บทที่ 5 ท้าทาย
เหวยเจิ้งตกตะลึงกับคำถามนี้ เขาคิดไม่ถึงเลยว่าสตรีในเรือนหลังเช่นเสิ่นเจาเหยียน เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้จะไม่รู้สึกหวาดกลัวแม้แต่น้อย ทั้งยังสามารถควบคุมสถานการณ์ด้วยการพลิกจากฝ่ายรับมาเป็นฝ่ายรุกได้อย่างมีเหตุมีผลและมีหลักฐานประกอบ เขาจึงรู้สึกอับอายไปชั่วขณะ ทว่าเขายังไม่ทันตอบ เสียงอีกเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
เสิ่นเจาเหยียนหันไปก็เห็นเซวียนผิงโหวเอ่ยตักเตือนด้วยสีหน้าโกรธเคืองว่า “จวิ้นจู่โปรดอย่าพูดจาเลอะเทอะต่อหน้าผู้คน ทำให้ราชวงศ์เสื่อมเสีย”
เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกอยากหัวเราะกับคำตักเตือนที่ไร้เหตุผลและโยนความผิดให้ผู้อื่นของเขา นางหันไปมองเซวียนผิงโหวที่มีสีหน้าจริงจังแล้วเอ่ยถามยิ้มๆ
“หากท่านโหวไม่พูด ข้ายังจำท่านไม่ได้ คดีของน้องชายท่าน ฆาตกรได้รับโทษตามกฎหมายนานแล้วมิใช่หรือ ท่านมีทุกข์อะไรอีกถึงต้องฝ่าแดดที่ร้อนแผดเผามาร้องทุกข์ที่หน้าศาลต้าหลี่แห่งนี้”
เซวียนผิงโหวโกรธมากจนพูดไม่ออก ในตอนนั้นเนื่องจากน้องชายของเขาเมาสุราจึงถูกม้าเตะจนตายในขณะที่พยายามจะทำมิดีมิร้ายกับม้าตัวผู้ เซวียนผิงโหวใช้อำนาจรังแกคนอื่น ไม่เพียงต้องการฆ่าม้าเท่านั้น แต่ยังต้องการฝังครอบครัวที่เลี้ยงม้าไปพร้อมกับมันด้วย สุดท้ายกรมอาญาจึงต้องยอมถอยให้ก้าวหนึ่งโดยการฆ่าม้าที่ไม่มีความผิด
เมื่อเซวียนผิงโหวถูกพูดแทงใจดำต่อหน้าคนอื่นและไม่สามารถโต้แย้งได้ จึงได้แต่ชี้หน้าเสิ่นเจาเหยียนพลางด่าทอ “เจ้าเป็นนางปีศาจที่ไม่เคารพกฎหมาย ยโสโอหังยิ่งนัก! ในอดีตอาศัยการปกป้องของสกุลเสิ่นจึงได้วางอำนาจบาตรใหญ่ข่มเหงผู้อื่น! ตอนนี้ยังกล้าพูดจาเหลวไหลต่อหน้าศาลต้าหลี่! มาสิ!” อารมณ์ของเขากำลังพลุ่งพล่าน จึงยกแขนขึ้นแล้วตะโกนว่า “สตรีในเรือนหลังเพ้อฝันที่จะแทรกแซงงานของราชสำนัก นับเป็นความอัปยศของราชวงศ์ของเรา! ไล่นางออกไปจากที่ทำการฝ่ายใต้!”
หากพูดเช่นนี้ในยามปกติคงจะไม่มีใครสนใจ แต่ที่แย่ก็คือผู้คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนเป็นคนที่บิดาของนางเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่เคยทำให้ไม่พอใจมาก่อน ตอนนี้พอมีโอกาสและได้อยู่กันเป็นกลุ่มใหญ่ พวกเขาก็แค่อยากให้บุตรสาวรับเคราะห์แทนบิดาเพื่อระบายความโกรธ ดังนั้นทันทีที่เซวียนผิงโหวเอ่ยปากก็มีผู้คนตอบรับโดยพร้อมเพรียงกัน กรูกันเข้ามาหาเสิ่นเจาเหยียนด้วยความพลุ่งพล่าน แม้ว่านางจะนำองครักษ์ติดตามมาหลายคน แต่ผู้ที่ก่อความวุ่นวายมีกำลังมากกว่า องครักษ์ติดตามจึงทำได้เพียงปกป้องนางไว้ด้านหลังกำแพงมนุษย์และพยายามถอยออกไป
บางทีอาจเป็นเพราะคนเยอะจึงฮึกเหิม ทุกคนจึงหวังให้โชคช่วยโดยคิดว่ากฎหมายจะไม่ลงโทษคนจำนวนมาก ทุกคนตะโกนว่า “สุนัขแซ่เสิ่น ทำลายชีวิตคนเหมือนผักปลา!” พร้อมกับเดินเข้าไปหาเสิ่นเจาเหยียน เบียดเสียด ดึงดัน…เสียงที่ดังกลบเสียงประท้วงอันแผ่วเบาของนาง
‘แปะ!’
เกิดความเจ็บขึ้นที่ขมับ เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกว่ามีอะไรเหนียวๆ และเปียกๆ ติดอยู่ที่ขมับของนางทั้งยังไหลลงมาตามแก้มและเข้าไปในคอเสื้อ นางยกมือขึ้นมาลูบด้วยความตื่นตระหนกและใจสั่นเมื่อพบว่าเป็นไข่ใสๆ
พวกเขา…ใจกล้า…ขว้างไข่ใส่ข้า?!
เสิ่นเจาเหยียนมองดูไข่เหลวเต็มมือก็รู้สึกทั้งตกใจและโกรธจัด ดูเหมือนว่าฝูงชนที่ก่อความวุ่นวายจะเห็นผลของวิธีการนี้จึงพากันหยิบของข้างกายมาขว้างใส่นาง
ท่ามกลางความโกลาหล มีองครักษ์ติดตามถูกก้อนหินที่กระเด็นมาจากที่ใดไม่รู้ขว้างใส่ ขณะที่เขาเบี่ยงตัวหลบก็เผยให้เห็นช่องว่างด้านหน้ามุมหนึ่ง
ในสถานการณ์เช่นนี้แม้แต่วาทศิลป์ของเสิ่นเจาเหยียนก็ไร้ประโยชน์ พวกเขาเปรียบเหมือนปลาบนเขียงที่รอให้คนเชือด แต่กลับทำได้เพียงดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์ ส่วนเหวยเจิ้งนำคนของกรมอาญายืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล กอดอกมองอยู่เฉยๆ
“บังอาจ!”
จู่ๆ ก็มีเสียงตวาดด้วยความโกรธดังมาจากระยะไกล เผยเจินนำเจ้าหน้าที่ของศาลต้าหลี่หลายสิบคนมาด้วย
เขาสั่งให้คนแยกเสิ่นเจาเหยียนและองครักษ์ติดตามออกมา ชักดาบยืนต่อหน้าฝูงชนแล้วตะโกนว่า “ศาลต้าหลี่ดูแลกระบวนการยุติธรรมในใต้หล้า อยู่หน้าศาลจะปล่อยให้พวกเจ้าก่อเรื่องวุ่นวายได้อย่างไร!”
เขาตะโกนด้วยท่าทีน่าเกรงขาม สถานที่เกิดเหตุจึงเงียบสงบลงทันที
เสิ่นเจาเหยียนได้รับการปกป้องจากคนกลุ่มหนึ่ง สุดท้ายโหย่วจินจึงประคองนางโซเซยืนขึ้นมา
สายตามองข้ามกำแพงมนุษย์ชั้นแล้วชั้นเล่าแล้วหยุดอยู่ตรงใต้แผ่นป้ายที่แสงตะวันส่องไม่ถึง ลมหายใจชะงักเล็กน้อย นางพบกับเซี่ยจิ่งซีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อีกแล้ว
เมื่อประสานสายตากัน เขากำลังมองลงมาที่นางด้วยท่าทางเหนือกว่า ขมวดคิ้วเล็กน้อย สีหน้าหมดความอดทน ราวกับกำลังมองดูกลุ่มมดที่กำลังทำลายทัศนียภาพ
นับตั้งแต่จำความได้ เสิ่นเจาเหยียนก็ถูกรายล้อมไปด้วยการเอาอกเอาใจและประจบสอพลอเสมอมา โดยเฉพาะหลังจากหลี่เหมี่ยนขึ้นครองบัลลังก์ ทุกคนก็ยิ่งเคารพแต่ไม่อยากเข้าใกล้ ทว่าสถานการณ์ที่เหลวไหลเช่นวันนี้และสายตาของเซี่ยจิ่งซีในตอนนี้นางไม่เคยเห็นและไม่เคยคาดคิดมาก่อน ด้วยความตกใจและโกรธเคืองจึงตะลึงงันอยู่ตรงนั้น
เซี่ยจิ่งซีกลับเบือนหน้าหนี หันไปถามเหวยเจิ้งที่อยู่ข้างๆ ว่า “มีเรื่องเอะอะโวยวายอะไร”
เหวยเจิ้งประสานมือคารวะแล้วเล่าเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังจากเซี่ยจิ่งซีฟังจบแล้ว เขายังคงจ้องมองเหวยเจิ้งด้วยสายตาเย็นชาและดูแคลนอยู่ครู่หนึ่ง
เหวยเจิ้งถูกจ้องจนรู้สึกชาสันหลัง หลังจากกระแอมสองครั้งก็หันหน้าหนีแล้วถามอย่างนอบน้อมว่า “ตุลาการใหญ่เซี่ยมีอะไรจะพูดหรือไม่”
เซี่ยจิ่งซีไม่ตอบ เขาจ้องเหวยเจิ้งด้วยสายตาน่ากลัวและพูดเบาๆ ว่า “พิจารณาคดีเก่าของกรมอาญาอีกครั้ง? รองเจ้ากรมเหวยคงไม่ได้กำลังล้อข้าเล่นใช่หรือไม่”
เหวยเจิ้งอธิบายอย่างหน้าซื่อใจคดว่า “นี่เป็นเพียงการร้องทุกข์ของคนในครอบครัวนักโทษเท่านั้น ข้าไม่เคยพูดว่าเห็นด้วยที่จะให้มีการสอบสวนใหม่อีกครั้งนะ!”
