนทนากับเจิ้นกั๋วกงและเฉิงกั๋วกงในโถงหลักมากกว่า

นางไม่ได้ตอบ หมิงหวาจางก็จับมือนางขึ้นมากุมอย่างสนิทสนม “มือเย็นอยู่บ้าง”

จบคำเขาไม่รอให้นางตอบ ปลดชุดคลุมกันลมของตนแล้วคลุมบนร่างนาง จากนั้นก็หลุบตาผูกสายรัดให้นางอย่างตั้งอกตั้งใจ ขนตาเขาลู่ลง ใบหน้าด้านข้างเคร่งขรึมหมดจด ผุดผ่องดั่งหิมะน้ำแข็ง เว้นแต่ดวงตาที่ดำดุจน้ำหมึกเข้ม ไม่อาจจำแนกลึกตื้น

เฉิงสวินสัมผัสได้ถึงความเป็นปรปักษ์ที่ซับซ้อนจากหมิงหวาจาง เหตุใดเขารู้สึกว่าอีกฝ่ายจงใจทำให้เขาดู ราวกับพยัคฆ์เห็นผู้บุกรุกแล้วประกาศความเป็นเจ้าของพงไพร

ทว่าหมิงหวาฉังเป็นเพียงน้องสาวของหมิงหวาจาง ไม่ใช่คู่หมั้นของอีกฝ่ายเสียหน่อย ช้าเร็วน้องสาวก็จะต้องออกเรือน จวนเฉิงกั๋วกงกับสกุลหมิงมีฐานะสมกัน ไม่ว่าจะมองจากมุมใดเขาเฉิงสวินก็เป็นน้องเขยที่ไม่เลว ไยอีกฝ่ายต้องกีดกันเช่นนี้

แต่เมื่อนึกถึงคำประเมินในเมืองหลวงเกี่ยวกับหมิงหวาจาง เฉิงสวินก็รู้สึกว่าคงเป็นเพราะตนเอาความคิดคนเลวไปคาดเดาจิตใจวิญญูชน อีกฝ่ายสง่าผ่าเผย เที่ยงธรรมรักษาจารีต จะบังเกิดความรู้สึกลึกซึ้งกับน้องสาวแท้ๆ ได้อย่างไร น่าจะเป็นเพราะสองพี่น้องผูกพันกันมาก อีกฝ่ายเห็นน้องสาวต้องความเย็นถึงได้ร้อนใจ

เฉิงสวินอธิบายกับตนเองจบก็เป็นฝ่ายยิ้มประจบพี่ชายของว่าที่ภรรยา “รองผู้ว่าการหมิง เหตุใดท่านมาถึงที่นี่เล่า”

หมิงหวาจางไม่เหลือบมองเฉิงสวินแม้แต่คราเดียว เพียงเอ่ยเสียงเรียบ “ข้ามาดูน้องสาวของตนเองไม่ได้หรือ”

เฉิงสวินใบหน้าแข็งทื่อเล็กน้อย ครุ่นคิดในใจ พิลึกยิ่งนัก เหตุใดทั้งพี่ทั้งน้องล้วนพูดคุยยากเช่นนี้หนอ นี่เป็นความเคยชินของคนสกุลหมิงหรือไร จากนั้นเขาก็ยิ้มพลางกล่าว

“ก็จริง แม่นางรองเพิ่งรอดชีวิตจากวัดชิงฉาน ไม่แปลกที่รองผู้ว่าการหมิงจะไม่วางใจ นางมีพี่ชายที่ดีเช่นท่านนับว่าเป็นความโชคดีโดยแท้”

หมิงหวาจางไม่หวั่นไหว จดจ่อจัดคอเสื้อให้หมิงหวาฉังพลางเอ่ยเสียงเบา “นางได้มาเป็นน้องสาวของข้าไม่ใช่ความโชคดีของนาง แต่เป็นความโชคดีของข้าต่างหาก”

เฉิงสวินเห็นท่าทีที่หมิงหวาจางจัดคอเสื้อให้หมิงหวาฉังชัดเต็มสองตา คิ้วก็ขมวดทันใด ข่มกลั้นอีกครา พยายามคิดว่าคนทั้งสองเป็นฝาแฝดหงส์มังกรที่เติบโตมาด้วยกัน ย่อมสนิทสนมกว่าพี่ชายน้องสาวทั่วไป ตนไม่ควรคิดมาก เขาจึงแย้มยิ้มออกมาอย่างไม่จริงใจนัก

“ท่านกล่าวเช่นนี้ วันหน้าผู้ใดได้แต่งแม่นางรองจะไม่ยิ่งโชคดีหรือ”

“ตอนนี้นางอยู่จวนบำเพ็ญพรตโดยไม่ปลงผม ยังไม่คิดเรื่องแต่งงาน”

“แต่ได้ยินมาว่าปีนี้แม่นางรองอายุสิบเจ็ดปีแล้ว” เฉิงสวินมองหมิงหวาจางแน่วนิ่ง “แม่นางรองไม่มีทางอาศัยอยู่จวนเจิ้นกั๋วกงไปชั่วชีวิต ถึงอย่างไรนางก็ต้องออกเรือน”

แม้แต่คนนอกยังพูดได้เต็มปากว่าช้าเร็วหมิงหวาฉังก็ต้องออกเรือน หมิงหวาจางฟังจบความโกรธเกรี้ยวก็ก่อตัวขึ้นมาทันใด ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดปี เป็นอายุสูงสุดที่กฎหมายกำหนดให้สตรีออกเรือน คนทั้งหมดจึงพร้อมใจกันจัดแจงให้นางดูตัว แม้แต่ความเห็นของเขาก็ไม่ถาม

