บทที่ 111 โตขึ้นอีกปี
ภายในโถงเหยียนโซ่วจุดกระถางไฟจนอบอุ่นดุจฤดูวสันต์ ควันกำยานกฤษณาดำ ลอยอ้อยอิ่งขึ้นจากเตาป๋อซาน เหล่าสาวใช้กำลังวุ่นวายอยู่กับการจัดวางภาชนะสำหรับมื้ออาหารในคืนส่งท้ายปีเก่า ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถูกพวกหลานสาวกับลูกสะใภ้ห้อมล้อม สายตานางกวาดมองในโถงใหญ่นี้ช้าๆ ก่อนขมวดคิ้วถาม
“เจ้ารองเล่า”
ในโถงไปเงียบครู่หนึ่ง เจิ้นกั๋วกงก็เอ่ยตอบ “หลายวันนี้จวนที่ว่าการเมืองหลวงต้องสรุปคดี ทั้งยังต้องประสานงานกับทางสำนักตรวจการ คาดว่าเขาคงยุ่งกับเรื่องคดีอยู่”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “เขายุ่งมาจนสิ้นปีแล้ว ปกติก็ไม่ได้เห็นหน้าเห็นตาเขา ตอนนี้ราชสำนักอุตส่าห์หยุดทั้งที แค่กินอาหารส่งท้ายปีเก่าด้วยกันสักมื้อก็เจียดเวลาไม่ได้เชียวหรือ”
โดยส่วนตัวแล้วเจิ้นกั๋วกงรู้สึกเช่นกันว่าหมิงหวาจางใส่ใจเรื่องการงานจนเกินควร ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกว่าหมิงหวาจางละเลยทางบ้าน แต่เพราะกังวลว่าอีกฝ่ายจะถูกไฟลามตัว กระนั้นยามอยู่ต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกับบ้านรองและบ้านสาม เจิ้นกั๋วกงยังคงปกป้องบุตรชายของตน
“เขาเพิ่งไปทำงานในจวนที่ว่าการเมืองหลวง มีงานหลายอย่างต้องเรียนรู้ ผู้บังคับบัญชาของเขาหยุดพักได้ แต่เขาไม่กล้าบกพร่อง”
ถ้อยคำนี้ใช้หลอกผู้อื่นก็แล้วไปเถิด แต่บ้านรองกับบ้านสามไม่เชื่อ ท่านอารองกล่าวว่า “เหตุใดข้าได้ยินมาว่า…เจ้ารองล้มล้างคดีที่ผู้ว่าการเมืองหลวงสรุปไปแล้ว ตอนนี้กำลังติดต่อกับกองตรวจตราอย่างใกล้ชิดเล่า”
เจิ้นกั๋วกงย่อมรู้เรื่องเหล่านี้เช่นกัน เขาไม่เห็นด้วยที่หมิงหวาจางบุ่มบ่ามเช่นนี้ ทว่าลูกวัวแรกเกิดไม่กลัวเสือ มิหนำซ้ำเด็กคนนี้ดุจกระบี่คมที่ชักออกจากฝัก เผยประกายคมปลาบ เปี่ยมด้วยความแกร่งกล้ามาแต่กำเนิดแล้ว
แต่ต่อให้เจิ้นกั๋วกงไม่เห็นด้วยสักเพียงใด ทว่าต่อหน้าคนนอกก็ยังคงพูดปกป้อง “นั่นเป็นเพราะเขามีความรับผิดชอบต่อคดี เด็กคนนี้จริงจังมาตั้งแต่เล็ก ยอมรับความสะเพร่าไม่ได้แม้แต่น้อย พอเข้าสู่แวดวงขุนนางแล้วก็ยังเป็นเช่นเดิม”
เห็นท่าทางของเจิ้นกั๋วกงที่พูดจาแทนบุตรชาย ฮูหยินรองก็กระจ่างแจ้งว่าอีกฝ่ายให้ท้ายหมิงหวาฉังจนกลายเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร อุตส่าห์มีชาติกำเนิดที่ดี แต่กลับวิ่งออกไปข้างนอกทั้งวี่วันราวเด็กหญิงไร้หัวคิด ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่ควบคุมเรื่องในจวน เจิ้นกั๋วกงก็เอาแต่ตามใจบุตรเช่นนี้ นางจะคอยดูว่าต่อไปหมิงหวาฉังจะหาครอบครัวสามีอะไรได้
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงแค่นเสียงแล้วเอ่ยว่า “ตั้งแต่แรกที่เขาเข้าจวนที่ว่าการเมืองหลวงข้าก็ไม่เห็นด้วย หากไปสำนักหงเหวิน ตอนนี้ก็ได้นั่งสบายอย่างมั่นคงไปแล้ว มีหรือจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องพวกนั้น เจ้าเป็นบิดากลับไม่ควบคุมอะไร ให้ข้าต้องเป็นคนเลวอยู่เพียงผู้เดียว”
เจิ้นกั๋วกงยิ้มประจบ ไม่กล้าล่วงเกินมารดา ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกวาดตามองอีกคราหนึ่ง ยังคงถามด้วยสีหน้าบึ้งตึง
“นางหนูรองเล่า เหตุใดนางหนูรองก็ไม่อยู่”
ผู้คนเหลียวมองโดยรอบก็ไม่พบหมิงหวาฉังจริงๆ ฮูหยินสามเอ่ยช้าๆ “นางหนูรองคงจะอยู่ที่เรือนเจ้ารองกระมัง พวกเขาพี่น้องผูกพันกันมาก อยู่ด้วยกันตลอดทั้งวัน แม้แต่ช่วงใกล้วันปีใหม่พวกเขาก็ยังทำเหมือนเด็กหลบไปเล่นขายของกัน”
เจิ้นกั๋วกงรู้สึกเสียหน้า จึงหันไปสั่งผู้ติดตาม “พวกผู้ใหญ่กำลังคอยอยู่ จงไปเรียกคุณชายรองกับคุณหนูรองมา”
ขณะเดียวกันหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังกำลังเดินเคียงกันมุ่งหน้ามายังโถงเหยียนโซ่ว หมิงหวาจางยื่นมือกั้นกิ่งเหมยแดงไว้ หมิงหวาฉังก็เดินผ่านใต้กิ่งนั้นก่อนถาม
“พี่รอง คดีนี้จะตัดสินอย่างไรหรือ”