“ถ้าเช่นนั้นตอนนี้รองเจ้ากรมเหวยกำลังทำอะไรอยู่”
“ข้า…” เหวยเจิ้งถูกถามจนพูดไม่ออก แล้วยังคิดที่จะแก้ตัวแบบมีเล่ห์เหลี่ยมอีกครั้ง แต่กลับเห็นเซี่ยจิ่งซีหันไปพูดกับฝูงชนที่เชิงบันได
“ต้าโจวปกครองบ้านเมืองตามจริยธรรมและกฎหมาย การพิจารณาคดีใหม่และการรื้อฟื้นคดีล้วนมีระเบียบและกฎเกณฑ์ หากทุกท่านรู้สึกไม่พอใจกับคำตัดสิน สามารถไปตีกลองร้องทุกข์ที่หน้าประตูจูเชวี่ยได้ ยิ่งไปกว่านั้นข้าเห็นว่าในหมู่พวกท่านก็มีผู้มีอำนาจและเชื้อพระวงศ์อยู่ไม่น้อย หากต้องการเข้าเฝ้าฮ่องเต้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก เหตุใดจึงต้องรวมตัวกันมาก่อความวุ่นวายถึงศาลต้าหลี่ของข้าด้วย” เซี่ยจิ่งซีหันไปเหลือบมองเหวยเจิ้งแล้วเอ่ยต่อว่า “หรือทุกท่านคิดว่าข้าเป็นขุนนางใหม่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง จึงหาเหตุผลที่จะแสดงอานุภาพกับข้า?”
“จะพูดเช่นนั้นไม่ได้” เหวยเจิ้งยิ้มสุขุมเยือกเย็น “คดีของเจ้ากรมเฉินมีผลกระทบใหญ่หลวง ทุกคนแม้ไม่ใช่สหายร่วมงานแต่ก็มีความเกี่ยวดองกัน ความห่วงใยอย่างลึกซึ้งจึงเป็นเรื่องปกติ การมารวมตัวกันในวันนี้ก็เพียงต้องการฟังความเห็นของตุลาการใหญ่เซี่ยเท่านั้นว่าจะไม่ปกป้องและลำเอียงด้วยเหตุผลต่างๆ นานา…”
“อ้อ?” เซี่ยจิ่งซีประหลาดใจอย่างยิ่ง “รองเจ้ากรมเหวยพูดเช่นนี้ข้ารู้สึกอยากรู้อย่างยิ่ง กฎหมายของราชวงศ์เรานั้นเข้มงวดมีขอบเขต การปกป้องและลำเอียงถือเป็นความผิดร้ายแรง ต้องการความห่วงใยและการตักเตือนจากคนที่ไม่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อไรกัน หรือว่าการทำคดีของกรมอาญาปฏิบัติกันเช่นนี้?”
“เจ้า!” เหวยเจิ้งโกรธเคืองเป็นอย่างยิ่ง พูดอะไรไม่ออกอยู่เป็นนาน
เซี่ยจิ่งซีได้รับการเลื่อนตำแหน่งจากผู้ช่วยตุลาการศาลต้าหลี่เป็นตุลาการใหญ่ศาลต้าหลี่ยังไม่ถึงปี ก่อนหน้านี้ในราชสำนักเขายังเป็นคนที่เชี่ยวชาญในการเก็บซ่อนความสามารถอีกด้วย จนถึงวันนี้ฝ่ายสกุลหวังยังรู้จักเขาน้อยมาก
ส่วนเหตุการณ์ในวันนี้เสนาบดีหวังเป็นผู้สั่งการ ต้องการให้เหวยเจิ้งพาคนมาลองเชิงเขา
คนหนุ่มรุ่นหลังทั่วไปหากต้องเผชิญกับสถานการณ์ในวันนี้ไม่เพียงตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แต่ยังจะลดท่าทีและขอคำแนะนำจากเหวยเจิ้งอีกด้วย ไม่คาดคิดว่าคนผู้นี้อายุยังน้อยแต่กลับใช้กลเม็ดในราชสำนักอย่างย้ายดอกทาบกิ่งและชี้กวางเป็นม้าได้คล่องแคล่วเสียจริง
เหวยเจิ้งหัวเราะเย้ยหยัน ไม่แปลกใจเลยที่เมื่อครั้งเสิ่นฟู่ยังมีชีวิตอยู่ถึงได้เลือกเขาเป็นบุตรเขย
“เซี่ยจิ่งซี!”
เสียงตะคอกดุดันของเซวียนผิงโหวขัดจังหวะการคุมเชิงกันของคนทั้งสอง เขาก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว ชี้ไปที่เซี่ยจิ่งซีแล้วพูดอย่างแค้นเคืองยิ่ง
“เจ้าเลิกพูดจาหลบเลี่ยง เบี่ยงเบนความสนใจได้แล้ว ทุกคนที่นี่มีใครไม่รู้บ้างว่าเจ้าหมั้นหมายกับคนสกุลเสิ่น หากไม่ใช่เพราะสกุลเสิ่นเพิ่งมีคนเสียชีวิตไปไม่นาน เจ้าคงจะเป็นเขยของสกุลเสิ่นไปนานแล้ว ด้วยสถานะของเจ้า เจ้าจะไม่ลำเอียงได้อย่างไร!”
เซี่ยจิ่งซียกยิ้ม หันไปสั่งการคนที่อยู่ข้างหลังว่า “เซวียนผิงโหวเรียกชื่อแซ่ของข้าตรงๆ หน้าที่ทำการขุนนางถือเป็นการไม่ให้เกียรติ รวมตัวกันก่อความวุ่นวายและแผดเสียงในศาลถือเป็นการดูหมิ่นกฎหมาย นำตัวไปคุมขังไว้ก่อน รอให้ข้ากราบทูลฮ่องเต้แล้วจึงค่อยทำการตัดสิน”
ทั่วบริเวณนั้นเกิดความแตกตื่นขึ้นมาทันที เซวียนผิงโหวแทบจะไม่เชื่อหูของตนเอง ได้แต่เบิกตาโตอยู่ครู่หนึ่ง พูดอะไรไม่ออกสักคำ
เหวยเจิ้งที่ได้สติก่อนพูดอย่างขุ่นเคืองว่า “ตุลาการใหญ่เซี่ยด่วนตัดสินเช่นนี้ เกรงว่ายากที่จะทำให้คนหมู่มากเชื่อฟัง”
“อย่างนั้นหรือ” เซี่ยจิ่งซีหันกลับไปมองเขาและถามกลับด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าเช่นนั้นขอถามรองเจ้ากรมเหวย การรวมตัวกันก่อความวุ่นวายที่หน้าศาลต้าหลี่ในวันนี้เป็นความจริงหรือไม่”
สีหน้าของเหวยเจิ้งเปลี่ยนไปเล็กน้อย
เซี่ยจิ่งซีถามอีกว่า “เรื่องการรวมตัวกันข้าควรจะแจ้งให้ราชสำนักรู้หรือไม่”
“แต่ตุลาการใหญ่เซี่ยมั่นใจได้อย่างไรว่าเซวียนผิงโหวเป็นผู้นำ” เหวยเจิ้งเอ่ยถาม
“เขาไม่ใช่หรือ” เซี่ยจิ่งซีย้อนถาม “ในเมื่อเซวียนผิงโหวไม่ใช่ผู้นำ ถ้าเช่นนั้นใครเป็นผู้นำ รองเจ้ากรมเหวย ใช่ท่านหรือไม่”
ประโยคนี้สวนกลับจนเหวยเจิ้งเงียบไป
ก่อนหน้านี้หวังอวี่ได้ให้เขาลองหยั่งเชิงขีดจำกัดของเซี่ยจิ่งซี โดยอ้างเพียงว่าให้พาคนมาก่อเรื่องวุ่นวายเพื่อสกัดความฮึกเหิมของบุรุษผู้นี้ลงบ้าง จะได้ลดความบุ่มบ่ามและรู้จักทำงานทำการอย่างถูกต้อง แต่การลองเชิงครั้งนี้เหวยเจิ้งรู้สึกว่าเซี่ยจิ่งซีไม่เพียงทำงานอย่างสุขุมลุ่มลึกเท่านั้น ยังรู้จักเล่ห์เหลี่ยมของแวดวงขุนนางเป็นอย่างดีอีกด้วย
อย่างเช่นเหตุการณ์ในวันนี้หากเซี่ยจิ่งซีมีเจตนาเข้าข้างฝ่ายสกุลหวังก็จะเปลี่ยนเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก และเรื่องเล็กก็ให้จบไป แต่ถ้าเขามีใจภักดีต่อฮ่องเต้อย่างแท้จริง ก็สามารถใช้โอกาสนี้กล่าวโทษกรมอาญาเพื่อแสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีของเขา ทว่าเขากลับเลือกเซวียนผิงโหวผู้มีเพียงบรรดาศักดิ์แต่ไม่มีอำนาจที่แท้จริงมาเป็นแพะรับบาป เช่นนี้จึงเป็นการเหลือพื้นที่ไว้ให้ฝ่ายสกุลหวังแล้วยังสามารถชี้แจงต่อฮ่องเต้ได้อีกด้วย วิธีการสร้างสมดุลทำได้ดีมาก ไม่ต้องผิดใจทั้งสองฝ่าย และไม่ทำให้ทั้งสองฝ่ายขุ่นเคือง
เหวยเจิ้งเงียบไปด้วยความขุ่นเคือง ส่วนคนอื่นๆ เมื่อเห็นว่าแม้แต่เซวียนผิงโหวยังถูกจับกุมไปจริงๆ ก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ ไม่กล้าวู่วามตามอำเภอใจอีก
เมื่อเห็นว่าเหตุการณ์สงบลงแล้ว เซี่ยจิ่งซีจึงกวาดตามองผู้คนที่อยู่ตรงเชิงบันได ขณะหันหลังกลับก็ได้ยินเสียงสดใสกังวานของสตรีผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง
“ตุลาการใหญ่เซี่ย” เสิ่นเจาเหยียนใช้ผ้าเช็ดคราบไข่ออกจากใบหน้า พูดด้วยความโกรธเคืองว่า “เมื่อครู่ท่านลงโทษแค่ผู้ที่รวมตัวกันก่อความวุ่นวาย แล้วเรื่องที่จวิ้นจู่ถูกคนทำร้ายกลางวันแสกๆ ท่านจะจัดการหรือไม่”
เซี่ยจิ่งซีหยุดเดินตามคาด
เสิ่นเจาเหยียนไม่สนใจว่าเวลานี้ตนเองน่าสังเวชเพียงใด นางผลักองครักษ์ติดตามออกแล้วก้าวขึ้นบันได เงยหน้าขึ้นชี้ไปที่เปลือกไข่บนมวยผมแล้วเอ่ยต่อ
“ก่อเหตุต่อหน้าผู้คน จงใจทำร้าย นี่เป็นการวางแผนก่อการกบฏ!”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเมื่อวานนางไปก่อความวุ่นวายที่ศาลต้าหลี่หรือไม่ แววตาที่เซี่ยจิ่งซีมองนางเวลานี้ไม่นับว่ารังเกียจ แต่ไม่ใช่ความเคารพอย่างแน่นอน
เขากวาดตามองนางด้วยสีหน้าเรียบเฉยแล้วถามว่า “แล้วจวิ้นจู่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่”
เสิ่นเจาเหยียนตกตะลึง รีบคลำจอนผมที่เปียกข้างหนึ่งของตนเอง…ไม่มีบาดแผล แม้แต่รอยนูนก็คลำไม่พบ ไข่ไก่ไม่สามารถทุบคนให้ตายได้หรอก ดังนั้นหากจะพูดว่ามีคนต้องการทำร้ายนางก็ดูเหมือนจะไม่สมเหตุสมผลจริงๆ
“ถ้าเช่นนั้น…” เสิ่นเจาเหยียนคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงเปลี่ยนคำพูด “ไม่มีเจตนาที่จะทำร้าย แต่มีเจตนาไม่เคารพและไม่ภักดีอย่างแน่นอน การหมิ่นเบื้องสูงเป็นหนึ่งในความผิดร้ายแรงสิบประการใช่แล้ว! นี่เป็นการไม่เคารพอย่างยิ่งต่อราชวงศ์และฝ่าบาท!”