หมิงหวาจางรู้ว่าสตรีไม่ออกเรือนจะต้องเผชิญกับคำครหานินทามากมาย แต่เขาไม่อาจทนเห็นนางเดินเคียงข้างพูดคุยเรื่องแต่งงานกับบุรุษอื่นได้ ได้แต่ยกเหตุผลว่านางยังไม่อยากออกเรือนมาเกลี้ยกล่อมตนเองว่ากำลังปกป้องความต้องการของนางอยู่ ไม่ใช่กำลังก่อกวนเพราะความเห็นแก่ตัวของตนเอง

หมิงหวาฉังดึงสายรัดชุดคลุมกันลม กะพริบตามองดูบุรุษสองคนนี้ รู้สึกงุนงงอยู่บ้าง พวกเขาทำอะไรกันอยู่ ออกเรือนหรือไม่ออกเรือนนั้น ตามหลักแล้วควรเป็นเรื่องของข้าไม่ใช่หรือ

หมิงหวาฉังคลี่ยิ้มแล้วขัดจังหวะการปะทะกันที่แปลกพิกลนี้อย่างอ้อมค้อม “พี่หญิงใหญ่กับน้องหญิงสามเดินนำไปไกลแล้ว พวกเรารีบไปหาพวกนางกันเถิด”

หมิงหวาจางกับเฉิงสวินหุบปากพร้อมกันโดยไม่ต้องนัดแนะ ต่างเดินตามหลังหมิงหวาฉังไปเงียบๆ

 

หมิงอวี๋กับหมิงซั่วนั่งพักอยู่ในศาลา เห็นแต่ไกลว่าสตรีนางหนึ่งสวมชุดคลุมกันลมสีดำเดินตรงมา ด้านหลังซ้ายขวามีคุณชายเดินตามมาสองคน ท่าทางของสามคนนี้ดูเงียบขรึมชอบกล

หมิงซั่วเห็นก็เบ้ปากแล้วพร่ำบ่น “ท่านย่าลำเอียง พี่รองก็ลำเอียง พวกเราอุตส่าห์เปิดโอกาสให้คนคู่นั้น พี่รองก็ยังรีบร้อนตามออกมา กลัวว่านางจะเสียเปรียบ”

หมิงอวี๋ทำเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงวางท่าพี่สาวคนโต ต้อนรับอย่างใจกว้าง “คุณชายใหญ่เฉิง น้องรอง น้องหญิงรอง พวกเจ้ามากันแล้ว เอ๊ะ? บนร่างน้องหญิงรองคือ…”

“คือชุดคลุมกันลมของข้า” หมิงหวาจางต่อบทสนทนาเสียงเรียบ “นางเดินในดงดอกเหมยนานเกินไป ร่างกายทนรับความหนาวไม่ไหว”

หมิงอวี๋ขมวดคิ้ว นี่เป็นความรู้สึกลวงของนางเองหรือไม่ เหตุใดฟังดูแล้วคล้ายมีน้ำเสียงประชดประชันแฝงอยู่ในถ้อยคำนี้ จากนั้นก็เหลือบมองหมิงหวาจางผู้ไว้ตัวเยือกเย็นหมดจดดั่งจันทรา ครุ่นคิดในใจว่านางคงจะคิดมากไปเอง จากนั้นก็คลี่ยิ้มพลางกล่าว

“เป็นความบกพร่องของข้า ลืมเตือนให้นางสวมชุดคลุมออกมาด้วย เหลียนเฉียว จงไปหยิบชุดคลุมขนจิ้งจอกแดงของข้าตัวนั้นมาให้น้องหญิงรองสวมกันหนาว”

สาวใช้นามเหลียนเฉียวกำลังจะขานรับ หมิงหวาจางกลับยับยั้งเสียงเย็น “ไม่ต้อง นางสวมของข้าก็พอ”

หมิงอวี๋ลำคอตีบตัน รู้สึกได้ถึงการประกาศเขตอำนาจกลายๆ ความรู้สึกชนิดนี้ช่างไร้สาระสิ้นดี นางยิ้มจืดเจื่อนแล้วกล่าวขึ้นอีก

“ก็จริง เจ้ากับนางเป็นฝาแฝดหงส์มังกร เจ้าย่อมรู้ความชอบของนางดีกว่าใคร ในเมื่อนางหนาวก็รีบเข้ามาเถิด อย่าได้ถูกลมหนาวข้างนอกพัดใส่”

หมิงหวาฉังถูกหมิงหวาจางจับห่ออยู่ในชุดคลุมกันลม ยังไม่ทันได้พูดสักประโยคก็กลายเป็นตุ๊กตากระเบื้องที่เปราะบางทั้งกลัวลมและกลัวหนาว ถูกห้อมล้อมพาเข้าไปในศาลาดั่งดาวล้อมเดือน ทำให้นางรู้สึกจนใจอย่างยิ่ง วันนี้เขาเป็นอะไรของเขา ราวกับกลืนประทัดลงไป พบเจอผู้ใดก็พ่นไฟใส่คนผู้นั้น

ทั้งห้าคนนั่งลงในศาลา ต่างคนต่างไร้ถ้อยคำ เงียบเสียจนได้ยินแต่เสียงลมพัดข้างนอก แม้กระทั่งหมิงซั่วที่เอาแต่ใจที่สุดก็ยังสัมผัสได้ว่าบรรยากาศผิดปกติ จึงก้มหน้าไม่ส่งเสียง

หมิงหวาฉังตากลมหนาวพักใหญ่ สุดจะทนแล้วจริงๆ จึงเอ่ยขึ้น “สวนดอกไม้ในฤดูเหมันต์ไม่มีอะไรน่าเดินชม มีเพียงดงดอกเหมยตรงนี้พอให้ชมได้ พวกผู้ใหญ่คงรอจนร้อนใจแล้ว พวกเรากลับกันดีกว่า”