“โทษของหลูตู้ตัดสินได้ง่าย กำหนดให้ประหารหลังฤดูสารทแล้ว แต่ทางวัดผู่ตู้ไม่รู้ควรมีโทษสถานใด กรมอาญากับศาลต้าหลี่ยังคงถกเถียงกันอยู่” หมิงหวาจางกล่าว “เจ้าอาวาสไม่มีส่วนร่วมในการสังหารคน ทว่ารู้แล้วไม่แจ้งทางการจะนับเป็นการช่วยปกปิดหรือไม่ รองเจ้ากรมอาญาทั้งสองมีความเห็นที่ต่างกัน คนหนึ่งเห็นว่าวัดพุทธอยู่นอกทางโลก เจ้าอาวาสไม่ควรเป็นฝ่ายเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของผู้สักการะเสียเอง แต่เมื่อทางการไปถามก็ควรแจ้งตามตรง อีกคนหนึ่งเห็นว่าในเมื่อวัดพุทธสร้างบนดินแดนต้าโจวก็ควรปฏิบัติตามกฎหมายต้าโจว ควรเอาผิดเจ้าอาวาสวัดผู่ตู้สถานหนักมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง”
หมิงหวาฉังเลิกคิ้วถาม “พี่รองเล่า ท่านรู้สึกว่าอย่างไร”
หมิงหวาจางแววตาลุ่มลึกนิ่งเย็นพลางตอบ “ข้ารู้สึกว่าจะเอาผิดเจ้าอาวาสวัดผู่ตู้สถานใดเป็นเรื่องรอง ปัญหาที่ราชสำนักเผชิญอยู่จริงๆ ร้ายแรงกว่านี้มาก วัดพุทธขยายตัวและควบรวมที่ดินอย่างเหิมเกริม ยามนี้ยึดครองทรัพย์สินมหาศาล แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายภาษีอากรแก่ราชสำนัก ชาวนาจำนวนมากขอเพียงออกบวชเข้าสู่พุทธศาสนาก็จะหลุดพ้นจากการควบคุมของราชสำนักได้ นับแต่นี้หากพวกเขาใฝ่พระธรรมไม่เพาะปลูกพืชผล นานวันเข้าจะต้องเกิดภัยพิบัติเป็นแน่”
หมิงหวาฉังเห็นด้วยกับเรื่องนี้ยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นวัดภิกษุหรืออารามชี ที่ดินที่ถือครองล้วนไม่ต้องจ่ายภาษีอากรแก่ราชสำนัก ทั้งยังมีเชื้อพระวงศ์นับไม่ถ้วนแย่งกันบริจาคเงินแด่พุทธองค์ วัดพุทธมีรายได้ของตนเองเช่นนี้ ไยจะต้องเชื่อฟังราชสำนักเล่า
ตอนนี้วัดพุทธเพียงมีอิสระทางการเงิน รอจนก้าวไปอีกขั้นจะต้องแผ่ขยายสู่แวดวงการเมืองแน่นอน ถึงตอนนั้นราชสำนักจะเป็นราชสำนักแห่งต้าโจวหรือราชสำนักแห่งพุทธศาสนากันแน่
เรื่องนี้โยงใยกว้างขวาง หมิงหวาฉังจึงไม่สนทนาลงลึก ย้อนถามประเด็นเก่าว่า “ทางสำนักตรวจการว่าอย่างไรบ้าง”
หมิงหวาจางแค่นเสียงเบาๆ คล้ายไม่พอใจ “พวกเขาปราดเปรื่องยิ่ง เอาแต่รอกรมอาญากับจวนที่ว่าการเมืองหลวงทำงานไปก่อนแล้วค่อยออกมาจับผิด พวกเขาย่อมไม่แสดงท่าทีก่อนที่เรื่องจะชัดเจน”
“ซูจ้วงหยวนก็อยู่สำนักตรวจการ เขาไม่บอกอะไรท่านเลยหรือ”
หมิงหวาจางเลื่อนสายตามามองนางแน่วนิ่ง แววตาของเขากระจ่างใสปานน้ำแข็ง ลุ่มลึกไม่เห็นก้นบึ้ง “เหตุใดเจ้าถึงเชื่อใจเขาเพียงนี้”
มิหนำซ้ำยังเรียกว่า ‘ซูจ้วงหยวน’ การสอบเคอจวี่จบไปนานเท่าไรแล้ว ความหลังมีอะไรน่ารื้อฟื้นกัน
หมิงหวาฉังยิ้มจืดเจื่อน คิดในใจว่าเผยพิรุธเสียแล้ว ตัวนางรู้ว่าซูสิงจื่อเป็นพี่ชาย จึงเชื่อถืออีกฝ่ายจากใจจริง แต่สำหรับหมิงหวาจางแล้ว ซูสิงจื่อยังคงเป็นเพียงผู้ร่วมงานที่เคยพบหน้าไม่กี่ครั้ง มิหนำซ้ำยังมีข้อขัดแย้งเรื่องอำนาจหน้าที่กัน
อย่าลนลาน ค่อยๆ คิดดูว่าจะแก้ต่างอย่างไร หมิงหวาฉังจึงกล่าวต่อไป “ข้าเห็นว่าซูจ้วงหยวนประพฤติสุจริต ไม่หวั่นเกรงผู้มีอำนาจ จึงรู้สึกว่าน่าจะพูดคุยกับเขาได้ เขาน่าจะไม่ยอมจำนนกับการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในราชสำนัก แต่นี่เป็นสิ่งที่ข้าคิดของข้าเอง พี่รองควรรอบคอบไว้สักหน่อยจะดีกว่า”
ประพฤติสุจริต? ไม่หวั่นเกรงผู้มีอำนาจ? หมิงหวาจางแววตาเคร่งขรึมไม่พูดไม่จา สีหน้าเย็นชายิ่งกว่าเดิม
หมิงหวาฉังพิจารณาสีหน้าเขาอย่างระมัดระวัง กำลังคิดอยู่ว่าควรพูดอะไรอีกดีหรือไม่ จู่ๆ บ่าวรับใช้คนหนึ่งก็เดินสวนทางมา ครั้นเห็นว่าเป็นพวกเขาสองคนก็รีบเอ่ยขึ้น
“คุณชายรอง คุณหนูรอง เหตุใดพวกท่านเพิ่งมาขอรับ ผู้อื่นมากันครบแล้ว ฮูหยินผู้เฒ่าคอยนานจนไม่พอใจยิ่ง ท่านกั๋วกงจึงให้บ่าวมาเตือนพวกท่านว่าเข้าไปแล้วให้พูดเสียงอ่อนกับฮูหยินผู้เฒ่าสักหลายประโยค หากนางยังไม่คลายโทสะ พวกท่านก็อดกลั้นไว้ก่อน คืนส่งท้ายปีเก่าทั้งที ให้ถือความปรองดองเป็นสำคัญ ไว้จบเรื่องแล้วท่านกั๋วกงจะชดเชยให้ขอรับ”
เจิ้นกั๋วกงจัดการเช่นนี้ไม่ใช่แค่วันสองวัน ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงนับวันยิ่งเผด็จการ เขาจนปัญญากับมารดาจึงได้แต่เอาใจทั้งสองฝ่าย แต่ลอบชดเชยให้บุตรชายบุตรสาวมากหน่อย กล่าวได้ว่าหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังเติบใหญ่มีอุปนิสัยเช่นทุกวันนี้ได้ทั้งที่ไร้การปกป้องจากมารดาก็เพราะเจิ้นกั๋วกงนี่เอง
หมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังไม่พูดคุยกันอีก ต่างเร่งฝีเท้าไปยังโถงเหยียนโซ่วทันที ครั้นเข้าประตูมาก็พบกับคนอยู่เต็มโถง แต่ละคนประดับเครื่องทองเครื่องหยก ทั้งยังมีกลิ่นหอมอบอุ่นโชยมาถึงจมูก หมิงหวาฉังเดินตามหลังหมิงหวาจาง ทำความเคารพทักทายอย่างน่าเอ็นดู ก่อนก้มหน้าฟังท่านย่าอบรม
นางเข้าใจมานานแล้วว่าตอนที่ผู้ใหญ่อบรมอยู่อย่าอธิบายและอย่าโต้แย้ง พวกผู้ใหญ่อยากพูดอะไรก็ปล่อยให้พูดไปเถิด ถึงอย่างไรนางก็ไม่ได้ฟังเข้าหู ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงตำหนิสองพี่น้องโดยไม่สนใจว่าใครถูกผิด ในที่สุดโทสะก็เบาบางลงบ้าง เจิ้นกั๋วกงเห็นเช่นนั้นจึงรีบเอ่ยขึ้น
“ท่านแม่ วันมงคลไม่ควรมีโทสะ อาหารส่งท้ายปีเก่าจัดวางเรียบร้อยแล้ว ไปกินอาหารกันก่อนดีกว่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเปล่งเสียงตอบรับ เจิ้นกั๋วกงก็รีบเดินมาพยุงนางไปทางห้องอาหาร เหล่าสตรีกับสาวใช้ต่างห้อมล้อมตามติดฮูหยินผู้เฒ่าหมิง หมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังจึงถอยหลังหลีกทางให้ท่านย่า
ตอนที่เจิ้นกั๋วกงเดินผ่านสองพี่น้อง เขาลอบถลึงตาใส่หมิงหวาฉัง หมิงหวาฉังก็เบ้ปากแสดงท่าทีว่านางรู้แล้ว
ไม่ช้าคนทั้งหมดก็เดินผ่านไป ในโถงเหลือเพียงสองพี่น้อง หมิงหวาฉังค่อยๆ เงยหน้าไปมองหมิงหวาจางคราหนึ่ง สองคนช่างเหมือนเด็กน้อยที่ทำผิดแล้วถูกลงโทษยืน สบตาแล้วส่งยิ้มให้กัน ทั้งน่าอนาถและชวนขัน
พวกเขาสองคนมีสำนึกรู้ผิดดียิ่ง เดินรั้งท้ายแล้วนั่งลงในห้องอาหารอย่างเงียบเชียบ นิ่งฟังท่านย่าสนทนากับพวกท่านอาและท่านอาสะใภ้ ตลอดเวลาที่นั่งกินอาหารสองพี่น้องไม่เปล่งเสียงสักคำ
หลังมื้ออาหารฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถูกกลุ่มคนห้อมล้อมไปเฝ้าปี ในที่สุดหมิงหวาฉังก็สามารถพรูลมหายใจ ย่องออกมาที่โถงชั้นนอก นั่งรอคอยปีใหม่มาเยือน
ด้านในครึกครื้นด้วยเสียงสรวลเสเฮฮา เทียบกันแล้วโถงชั้นนอกนี้เงียบเชียบวังเวงเหลือเกิน นางมองไปนอกหน้าต่างพลางมองผืนฟ้ายามราตรีจนเหม่อลอยอยู่บ้าง จู่ๆ บนบ่าก็หนักขึ้น มีชุดคลุมกันลมสีดำตัวหนึ่งคลุมลงมาบนร่างนาง
นางเหลียวหลังไป เห็นหมิงหวาจางยืนอยู่หลังนาง กำลังช่วยผูกสายรัดให้นางอย่างช้าๆ “ริมหน้าต่างหนาว ระวังจะถูกไอหนาวเล่นงาน”
หมิงหวาฉังอดโต้แย้งไม่ได้ “ข้าไม่ได้บอบบางถึงเพียงนี้ พี่รองไม่ต้องยุ่งยาก”
หมิงหวาจางกลับผูกสายรัดจนเสร็จแล้วนั่งลงบนตั่ง จากนั้นก็กล่าวว่า “รอบคอบหน่อยย่อมไม่ผิดพลาด เจ้าดูอะไรอยู่หรือ”
“ดูดาว” หมิงหวาฉังพูดพลางชี้ไปยังผืนฟ้า “ท่านดูเถิด ดาวดวงนั้นสว่างยิ่ง”
“นั่นคือดาวเป่ยเฉิน” หมิงหวาจางมองไปยังผืนฟ้าบ้าง “เขตจื่อเวยหยวนสุกสกาวเช่นนี้ เห็นทีว่าใต้หล้าคงพบเจอองค์เหนือหัวที่ปรีชาเข้าแล้ว”
ไม่มีใครเอ่ยเรื่องนี้ต่อ ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเป็นดั่งแม่น้ำที่ลดลงทุกวัน เป็นดั่งตะวันที่ใกล้ลับเหลี่ยมเขา นางซึ่งเป็นเจ้าชะตาดาวจื่อเวยดวงนี้ยังจะส่องสว่างให้ใต้หล้าได้อีกนานเพียงใด แล้วเจ้าชะตาดาวจื่อเวยคนถัดไปอยู่แห่งหนใดกัน หมิงหวาฉังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็ชี้มือไปอีกทาง
“เช่นนั้นดาวดวงนี้คือดาวอะไร”
หมิงหวาจางมองดูผืนฟ้า ชี้บอกชื่อดาวให้นางไปทีละดวง สองพี่น้องพิงอยู่ริมหน้าต่าง ทอดสายตามองดวงดาวที่อยู่ไกล กระทั่งใกล้ถึงยามจื่อโดยไม่รู้ตัว จึงปรากฏดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นสู่ม่านรัตติกาล ปะทุรัศมีกลางเวหา แสงระยับปานฟ้าโปรยหยาดฝน
นี่ราวกับเป็นสัญญาณอย่างหนึ่ง ทำให้เสียงประทัดแย่งกันดังขึ้นทุกแห่งหนในเมืองฉางอัน เรืองรองด้วยต้นไม้เพลิงบุปผาเงิน** โคมวิจิตรสว่างไปทั่ว สุดจะจำแนกหมู่ดาวบนฟ้าได้อีก
บ่าวรับใช้ในจวนเจิ้นกั๋วกงกำลังขนประทัดดอกไม้ไฟมาเช่นกัน หมิงหวาฉังจึงลุกขึ้นแล้วเอ่ยอย่างลิงโลด
“จะจุดดอกไม้ไฟแล้ว พวกเราออกไปดูกันเถิด!”