“อ้อ?” เซี่ยจิ่งซียังคงมีท่าทางสงบนิ่งเช่นเดิม ถามนางว่า “จวิ้นจู่รู้หรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนลงมือ”
“ท่านล้อเล่นอะไร” เสิ่นเจาเหยียนพูดด้วยความโกรธ “ผู้คนมากมายถึงเพียงนั้น ข้าต้องมีดวงตากี่คู่ถึงจะเห็นว่าใครเป็นคนขว้าง! แต่พวกเขาทุกคนไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ควรจับกุมพวกเขาทั้งหมด! ใช่แล้ว! จับกุมเดี๋ยวนี้เลย!”
เซี่ยจิ่งซีจ้องมองนางเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงตอบว่า “ศาลต้าหลี่เป็นหัวหน้าของสามตุลาการ รับผิดชอบพิพากษาคดีสำคัญ เรื่องที่จวิ้นจู่พูดควรให้กององครักษ์หน่วยจินอู๋และที่ว่าการเมืองหลวงสอบสวนให้ชัดเจนก่อน จากนั้นจึงรายงานศาลต้าหลี่เพื่อพิจารณาคดี ดังนั้นคดีที่จวิ้นจู่พูดเมื่อครู่นี้ต้องขออภัยด้วยที่ข้าน้อยไม่สามารถรับเรื่องไว้พิจารณาได้” พูดจบก็สะบัดแขนเสื้อ ทิ้งแผ่นหลังที่เย็นชาไว้ให้กับเสิ่นเจาเหยียน
เมื่อเสิ่นเจาเหยียนกลับมาถึงจวนสกุลเสิ่น พระอาทิตย์ใกล้จะตกดินแล้ว
นางตื่นขึ้นเพราะได้กลิ่นคาวของไข่ที่คลุ้งไปทั้งตัว มองรถม้าที่ว่างเปล่าแล้วก็ต้องประหลาดใจที่โหย่วจินไม่ปลุกนาง
มีเสียงใครบางคนพูดเบาๆ ดังมาจากนอกรถม้า เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกอยากรู้อยากเห็นจึงเปิดม่านออกดู
ภายใต้แสงสายัณห์สีทอง บนกำแพงจวนสกุลเสิ่นมีกระดาษสีขาวติดอยู่แน่นขนัด เมื่อสายลมยามเย็นพัดผ่านมาก็ปลิวไสวไปตามลม เหมือนธงงานศพในวันเคลื่อนศพของเสิ่นฟู่ แต่หากเสิ่นเจาเหยียนจำไม่ผิด ตอนเคลื่อนศพบิดาของนาง บรรดาสหายเก่าและสหายร่วมงานในราชสำนักที่มาแสดงความอาลัยมีจำนวนน้อยมาก เนื่องจากหวั่นเกรงอำนาจของเสนาบดีหวัง สถานการณ์ในวันนั้นคึกคักสู้วันนี้ไม่ได้เลย
ขณะครุ่นคิดเสิ่นเจาเหยียนก็ลงจากรถม้าอย่างเงียบๆ แล้ว นางหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกโหย่วจินและบ่าวรับใช้เก็บขึ้นมาจากพื้นและเห็นข้อความบิดๆ เบี้ยวๆ บนกระดาษที่เขียนไว้ว่า ‘เสิ่นฟู่ ขุนนางชั่วช้า ทำลายชีวิตคนเหมือนผักปลา!’
ในใจนางรู้สึกขมขื่นขึ้นมาทันใด เป็นความงุนงงแบบไม่มีที่พักพิง ไม่มีที่พึ่งพา
เสิ่นเจาเหยียนก็รู้สึกประหลาดใจเช่นกัน นับตั้งแต่ข่าวการตายของเสิ่นฟู่แพร่สะพัดมาจนถึงตอนนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกที่นางเข้าใจคำว่า ‘น้ำใจไม่มีความแน่นอน’ อย่างแท้จริง
เจาผิงจวิ้นจู่ผู้ยโสโอหังและเอาแต่ใจตลอดมาก็มีวันที่ถูกตีห้ามตีคืน ถูกด่าห้ามด่าตอบเช่นกัน
เสิ่นเจาเหยียนมองดูถ้อยคำด่าทอในมือ จากนั้นก็ขยำจนยับยู่ โหย่วจินและบ่าวรับใช้ยังไม่ทันได้ปลอบใจ นางก็โยนกระดาษในมือทิ้งแล้วเข้าไปในจวนสกุลเสิ่นด้วยสีหน้าเย็นชา
บทที่ 6 เสี่ยงภัย
โหย่วจินผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ นางเดินตามเสิ่นเจาเหยียนไปทุกที่ คำปลอบใจยังไม่ทันเอ่ยออกไปก็ถูกผู้เป็นนายปิดประตูกันให้อยู่นอกห้องแล้ว
ตอนมีชีวิตอยู่เสิ่นฟู่ชื่นชอบดอกเหมย จึงได้ปลูกต้นเหมยไว้รอบห้องหนังสือ ตอนนี้เป็นช่วงปลายฤดูร้อนต้นฤดูใบไม้ร่วง ต้นเหมยกำลังแตกกิ่งก้านใบงอกงาม แม้จะเป็นยามอู่ แต่ในห้องกลับถูกร่มเงาของต้นไม้บังจนมืดครึ้ม
ที่นี่คือสถานที่ที่ปกติเสิ่นฟู่ใช้สอนเสิ่นเจาเหยียนอ่านเขียน ในห้องเต็มไปด้วยคัมภีร์ปรัชญาข่งจื่อ ตำราประวัติศาสตร์ หนังสือรวมบทประพันธ์ของนักปรัชญา หนังสือรวมบทกวีนิพนธ์ และมีจำนวนมากที่เหลืออยู่เพียงเล่มเดียวในใต้หล้า ไม่ต้องพูดถึงบุตรสาว ในครอบครัวขุนนางหลายครอบครัวแม้แต่บุตรชายของภรรยาเอกก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามา แต่เสิ่นฟู่นั้นไม่เหมือนใคร นับตั้งแต่เสิ่นเจาเหยียนเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุสามขวบ สถานที่แห่งนี้ก็แทบจะกลายเป็นพื้นที่ของนางคนเดียว
หนังสือทุกเล่มในห้องนางเคยสัมผัสมาหมดแล้ว เพื่อให้นางหยิบหนังสือได้สะดวก เสิ่นฟู่จึงทำบันไดไม้ที่สามารถปีนได้ให้นางโดยเฉพาะ บางครั้งมีสหายร่วมงานของบิดามาเยือน เมื่อเห็นสาวน้อยเช่นนางใช้เวลาทั้งวันอยู่ในห้องหนังสือก็ล้วนคิดว่าไม่เหมาะสม เสิ่นฟู่ก็จะพูดกับนางยิ้มๆ ว่า ‘สตรีมีความอ่อนโยน ละเอียดอ่อน แต่ก็มีปณิธานอันยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน’
ดังนั้นศาสตร์ทั้งหกของบุรุษ เสิ่นเจาเหยียนจึงไม่ขาดแม้แต่ด้านเดียว แต่หลังจากเสิ่นฟู่เสียชีวิต ห้องหนังสือนี้ก็ดูเหมือนจะกลายเป็นสถานที่ต้องห้ามในใจของนาง และนางก็ไม่เคยมาที่นี่อีกเลย
เสิ่นเจาเหยียนยืนอยู่ในห้องครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปที่หน้าโต๊ะไม้สาลี่ หยิบกระดาษเซวียนจื่อสองสามม้วนซึ่งวางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา
นี่คือรวมบันทึกการชันสูตรศพที่เสิ่นฟู่เรียบเรียงไว้ขณะยังมีชีวิตอยู่ แทบจะเป็นความทุ่มเทกว่ายี่สิบปีในการทำงานพิพากษาของเขา แต่ตอนนี้เขาเสียชีวิตไปแล้ว การเรียบเรียงยังไม่เสร็จสิ้น…
‘ในการตัดสินคดีไม่มีอะไรร้ายแรงไปกว่าการตัดสินประหารชีวิต และโทษประหารชีวิตไม่มีอะไรสำคัญยิ่งไปกว่าการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น เสิ่นฟู่ดูแลงานตัดสินคดีมากว่ายี่สิบปี ความสามารถอื่นใดก็ไม่มี มีเพียงตัดสินคดีความด้วยความรอบคอบอย่างยิ่งยวด ไม่กล้าที่จะมีความประมาทเลินเล่อแม้เพียงเสี้ยวเดียว หมั่นพิจารณาและปรับปรุงตนเอง และจดจำเสมอว่าชีวิตคนสำคัญอย่างยิ่งยวด…’
เสิ่นเจาเหยียนเกิดความรู้สึกขมขื่นขึ้นมาในหัวใจ ราวกับมีก้อนหินติดอยู่ในลำคอ ตัวอักษรที่สง่างามมีพลังเพียงไม่กี่แถวนี้ประหนึ่งคมมีดทิ่มแทงทรวงอกของนางจนปวดแปลบ
บิดาทำงานหนักมาตลอดชีวิต เรียกได้ว่าทุ่มเทแรงกายแรงใจ หากจะพูดว่าเขาตัดสินคดีอย่างลวกๆ เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน แม้คนทั้งใต้หล้าจะเชื่อ แต่ตัวนางเสิ่นเจาเหยียนไม่มีวันเชื่อ!