เฉิงสวินก็โล่งอกเช่นกัน แม้เสียดายที่ไม่ได้สนทนากับหมิงหวาฉังสักเท่าใด ทว่าก็ดีกว่าเสียเวลาอยู่ตรงนี้ เขานั่งอยู่ข้างกายหมิงหวาจาง รู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก ราวกับเขาเป็นคนมีศีลธรรมเสื่อมทราม หมายจะชิงคนรักของผู้อื่น แต่กลับถูกเจ้าของจับได้ซึ่งหน้า

 

ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกับฮูหยินเฉิงกั๋วกงเพิ่งพูดคุยกันครู่เดียวก็เห็นเฉิงสวินกับพวกหมิงหวาฉังกลับมาเสียแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงขมวดคิ้วพลางถามหมิงอวี๋

“นางหนูใหญ่ พวกเจ้าเดินเล่นในสวนดอกไม้กันเสร็จแล้วหรือ”

หมิงอวี๋ตอบ “ใช่เจ้าค่ะ น้องหญิงรองหนาวอยู่บ้าง พวกเราจึงกลับมากันก่อน”

ฮูหยินเฉิงกั๋วกงได้ยินก็ต่อบทสนทนาช้าๆ “วันนี้ลมแรง ควรกลับมาเร็วสักหน่อยจริงๆ ไว้เลือกวันอากาศดีค่อยไปเดินเล่นในสวนดอกไม้อีกคราก็ยังไม่สาย ฮูหยินผู้เฒ่าวาสนาดีโดยแท้ หลานสาวหลานชายล้วนมีพรสวรรค์โดดเด่นยิ่ง ดูไปแล้วช่างน่าอิจฉา ไม่รู้ว่า…เทศกาลซั่งหยวนจวนเจิ้นกั๋วกงวางแผนอะไรไว้หรือไม่”

หมิงหวาจางฟังพลางขมวดคิ้ว อยากจะบอกปัดยิ่งนัก ทว่าอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่เขาไม่อาจเป็นผู้ตัดสินใจ ระหว่างนั้นเจิ้นกั๋วกงจึงเอ่ยตอบ

“ยังไม่มี ฉังฉังร่ำร้องจะไปชมโคมไฟนานแล้ว แต่วันนั้นข้ามีธุระไม่อาจออกจากจวน น้องสะใภ้รองกับน้องสะใภ้สามก็บอบบางไม่เหมาะจะลงถนนไปเบียดเสียด ข้ากลัวว่าหากไม่มีผู้ใหญ่คอยเฝ้า นางจะวิ่งส่งเดชไปทั่วถนน จึงไม่ได้ตอบตกลง”

หมิงหวาฉังได้ยินก็แค่นเสียงเบาๆ ความไม่พอใจเกลื่อนใบหน้า เฉิงสวินสังเกตเห็นแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

เดิมทีเขานึกว่านางเป็นคุณหนูจวนกั๋วกงทั่วไป อาศัยว่ามีคนตามใจ จึงทำตัวเป็นกระสอบหญ้าฟางอย่างมั่นอกมั่นใจ ต่อมานางตัวคนเดียวรุดมาถามเขาเรื่องหลูตู้ พูดคลายปมในใจเขาหน้าประตูจวน แสดงออกซึ่งจิตใจที่หาญกล้าทว่าละเอียดอ่อน ทำให้เขาละอายไม่อาจทาบติด เขาค่อยๆ ตระหนักว่านางไม่ใช่กระสอบหญ้าฟางตามคำเล่าลือ แต่น่าจะเป็นสตรีที่หลักแหลมมากผู้หนึ่ง

ความจริงแล้ววันนี้เขาเพิ่งจะได้ทำความรู้จักนางอย่างเป็นทางการครั้งแรก เขาได้เห็นความพยศในตัวนาง ทั้งยังได้เห็นท่าทางอ่อนหวานของนางยามอยู่ต่อหน้าคนในครอบครัว ทุกๆ ด้านล้วนเป็นนางในแง่มุมใหม่ เขาอดใจไม่ไหวใคร่จะรู้ว่าที่แท้นางยังมีสิ่งที่น่าประหลาดใจอยู่อีกมากเพียงใด ตัวจริงของนางเป็นเช่นไรกันแน่

ฮูหยินเฉิงกั๋วกงเห็นแววตาของเฉิงสวินก็รู้ว่าหลานชายเก็บคุณหนูรองสกุลหมิงมาใส่ใจแล้ว จึงเอ่ยว่า “สตรีต่างจากบุรุษ หนึ่งปีมีวันเทศกาลเพียงไม่กี่วันที่จะออกจากจวนไปสนุกสนานได้เต็มที่ วันนั้นสกุลเฉิงเองก็จะไปชมโคมไฟเช่นกัน หากเจิ้นกั๋วกงเชื่อใจพวกเรา มิสู้ให้พวกแม่นางน้อยไปกับขบวนของสกุลเฉิง ท่านกั๋วกงของพวกเราจัดเตรียมองครักษ์ไว้แล้ว และจะสะสางเส้นทางให้เรียบร้อย รับรองว่าจะส่งคนกลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”

สกุลเฉิงพูดถึงขั้นนี้ไม่เหมาะที่เจิ้นกั๋วกงจะปฏิเสธ เขาจึงเอ่ยตอบ “เช่นนั้นก็รบกวนเฉิงกั๋วกงกับฮูหยินกั๋วกงแล้ว”