หมิงหวาจางจนใจอยู่บ้าง โตป่านนี้แล้วนางยังทำตัวเหมือนเด็กๆ เขาช้ากว่าเพียงก้าวเดียว นางก็วิ่งไปถึงด้านนอก ขอดอกไม้ไฟดอกหนึ่งจากบ่าวรับใช้มาจุดบนทางระเบียงแล้ว
ครั้นแสงไฟวาบขึ้น บุปผาเพลิงสีเงินก็ปะทุดุจดาวตก สะท้อนให้ดวงตาวาววามของนาง นางสะดุ้งตกใจรีบถือออกห่างโดยพลัน ที่เรียกกันว่าพวกใจเสาะทว่าก็ห่วงเล่นคงจะหมายถึงคนเช่นนางนี่เอง หมิงหวาจางถอนหายใจ เดินจากด้านหลังมารับดอกไม้ไฟในมือนางไป
มือของเขามั่นคงอย่างยิ่ง ถือในระยะที่ทำให้นางสบายใจและเห็นประกายแสงได้ถนัดชัดเจน ใจนางสงบลง ดวงตาใสกระจ่างลุกวาว นิ่งชมแท่งดอกไม้ไฟเผาไหม้
บุปผาเพลิงสีเงินหดเล็กลงตามลำดับ สุดท้ายก็แปรเปลี่ยนเป็นเถ้ากลับคืนสู่ความมืด หลังบุปผาสีเงินจับตาโรยราไป นางก็กะพริบตาแล้วหันไปมองหมิงหวาจาง
เขาร่างสูงสง่าดั่งหยก ดวงตาสงบนิ่งดั่งน้ำ ยามยืนบนทางระเบียงดูตราตรึงกว่าบุปผาเพลิงเต็มผืนฟ้าเบื้องหลังเขาเสียอีก เขาเก็บแท่งดอกไม้ไฟที่เผาไหม้หมดแล้วให้เรียบร้อย ก่อนหันหน้ามาถามนาง
“ยังอยากดูอะไรต่อ”
หมิงหวาฉังพิศมองเขาจนเหม่อลอยไปชั่วขณะ พอได้สติกลับมาจึงหลุบตาพลางพูดกลบเกลื่อน “พี่รอง สุขสันต์วันปีใหม่”
เสียงประทัดดังขึ้นรอบทิศจนแก้วหูแทบดับ บุปผาเพลิงนับไม่ถ้วนปะทุเต็มผืนฟ้า บ่าวรับใช้จวนเจิ้นกั๋วกงกำลังตะโกนขนสิ่งของ เสียงที่แผ่วเบาราวกับขนห่านร่วงหล่นของนางถูกกลบกลืนท่ามกลางกระแสธารเสียงที่เชี่ยวกรากนี้ ทว่าหมิงหวาจางยังคงได้ยินอย่างน่าประหลาด เขาขยี้ศีรษะนางเบาๆ ก่อนฉวยตุ๊กตาน้ำตาลตัวหนึ่งออกมาจากด้านหลังราวกับเล่นกล
“ยินดีกับฉังฉัง โตขึ้นอีกปีแล้ว”
ทุกปีตอนเฝ้าปีเขาจะนำน้ำตาลเจียวหยามาให้นางก้อนหนึ่ง ปีนี้พวกเขาอยู่ด้วยกันตลอด นางหลงนึกว่าเขาลืมไปแล้วเสียอีก คิดไม่ถึงว่าเขายังคงตระเตรียมไว้ นางจึงเบ้ปากแล้วแค่นเสียงอย่างถือตัว
“ข้าไม่ใช่เด็กน้อยแล้ว ไม่ต้องการน้ำตาล”
ดวงตาของหมิงหวาจางเผยรอยยิ้มขณะกล่าว “เจ้าจะไม่ใช่เด็กน้อยได้อย่างไร ตอนหกขวบผลัดฟัน เจ้ากินน้ำตาลเจียวหยาไปก้อนหนึ่งไม่สาแก่ใจ ยังดื้อรั้นขอกินอีก สุดท้ายพออ้าปากฟันก็หลุดออกมาหนึ่งซี่ เจ้าตกใจจนร้องไห้ไม่หยุด ตอนนี้จำไม่ได้แล้วหรือ”
“ผ่านมานานแล้ว ใครยังจะจำได้” หมิงหวาฉังโต้แย้งอย่างฉุนเฉียว แต่ก็อดใจไม่ไหวรับตุ๊กตาที่ทำจากน้ำตาลเจียวหยามา “อาจเป็นเพราะน้ำตาลเจียวหยาที่ท่านนำมาให้มีปัญหา”
นางพูดอยู่ก็เผลอกัดปลายลิ้นของตนเอง เจ็บจนร้องออกมาคราหนึ่ง ทำเอาหมิงหวาจางตกใจ รีบก้มลงถามทันที
“เป็นอะไรไป!”