ตอนนี้ฝ่ายสกุลหวังบีบบังคับและหลี่เหมี่ยนยังมีอำนาจเบาบาง ยากจะต้านทาน และทันทีที่เฉินจือจ้งเสียชีวิต ในสามตุลาการ กรมอาญาก็ได้กลายเป็นกรมอาญาของหวังอวี่เสนาบดีฝ่ายซ้าย และเมื่อดูจากท่าทีของเซี่ยจิ่งซีในวันนี้แล้วก็ไม่อาจไว้ใจเขาได้ทั้งหมด
ขณะครุ่นคิด สายตาของนางก็หยุดอยู่ที่ดาบไม้เล็กๆ ข้างโต๊ะหนังสือ นางนึกถึงตอนเป็นสหายร่วมเรียนหนังสือในวัยเด็กของฮ่องเต้ หมัวมัว ในวังสอนนางปักผ้า ทว่านางมักจะไม่มีสมาธิ เอาแต่ลอบดูฮั่วฉี่ฝึกดาบ นางจึงได้รู้จักกับฮั่วฉี่ และด้วยเหตุนี้จึงถูกหมัวมัวลงโทษเสมอ แต่ในวันเกิดอายุครบเจ็ดขวบ บิดาได้มอบดาบไม้ท้อให้นางเล่มหนึ่ง ดาบเล่มเล็กและมีน้ำหนักเบา เป็นดาบที่ทำขึ้นมาสำหรับเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบเช่นนางโดยเฉพาะ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเสิ่นเจาเหยียนก็ไม่ต้องปักผ้าอีกต่อไป
มือที่กำลังลูบดาบกำแน่นโดยไม่รู้ตัว แววตาของเสิ่นเจาเหยียนค่อยๆ หม่นหมองลง เรื่องมาถึงวันนี้แล้ว นางไม่อยากเสี่ยงเดิมพันครั้งใหญ่ ทว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วนางไม่อยากนั่งรอความตายมากยิ่งกว่า ในเมื่อไม่สามารถเข้าร่วมเรื่องนี้อย่างเปิดเผยได้ แต่หากลอบเข้าไปมีส่วนร่วมก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
เสิ่นเจาเหยียนตกตะลึงกับความคิดที่ไม่ถูกต้องซึ่งแวบผ่านเข้ามาในสมอง แต่…ยังมีวิธีอื่นอีกหรือ เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็เดินไปหน้าประตูและดึงบานประตูที่ปิดแน่นออก
โหย่วจินที่กำลังยืนพิงก้มหน้ากระซิบกระซาบกับบ่าวรับใช้สองสามคนอยู่ข้างนอกตกใจจนโซเซกับการเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ขาทรุดฮวบแล้วล้มลงไปในอ้อมแขนของเสิ่นเจาเหยียน
เสิ่นเจาเหยียนคว้าคอเสื้อด้านหลังของนางไว้แล้วหิ้วขึ้นมา
“ไป! หาชุดคล่องตัวมาให้ข้าหน่อย แล้วก็หน้ากากด้วย”
ยามจื่อเดือนมืดลมแรง ค่ำคืนเงียบสงบดุจสายน้ำ
เสิ่นเจาเหยียนสวมชุดสีดำกระโดดลงจากมุมมืดของกำแพงจวนสกุลเฉิน จากนั้นก็ขยับแขนที่ยังตึงอยู่เล็กน้อย
นางเป็นสหายร่วมเรียนหนังสือของฮ่องเต้อยู่ในวังตั้งแต่อายุหกขวบ และได้รู้จักกับแม่ทัพน้อยฮั่วผู้ที่ไม่เอาไหนของสกุลฮั่ว ทั้งสองคนซุกซน ก่อความวุ่นวายในวัง หลายปีที่ผ่านมาเสิ่นเจาเหยียนได้เรียนรู้กลอุบายแบบผิวเผินมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ
บริเวณโดยรอบเงียบสงบ ใต้หล้านี้กำลังหลับใหล
จวนสกุลเฉินกำลังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ สามารถมองเห็นธงงานศพสีขาวได้ทุกที่ในจวน
เจ้ากรมเฉินเสียชีวิตยังไม่ถึงเจ็ดวัน ดังนั้นเวลานี้คนในสกุลเฉินส่วนใหญ่จึงอยู่ที่ห้องโถงพิธีศพกัน เรือนปีกข้างที่เรือนหลังจึงมืดสนิทเกือบทั้งหมด มีเพียงโคมไฟใต้ชายคาทางเดินเพียงไม่กี่ดวงที่แกว่งไกวไปมาอยู่ท่ามกลางสายลม
เสิ่นเจาเหยียนนึกถึงแผนที่ที่โหย่วจินหามา คลำทางตามมุมกำแพงไปยังห้องนอนของเจ้ากรมเฉิน
นางย่อตัวลงและอาศัยเงามืดอำพรางตัวไปตลอดทาง ไม่นานก็ลอดผ่านประตูวงจันทร์และมาถึงเรือนหลังของจวนสกุลเฉิน
เบื้องหน้ามีเรือนที่ถูกไฟไหม้จนวอดวายอยู่หลังหนึ่ง ไม่เพียงกว้างขวางเท่านั้น แต่ประตูหน้ายังถูกยกให้สูงขึ้นด้วยหินฮวากังเหยียนสามชั้น ด้วยมาตรฐานนี้เรือนหลังนี้จึงน่าจะเป็นที่พักเจ้าของจวน
เสิ่นเจาเหยียนครุ่นคิดพลางชะลอฝีเท้าลงแล้วก้มตัวเดินเข้าไป
ประตูและหน้าต่างของเรือนถูกใส่กุญแจไว้ มองจากด้านนอกไม่เห็นอะไรเลย
นางสำรวจบริเวณโดยรอบแล้วหยิบกระบอกเทียนที่เอวออกมา จุดไฟแล้วโยนเข้าไปในรูหน้าต่างที่ฉีกขาด แสงไฟสว่างวาบขึ้นทันที สายตาที่เดิมทีพร่ามัวก็ชัดเจนขึ้น โครงไม้เรียงรายเป็นแถว บนพื้นยังมีกองขี้เถ้าสีดำ
เดิมทีเสิ่นเจาเหยียนตั้งใจจะเดินรอบเรือนเพื่อดูว่ามีช่องที่สามารถจะแทรกตัวเข้าไปได้หรือไม่ แต่ขณะที่นางยังหาทางเข้าไปไม่ได้ก็มีเสียงฝีเท้าดังแว่วจากระยะไกลค่อยๆ ใกล้เข้ามา นางรีบหลบทันทีโดยซ่อนตัวอยู่ในเงาหลังเสาระเบียง
มีคนเดินออกมาจากประตูบุปผาคล้อยเรือนชั้นใน ดูจากการแต่งกายแล้วน่าจะเป็นพ่อบ้านและหมอ
ทั้งสองคนเดินตามกันมา ใบหน้าดูเหมือนมีความทุกข์ใจ จนกระทั่งเดินเข้ามาใกล้ห้องหนังสือ เสิ่นเจาเหยียนก็ได้ยินพ่อบ้านผู้นั้นถอนหายใจเบาๆ
“ก่อนหน้านี้บอกว่าอาการคงที่แล้วมิใช่หรือ เหตุใดตอนนี้จึงบอกว่าแย่ลงอีกเล่า”
“โรคของฮูหยินเป็นโรคเก่า หลายปีมานี้ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงรักษาด้วยยาเท่านั้น นอกจากนี้นางกับเจ้ากรมเฉินรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมาก เวลานี้ในจวนเกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ความเศร้าโศกเสียใจทำให้โรคเก่ารุนแรงยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องปกติ”
“เฮ้อ…” ได้ยินเช่นนี้สีหน้าของพ่อบ้านชราก็ดูวิตกกังวลยิ่งขึ้น ก้มหน้าพึมพำกับตนเอง “จริงดังที่ท่านพูด ใต้เท้าของข้าสุขภาพแข็งแรงดีมาตลอด แต่เพิ่งจะปวดศีรษะกะทันหันเมื่อเร็วๆ นี้ หากวันนั้นใต้เท้าออกไปชมโคมไฟพร้อมกับคนอื่นๆ ก็คงจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้…”
พ่อบ้านหยุดพูด จากนั้นก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าโศกอีกครั้ง
หมอที่เรียกขานกันว่าท่านหมอไป๋ไม่ได้เอ่ยโต้ตอบ ได้แต่เดินตามพ่อบ้านชราไปอย่างเงียบๆ
ราตรีกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง สายลมพัดมา โคมกันลมที่แขวนธงงานศพอยู่ใต้ชายคาดวงนั้นหมุนคว้างไปรอบหนึ่ง เสิ่นเจาเหยียนเบี่ยงตัวเดินออกมาจากด้านหลังเสา นางหยิบมีดสั้นที่เตรียมไว้ออกมาจากเอวแล้วฟันลงไปยังหน้าต่างที่ปิดสนิท
‘ตุบ!’