ทั้งสองตระกูลนัดหมายเวลากับสถานที่ที่จะพบปะกันในวันเทศกาลซั่งหยวน จากนั้นครอบครัวเฉิงกั๋วกงก็ขอตัวกลับไป หมิงหวาฉังจะได้ออกจากจวนเสียที อารมณ์เบิกบานบนใบหน้าปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด หมิงอวี๋กับหมิงซั่วก็ดีใจมากเช่นกัน ต่างพูดถึงเรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับที่จะใส่ในวันเทศกาล

สายตาเย็นชาของหมิงหวาจางมองหมิงหวาฉังเบียดตัวอยู่ในกลุ่มสาวใช้ ถกเรื่องเทศกาลซั่งหยวนอยู่กับพวกพ้องของนางอย่างเบิกบาน คล้ายไม่ถือสาความนัยเบื้องหลังของการนัดพบกันระหว่างบุรุษกับสตรีในวันเทศกาลซั่งหยวนสักนิด เขามองนางอยู่นาน แต่นางกลับไม่ได้ทอดสายตามองมาสักครา ความขุ่นเคืองในใจเขาจึงระงับไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ทำหน้าบึ้งตึงหันกายเดินจากไปทันที

เขาจงใจไม่ปิดบังความเคลื่อนไหวตอนออกจากประตู ครั้นออกมาจากโถงหลักก็ก้าวช้าๆ ไปบนทางเดิน รอนางไล่ตามมา ทว่าคราวนี้เขารอนานยิ่ง ถ่วงเวลาจนไปถึงหน้าประตูเรือนชิงฮุยแล้ว ด้านหลังก็ยังคงไม่มีเสียงเรียก ‘พี่รอง’ ที่เพราะพริ้งนั้นดังมา

หัวใจเขาจมดิ่ง นี่นางจะพิจารณาเรื่องแต่งงานกับเฉิงสวินจริงๆ หรือ แต่…นางพูดเองว่าไม่อยากออกเรือน ต้องการให้ข้าเลี้ยงดูนางไปชั่วชีวิต

บทที่ 114 นัดหมาย

เมื่อไม่นานมานี้หมิงหวาฉังลอบหนีออกจากจวน มิหนำซ้ำยังเผชิญหน้ากับฆาตกร เจิ้นกั๋วกงได้ยินก็แทบตกใจตาย นับแต่นั้นมาจึงจับตามองหมิงหวาฉังอย่างเข้มงวด แทบไม่ปล่อยให้นางออกจากจวนอีก เดิมทีหมิงหวาฉังเสียดายอย่างยิ่ง มาเมืองฉางอันปีแรกกลับต้องพลาดชมงานโคมไฟ นึกไม่ถึงว่าตอนนี้จะพบจุดเปลี่ยนได้ อาศัยหน้าตาของจวนเฉิงกั๋วกงออกจากจวนอย่างง่ายดาย

จวนเจิ้นกั๋วกงต่อให้ตกอับก็ไม่ถึงขั้นยืมใช้องครักษ์ของจวนอื่น เจิ้นกั๋วกงเพียงแค่โรคระแวงกำเริบ ไม่วางใจให้หมิงหวาฉังไปยังสถานที่ที่คนมากเท่านั้น แต่ในเมื่อรับปากคนนอกไปแล้ว เขาย่อมจัดผู้ติดตามให้นางอย่างครบครัน หมิงหวาฉังหน้าระรื่น พวกเจาไฉเองก็แสนจะเริงร่า รายล้อมข้างกายคุณหนูพลางถกกันเรื่องเสื้อผ้าเครื่องประดับที่จะใส่ในวันเทศกาลซั่งหยวน พอหมิงหวาฉังเบาหูได้บ้างก็พบว่าหมิงหวาจางหายตัวไปแล้ว นางจึงถามขึ้น

“พี่รองเล่า”

สาวใช้รอบด้านเหลียวมองจนทั่วก่อนตอบ “คุณชายรองอาจรำคาญที่จะฟังเรื่องพวกนี้ จึงปลีกตัวไปแล้วกระมังเจ้าคะ”

หมิงหวาฉังไม่ได้ซักถามต่อเพราะคิดว่าอุปนิสัยของเขาเป็นเช่นนี้จริงๆ กอปรกับในโถงหลักคนบ้านรองกับคนบ้านสามกำลังสนทนากันอย่างออกรส หมิงซั่วออดอ้อนขอเครื่องประดับจากฮูหยินผู้เฒ่าหมิงอยู่ ไม่เหมาะที่หมิงหวาฉังจะขอตัวในเวลานี้ จึงทำเพียงยิ้มฟัง

ภายใต้การออดอ้อนแสร้งเขลาของหลานสาว ไม่ช้าฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก็เผยรอยยิ้ม กวาดตามองคนทั้งหมดก่อนกล่าว

“ยามปกติก็แล้วไปเถิด แต่เทศกาลซั่งหยวนจะต้องเดินทางร่วมกับสกุลเฉิง จวนเจิ้นกั๋วกงไม่ควรเสียหน้า ลวี่ฉี่ ก้นหีบของข้ามีปิ่นระย้าหลายอัน เจ้าจงไปนำมาให้คุณหนูทั้งสามเลือก”

หมิงอวี๋กับหมิงซั่วได้ยินก็รีบแย้มยิ้มพลางกล่าวขอบคุณ ความจริงแล้วหมิงหวาฉังไม่ค่อยสนใจเครื่องประดับ ทว่าท่านย่ามีเจตนาดี นางย่อมไม่อาจบอกปัดน้ำใจท่านย่า จึงทำทีว่าชื่นชอบเช่นกัน จากนั้นก็เลือกปิ่นระย้าไปอันหนึ่ง

กว่าหมิงอวี๋กับหมิงซั่วจะเลือกเครื่องประดับที่พึงพอใจได้ เวลาก็ล่วงเลยไปนานยิ่ง หมิงหวาฉังคิดว่าในที่สุดก็จะไปได้เสียที นางกำลังจะออกจากประตูโถงหลัก แต่กลับถูกเจิ้นกั๋วกงเรียกตัวไว้อีก