หมิงหวาฉังป้องปากส่ายหน้า พูดเสียงอู้อี้ “ไม่เป็นไร แค่กัดถูกลิ้น”
หมิงหวาจางวางใจ รู้สึกจนปัญญา จึงพูดเย้าแหย่นาง “ข้าก็นึกว่าน้ำตาลเหนียวจนฟันเจ้าหลุดอีกแล้ว”
หมิงหวาฉังตีเขาอย่างหัวเสีย เขาก็ไม่หลบหลีก แผ่นหลังของเขาหันให้บุปผาเพลิงเกลื่อนฟ้า ดวงตายกโค้ง ในดวงตาราวกับบรรจุน้ำพุใสไว้ เขาพิศมองนางพลางยิ้มน้อยๆ
ที่ผ่านมาต่อให้เขายิ้มก็ยิ้มอย่างสำรวมท่าที เป็นสุภาพชนสง่างาม นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเผยสีหน้าอย่างไม่ปิดบังอำพรางเช่นนี้ มีทั้งท่าทีซุกซนเช่นหนุ่มน้อยและรุกคืบโดยไม่กริ่งเกรง
หัวใจของนางคล้ายถูกบางสิ่งเคาะตีคราหนึ่งเบาๆ น้ำตาลล่วงผ่านปลายลิ้นแล้วซึมซาบเข้าสู่อวัยวะภายใน ทำให้ทั่วกายราวกับล่องลอย
อันที่จริงเรื่องตอนหกขวบนางจำได้ ทั้งยังจำได้ด้วยว่าตอนที่นางร้องไห้ เขายืนลนลานอยู่ด้านข้าง หลงนึกจริงๆ ว่าเขาเป็นคนทำร้ายให้น้องสาวฟันหลุด
ตอนนั้นนางได้เห็นเป็นครั้งแรกว่าที่แท้พี่ชายผู้ไร้ที่ติตามคำชมของพวกผู้ใหญ่ก็เผยสีหน้าท่าทางเช่นคนธรรมดาเป็นเช่นกัน
วัยเด็กปีนั้นเด็กน้อยสองคนมีคนหนึ่งร้องไห้ไม่หยุด อีกคนหนึ่งอับจนหนทางทำอะไรไม่ถูก ต่างกลัวว่าฟันจะไม่มีวันงอกขึ้นมาใหม่ ตอนนี้ทั้งสองอายุสิบเจ็ดปีแล้ว จะไม่ผิดพลาดอย่างน่าขันเช่นนั้นอีก ทว่า…เขายังคงนำน้ำตาลเจียวหยามาให้นางดังเดิม
กาลเวลาผันผ่าน หลายสิ่งเปลี่ยนไป ทว่าก็คล้ายมีบางสิ่ง…ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
บทที่ 112 ดอกท้อ
หลังวันขึ้นปีใหม่ กาลเวลาคล้ายชะลอลง แสงตะวันดั่งผงทองที่ถูกปัดหล่น ลอดหน้าต่างระแนงไม้ ฝ่าควันกำยานที่ลอยวน สาดลงมาบนโต๊ะไม้ประดู่
หมิงหวาจางนั่งตัวตรงดุจพู่กัน ยกข้อมือขึ้นเขียนชื่อคนหลายคนลงบนกระดาษอย่างช้าๆ ปลายพู่กันตวัดผ่านกระดาษเซวียนจื่อ บังเกิดเสียงเสียดสีที่แผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
หลายวันนี้หมิงหวาจางคิดมาโดยตลอด เว่ยอ๋องหมายสังหารซวงปี้ จงใจเลียนแบบคดีที่สี่ปีก่อนยังปิดไม่ลงเพื่อล่อซวงปี้ออกมา ทว่าเหตุใดเขาถึงเลือกคดีนี้เล่า เขารู้ได้อย่างไรว่าคดีนี้แทบไม่มีหลักฐาน ทางการยังจับต้นชนปลายไม่ถูก และเลียนแบบได้ง่ายดายยิ่ง
ใครสามารถเข้าถึงเอกสารคดีได้ ใครมอบรายละเอียดคดีให้เขา
หนอนบ่อนไส้ที่ขายพวกพ้องตนเองคือใครกันแน่
หมิงหวาจางมองดูรายชื่อใต้ปลายพู่กัน แววตาเคร่งขรึมไม่เปล่งวาจา เขาใคร่ครวญไปทีละชื่อ ยกพู่กันในมือขีดฆ่าเป็นพักๆ จนรายชื่อค่อยๆ เหลือเพียงครึ่งเดียว
ขณะที่หมิงหวาจางครุ่นคิดอยู่นั้น เสียงฝีเท้าพลันแว่วมาจากนอกประตู เขาตื่นตัวทันใด รีบจุดไฟเผากระดาษทิ้ง ผู้ติดตามเคาะประตูเดินเข้ามา เห็นหมิงหวาจางถือโป๊ะตะเกียงอยู่ก็ถามด้วยความประหลาดใจ
“คุณชายรอง เมื่อครู่ท่านจุดตะเกียงหรือ”
หมิงหวาจางไม่ได้ตอบ พอกระดาษเผาเป็นเถ้าจนหมดสิ้น ครอบโป๊ะตะเกียงเสร็จค่อยถามกลับ “มีอะไร”
ผู้ติดตามประสานมือพลางกล่าว “คุณชายรอง มีแขกมาเยือน ฮูหยินผู้เฒ่ากับท่านกั๋วกงให้เชิญท่านไปที่โถงหลักขอรับ”
ช่วงเดือนหนึ่งมักมีผู้มาเยี่ยมเยียนอวยพรวันปีใหม่จำนวนมาก หมิงหวาจางคุ้นชินกับเรื่องนี้ จึงรวบแขนเสื้อลุกขึ้นแล้วถามไปตามเรื่อง
“เป็นใครกัน”
“สกุลเฉิงแห่งจวนเฉิงกั๋วกง เฉิงกั๋วกงกับซื่อจื่อก็มาด้วยขอรับ”
หมิงหวาจางรุดไปถึงโถงหลัก ขณะเดินขึ้นบันไดก็ได้ยินคำสนทนาที่ด้านใน “ครั้งนี้ต้องขอบคุณคุณชายรองหมิงอย่างยิ่ง หากไม่ใช่เขา ฆาตกรที่ทำร้ายซือเยวี่ยก็คงไม่ถูกจับเร็วเช่นนี้”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกล่าว “ฮูหยินกั๋วกงเกรงใจเกินไปแล้ว ในเมื่อเขาเป็นรองผู้ว่าการเมืองหลวง นี่ย่อมเป็นหน้าที่ของเขาอยู่แล้ว”