มีเสียงดังเบาๆ คล้ายหมุดตกลงพื้น หน้าต่างที่ปิดสนิทเปิดออกครึ่งหนึ่ง เสิ่นเจาเหยียนฉวยโอกาสที่บริเวณโดยรอบไม่มีคนกระโดดเข้าไปในเรือน
บริเวณโดยรอบไม่ได้จุดไฟ เดิมทีในเรือนก็มืดสนิทอยู่แล้ว ประกอบกับรอบเรือนยังเต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมหลังจากถูกเผาไหม้ เสิ่นเจาเหยียนจึงทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
นางเดินไปมารอบเรือนอย่างไร้จุดหมาย อาศัยโคมไฟสองสามดวงที่แกว่งไกวไปมาอยู่ไกลๆ พยายามแยกแยะสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า มีชั้นวางของโบราณ ตู้ตั้งพื้น ฉากบังลมแบบพับได้ เตียงหลัวฮั่น*…
หลังจากเดินผ่านประตูวงจันทร์ที่ถูกไฟเผาจนมอดไหม้แล้ว เสิ่นเจาเหยียนก็เข้าไปในห้องนอน สิ่งที่พิงผนังอยู่คือเตียงหลังหนึ่ง ถัดไปเป็นตู้เตี้ยๆ ที่เรียงกันเป็นแถว ด้านบนมีของที่ยากจะแยกแยะวางเรียงอยู่
นางเดินเข้าไป จุดเทียนแล้วตรวจสอบอย่างระมัดระวัง ทุกอย่างเป็นกองสีดำสนิทและไม่เห็นความผิดปกติอะไรเลย
เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย ถอนหายใจแล้วเตรียมไปดูที่อื่นต่อ แต่หลังจากถอนหายใจเบาๆ แล้วก็มีกลุ่มขี้เถ้าลอยขึ้นมาจึงตกใจ รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติ
นางครุ่นคิดพร้อมกับถอยหลังไปพิงตู้ตัวเตี้ยข้างเตียง
แสงไฟวูบวาบ กระถางกำยานห้าขาทรงดอกบัวเคลือบสามสีดึงดูดความสนใจของนาง บริเวณที่ใช้ใส่ขี้เถ้าที่เผาไหม้แล้วปกคลุมด้วยขี้ธูปหนาๆ ชั้นหนึ่ง ดังนั้นขี้เถ้าที่ลอยอยู่เมื่อครู่เหล่านั้นน่าจะเป็นขี้ธูปที่เหลือจากการเผาในกระถาง แต่ว่า…
เสิ่นเจาเหยียนขมวดคิ้ว อาศัยแสงไฟมองเข้าไปในกระถางกำยาน
สะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่เหลือกลิ่นหอมเลยแม้แต่น้อย พูดตามเหตุผล ถ้าหากตอนที่ฆาตกรจุดไฟเผาแล้วเครื่องหอมในกระถางยังไม่มอด เมื่อผ่านเหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่นั้นไป ภายในกระถางกำยานก็ควรจะต้องเหลือขี้เถ้าของเครื่องหอมบ้างสิ เหตุใดถึงได้…
‘โหม่ง…โหม่ง…โหม่ง…’
เสียงตีฆ้องยามดึกสองสามครั้งดังขึ้น ไกลออกไปมีแสงไฟสาดส่องและเสียงฝีเท้าของคนสองสามคน เป็นบ่าวรับใช้ที่กำลังลาดตระเวนยามค่ำคืนนั่นเอง
เสิ่นเจาเหยียนรีบเป่าเทียนสั้นในมือแล้วก้มตัวลงไปซ่อนอยู่ข้างตู้ รอจนกระทั่งเสียงฝีเท้าไกลออกไปแล้วนางจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง หยิบผ้าชิ้นหนึ่งออกมาจากเอว กวาดขี้เถ้าบนกระถางกำยานมาห่อไว้แล้วซ่อนไว้ในอกเสื้อ
ดึกมากแล้ว นางไม่กล้าเสียเวลาอีกต่อไป หลังออกจากห้องนอนใหญ่แล้วก็ไปที่ห้องด้านหลังของจวน ต้องการจะหาเบาะแสอื่น
นางย่องเงียบไปตามมุมกำแพง อาศัยต้นไม้คดที่หน้าเรือนกระโดดขึ้นไปบนหลังคา ขณะคิดว่าเปิดกระเบื้องขึ้นแล้วกระโดดลงไปจะดีกว่าหรือไม่ ก็ได้ยินเสียงทุ้มๆ ดังมาจากข้างหลัง ราวกับมีแมวที่ไม่หลับไม่นอนยามค่ำคืนตกลงบนหลังคา
เสิ่นเจาเหยียนตกใจ รีบปิดจมูกแล้วหันกลับไป แต่เมื่อมองดูก็ต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่น่ากลัวกว่าแมวเป็นร้อยเท่า นั่นคือผู้ที่สวมชุดสีเข้มเช่นเดียวกับนาง แม้อีกฝ่ายจะคุกเข่าข้างเดียว แต่เมื่อดูจากรูปร่างแล้วก็น่าจะเป็นบุรุษรูปร่างสูงใหญ่
ทั้งสองสบตากัน บริเวณโดยรอบเงียบสงัด พระจันทร์ที่ซ่อนตัวมาตลอดทั้งคืนกลับโผล่ออกมาจากด้านหลังก้อนเมฆในเวลานี้ โปรยแสงบางเบาดุจแพรไหมคลุมทาบบนร่างคนทั้งสอง
‘สวบ…’
มีเสียงดังแผ่วเบาในอากาศ
แสงเย็นพุ่งทะลุผ่านอากาศมาทันทีทำให้เกิดลมแรงระลอกหนึ่งพุ่งตรงไปทางเสิ่นเจาเหยียน! เพียงพริบตาเดียวปลายกระบี่ก็เข้ามาใกล้ โชคดีที่นางไหวตัวเร็ว เบี่ยงตัวหลบทัน สายลมหนาวพัดผ่านใบหูไปอย่างฉิวเฉียด ทิ้งความเย็นไว้ราวกับคมมีด
เสิ่นเจาเหยียนตกตะลึงกับจิตสังหารอันน่ากลัวที่ซ่อนอยู่ข้างหลังนี้ นางจ้องมองคนผู้นั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ เมื่อเห็นเขาสวมชุดดำยืนตรงอยู่ภายใต้แสงจันทร์ กระบี่ที่ออกจากฝักในมือเขาส่องแสงสีขาว แม้จะถูกหน้ากากปิดบังไปกว่าครึ่งใบหน้า แต่ก็ยังคงสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวที่น่าเกรงขามจากท่าทางการถือกระบี่นั้น
เขายืนอยู่อย่างเงียบๆ อากาศรอบตัวเริ่มหนาวเย็น หนังศีรษะของเสิ่นเจาเหยียนรู้สึกชาขึ้นมาทันที
เมื่อครู่ตอนอีกฝ่ายฟันกระบี่ครั้งแรก นางตอบสนองช้าไปจนตกเป็นรอง คิดว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ต้องถามเจตนาในการมาที่นี่ของนางก่อน ไม่คาดคิดว่าจะเจอกับคนบ้าและไร้เหตุผลที่ลงมือจู่โจมในทันทีเช่นนี้
คนผู้นี้เป็นอะไรกันแน่!
ทว่าอีกฝ่ายไม่มีทีท่าที่จะหยุด ง้างกระบี่แล้วฟันทันที ฉวยโอกาสตอนนางเผลอกระโจนเข้ามาหา จู่โจมอย่างรุนแรงและรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ! เป็นอีกหนึ่งกระบวนท่าไม้ตายที่น่ากลัว
‘เช้ง…’
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นที่ข้างหู สะเก็ดไฟร้อนระอุสาดกระเซ็น มาพร้อมกับกลิ่นไหม้ของเส้นผม เศษไฟนั้นตกลงบนเสื้อผ้าสีดำ เผาให้เกิดรอยด่างสีเหลืองอ่อนๆ สองสามจุด
เสิ่นเจาเหยียนหลบไม่ทัน ได้แต่อาศัยสัญชาตญาณดึงมีดสั้นที่พกติดตัวออกมารับการโจมตีนี้ แต่อีกฝ่ายเป็นบุรุษ ด้วยกำลังที่แตกต่างกันอย่างมากทำให้นางต้องถอยติดต่อกันไปหลายก้าว ทุุกๆ ก้าวล้วนมีเสียงดังฟืดๆ น่าตกใจมาจากใต้ฝ่าเท้า ท่ามกลางค่ำคืนอันเงียบสงัดยิ่งดังชัดเจน
‘ตุบ!’