เขากล่าวว่า “ฉังฉัง เจ้าตามข้ามา”

หมิงหวาฉังจึงได้แต่สวมชุดคลุมกันลมเดินตามไป เจิ้นกั๋วกงเห็นนางสวมชุดคลุมกันลมขนาดใหญ่ไม่พอดีตัวก็ขมวดคิ้วถาม

“ชุดคลุมของเจ้ามันเรื่องอะไรกัน”

หมิงหวาฉังทำข้าวของของหมิงหวาจางเสียหายประจำ จึงเอ่ยอย่างไม่แยแส “นี่เป็นชุดคลุมของพี่รอง ข้ายังคิดอยู่ว่าจะคืนให้เขา แต่ไม่รู้ว่าเขาไปที่ใดแล้ว”

เจิ้นกั๋วกงขมวดคิ้ว มองนางโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ สาวน้อยผิวผ่องดั่งหยกน้ำแข็ง ใบหน้าแย้มยิ้มปานบุปผา อยู่ในช่วงวัยสาวที่สดใสที่สุด ร่างปกคลุมด้วยชุดคลุมกันลมสีดำตัวใหญ่และหนักเช่นนี้ ดูราวกับดอกคุนซานเยี่ยกวง* สลัดโคลนดำโผล่พ้นผิวดิน

เห็นได้ชัดว่านี่เป็นชุดคลุมกันลมบุรุษ แต่นางกลับสวมอย่างเปิดเผย เป็นธรรมชาติ และสมเหตุสมผล ไม่รู้สึกสักนิดว่าผิดแปลก เจิ้นกั๋วกงจึงเอ่ยหน้าเคร่งขรึม

“ชุดคลุมของพี่ชายเจ้า เจ้าสวมใช้ได้ที่ใดกัน ยังไม่รีบถอดออกอีก จงนำชุดคลุมตัวใหม่มาให้คุณหนู”

เดินมาถึงกลางทางแล้ว หากเปลี่ยนชุดคลุมจะไม่ใช่ลำบากผู้อื่นหรือ หมิงหวาฉังจึงทวงความเป็นธรรมให้สาวใช้

“เดินอีกไม่กี่ก้าวก็ถึงแล้ว พี่รองไม่ถือสาเสียหน่อย ท่านอย่าหาเรื่องยุ่งยากเลย”

เจิ้นกั๋วกงถลึงตาใส่หมิงหวาฉัง “ลูกอกตัญญู ถึงกับกล้าล่วงเกินข้า ยังไม่รีบไปอีก!”

แม้เขาจะโมโห แต่ก็รอจนสาวใช้นำชุดคลุมตัวใหม่มาแล้วให้หมิงหวาฉังถอดชุดคลุมกันลมของหมิงหวาจางออก

ด้านหน้าคือเรือนของเจิ้นกั๋วกงแล้ว หมิงหวาฉังก้าวเข้าประตู เปลี่ยนรองเท้าเสร็จก็พับชุดคลุมกันลมของหมิงหวาจางอย่างเป็นธรรมชาติ เจิ้นกั๋วกงเห็นแล้วก็มีสีหน้าแปลกพิกลอยู่บ้าง

“เรื่องพวกนี้ย่อมมีสาวใช้คอยทำ เจ้าไม่ต้องลงมือเอง”

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ พี่รองพิถีพิถันยิ่ง ให้ผู้อื่นแตะต้องเสื้อผ้าของเขา เขาจะโกรธเอาได้ ข้าช่วยพับให้เรียบร้อยเอง ประเดี๋ยวจะได้แวะคืนเขา”

เจิ้นกั๋วกงฟังแล้วก็ขมวดคิ้วอย่างห้ามไม่อยู่ “เจ้าสนิทสนมกับเขาถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด ยังพูดว่าผู้อื่น แล้วเจ้าไม่ใช่ผู้อื่นหรือไร รีบวางลงเสีย ประเดี๋ยวส่งไปซักก่อน ไม่มีธุระของเจ้าแล้ว”

หมิงหวาฉังเบ้ปาก วางชุดคลุมกันลมลงก่อนตัดพ้อ “ท่านมักหาว่าข้าเกียจคร้าน ข้าอุตส่าห์ขยันสักครั้ง ท่านยังจะห้ามอีก”

เจิ้นกั๋วกงได้ยินถ้อยคำนี้ก็โมโหขึ้นมาอีก “เจ้าควรขยันให้ถูกที่จึงจะถูก ข้าอยากให้เจ้าขยันเรื่องดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพต่างหาก เจ้าอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ถึงวัยที่ควรออกเรือนได้แล้ว จงระวังตัวสักหน่อย อย่าวิ่งไปที่ห้องของเจ้ารองทั้งวี่วัน”

หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว ถูกต่อว่าจนงุนงง “ข้าไปหาพี่ชาย ไม่ใช่ลักลอบทำอะไรสักหน่อย เหตุใดท่านต่อว่าข้าอีกแล้ว”

เจิ้นกั๋วกงกระอึกกระอัก สุดท้ายก็ทำหน้าดุดัน เอ่ยอย่างเฉียบขาด “ฟังข้าเป็นใช้ได้ อย่าถามให้มากความ!”