ครอบครัวเฉิงกั๋วกงกลับมีสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง ฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อกล่าวว่า “ฮูหยินผู้เฒ่า วาจานี้ผิดแล้ว ครั้งนี้หากไม่ใช่เพราะคุณชายรองหมิงมองทะลุจริงเท็จ ไล่สืบสาวจนถึงที่สุด เกรงว่าฆาตกรตัวจริงยังคงลอยนวลเช่นเดียวกับเมื่อสี่ปีก่อน หลูตู้คนโฉดผู้นี้ช่างกลอกกลิ้ง เดิมทีพวกเราหลงนึกว่าฆาตกรคือโจรผู้หนึ่ง คิดไม่ถึงสักนิดว่าจะเป็นเขา ข้าเชื่อถือสกุลหลูแห่งฟ่านหยางเสียสนิท ส่งเจ้าใหญ่ไปให้เขาสอนสั่ง ตาบอดแล้วจริงๆ”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ คนในโถงล้วนทอดถอนใจยิ่ง ฮูหยินรองเอ่ยคล้อยตาม “ใช่แล้ว ใครจะนึกว่าอาจารย์หลูที่สง่างามสุภาพมีมารยาทจะเป็นผู้ร้ายสังหารคน มิหนำซ้ำยังสังหารบิดามารดา เป็นข่าวที่น่าตื่นตระหนกโดยแท้”
ตอนนี้เองบ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างประตูสังเกตเห็นหมิงหวาจางจึงรีบเอ่ยขึ้น “คุณชายรองมาถึงแล้ว”
คนทั้งหมดได้ยินต่างพากันหันมอง หมิงหวาจางก็เข้าประตูมายกมือทำความเคารพผู้ใหญ่ “คารวะท่านย่ากับท่านพ่อ คารวะเฉิงกั๋วกงกับฮูหยิน…”
เฉิงกั๋วกงไม่ได้ขยับตัว เฉิงกั๋วกงซื่อจื่อกับฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อกลับลุกขึ้นแล้วเอ่ยยับยั้งหมิงหวาจาง “คุณชายรองหมิง ครั้งนี้ขอบคุณเจ้ายิ่งนักที่ทวงความเป็นธรรมให้ซือเยวี่ย เจ้าคือผู้มีพระคุณของคนสองรุ่นในสกุลเฉิง โปรดรับการคารวะจากพวกเราด้วย”
หมิงหวาจางรีบยับยั้ง “ซื่อจื่อ ฮูหยินซื่อจื่อ ไม่ได้ขอรับ ด้านส่วนรวมนี่เป็นหน้าที่ของข้า ด้านส่วนตัวพวกท่านเป็นผู้อาวุโส ข้าจะกล้ารับการคารวะจากพวกท่านได้อย่างไร”
เจิ้นกั๋วกงกล่าวเช่นกัน “ซื่อจื่อเกรงใจเกินไปแล้ว ท่านกับข้าเป็นขุนนางร่วมราชสำนัก เดิมทีควรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โปรดนั่งลงเถิด”
สองฝ่ายต่างถ่อมตนกว่าจะนั่งลงดังเดิม บ่าวรับใช้จัดวางที่นั่งไว้ข้างกายเจิ้นกั๋วกงแล้ว หมิงหวาจางกลับไม่นั่ง แต่เดินไปนั่งข้างกายหมิงหวาฉังแทน
หมิงหวาฉังคิดไม่ถึงว่าเขาจะมานั่งข้างๆ จึงขยับช้าไปครึ่งจังหวะ แต่สองคนนั่งหนึ่งที่นั่งเบียดเสียดเกินไป ชายกระโปรงของนางจึงถูกเขาทับไว้ ขณะที่นางจดจ่อดึงชายกระโปรงของตนเองอยู่นั้น ไม่รู้เหตุใดหัวข้อสนทนาถึงมาหยุดอยู่ที่นางได้
“ได้ยินว่าแม่นางรองเองก็เคยพบกับหลูตู้ มิหนำซ้ำเกือบจะถูกทำร้าย ไม่เป็นไรกระมัง”
หมิงหวาฉังได้ยินคำเรียกขานตนเองโดยไม่ทันตั้งตัว ครั้นเงยหน้าเห็นสายตาของฮูหยินเฉิงกั๋วกง นางก็ชะงักไปครู่หนึ่งค่อยต่อบทสนทนา
“ขอบคุณฮูหยินที่ห่วงใย โชคดีที่พี่รองกับหน่วยอวี่หลินมาถึงทันท่วงที ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
หมิงหวาฉังเอาตัวเข้าเสี่ยง หลอกล่อให้หลูตู้ก่อคดีอีกครา จนกระทั่งเขาถูกจับกุม นางก็ไม่ได้เปิดเผยว่าเป็นฝ่ายสร้างโอกาสพบปะหลูตู้เอง เพียงอ้างว่าทุกสิ่งล้วนเป็นเหตุบังเอิญ
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงขานรับก่อนกล่าว “ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว คราวนี้แม่นางรองได้รับความตื่นตระหนก ต้องบำรุงร่างกายให้ดีๆ”
หมิงหวาฉังกล่าวขอบคุณ ประหม่าอยู่บ้างกับไมตรีอันร้อนแรงของฮูหยินเฉิงกั๋วกง ส่วนหมิงหวาจางกำลังขมวดคิ้วมองดูเฉิงสวินคุณชายใหญ่เฉิงซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อ ในใจบังเกิดความรู้สึกอึดอัดขึ้นมา
เหตุใดเขารู้สึกว่า…คนสกุลเฉิงมาเยือนด้วยเจตนาไม่ซื่อ
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อเรียกหมิงหวาฉังให้เข้ามาใกล้ จับมือนางพลางพินิจพิจารณา “ไม่เป็นไรก็ดียิ่ง ตอนที่ได้ยินว่าเจ้าก็เคยพบหลูตู้เช่นกัน ข้าตกใจแทบตาย ยังดีที่ข้าเพียงตื่นตระหนกไปเอง ข้ารู้สึกแต่แรกแล้วว่าเจ้าคล้ายซือเยวี่ยยิ่งนัก หากนางมีไหวพริบเช่นเจ้าจะดีสักเพียงใด”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อพูดไปพูดมาก็เศร้าตรมอย่างห้ามไม่อยู่ เฉิงสวินจึงเดินมาเตือนมารดาด้วยเสียงที่ลดให้เบาลง