เสียงดังสั้นๆ และชัดเจนดังมาจากด้านหลัง เป็นเสียงกระเบื้องตกลงจากที่สูง
เสิ่นเจาเหยียนลดแรงปะทะของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างยากเย็น แต่เมื่อหยุดแล้วหันไปมองจึงพบว่าตนเองถูกบีบจนไปติดปลายหลังคาแล้ว อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะร่วงลงไป ด้วยความสูงขนาดนี้…นางพิจารณาครู่หนึ่งแล้วประเมินว่าจุดจบหากไม่ขาหักก็คงต้องพิการ
เมื่อบ่าวรับใช้ของจวนสกุลเฉินได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเช่นนี้ย่อมต้องวิ่งมาจากทุกทิศทางทันที
บริเวณโดยรอบสว่างขึ้นเรื่อยๆ และคบไฟที่ส่ายไปมาก็กำลังจะพุ่งเข้ามายังลานบ้านในไม่ช้า
นางถอยไปไม่ได้อีกแล้ว หัวใจของเสิ่นเจาเหยียนสั่นไหว รีบปรับท่าทีอย่างรวดเร็ว
กระบี่โจมตีได้ไกล ในขณะที่มีดสั้นต้องโจมตีระยะใกล้ ระยะห่างที่ทั้งสองคนประจันหน้ากันในเวลานี้เป็นระยะที่เหมาะจะโจมตีด้วยมีดสั้นพอดี ทันทีที่ความคิดแล่นขึ้นมา มือขวาที่กำมีดสั้นอยู่ก็คลายออก มีดสั้นจึงร่วงหล่นลงมา
‘สวบ’
เวลาต่อมาเสียงผ้าฉีกขาดก็ดังขึ้นระหว่างคนทั้งสอง
ดูเหมือนคู่ต่อสู้จะคิดไม่ถึงว่านางจะสามารถเปลี่ยนมือที่ถือมีดโต้กลับได้อย่างรวดเร็ว กว่าจะรู้ตัวก็ทำได้เพียงถอยหลังหลบหลีกเท่านั้น แต่มีดสั้นยังคงฟันถูกเอวของเขา
โอกาสนี้ล่ะ! เสิ่นเจาเหยียนรู้ว่ากำลังของทั้งสองฝ่ายแตกต่างกันมาก ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดในตอนนี้คือสามารถถอยไปได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นจึงฉวยโอกาสที่อีกฝ่ายกำลังถอยหันหลังกลับทันที ตั้งใจว่าจะเหยียบต้นไม้คดข้างๆ เพื่อกระโดดไปยังอีกฝั่งหนึ่ง ทว่าจากการหันหลังกลับธรรมดาๆ เช่นนี้ หางตาของเสิ่นเจาเหยียนก็เห็นฝ่ามือใหญ่ยื่นออกมาทางนาง มือของชายชุดดำจับที่หน้าอกของนางตรงๆ!
เสิ่นเจาเหยียน “…”
คนชุดดำ “…”
ด้านล่างเสียงเอะอะดังขึ้นเรื่อยๆ เบื้องหน้ากลับเงียบจนหูอื้อ
นางรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าคนชุดดำก็ตกตะลึงไปชั่วขณะเช่นกัน หากต้องการหลบหนี ตอนนี้เป็นเพียงโอกาสเดียวเท่านั้น!
เสิ่นเจาเหยียนยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นทันที
‘ตึง!’
เสียงคำรามเบาๆ ของบุรุษและเสียงกระทืบเท้าดังขึ้นพร้อมกัน ตามมาด้วยเสียงวัตถุหนักตกลงพื้นดังสนั่น
เสิ่นเจาเหยียนชะโงกศีรษะตามไป มองชายชุดดำที่ถูกคบไฟล้อมเป็นวงอยู่ที่ตีนกำแพง จากนั้นก็ปัดฝุ่นบนตัวแล้วหันหลังกลับกระโดดลงจากกำแพงจวน
บทที่ 7 บาดหมาง
จวนสกุลเซี่ย ยามโฉ่วสามเค่อ
เผยเจินเหลือบมองกาน้ำหยดที่ไหลรินอย่างไร้เสียงบนโต๊ะ สีหน้าหงุดหงิดอย่างไม่ค่อยแสดงให้เห็น
หลังจากเซี่ยจิ่งซีออกจากจวนไป จนถึงตอนนี้ผ่านไปหนึ่งชั่วยามเต็มๆ แล้ว
นับตั้งแต่วันนั้นที่เขาเผชิญหน้ากับเหวยเจิ้งที่หน้าศาลต้าหลี่อย่างเปิดเผย ทางเสนาบดีหวังก็ได้ควบคุมช่องทางการสืบสวนทั้งหมดอย่างลับๆ
ทางศาลต้าหลี่ไม่ใช่ไม่เคยส่งคนไปตรวจสอบที่จวนสกุลเฉิน แต่ผู้คนในจวนนั้นต่างก็ปกปิดการตายของเจ้ากรมเฉินอย่างมิดชิด ถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง หรือไม่ก็ตอบแบบขอไปที และสิ่งที่ยุ่งยากยิ่งไปกว่านั้นก็คือครอบครัวสกุลเฉินปฏิเสธที่จะให้ทางการเข้าไปตรวจสอบอย่างละเอียดภายในจวน โดยอ้างว่าเจ้าของบ้านเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน ฮ่องเต้จำต้องเห็นแก่หน้าของเจ้ากรมเฉินผู้เป็นขุนนางเก่าแก่ของสองราชวงศ์จึงไม่อยากใช้ท่าทีแข็งกร้าวจนเกินไป
เมื่อเป็นเช่นนี้การสอบสวนคดีของศาลต้าหลี่จึงพูดได้ว่าไม่กล้าวู่วามและมีความลำบากทุกย่างก้าว ดังนั้นการลอบเข้าไปสืบสวนยามวิกาลในวันนี้ก็เพราะไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ
ตามข้อมูลที่ได้รับก่อนหน้านี้ ในคืนเกิดเหตุเฉินจือจ้งมีอาการปวดศีรษะกะทันหัน ครั้งนี้เซี่ยจิ่งซีจึงไปดูห้องด้านหลังจวนซึ่งเป็นที่เก็บยาของจวนสกุลเฉินเท่านั้น แต่ด้วยฝีมือของเขา ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่น่าจะล่าช้าถึงเพียงนี้…
เผยเจินถอนหายใจ ปริศนาบนเศษหยกยิ่งคัดลอกยิ่งยุ่งเหยิง ในที่สุดจึงวางพู่กันลง กำลังวางแผนจะส่งคนไปที่จวนสกุลเฉินเพื่อค้นหาความจริง แต่ประตูกลับถูกคนผลักออกในเวลานี้
เซี่ยจิ่งซีในชุดคลุมสีดำยืนอยู่ด้านนอก หน้ากากสะท้อนแสงเทียนภายในห้อง เห็นสีหน้าไม่ชัดเจน แต่เผยเจินกลับสังเกตเห็นความกดดันอย่างหนักได้อย่างรวดเร็ว สายตาของเขาหลุบลงต่ำ มองไปที่แผลฉีกขาดบริเวณเอว
เผยเจินตกตะลึง เมื่อหันตัวตามเซี่ยจิ่งซีก็ต้องตกตะลึงกับความสกปรกที่ด้านหลังของเขาจนพูดไม่ออกไปชั่วขณะอีกครั้ง
นี่เหตุใด…จึงดูเหมือนเกิดจากหลังกระแทกพื้นเช่นนั้น
เผยเจินไม่เข้าใจ มองดูเซี่ยจิ่งซีที่น่าสังเวชอย่างไม่ค่อยเคยเห็นแล้วจึงเรียกด้วยความสงสัย “ใต้เท้า…”
เซี่ยจิ่งซีไม่ได้มีสีหน้าที่ดีนัก ตัวเขาไม่ชอบถูกคนอื่นทำลายแผนการ และยิ่งไม่ต้องพูดถึงการถูกตลบหลัง เขาต้องออกแรงอย่างหนักจึงรอดพ้นจากอันตรายมาได้ แต่คนผู้นั้นกลับหนีตัวปลิวไปนานแล้ว เรื่องเช่นนี้เซี่ยจิ่งซีย่อมไม่อยากบอกเผยเจิน
เขาถอดหน้ากากออกเงียบๆ แล้ววางไว้บนโต๊ะ พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เมื่อครู่ข้าพบแขกที่ไม่ได้รับเชิญที่จวนสกุลเฉิน”
“หา?” เผยเจินรู้สึกประหลาดใจ แต่เมื่อนึกถึงสภาพของอีกฝ่ายในเวลานี้ ความสงสัยของเขาก็ได้รับการคลี่คลายในทันที
“ถ้าเช่นนั้นใต้เท้าได้เบาะแสอะไรบ้างหรือไม่”
“ไม่ได้” เซี่ยจิ่งซีตอบอย่างไม่ปิดบัง แต่มือที่ถือถ้วยชากลับชะงักเล็กน้อย “คนผู้นั้นมีวิทยายุทธ์เล็กน้อยแต่กลับไม่ใช้ท่าไม้ตาย ข้าลองทดสอบหลายครั้ง ดูเหมือนอีกฝ่ายไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับข้า ดูแล้วหากไม่ใช่ฆาตกรไปทำลายหลักฐานก็ต้อง…” เขาหยุดชะงัก น้ำเสียงอบอุ่นและลุ่มลึกลอยออกมาจากด้านหลังไอน้ำ “มีใครบางคนกำลังแทรกแซงคดีนี้อย่างลับๆ”
เผยเจินได้ยินแล้วก็ตกใจ ซักถามว่า “ถ้าเช่นนั้นคนที่ใต้เท้าเห็นเป็นไปได้หรือไม่ว่าเป็นคนของเสนาบดีหวัง”
เซี่ยจิ่งซีไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ก้มหน้าดื่มชา
จะว่าไปแล้วเฉินจือจ้งนับเป็นสหายเก่าของเสนาบดีเสิ่นในกรมอาญา การเสียชีวิตอย่างไม่มีสาเหตุ เสนาบดีฝ่ายซ้ายจึงมีจุดยืนที่จะแทรกแซงอย่างลับๆ แต่ว่า…
เซี่ยจิ่งซีนึกถึงตอนอยู่บนหลังคาใต้แสงจันทร์ขณะที่ทั้งสองคนเผชิญหน้ากันและการจับอย่างเต็มแรงของเขา ลำคอที่นิ่งสงบอยู่นานก็พลันเกิดความรู้สึกแปลกๆ เซี่ยจิ่งซีถูมืออยู่ใต้โต๊ะอย่างหงุดหงิด อยากจะลืมสัมผัสอันอ่อนนุ่มนั้น สิ่งที่เขาแน่ใจได้ก็คืออีกฝ่ายเป็นสตรี แต่นอกเหนือจากนี้เขาก็ไม่รู้อะไรแม้แต่น้อย
เซี่ยจิ่งซีไม่อยากนึกถึงการเผชิญหน้ากันในคืนนี้อีก จึงหันไปถามเผยเจินว่า “ปริศนาบนเศษหยกมีใครไขปริศนาได้หรือยัง”
เผยเจินแสดงสีหน้าลำบากใจ เซี่ยจิ่งซีเข้าใจทันทีจึงไม่ได้ถามอะไรอีก
เขาเดินไปตรงหน้าเผยเจิน หยิบตัวอักษรสองหน้าที่คัดลอกออกมาขึ้นมาดูแล้วเอ่ยว่า “แจกจ่ายตัวอักษรสองหน้าเหล่านี้ออกไป แล้วประกาศตั้งเงินรางวัลทั่วทั้งเมือง ผู้ที่ไขปริศนาได้จะได้รับเงินหนึ่งร้อยตำลึง”
“ขอรับ” เผยเจินรับคำ มองไปยังเทียนบนโต๊ะที่กำลังจะดับลงแล้วพูดกับเซี่ยจิ่งซี “เหลือเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วยามก็จะประชุมแล้ว ใต้เท้าพักผ่อนสักครู่เถิด”
เซี่ยจิ่งซีส่งเสียง “อืม” แล้วลุกขึ้นถอดชุดคลุมสีดำออก ทันใดนั้นเสียงร้องด้วยความประหลาดใจปนสงสัยของเผยเจินก็ดังขึ้นจากด้านหลัง
“ใต้เท้า!”