หมิงหวาฉังแค่นเสียงเบาๆ อย่างไม่ยินยอม ทว่าก็ไม่โต้เถียงอีก ความขุ่นเคืองบนใบหน้านางเป็นไปโดยธรรมชาติ หัวใจเย็นเฉียบไปทั้งดวง

คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร หากเป็นในยามปกตินางคงจะไม่คิดมาก แต่นี่นางรู้อยู่แก่ใจว่าตนเองกับหมิงหวาจางไม่ใช่พี่น้องแท้ๆ ฟังคำพูดนี้ของเจิ้นกั๋วกงแล้วคล้ายแฝงนัยลึกซึ้งทุกตัวอักษร

เจิ้นกั๋วกงเองก็รู้อะไรมาใช่หรือไม่ ทว่าไม่มีเหตุผล ใครบ้างที่รู้ทั้งรู้ว่าอุ้มเด็กมาผิดตัวก็ยังเอาแต่ห่วงใยบุตรสาวที่ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตน ไม่รีบไปตามหาทายาทแท้ๆ กลับคืนมา หลายปีมานี้เจิ้นกั๋วกงไม่แต่งภรรยาใหม่ เห็นได้ชัดว่าผูกพันแน่นแฟ้นกับภรรยาผู้ล่วงลับ เขาไม่มีทางปล่อยให้เชื้อสายของภรรยาระหกระเหินอยู่ข้างนอกโดยไม่แยแส

หรือว่า…เด็กที่อุ้มมาผิดตัว…จะไม่ใช่นาง

หมิงหวาฉังยิ่งคิดยิ่งกระสับกระส่าย ใจกลางฝ่ามือเย็นดุจน้ำแข็ง เจิ้นกั๋วกงไม่ทันสังเกตเห็นว่านางจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เขาเพียงถามขึ้น

“ฉังฉัง คุณชายใหญ่ของจวนเฉิงกั๋วกง เจ้าเห็นว่าเป็นอย่างไร”

หมิงหวาฉังกำลังถูกการคาดเดาของตนเองข่มขวัญจนใจสั่น ไฉนเลยจะยังมีอารมณ์สังเกตบุรุษ นางจึงตอบส่งเดช

“ซื่อตรงสุขุม ใจดีมีมารยาท เป็นคนดีผู้หนึ่ง”

คำประเมินฟังดูไม่เลว อารมณ์ของเจิ้นกั๋วกงซับซ้อน ไม่รู้ควรดีใจหรือไม่ เขาเอ่ยอย่างอึดอัดอยู่บ้าง

“หมายความว่า…เจ้าเองก็ยินดีหรือ”

หมิงหวาฉังกำลังคิดเรื่องอื่น พอได้ยินคำนี้ก็ตกตะลึง เพิ่งจะมีท่าทีตอบสนอง “ยินดีอะไรกันเจ้าคะ”

เจิ้นกั๋วกงหลงนึกว่านางเขินอาย ทำให้อารมณ์ซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม “จวนเฉิงกั๋วกงไม่เคยคบหากับจวนเรา แต่วันนี้ถึงกับมาอวยพรวันปีใหม่ทั้งครอบครัว ระหว่างพบปะพูดคุยกันก็ถามถึงเจ้าหลายครั้ง เจ้ายังไม่รู้ความคิดของพวกเขาอีกหรือ คุณชายใหญ่เฉิงคร่ำครึไปบ้าง ทว่ามีดีที่อารมณ์เย็น อยู่ในเมืองหลวงก็นับว่าเป็นคู่ครองที่ดี ฉังฉัง เจ้ายินดีจะแต่งให้เขาหรือไม่เล่า”

หมิงหวาฉังได้ยินว่าถึงกับเป็นเรื่องนี้ก็ไม่รู้ควรทำสีหน้าเช่นไรดี “ท่านพ่อ ท่านเห็นข้าขัดตาเพียงนี้เชียวหรือ จึงคิดหาทุกวิถีทางจะแต่งข้าออกไปให้ได้”

“ข้าก็อยากเลี้ยงดูเจ้าไปชั่วชีวิตอยู่” เจิ้นกั๋วกงเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “แต่สตรีเติบใหญ่พึงออกเรือน สุดท้ายเจ้าก็ต้องแต่งงานอยู่ดี ตัดสินใจเร็วสักหน่อยเจ้าย่อมได้คัดเลือกผู้อื่น ขืนชักช้าจะกลายเป็นผู้อื่นเป็นฝ่ายคัดเลือกเจ้า”

จารีตมักโหดร้ายกับอายุของสตรีเป็นพิเศษ หมิงหวาฉังปลงตกกับเรื่องนี้แล้ว จึงตอบว่า “ข้าไม่สนใจ หากข้าจะแต่งงานต้องเป็นเพราะพบเจอคนที่ทำให้ข้าอยากแต่งด้วย ไม่มีทางเป็นเพราะถึงวัยแล้วจำเป็นต้องแต่ง หากไม่พบเจอคนผู้นี้ตลอดไป อยู่ตัวคนเดียวชั่วชีวิตก็ดียิ่ง”

“เหลวไหล!” เจิ้นกั๋วกงตำหนิเสียงดัง “เจ้าคิดง่ายดายเกินไปแล้ว ตอนที่ข้ามีชีวิตอยู่ยังปกป้องเจ้าได้ หากข้าไม่อยู่แล้ว ใครกันยินดีจะดูแลเจ้า คุ้มครองเจ้าโดยไร้คำติติง ไร้ข้อเรียกร้อง”

หมิงหวาฉังโต้แย้งกลับไปโดยไม่ต้องขบคิด “พี่รองอย่างไรเล่า”

เจิ้นกั๋วกงไม่พูดไม่จา นิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนเอ่ยว่า “แน่นอนว่าข้าเชื่อ ด้วยอุปนิสัยของเขาย่อมไม่มีทางไม่ไยดีเจ้า แต่วันหน้าเขาเองก็จะมีบุตรมีภรรยา แส้ยาวอย่างไรก็ไปไม่ถึงเจ้าควรมีครอบครัวเป็นของตนเองจะดีกว่า”