“ท่านแม่ นี่ยังอยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วกงนะขอรับ”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อซับน้ำตาพลางกล่าวขออภัยคนสกุลหมิงที่นางเสียกิริยา หมิงหวาฉังรู้สึกทอดถอนใจ จึงเอ่ยปลอบโยนอีกฝ่ายเสียงเบา
“ฮูหยินซื่อจื่อ ที่ข้าแคล้วคลาดมาได้อาจเป็นเพราะคุณหนูสามเฉิงที่อยู่บนสวรรค์คุ้มครอง นางทั้งฉลาดและกตัญญู มีท่านกับฮูหยินกั๋วกงช่วยสั่งสมบุญกุศลให้นาง ชาติหน้านางจะปลอดภัยแข็งแรง ราบรื่นดั่งใจหวัง ไร้กังวลชั่วชีวิตแน่นอน”
ถ้อยคำนี้ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดของฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อได้มาก นางรู้เช่นกันว่าคนตายดั่งโคมไฟดับ ไฉนเลยจะมีชาติหน้าอีก ทว่ายามที่เลือดเนื้อเชื้อไขล่วงลับ นางขอยอมหลอกตนเองเช่นนี้ยังดีเสียกว่า นางมองดูหมิงหวาฉัง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกชอบใจ อดไม่ได้ต้องสอบถามฮูหยินผู้เฒ่าหมิง
“แม่นางรองจิตใจบริสุทธิ์งดงาม ทั้งยังเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่รู้ว่า…นางหมั้นหมายแล้วหรือไม่”
เมื่อวาจานี้เปล่งออกมา คิ้วของหมิงหวาจางก็ขมวดแน่น สิ่งที่เขาสังหรณ์ใจเป็นจริงจนได้ สีหน้าจึงเย็นชาทันที
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกับเจิ้นกั๋วกงต่างเข้าใจความนัยแล้ว ใบหน้าเจิ้นกั๋วกงเผยอารมณ์ซับซ้อนไม่น้อย ผิดกับฮูหยินผู้เฒ่าหมิงที่มีสีหน้าพึงพอใจขณะตอบเสียงเรียบ
“นางถูกบิดานางตามใจจนเคยตัว ดื้อรั้นเรื่อยมา ข้าตั้งใจจะขัดเกลานางสักพัก จึงยังไม่ได้หาคู่ครองให้นาง”
ฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อตระหนักได้เช่นกันว่าถ้อยคำเมื่อครู่โจ่งแจ้งเกินไป วันนี้พวกตนทั้งครอบครัวมาเยือนจวนเจิ้นกั๋วกง นอกจากเพื่อกล่าวขอบคุณแล้ว แน่นอนว่ายังมีเจตนาจะหยั่งเชิงเรื่องเกี่ยวดอง
แรกเริ่มฮูหยินเฉิงกั๋วกงเชื่อว่าตนเองมีสายตาในการมองคนอยู่พอตัว แน่ใจว่าหมิงหวาจางเป็นมังกรเร้นในน้ำลึก วันหน้าจะต้องเหินทะยานได้แน่ จึงอยากจะเกี่ยวดองกับบุรุษที่โดดเด่นผู้นี้ล่วงหน้า แต่น่าเสียดายเฉิงซือเยวี่ยตายไปแล้ว จวนเฉิงกั๋วกงไม่มีแม่นางอื่นที่เหมาะสม เลือกไปเลือกมานางจึงหมายตาหมิงหวาฉังแทน
ชาวบ้านเล่าลือกันว่าคุณหนูรองสกุลหมิงขาดวิชาความรู้ ไร้ประโยชน์ไร้ความสามารถ แต่นางกลับชื่นชอบความผ่าเผยของแม่นางน้อยผู้นี้ยิ่ง แต่ไหนแต่ไรนางไม่ชอบพวกที่เรียกกันว่าสตรีเก่งกาจ วางท่าเก่งกาจทั้งที่ความสามารถไม่เห็นจะมีสักเท่าใด ตาถึงฝีมือไม่ถึง หยิ่งยโสถือดี สตรีที่มีนิสัยเช่นนี้มีอยู่ไม่น้อย การใช้ชีวิตต้องมีความหนักแน่นจริงใจเช่นหมิงหวาฉัง ดูคล้ายธรรมดาสามัญ แต่แท้จริงแล้วดุจดั่งน้ำที่ฝ่าผ่านได้ทุกอุปสรรค
เฉิงสวินเจ้าใหญ่บ้านนางอ่านตำราปราชญ์จนใกล้จะทึ่มทื่ออยู่แล้ว ทั้งยังดูคร่ำครึ ไม่รู้จักพลิกแพลง หากได้หมิงหวาฉังมาสนับสนุนเขา วันหน้าจะต้องทำให้สกุลเฉิงรุ่งเรืองได้แน่นอน
เดิมทีวันนี้ฮูหยินเฉิงกั๋วกงคิดจะมาหยั่งเชิงสกุลหมิงดูเท่านั้น ลูกสะใภ้ของนางกลับทำดีนัก ถึงกับถามอย่างโจ่งแจ้ง ทว่าก็ดีเช่นกัน ฮูหยินเฉิงกั๋วกงจึงไม่อ้อมค้อมอีก พูดอย่างตรงไปตรงมาเสียเลย
“แม่นางรองจะนับว่าดื้อรั้นได้อย่างไร หากนางถือกำเนิดในสกุลเฉิง ข้าจะทะนุถนอมดุจไข่มุกอัญมณี แม่นางรองทั้งทวงความเป็นธรรมแทนซือเยวี่ย ทั้งคลายปมในใจให้เจ้าใหญ่ เป็นผู้มีพระคุณของพวกเราสกุลเฉิง เจ้าใหญ่ ยังไม่รีบไปขอบคุณแม่นางรองอีก”
ถ้อยคำของฮูหยินเฉิงกั๋วกงราวกับกระแสน้ำไหลบ่าอย่างมืดฟ้ามัวดิน ซัดต่อเนื่องระลอกแล้วระลอกเล่า หมิงหวาฉังไม่ทันมีท่าทีตอบสนองก็ถูกกักอยู่กลางเกลียวคลื่น ต้องบอกปัดเป็นพัลวัน
“ฮูหยิน นี่วาจาใดกันเจ้าคะ ข้าละอายมิกล้ารับ…”
หมิงหวาฉังนึกว่าฮูหยินเฉิงกั๋วกงพูดอย่างเกรงใจเท่านั้น ไม่คาดคิดว่าเฉิงสวินถึงกับลุกขึ้นเดินมาคารวะตรงหน้านางจริงๆ
“ขอบคุณแม่นางรองอย่างยิ่ง”
หมิงหวาฉังตกใจ รีบลุกขึ้นคารวะตอบ “คุณชายใหญ่เฉิงเกรงใจเกินไปแล้ว”
หมิงหวาจางนั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม มองดูหมิงหวาฉังกับเฉิงสวินทยอยไปนั่งข้างกายฮูหยินเฉิงกั๋วกงซื่อจื่อทั้งซ้ายขวา ตอนนี้ยังลุกขึ้นคารวะกันไปมา ราวกับคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวที่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน ทำเอาเขากำมือแน่นโดยไม่รู้ตัว บนหลังมือสีขาวสะอาดปรากฏเส้นเลือดสีเขียวปูดโปน
ทว่านอกจากเขาแล้ว ผู้อื่นในโถงนี้ล้วนยินดีเห็นคู่นี้ผลิดอกออกผล แม้แต่เจิ้นกั๋วกงก็ไม่ได้ห้ามปราม
ร่างของหมิงหวาจางราวกับถูกผ่าแยกเป็นสองซีก กระแสเลือดเดือดพล่านปานหินหลอมเหลวใต้พิภพ สมองคล้ายถูกแช่เย็นในธารน้ำแข็ง บังคับให้เขามองดูฉากเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างใจเย็น ห้ามตกหล่นแม้เพียงชั่วขณะ
นางอยู่ข้างกายเขาทุกวัน ยังคงมีท่าทางร่าเริงน่าเอ็นดูเช่นเดิม แต่เขาถึงกับไม่รู้ว่านางไปมีจุดบรรจบกับเฉิงสวินตั้งแต่เมื่อใด มิหนำซ้ำยังช่วยคลายปมในใจให้เฉิงสวินอีกด้วย
เรื่องเช่นนี้หากไม่ใช่เฉิงสวินบอกเล่าเอง ฮูหยินเฉิงกั๋วกงมีหรือจะรู้ได้ ดังนั้นการมาเยือนครั้งนี้…เฉิงสวินย่อมรู้เห็น ทั้งยังเป็นผู้เร่งรัดด้วยซ้ำ เฉิงสวินคิดจะทำอะไร จะสู่ขอหมิงหวาฉังหรือ
ที่แท้…มีแค่เขาหมิงหวาจางที่ไม่รู้อะไรทั้งสิ้นอยู่เพียงผู้เดียวหรือ
อันที่จริงตอนนี้หมิงหวาฉังอึดอัดใจจนอารมณ์แทบจะปะทุออกมาอยู่แล้ว มิหนำซ้ำทุกคนตั้งแต่ท่านย่า ญาติผู้พี่ญาติผู้น้อง และสาวใช้ล้วนมองนางด้วยแววตาหยอกล้อ นางแทบอยากให้บนพื้นปรากฏรอยแยก จะได้หายตัวไปเสียเดี๋ยวนี้ ทว่าใต้หล้านี้ยังคงไม่ละเว้นนาง ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถึงกับคลี่ยิ้มพลางกล่าว
“พวกเจ้าคนหนุ่มสาวต้องฟังพวกเราพูดคุยกันคงรำคาญแย่แล้ว เอาล่ะ ไม่กักตัวพวกเจ้าไว้แล้ว นางหนูใหญ่ เจ้าพาแขกไปเดินเล่นในสวนดอกไม้เถิด ดูแลพวกน้องสาวของเจ้าให้ดีด้วย”
ถ้อยคำประโยคนี้ไล่ให้หมิงหวาฉังกับหมิงซั่วออกไปพร้อมกับหมิงอวี๋ เห็นได้ชัดว่าจงใจจะเปิดโอกาสให้หมิงหวาฉังกับเฉิงสวิน หมิงอวี๋เข้าใจเจตนาของท่านย่า จึงลุกขึ้นคารวะอย่างอ่อนช้อย
“เจ้าค่ะ ท่านย่า”
ในใจหมิงหวาฉังตะโกนคัดค้านอย่างบ้าคลั่ง…ข้าไม่ได้รำคาญสักหน่อย! ทว่าหมิงซั่วลุกขึ้นยืนแล้ว มิหนำซ้ำยังเหลือบมองมาด้วยท่าทางเหมือนอยากจะชมเรื่องสนุก ฉุดดึงหมิงหวาฉังพลางกล่าว
“ไปกันเถิด ผู้มีผลงานใหญ่”
เห็นหมิงหวาฉังถูกบังคับฉุดดึงออกไป สีหน้าเฉิงสวินก็ไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ กระนั้นเขายังคงคารวะเจิ้นกั๋วกงกับพวกฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก่อนแล้วค่อยก้มหน้าถอยออกจากโถง
ครั้นเฉิงสวินออกไปแล้ว หมิงหวาจางที่ไม่พูดไม่จาอยู่เนิ่นนานกลับยืนขึ้นโดยพลัน ท่วงท่าของเขาทรงพลังราวกับกระบี่ออกจากฝัก เกิดเสียงลมแหวกอากาศดังขึ้นทันใด เจิ้นกั๋วกงถูกทำให้ตกใจ จึงหันไปมองด้วยความฉงนสงสัย
“เจ้ารอง เป็นอะไรไปหรือ”
ในเวลาเช่นนี้สีหน้าของหมิงหวาจางก็ยังคงนิ่งสงบไว้ตัว เขาค้อมกายเล็กน้อยทำความเคารพผู้ใหญ่ เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก
“ข้าจะไปเดินเล่นในสวนดอกไม้ด้วยขอรับ”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 ก.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.