เซี่ยจิ่งซีหันไป เห็นสายตาของเผยเจินที่มองมายังคอเสื้อที่เขาเพิ่งจะเปิดออก
ในคันฉ่องสำริดที่บริเวณคอด้านข้างมีคราบเลือดที่สะดุดตาเป็นพิเศษ นี่คือ…
เขาเดินเข้าไปใกล้เล็กน้อย หยิบเทียนที่อยู่ข้างๆ มาแล้วเอียงศีรษะพิจารณาอย่างละเอียด…มีรอยแผลเป็นเส้นตื้นๆ บริเวณบาดแผลเห็นสะเก็ดเลือดกระจัดกระจาย
เซี่ยจิ่งซีขมวดคิ้ว ด้วยประสบการณ์ตรวจพิสูจน์บาดแผลเป็นเวลาหลายปี เพียงพริบตาเดียวเขาก็แยกแยะได้ว่านี่เป็นบาดแผลที่เกิดจากอะไร
มันคือรอยเล็บ ตามประสบการณ์ของเขา เพื่อปกปิดสถานะและร่องรอยการเคลื่อนไหว นักฆ่ามักจงใจปกปิดร่องรอยทั้งหมดบนตัวของตนเอง ทั้งรูปโฉม อุปนิสัย น้ำเสียง และแม้กระทั่งเส้นลายมือ…แต่เหตุใดจึงมีนักฆ่าหญิงที่มักง่าย แม้แต่เล็บก็ยังลืมตัด ถึงอย่างไรเล็บก็เป็นสิ่งที่ส่งผลโดยตรงต่อการจับกระบี่ ขี่ม้า และยิงธนู คนเหล่านี้มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายตลอดเวลา และเรื่องเหล่านี้ก็มักจะเป็นสิ่งกำหนดความเป็นความตาย ดังนั้นนักฆ่าหญิงที่เขาพบในคืนนี้…ไม่รู้แม้กระทั่งเรื่องนี้?
เสิ่นเจาเหยียนหน้าบึ้งกลับจวน
จวนสกุลเสิ่นตั้งอยู่ในย่านหย่งซิงฟาง อยู่ห่างจากตรอกอันซิงเพียงถนนสายเดียว
การเตะของนางเมื่อครู่ไม่เพียงช่วยให้ตนเองรอดพ้นจากอันตราย แต่ยังดึงดูดองครักษ์หน่วยจินอู๋ที่กำลังลาดตระเวนยามวิกาลมาอีกด้วย
แม้การหลบหนีจะราบรื่นเป็นอย่างยิ่ง แต่ระหว่างทางนางยังคงกุมหน้าอกด้านซ้ายด้วยสีหน้าอัดอั้น ยิ่งคิดก็ยิ่งคับแค้นใจ
เมื่อเสิ่นเจาเหยียนปีนข้ามกำแพงในย่านหย่งซิงฟางด้านที่ติดกับจวนสกุลเสิ่นเข้าไปก็ชนกับโหย่วจินที่กำลังร้อนรนเข้าอย่างจัง
“จวิ้นจู่!”
ท่ามกลางแสงไฟโหย่วจินและองครักษ์สกุลเสิ่นที่นางพามาต่างดีใจจนแทบจะร้องไห้
พวกเขาดูท่าทางเหมือนกำลังเตรียมที่จะพังประตูออกไปทางตรอกอันซิง
เมื่อโหย่วจินเห็นเสิ่นเจาเหยียนก็รีบวิ่งเข้าไปคว้ามือนางและเอ่ยว่า “เมื่อครู่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ตรอกอันซิง บ่าวยังเป็นห่วงว่าจะเป็นจวิ้นจู่ อื้อ! อื้อๆ…”
ด้วยความตกใจเสิ่นเจาเหยียนรีบปิดปากของโหย่วจินอย่างรวดเร็ว ทั้งลากทั้งดึงนางกลับไปที่จวนสกุลเสิ่น จนกระทั่งเข้าไปในห้องนอนแล้วจึงปล่อยมือ
โหย่วจินกะพริบตาปริบๆ อย่างทำอะไรไม่ถูก ก่อนจะยื่นถ้วยชาให้เสิ่นเจาเหยียนอย่างระมัดระวัง
เสิ่นเจาเหยียนเบิกตาโตใส่นาง รับถ้วยชามาแล้วดื่มจนหมดในรวดเดียว
“จวิ้นจู่…” โหย่วจินยิ้มแย้มแล้วเอ่ยถามเสียงเบา แสดงความประจบประแจงอย่างชัดเจน “เป็นอย่างไรบ้าง พบสิ่งที่ต้องการตามหาหรือไม่เจ้าคะ”
เสิ่นเจาเหยียนไม่พูดอะไร หยิบเศษผ้าที่ห่อขี้เถ้าเครื่องหอมชิ้นนั้นออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้โหย่วจิน “ไปหาคนมาตรวจดูว่าขี้เถ้าข้างในคืออะไร” นางชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดเสริมอีกว่า “นอกจากนี้อย่าลืมสืบด้วยว่าบุรุษที่บุกรุกเข้าไปในจวนสกุลเฉินคืนนี้คือใคร”
“หา?” โหย่วจินถือห่อผ้า ได้ยินเช่นนี้ก็เบิกตาโต “คืนนี้ยังมีคนอื่นไปที่จวนสกุลเฉินด้วยหรือเจ้าคะ”
เสิ่นเจาเหยียนส่งเสียง “อืม” ทำหน้าบูดบึ้งเดินไปนั่งบนเตียงหลัวฮั่น
นางลูบหน้าอกที่ยังคงบวมและเจ็บ ก่อนจะเอ่ยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ “อีกฝ่ายไม่ใช่คนของจวนสกุลเฉิน บุกเข้าไปคนเดียวในยามดึก หากไม่ใช่ฆาตกรที่ต้องการทำลายหลักฐาน ก็ต้องคิดที่จะอาศัยคดีของเจ้ากรมเฉินทำอะไรบางอย่าง ดังนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ห้ามปล่อยปละละเลยอย่างเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่”
“เจ้าค่ะ!” โหย่วจินพยักหน้าอย่างแรง แต่สายตากลับมองไปยังมือที่ถือถ้วยชาอยู่ของเสิ่นเจาเหยียน “จวิ้นจู่” นางตกตะลึง ชี้ไปที่มืออันอ่อนนุ่มสีชมพูอ่อนบนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีเขียวแล้วถามด้วยความสงสัย “เล็บของท่าน…หักใช่หรือไม่”
ภายในห้องเงียบลงทันที
เสิ่นเจาเหยียนวางถ้วยชาในมือลงแล้วมองดูนิ้วมือโดยไม่พูดอะไร
ไม่ต้องพูดถึงโหย่วจิน ทั่วทั้งเมืองเฟิงจิงคงไม่มีใครไม่รู้ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของเจาผิงจวิ้นจู่ก็คือมือคู่นี้ของตนเอง และมือคู่นี้สิ่งที่นางรักมากที่สุดก็คือเล็บทั้งสิบที่มีสีชมพูเหมือนกลีบดอกอิงฮวา* ไม่เพียงต้องบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นทุกวันเท่านั้น ปกติยังไม่อนุญาตให้ใครแตะต้องอีกด้วย แม้แต่เวลาที่โหย่วจินคอยรับใช้นางเป็นประจำก็ยังต้องดูแลด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ แต่ยามนี้เล็บที่เป็นของรักของหวงของเสิ่นเจาเหยียนกลับ…หักเช่นนี้
‘เพล้ง!’
ถ้วยชาตกลงบนพื้น เสียงแตกดังกังวาน
เสิ่นเจาเหยียนโมโห คิดในใจว่าครั้งนี้มีแต่เสียกับเสีย
“หากตามหาสารเลวคนนั้นพบ!” น้ำเสียงของนางเย็นชา ไม่ให้ใครพูดแทรก “ข้าจะตัดมือของเขาทิ้ง!”