หมิงหวาฉังพบว่าเจิ้นกั๋วกงเป็นห่วงชีวิตในอนาคตของนางจริงๆ นางจึงเลิกโต้แย้งว่าจะออกเรือนหรือไม่ เพียงบอกเขาด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าเข้าใจในความห่วงหาอาทรของท่านพ่อ แต่เกรงว่าคุณชายใหญ่เฉิงจะไม่ใช่คู่ครองที่ดี”

เจิ้นกั๋วกงมีสีหน้าเคร่งขรึมทันตา “เพราะเหตุใด วันนี้เขาทำอะไรเจ้าหรือ”

หมิงหวาฉังรีบแก้ต่างให้เฉิงสวิน “ไม่ได้ทำอะไรเจ้าค่ะ ข้าเพียงแต่รู้สึกว่าความคิดของพวกเราไม่ตรงกัน ไม่อาจพูดไปในทางเดียวกันได้”

เจิ้นกั๋วกงพรูลมหายใจช้าๆ ถลึงตาใส่หมิงหวาฉังคราหนึ่ง “ข้าก็นึกว่าเรื่องอะไร พวกเจ้าเพิ่งรู้จักกันย่อมพูดไปคนละทาง รอวันหน้าอยู่ร่วมกันนานเข้าก็จะดีเอง”

เจิ้นกั๋วกงไม่รู้สึกสักนิดว่านี่เป็นเรื่องร้ายแรง หมิงหวาฉังจึงเอ่ยอย่างจริงจังอีกครา “แต่ว่า…ข้าไม่ชอบเขา”

เจิ้นกั๋วกงยิ่งไม่เก็บมาใส่ใจ “เจ้ายังเด็ก พูดคำว่าชอบติดปากทั้งวี่วัน รอจนเจ้าโตกว่านี้ก็จะรู้ คนสองคนใช้ชีวิตด้วยกันได้สำคัญที่สุด ชอบหรือไม่ชอบนานวันเข้าย่อมจืดจาง ตอนที่ข้าเพิ่งแต่งงานกับมารดาเจ้าก็ติดๆ ขัดๆ เช่นกัน หนึ่งเดือนพูดกันไม่กี่ประโยค ต่อมาก็ยังคงมีพวกเจ้าพี่น้องได้ไม่ใช่หรือไร”

หมิงหวาฉังขมวดคิ้วพลางโต้แย้ง “แต่…นี่มันคนละเรื่องกัน…”

เจิ้นกั๋วกงตัดบทนาง “เจ้าอย่าเพิ่งปฏิเสธ ต่อให้เจ้าไม่ชอบคุณชายใหญ่เฉิง มิสู้ทำความรู้จักดูก่อน เทศกาลซั่งหยวนไปเดินเล่นกับเขาสักหน่อย ดูว่าเขาปฏิบัติตนเช่นไร ไม่แน่เจ้าอาจรู้สึกว่าคนผู้นี้ก็ไม่เลว หากไปเที่ยวเทศกาลซั่งหยวนกลับมาเจ้ายังคงไม่ยินดี ข้าจะช่วยออกหน้าปฏิเสธแทนเจ้าเอง ต่อให้จวนเจิ้นกั๋วกงตกอับก็จะไม่ให้เจ้าอดข้าวสักคำเดียว”

หมิงหวาฉังเผยรอยยิ้ม ปากเล็กขมุบขมิบ “ไม่ใช่แค่ข้าวคำเดียว ข้ายังจะกินส่านจื่อเปี๊ยะนึ่ง เปี๊ยะอบกรอบ ทังปิ่ง ขนมถั่วแดงแก้วเจียระไน…”

เจิ้นกั๋วกงทั้งฉุนเฉียวทั้งจนปัญญา มองดูบุตรสาวคนเล็กกางนิ้วมือนับของกิน ไม่รู้เขานึกไปถึงสิ่งใด สายตาจึงเปลี่ยนเป็นทอดมองไปไกล ราวกับผ่านร้อนผ่านหนาวจนอ่อนล้า จนกระทั่งหมิงหวาฉังแจกแจงรายการอาหารมาพอสมควร เขาก็เอ่ยขึ้น

“เอาล่ะ รู้ว่าเจ้ากินเก่ง ไม่ให้เจ้าหิวตายแน่ ใครอยู่บ้าง จงไปโรงครัวสั่งอาหารที่คุณหนูรองพูดถึงเมื่อครู่แล้วให้ส่งมาที่เรือนข้า ไม่ได้กินอาหารพร้อมหน้ากันนานแล้ว ไปตามคุณชายรองมาด้วย”

ยามหมิงหวาฉังสั่งอาหารกระตือรือร้นกว่าเลือกเครื่องประดับมาก นางถึงกับกำชับบ่าวที่จะไปโรงครัวอย่างละเอียดว่าอาหารแต่ละอย่างต้องใส่เครื่องปรุงใดบ้าง พูดจนปากคอแห้งผาก ต้องดื่มชาไปหนึ่งคำ ตอนนี้เองเสียงทักทายของพวกบ่าวที่ด้านนอกก็ดังเข้ามาให้ได้ยิน

หมิงหวาจางเดินเข้าประตูมาแล้ว แววตาเรียบเฉย สีหน้านิ่งขรึมเยือกเย็นดุจหิมะ เขาปลดชุดคลุมกันลมแล้ววางเข้าที่ด้วยตนเอง ยามที่หันกายมาค่อยแลเห็นเงาร่างที่คุ้นเคยสายหนึ่งนั่งอยู่ด้านใน

หมิงหวาจางชะงักไปโดยพลัน ถามด้วยความประหลาดใจ “ฉังฉัง?”