วันรุ่งขึ้นเสิ่นเจาเหยียนก็ส่งโหย่วจินไปสืบข่าวคนชุดดำที่จวนสกุลเฉินจับได้เมื่อคืนนี้ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือโหย่วจินกลับบอกนางว่าท่ามกลางการปิดล้อมอย่างแน่นหนา คนผู้นั้นกลับหนีรอดไปได้
เสิ่นเจาเหยียนได้ยินก็ตกใจ หลังจากสงบสติอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก็ตัดสินใจนั่งรถม้าไปที่จวนสกุลเฉินเพื่อสอบถามข่าวที่เมื่อวานยังไม่ทันได้สืบ โดยอาศัยข้ออ้างว่าฮ่องเต้ให้มาเยี่ยมปลอบขวัญ
รถม้าแล่นผ่านถนนที่พลุกพล่านในช่วงบ่ายและหยุดอยู่หน้าประตูจวนสกุลเฉิน
เสิ่นเจาเหยียนเหมือนตื่นขึ้นจากความฝัน ทันทีที่ม่านรถด้านหน้าเปิดออก บุรุษร่างกำยำก็ปรากฏขึ้นในม่านตาของนาง…หลังเหยียดตรงและหน้าตาเคร่งขรึม ทำให้เสื้อคลุมลำลองสีดำอมเขียวที่สวมอยู่ดูน่าเกรงขามเล็กน้อย
คิ้วของเสิ่นเจาเหยียนกระตุก ความรู้สึกเสียการทรงตัวเมื่อถูกคนอุ้มขึ้นกลางอากาศทำให้หัวใจของนางกระตุกเล็กน้อย สายตามองไปยังหลังมือที่เส้นเลือดปูดโปนจากการดึงสายบังเหียนไว้แน่นของบุรุษผู้นั้น ใบหูของนางรู้สึกร้อนผ่าว
ความจริงหลังจากวันนั้นเดิมทีนางได้วางแผนที่จะหาข้ออ้างสักอย่างเพื่อหาเรื่องแสดงความไม่พอใจต่อเซี่ยจิ่งซี อย่างเช่น…การโอบกอดจวิ้นจู่ต่อหน้าผู้คนถือเป็นการลวนลาม แต่หลี่เหมี่ยนได้ฟังแล้วกลับถามนางด้วยสีหน้าสงสัย
‘พวกท่านกราบไหว้ฟ้าดินด้วยกันแล้วมิใช่หรือ การที่สามีกอดภรรยาจะถือว่าเป็นการลวนลามได้อย่างไร’
นี่เป็นคำถามที่ดี เสิ่นเจาเหยียนพูดไม่ออก ทว่าแต่ไหนแต่ไรมานางก็ไม่ใช่คนที่เข้ากับใครได้ง่ายๆ ในเมื่อหาเรื่องอย่างเปิดเผยไม่ได้ เรื่องการกลั่นแกล้งลับหลังนางก็ชำนาญเป็นอย่างยิ่ง
บางทีอาจเป็นเพราะได้ยินเสียงบางอย่าง เซี่ยจิ่งซีจึงหันมา ท่ามกลางร่มเงาและแสงแดดที่สาดส่องเป็นริ้วๆ ของต้นไม้ สายตาของพวกเขาก็สบกันพอดี แน่นอนว่าเสิ่นเจาเหยียนย่อมไม่หวาดกลัวอยู่แล้ว นางแสดงท่าทางหยิ่งทะนง ขณะเดินลงจากรถม้ายังจงใจลดความเร็วอีกด้วย
“คารวะจวิ้นจู่”
น้ำเสียงนั้นเย็นชาและเฉยเมย สุภาพแต่กลับห่างเหิน ทำให้จับผิดไม่ได้เลย
เผยเจินที่อยู่ข้างหลังเขาทำตัวตามสบายและกล่าวคารวะด้วยความไม่เต็มใจอย่างยิ่ง
เมื่อเปรียบเทียบกันทั้งสองฝ่าย เซี่ยจิ่งซีดูเป็นสุภาพบุรุษและสง่างาม คงจะมีเพียงเสิ่นเจาเหยียนเท่านั้นที่คิดว่าเขาแสร้งทำตัวสุภาพ แต่จุดประสงค์ในการยั่วยุคือการทำให้อีกฝ่ายอึดอัดใจ ทว่าท่าทางสงบนิ่งและทำตามหน้าที่ของเขาในเวลานี้มีแต่จะทำให้เสิ่นเจาเหยียนเจ็บใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นนางจึงจงใจส่งเสียง “หึ” ออกมา น้ำเสียงนั้นฟังดูสาแก่ใจ ไม่ว่าจะฟังอย่างไรก็มีความรู้สึกเหมือนต้องการชวนทะเลาะแบบไม่มีเหตุผล
ใบหน้าของเผยเจินเขียวขึ้นทันที แต่กลับถูกเซี่ยจิ่งซีดึงตัวไว้
เซี่ยจิ่งซีโค้งคำนับนางอย่างสุภาพราวกับมองไม่ออกแม้แต่น้อยว่าเมื่อครู่นางจงใจกลั่นแกล้ง หน้าอกรู้สึกเหมือนถูกก้อนสำลีอุดไว้
เสิ่นเจาเหยียนชะงัก แม้แต่รอยยิ้มบนใบหน้าก็นิ่งค้างไปด้วย น่าเบื่อ! หัวโบราณ! ล้าสมัย! แม้ว่าในใจจะวิจารณ์เช่นนี้ แต่นางกลับถูกกระตุ้นให้เกิดความคิดอยากเอาชนะ
นางยืนพินิจพิจารณาเซี่ยจิ่งซีอยู่ครู่หนึ่ง หลังจากนั้นจึงเอ่ยคำว่า “อืม” ออกมาช้าๆ “วันนี้ตุลาการใหญ่เซี่ยมีเวลาว่างจึงได้มาเยี่ยมสหายร่วมงานด้วยตนเอง? ไม่สืบสวนคดีแล้วหรือ”
เสิ่นเจาเหยียนยิ้มอย่างสุภาพ แต่เท้ากลับเดินไปที่เชิงบันไดจวนสกุลเฉินเงียบๆ
เนื่องด้วยขนบธรรมเนียมระหว่างเจ้านายกับขุนนาง เซี่ยจิ่งซีจึงต้องขยับตามนางไปสองสามก้าว ช่างประจวบเหมาะ เสิ่นเจาเหยียนบีบเขาให้ถอยเข้าไปในลานโล่ง ไม่มีที่กำบังแม้แต่น้อย
ช่วงเวลาเดือนเจ็ดและยังเป็นช่วงบ่าย แสงตะวันเจิดจ้าสาดส่องลงบนตัวเขาจึงรู้สึกร้อนเหลือจะทนอย่างรวดเร็ว
วันนี้เซี่ยจิ่งซีสวมชุดคลุมยาวสีดำอมเขียวซึ่งดูดซับความร้อนได้ดีที่สุด เมื่อยืนอยู่ใต้แสงตะวันเพียงครู่เดียว เสิ่นเจาเหยียนก็เห็นที่ขมับของเขาเริ่มมีประกายน้ำหยดเล็กๆ
“เรียนจวิ้นจู่” คนตรงหน้าสีหน้าไม่เปลี่ยน พูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งว่า “วันนี้ข้าน้อยมาที่นี่ก็เพื่อสืบสวนคดี”
“อ้อ” เสิ่นเจาเหยียนแย้มยิ้ม จงใจพูดว่า “เป็นขุนนางในราชสำนักเดียวกัน จวนสกุลเฉินเพิ่งมีคนเสียชีวิตไปไม่นาน ตุลาการใหญ่เซี่ยมาที่นี่ไม่ใช่เพื่อแสดงความอาลัย แต่มาเพื่อสืบสวนคดี…การพูดเช่นนี้ดูเหมือนจะไร้น้ำใจไปสักหน่อยกระมัง”
“เพราะเป็นขุนนางในราชสำนักเดียวกันและยังทำคดีร่วมกัน ดังนั้นนี่จึงเป็นหน้าที่ ดวงวิญญาณของเจ้ากรมเฉินบนสวรรค์ย่อมเข้าใจได้”
เสิ่นเจาเหยียนไม่ได้พูดอะไร นางมองเหงื่อที่เกาะอยู่บนขมับของเซี่ยจิ่งซีที่มากขึ้นทุกที ผ่านไปเป็นนานจึงส่งเสียง “อืม” เบาๆ ส่งสัญญาณบอกเขาว่าตามสบาย
ทุกคนเดินตามกันเข้าไปในจวนสกุลเฉิน
เมื่อแขกผู้มีเกียรติมาเยือน ทุกคนในจวนสกุลเฉินย่อมไม่กล้าที่จะละเลย พวกเขาถูกนำไปที่ห้องโถงพิธีศพก่อนเพื่อจุดธูปที่ป้ายวิญญาณของเจ้ากรมเฉิน ระหว่างนั้นเสิ่นเจาเหยียนยังคงอ้อยอิ่ง ปล่อยให้เซี่ยจิ่งซีต้องยืนรอข้างนอกโถงท่ามกลางแสงตะวันอยู่เป็นนาน
“จวิ้นจู่”
บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างๆ ส่งธูปที่จุดแล้วให้นางดอกหนึ่ง
เสิ่นเจาเหยียนยื่นมือไปรับ หางตาเหลือบไปมองเซี่ยจิ่งซีที่อยู่ด้านหลัง แต่กลับเห็นไหล่ทั้งสองข้างของเขาแข็งเกร็งขึ้นมาทันใด
เขาดูเหมือนกำลังตกอยู่ในภวังค์ คิ้วที่เดิมทีก็แหลมคมอยู่แล้วขมวดแน่น สายตาคมกริบจับจ้องมายังมือข้างที่ถือธูปของนาง
เสิ่นเจาเหยียนตกตะลึง ก้มมองตามสายตาของเขา
ท่ามกลางกลุ่มควันไม้จันทน์หอม เล็บที่หักของนางดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนตุลาคม 2569)
Comments
comments
No tags for this post.