หมิงหวาฉังสวมชุดหรูฉวินที่ทั้งอบอุ่นและคล่องตัว ชะโงกศีรษะออกมาจากหลังม่าน “พี่รอง เป็นอะไรไป”

หมิงหวาจางเพ่งพิศดวงตาปานไข่มุกหยกคู่นั้น เนิ่นนานยังคงพูดไม่ออก เขาอยากจะพูดว่า…เขารอนางมาโดยตลอด ระหว่างทางก็รอ กลับถึงเรือนแล้วก็ยังคงรอ เขานึกว่านางมีงานรัดตัวอยู่ แต่ที่แท้นางก็แค่ไม่อยากจะไปหาเขา

ไม่แปลก นางโตป่านนี้แล้ว มีมือมีเท้า มีญาติมีสหาย ทางเลือกที่จะใช้เวลาว่างก็มีมากเพียงนั้น เหตุใดนางจะต้องเลือกเขาเท่านั้นเล่า

นี่เป็นครั้งแรกที่หมิงหวาจางตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้งว่าหมิงหวาฉังมีคนมากมายที่รักนาง เขาเป็นเพียงคนหนึ่งในนั้น…เล็กจ้อยจนไม่คู่ควรจะเอ่ยถึง

หมิงหวาจางเงียบงัน อุปนิสัยของเขาเฉยชามาแต่ไหนแต่ไร ไม่พูดไม่จาก็ไม่มีใครรู้สึกว่าผิดปกติ เจิ้นกั๋วกงเรียกให้หมิงหวาจางนั่งลงก่อนเอ่ยขึ้น

“เทศกาลซั่งหยวนเป็นเทศกาลของพวกเจ้าคนหนุ่มสาว อย่าให้ผ่านไปเสียเปล่า ปีนี้พวกเจ้าพี่น้องก็อายุสิบเจ็ดปีแล้ว ควรพิจารณาเรื่องสำคัญชั่วชีวิต หวาจาง เจ้ามีความเห็นหรือไม่”

หมิงหวาจางนิ่งงันไปชั่วครู่ ดวงตาดำขลับปานหยกสีน้ำหมึกแช่ในน้ำแข็งคู่นั้นค่อยๆ เหลือบไปด้านข้างอย่างเรียบเฉย

น้ำเสียงของเขายังคงสงบนิ่งถึงเพียงนั้น เอ่ยอย่างสุภาพนอบน้อม “ล้วนฟังท่านพ่อจัดการ”

เจิ้นกั๋วกงส่ายหน้าพลางกล่าว “นี่เป็นเรื่องของเจ้า หากเจ้าไม่มีใจ ข้าก็จะไม่บังคับ แต่หากมีคนที่พึงใจก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ต่อให้เป็นเทพธิดาในวังจันทรา ข้าก็จะคิดหาทางช่วยเจ้าสู่ขอให้ได้”

หมิงหวาฉังพร่ำบ่นเบาๆ “ท่านพ่อ เมื่อครู่ท่านไม่เห็นพูดเช่นนี้กับข้าเลย”

“เจ้าหุบปาก!” เจิ้นกั๋วกงถลึงตาใส่หมิงหวาฉังอย่างหัวเสียคราหนึ่ง ก่อนหันไปพูดกับหมิงหวาจางอย่างอบอุ่นอ่อนโยน

“หวาจาง เทศกาลซั่งหยวนลำบากเจ้าคอยระวังสักหน่อย เฝ้าดูฉังฉังกับคุณชายใหญ่เฉิงที อย่าให้นางวิ่งส่งเดชไปทั่ว”

หมิงหวาฉังแค่นเสียงเบาๆ ดวงตาดุดันของเจิ้นกั๋วกงเบิกโตพลางกล่าว

“ทำเสียงอะไรของเจ้า จงสงบเสงี่ยมเชื่อฟังหวาจาง ชมโคมไฟกับคนจวนเฉิงกั๋วกงเสร็จก็กลับมา ห้ามทำตามใจชอบ ได้ยินหรือไม่”

หมิงหวาฉังขานรับอย่างไม่เต็มใจ “รู้แล้วเจ้าค่ะ”

หมิงหวาจางใบหน้าขาวราวหิมะ สายตากวาดผ่านเจิ้นกั๋วกงกับหมิงหวาฉัง รู้สึกคล้ายตนเองนั่งอยู่บนม้าพยศโดยไร้เชือกบังเหียน สูญเสียการควบคุมโดยสิ้นเชิง

เขาถามว่า “ท่านพ่อ ท่านคิดจะให้ฉังฉังไปพบคุณชายใหญ่เฉิงจริงๆ หรือ”

เจิ้นกั๋วกงไม่แสดงท่าทีแน่ชัด เพียงตอบว่า “สกุลเฉิงกับพวกเรานับว่าฐานะสมกัน ทำความรู้จักดูก่อน เรื่องอื่นยังไม่รีบร้อนพูดคุย”

ในใจหมิงหวาจางหนาวยะเยือก หันไปมองหมิงหวาฉัง คาดหวังจะเห็นสีหน้าต่อต้านคัดค้าน แต่กลับเห็นใบหน้างามละมุนละไมปานดอกบัวนั้นเพียงยิ้มบางๆ ถึงกับไม่ได้มองมาทางเขาด้วยซ้ำ

เขาพูดไม่ออกว่าในใจเป็นความรู้สึกเช่นไร นี่เป็นเรื่องสมควร เขาเป็นพี่ชายของนาง คุ้มกันน้องสาวก็เป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว

ต่อให้เป็นการส่งน้องสาวไปตามนัดหมายของบุรุษอื่นก็ตามที

เขามัวเพ้อฝันอะไรอยู่เล่า

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ก.ย. 69

หน้าที่แล้ว1 of 11

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: