X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักวิวาห์ร้อนซ่อนเงาแค้น

ทดลองอ่าน วิวาห์ร้อนซ่อนเงาแค้น บทที่ 3-4

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 3 ปมปริศนา

“ยังมีความเป็นไปได้ว่าจะมีคนก่อคดีเลียนแบบใช่หรือไม่” เสิ่นเจาเหยียนขัดจังหวะคำพูดเขาด้วยสีหน้าสงบนิ่ง

“เรื่องนี้…” ทุกคนมองหน้ากันไปมา อยากจะโต้แย้ง แต่ก็รู้สึกว่าคำพูดของเสิ่นเจาเหยียนมีเหตุผล ไม่ควรตัดความเป็นไปได้ในการก่อคดีเลียนแบบจริงๆ แต่คดีที่เฟิงโจวส่งผลกระทบเลวร้าย และรายละเอียดการก่อคดีหลายอย่างของฆาตกรทางการก็ไม่เคยเปิดเผยสู่ภายนอกเลย ดังนั้นหากจะพูดว่ามีคนเลียนแบบ ดูเหมือน…

“ใต้เท้า!”

ขณะครุ่นคิด เสียงของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพก็ดังขึ้นทำลายความตึงเครียดภายในห้อง

เมื่อเห็นใบหน้าของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพจากเฟิงโจวซีดเซียว มือสั่นจนแทบจะถือเครื่องมือไม่ไหว เสิ่นเจาเหยียนก็ขมวดคิ้ว ลุกขึ้นและเอ่ยถามเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ

“เกิดอะไรขึ้น”

เห็นว่าในมือของศพที่เขาประคองอยู่นั้นมีเศษหยกสีเหลืองอ่อนอยู่ชิ้นหนึ่ง เนื่องจากกล้ามเนื้อหดตัวหลังจากถูกเผา เศษหยกจึงถูกกำไว้แน่น จนกระทั่งไม่พบในระหว่างการชันสูตรศพครั้งแรก

เมื่อมีคนนำเศษหยกมามอบให้ เสิ่นเจาเหยียนจึงเห็นลวดลายตัวอักษรสีแดงชาดขนาดเล็กที่สลับซับซ้อนจางๆ บนหยกอย่างชัดเจน บางตัวเป็นตัวอักษรเดี่ยวๆ บางส่วนกลับเป็นเพียงสัญลักษณ์หรือส่วนประกอบของตัวอักษร ไม่รู้เลยว่าหมายความว่าอย่างไร ดูราวกับมีใครจงใจทิ้งร่องรอยเหล่านี้ไว้บนหยกที่แตกนั้น

ก่อนที่เสิ่นเจาเหยียนจะเอ่ยถาม เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพผู้นั้นก็คุกเข่าโน้มตัวลง พูดกับทุกคนด้วยความวิตกกังวลว่า “เศษหยกเช่นนี้ข้าน้อยเคยเห็นตอนทำการชันสูตรศพเจ้าเมืองเฟิงโจว แต่ตอนนั้นข้าน้อยไม่ได้คิดอะไรมาก ดังนั้นจึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับใคร”

“อะไรนะ!”

ทันทีที่เขาพูดออกไปเช่นนี้ก็เกิดความแตกตื่นขึ้นในห้องพิจารณาคดีใหญ่

นั่นหมายความว่าเมื่อประกอบกับหลักฐานชิ้นนี้ การชันสูตรศพทั้งสองครั้งไม่เพียงพิสูจน์ได้ว่าวิธีการก่อเหตุเหมือนกันเท่านั้น แต่แม้กระทั่งสถานที่เกิดเหตุที่ฆาตกรจงใจทิ้ง ‘เบาะแส’ ไว้ก็สอดคล้องกันด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นไปไม่ได้ว่าจะเป็นการก่อคดีเลียนแบบ ถ้าเช่นนั้นข้อกล่าวหาเสิ่นฟู่ที่ตัดสินคดีไม่เป็นธรรมจึงยิ่งลบล้างไม่ได้แล้ว

ในที่สุดทุกคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เมื่อกลอกตามองไปที่เสิ่นเจาเหยียนกลับพบว่าสีหน้าของนางหม่นหมองลง

เสิ่นเจาเหยียนนิ่งเงียบ พินิจพิจารณาเศษหยกอย่างละเอียด จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นถามเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพว่า “เศษหยกที่เฟิงโจวที่เจ้าพูดถึงยังอยู่หรือไม่”

“อยู่ขอรับ” เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพรีบพูดทันที “ตอนนั้นคิดว่ามันเป็นเพียงของธรรมดาๆ ที่ว่าการเมืองท้องถิ่นเป็นผู้เก็บเอาไว้ ตอนนี้หากต้องการไปตามหาก็น่าจะหาเจอ”

เมื่อเห็นว่าเสิ่นเจาเหยียนไม่พูดไม่จา เขาจึงกล่าวเสริมอีกว่า “นี่คือเศษหยกที่พบบนขวดหยกซึ่งอยู่ข้างกายศพ ในตอนนั้นคิดว่ามันเป็นเพียงของประดับในห้องที่ระเบิดตอนไฟไหม้ จึงไม่ได้คิดอะไรมาก”

เสิ่นเจาเหยียนเอ่ยถามต่อ “ในเมื่อเจ้าบอกว่าตอนนั้นไม่ได้คิดอะไรมาก ถ้าเช่นนั้นเหตุใดจึงจดจำลายมือบนขวดหยกได้แม่นยำเช่นนี้”

“เรียนจวิ้นจู่” เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพโค้งคำนับ “เศษหยกนั้นอยู่ไม่ไกลจากผู้ตาย และเขียนตัวอักษรด้วยชาด เมื่อชาดสัมผัสกับอุณหภูมิสูงก็จะเปลี่ยนเป็นสีดำ และเมื่ออุณหภูมิลดลงก็จะเปลี่ยนเป็นสีแดงอีกครั้ง หลังจากชันสูตรศพเสร็จแล้วตัวอักษรเปลี่ยนสี ข้าน้อยรู้สึกแปลกใจจึงตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง ข้าน้อยความจำเป็นเลิศมาตั้งแต่เด็ก เรื่องนี้หากสอบถามผู้คนรอบข้างก็จะสามารถยืนยันได้”

เหนือเพดานห้องพิจารณาคดีใหญ่ที่สว่างไสวด้วยแสงไฟดูราวกับมีก้อนเมฆฝนหนาทึบลอยครอบอยู่ บริเวณโดยรอบเงียบสงัดไปชั่วขณะ ทุกคนต่างปิดปากเงียบสนิทเพราะเกรงว่าจะนำภัยมาถึงตัว

“จวิ้นจู่” เผยเจินอดพูดอีกไม่ได้ “เรื่องนี้คิดว่าเข้าใจแจ่มแจ้งแล้ว ในเมื่อเป็นเช่นนี้…”

“หุบปาก!” เสิ่นเจาเหยียนหันมาทันที ดวงตาฉายแววดุร้าย “ถ้าเช่นนั้นก็สอบสวนต่อไป! เริ่มจากคดีที่เฟิงโจว สอบสวนทุกอย่างด้วยความละเอียดรอบคอบและชัดเจนใหม่อีกครั้ง!”

พระจันทร์แขวนลอยอยู่กลางฟ้า แสงเทียนในห้องพิจารณาคดีใหญ่ค่อยๆ หรี่ลง ขณะที่ทุกคนกำลังง่วงงุน คำพูดของเสิ่นเจาเหยียนกลับเหมือนแส้ ฟาดลงมาจนทุกคนในห้องต่างพากันตื่นตระหนก

เผยเจินตกใจกับคำพูดของเสิ่นเจาเหยียนจนนิ่งงันไปชั่วขณะ เมื่อได้สติจึงเข้าใจความหมายเมื่อครู่ของนาง หรือว่านางต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการสืบสวนคดีนี้ทั้งกระบวนการ?

ต้องรู้ว่าเจาผิงจวิ้นจู่นั้นมีชื่อเสียงเลื่องลือ เป็นที่อิดหนาระอาใจของผู้คน หากใครต้องมาพบเจอคนเอาแต่ใจตนเองเช่นนี้ ภายหน้าอาจพูดได้ว่าชีวิตที่ดีของพวกเขาได้จบสิ้นลงแล้ว เมื่อคิดถึงตรงนี้ทุกคนต่างก็ส่ายศีรษะด้วยความหดหู่ สีหน้าราวกับสูญเสียบิดามารดา

“จวิ้นจู่โปรดระวังคำพูดด้วย” น้ำเสียงเย็นชาดังขึ้น

เสิ่นเจาเหยียนชะงัก จากนั้นจึงนึกถึงคนที่เมื่อครู่นิ่งเงียบมาโดยตลอด นางเย้ยหยันเขาอยู่ในใจ แล้วจงใจเอ่ยตำหนิว่า “มีอะไร ฟังจากที่ตุลาการใหญ่เซี่ยพูด ข้าพูดอะไรผิดหรือ”

เซี่ยจิ่งซีกลับไม่ครั่นคร้าม มือไพล่หลังยืนอยู่หน้าห้อง พูดอย่างจริงจังว่า “ก่อนหน้านี้จวิ้นจู่ขอให้ชันสูตรศพเพราะถือว่าเป็นผู้เสียหาย ข้าน้อยเข้าใจความรู้สึกห่วงใยบิดาของจวิ้นจู่ จึงได้อนุญาตให้เป็นกรณีพิเศษ แต่ในเวลานี้หากจวิ้นจู่ยังต้องการแทรกแซงการทำคดี ดื้อรั้นทำตามใจตนเอง…” เขามองไปทางเสิ่นเจาเหยียน แววตาเย็นชายิ่งขึ้น “หวังว่าจวิ้นจู่จะเข้าใจวิธีเจรจาก่อน หากไม่ได้ผลจึงใช้กำลัง”

เสิ่นเจาเหยียนเกือบจะถูกคำพูดของเขายั่วยุจนต้องหัวเราะออกมา ราวกับว่านางสงสัยขึ้นมาจริงๆ จึงเอียงศีรษะมองเขาแล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงร่าเริง

“วิธีเจรจาก่อน หากไม่ได้ผลจึงใช้กำลังคืออะไร”

เซี่ยจิ่งซียังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง ขณะหลุบตาลงขนตายาวทาบลงมา แสงเทียนโดยรอบสะท้อนผ่าน ทำให้เขาดูสงบนิ่งราวกับภิกษุชรากำลังนั่งสมาธิ เขาไม่ได้ตอบเสิ่นเจาเหยียนอีก แต่ตะโกนไปทางองครักษ์ในศาลด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ

“องครักษ์ศาลต้าหลี่!”

“ขอรับ!”

เสียงตอบรับทั้งด้านนอกและด้านในห้องพิจารณาคดีใหญ่ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน เสียงดังก้องฟ้า สั่นสะเทือนจนผู้เฒ่าอย่างผู้ว่าการหลี่แทบจะหนีกระเจิงไปทันที

“ก่อความวุ่นวายในศาล ไม่เห็นกฎหมายและกฎระเบียบอยู่ในสายตา จับกุมคนที่ใช้อำนาจบาตรใหญ่ผู้นี้ไปเดี๋ยวนี้!”

ทันทีที่พูดจบ องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกศาลก็ทยอยกันเข้ามา ล้อมเสิ่นเจาเหยียนและองครักษ์ติดตามของนางไว้อย่างรวดเร็ว

แสงเย็นวาบปรากฏขึ้นทันใด เสียงดาบกระทบกันดังกังวาน

เหล่าองครักษ์ติดตามไม่ยอมอ่อนข้อแม้แต่น้อย ต่างพากันชักดาบออกมา แสงเย็นเยียบอันน่ากลัวแวบผ่านดาบเหล็ก ทำให้เกิดเสียงสูดปากดังขึ้น

ผู้ว่าการหลี่ทรุดนั่งลงบนพื้นเสียแล้ว คลุกคลีอยู่ในแวดวงขุนนางมาหลายสิบปี เขาไม่เคยประสบเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน

พวกเดียวกันขัดแย้งกันเอง พวกเดียวกันห้ำหั่นกันเอง

มีไม่กี่คนที่เคยผ่านเรื่องใหญ่ๆ ออกมาเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย แต่ยังไม่ทันเอ่ยปากก็ถูกสายตาเชือดเฉือนของเสิ่นเจาเหยียนฟาดฟันจนเงียบไป แต่สีหน้าของนางกลับผ่อนคลาย มองไปรอบศาลแล้วพูดด้วยน้ำเสียงสบายใจ

“ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้ วันนี้ถ้าใครกล้าแตะต้องเส้นผมของข้าแม้เพียงเส้นเดียว…” นางหยุดชะงัก ดวงตาคู่งามชำเลืองมองไปทางหัวหน้าองครักษ์ติดตาม พูดยิ้มๆ ว่า “เจ้าคงรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”

“รับทราบ!”

เสียงตอบรับคำนี้หลายเสียงดังกังวาน บรรยากาศเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นมาทันที

เมื่อเห็นว่ากำลังจะต่อสู้กันจริงๆ ใต้เท้าหลายท่านที่สังเกตการณ์อยู่ต่างตกใจกันไม่น้อยและคิดจะฉวยโอกาสหนีไปส่งข่าว

ท่ามกลางความโกลาหล ไม่รู้ว่าใครแข้งขาอ่อนแรงถลาไปข้างหน้า ผลักองครักษ์ศาลต้าหลี่ที่อยู่ข้างหน้าออกไปเล็กน้อย การเคลื่อนไหวนี้ทำลายความเงียบที่เดิมทียังพอยื้อยุดกันไว้ได้ ทั้งสองฝ่ายเริ่มต่อสู้กันชุลมุน

ชั่วขณะหนึ่งภายในห้องพิจารณาคดีใหญ่ของศาลต้าหลี่เกิดการประหัตประหารกันด้วยอาวุธ เสียงร้องไกล่เกลี่ยให้เลิกวิวาทกันดังก้องไปทั่ว

ทว่าท่ามกลางความโกลาหลวุ่นวายนี้ เสิ่นเจาเหยียนกลับนั่งตัวตรงอมยิ้ม มองเซี่ยจิ่งซีตาไม่กะพริบ

ภายใต้แสงเทียนและแสงจันทร์สว่างไสว ท่ามกลางการฟาดฟันและเสียงของผู้คนที่วุ่นวาย เขาก็มองนางกลับอย่างไม่ขยับเขยื้อน ใบหน้าที่ไม่เคยแสดงอารมณ์ใดๆ มาเป็นเวลานานยามนี้กลับเผยให้เห็นความผิดปกติเล็กน้อย เช่นเส้นเลือดสีเขียวที่ปูดนูนขึ้นมาเส้นหนึ่งบนขมับด้านซ้าย

ความรู้สึกนั้นเรียกว่าอะไรกันนะ เสิ่นเจาเหยียนครุ่นคิดอยู่นานจึงสามารถหาคำที่เหมาะสมมาอธิบายได้ ดูเหมือนจะเรียกว่าเจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน? หรือควรจะเรียกว่าอดทนต่อไปไม่ไหว แต่ก็ต้องอดทน? เมื่อคิดถึงตรงนี้ความโกรธที่เพิ่งเกิดขึ้นก็บรรเทาลงด้วยการจ้องมองจากระยะไกลของเซี่ยจิ่งซีนี้

เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกพึงพอใจ ยันข้อศอกลงบนที่วางแขนของเก้าอี้ ขณะเอียงศีรษะมองไป ดวงตาก็มีความสดใสและไร้เดียงสาของสาวน้อยปรากฏขึ้น

อ้อ! ที่แท้ขมับขวาของเขาก็มีเส้นเลือดสีเขียวอยู่เส้นหนึ่งเช่นเดียวกัน ไม่ใช่สิ มีสองเส้น เสิ่นเจาเหยียนแย้มยิ้ม ดวงตายกโค้งของนางสะท้อนแสงเทียนและอาวุธ ดูพร่างพราวสะดุดตาเป็นพิเศษราวกับดวงดาว

เพียงแค่มองเสิ่นเจาเหยียนก็ค่อยๆ สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง แม้ว่าเซี่ยจิ่งซีจะพยายามควบคุมอารมณ์ของตนเองอย่างหนัก แต่เหตุใดจึงก้าวเท้ายาวมาทางนางอย่างรวดเร็ว แต่เป้าหมายขององครักษ์ติดตามของนางกลับอยู่ที่องครักษ์ของศาลต้าหลี่ และเพิกเฉยต่อตุลาการใหญ่เซี่ยที่ดูเหมือนสุภาพบุรุษผู้อบอุ่นอ่อนโยนผู้นี้ไปอย่างสิ้นเชิง

เมื่อเซี่ยจิ่งซีเดินมาจนอยู่ห่างจากนางสามก้าว ในที่สุดองครักษ์ติดตามคนหนึ่งก็สังเกตเห็นและชักดาบออกมาเพื่อสกัดเขาไว้ แต่เมื่อเห็นสีหน้าเด็ดเดี่ยวและท่าทางที่พร้อมจะถวายเลือดให้แก่ดาบของเซี่ยจิ่งซีนั้นก็รู้สึกหวาดกลัวจนดาบยาวในมือหมุนเกือบจะบาดตนเอง และเวลาเพียงชั่วอึดใจนี้เซี่ยจิ่งซีก็ยื่นมือผลักองครักษ์ติดตามออกไป เดินตรงไปยืนอยู่ตรงหน้าเสิ่นเจาเหยียน

เงาสีดำกลุ่มหนึ่งกดทับลงมาอย่างหนัก เวลานี้เสิ่นเจาเหยียนจึงพบว่าเขาตัวสูงถึงเพียงนี้ ชุดขุนนางสีม่วงคาดเข็มขัดหยกเดินมาหยุดยืนตรงหน้า นางนั่งอยู่ก็ยังไม่สูงเท่าหน้าอกของเขาด้วยซ้ำ

ทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมาก แม้นางจะพยายามเอนหลังอย่างสุดความสามารถ แต่ก็หนีกลิ่นอ้ายเฉ่า* และชังจู๋** ที่ชัดเจนไม่พ้น คงจะถูกรมตอนที่ชันสูตรศพเมื่อครู่ กลิ่นอ่อนๆ แต่มีกลิ่นหอมฉุนเผ็ดร้อนระคนอยู่ด้วย

“จวิ้นจู่” ในขณะที่ความคิดกำลังหลุดลอยไปก็มีเสียงทุ้มเย็นชาของบุรุษดังขึ้นเหนือศีรษะ

น้ำเสียงของเขาราบเรียบอย่างยิ่ง แต่ปลายเสียงที่สั่นไหวเล็กน้อยก็ยังเผยให้เห็นถึงความอดกลั้นที่เขาพยายามเก็บซ่อนอยู่ในเวลานี้

หัวใจของเสิ่นเจาเหยียนเต้นราวกับรัวกลอง ขณะสับสนก็ได้ยินเขาพูดเพียงว่า “โปรดปฏิบัติตามข้อตกลงก่อนหน้านี้ด้วย มิเช่นนั้น…”

“ท่านกล้า!”

เสิ่นเจาเหยียนลุกขึ้นทันที ทำท่าเหมือนจะลงมือ แต่ทันใดนั้นนางก็รู้สึกถึงแรงมหาศาลที่ข้อมือ เมื่อก้มลงมองก็เห็นว่าเซี่ยจิ่งซีคว้าข้อมือข้างหนึ่งของนางเอาไว้แล้ว ครั้งนี้เขาไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย ใช้กำลังมหาศาลดึงนางไปด้านข้าง!

เสิ่นเจาเหยียนเกือบจะลอยออกไป แต่ในเวลาต่อมาช่วงท้องก็ชนกับของแข็งบางอย่าง แรงจนซี่โครงของนางมีเสียงดัง ‘พลั่ก’

นี่ข้า…ถูกเซี่ยจิ่งซีอุ้มขึ้นมาด้วยมือเดียวหรือ!

เสิ่นเจาเหยียนหันไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อ แต่ตรงหน้ามีเพียงใบหน้าด้านข้างที่คมชัดนั้น ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใดคนผู้นี้ไม่ว่ามองจากด้านหน้าหรือด้านข้างล้วนให้ความรู้สึกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

นางตกใจไม่น้อย รู้สึกเหมือนเอวจะหัก เป็นขุนนางฝ่ายพลเรือนแท้ๆ เหตุใดเซี่ยจิ่งซีจึงมีแขนที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นพละกำลังในการแบกคนด้วยแขนข้างเดียวน่าจะพอๆ กับแม่ทัพที่รักษาการณ์อยู่บริเวณชายแดนตลอดทั้งปีเลยทีเดียว

เสิ่นเจาเหยียนดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่ไม่ว่านางจะเตะต่อยอย่างไรกลับเหมือนมดที่พยายามเขย่าต้นไม้ และการดิ้นรนอย่างแรงเช่นนี้ยังดึงดูดความสนใจของผู้คนรอบข้างอีกด้วย

ผู้ว่าการหลี่ตกใจมากจนลืมร้องคร่ำครวญ เขาแหวกผมขาวที่กระจัดกระจายลงมาตรงหน้า เบิกตาฝ้าฟางจ้องมองพวกเขาสองคนตาไม่กะพริบ

ชั่วขณะหนึ่งการต่อสู้ในศาลก็หยุดลง

ยังไม่ทันที่เสิ่นเจาเหยียนจะโกรธจนหน้าแดง อับอายจนต้องเอ่ยข่มขู่ นางก็รู้สึกเหมือนฟ้าดินพลิกกลับ เลือดที่ร้อนผ่าวไหลไปยังหน้าผากจนไม่สามารถส่งเสียงใดๆ ออกมาได้ เวลานี้นางจึงตระหนักว่าศีรษะของตนเองทิ่มลงพื้น

“เซี่ย…จิ่ง…ซี…”

ข้าจะฆ่าท่าน!

จู่ๆ ความพร่ามัวตรงหน้าก็พลันวูบลง เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกว่าถูกเขาพลิกตัวอีกครั้ง บริเวณหลังกระแทกเข้ากับอะไรบางอย่างที่นุ่มนิ่ม นางถูกคนแบกขึ้นมาโยนลงในรถม้า

เสิ่นเจาเหยียนยังนั่งไม่มั่นคงก็กลิ้งหลุนๆ ลงไปบนพื้นรถม้า ข้อศอกกระแทก เจ็บแปลบจนเหมือนกระเทือนขึ้นไปถึงกระหม่อมเลยทีเดียว

โตจนป่านนี้แล้ว เจาผิงจวิ้นจู่เคยถูกรังแกเช่นนี้ที่ใดกัน แล้วยังอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คนอีกด้วย เมื่อเห็นตัวการชั่วร้ายผู้นั้นสะบัดแขนเสื้อกำลังจะจากไป นางจึงพลิกตัวด้วยความโกรธ เอื้อมมือไปดึงเข็มขัดหยกทองคำสิบสามแผ่นที่เอวของเขา

เสียงร้องเบาๆ อย่างไม่ทันตั้งตัวของบุรุษดังขึ้นที่ข้างหู ร่างกายแข็งแกร่งของเขากดทับลงมา กระแทกจนเสิ่นเจาเหยียนรู้สึกแน่นหน้าอก ด้วยระยะที่ใกล้กันจนเกินกว่าคำว่าแนบชิด ลมหายใจร้อนชื้นของคนทั้งสองต่างก็พุ่งตรงเข้าใส่ด้านข้างลำคอและใบหู

“จวิ้นจู่!”

“ใต้เท้า!”

เสียงร้องด้วยความตกใจของผู้คนดังขึ้นด้านนอกรถม้า ทุกคนที่เมื่อครู่ยังอยู่ในห้องพิจารณาคดีใหญ่ของศาลต้าหลี่ เวลานี้ต่างเดินตามกันออกมา

เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกว่าร่างกายของบุรุษที่อยู่บนร่างนางสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด จากนั้นก็เกร็งไปทั้งตัว นางตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะด้วยความตกใจ ความรู้สึกสาแก่ใจที่จะได้แก้แค้นเริ่มก่อตัวขึ้น มือข้างที่จับเข็มขัดหยกก็ไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ

“ใต้เท้า! ท่านไม่เป็นอะไรนะ…”

ม่านรถถูกเปิดขึ้น ศีรษะของเผยเจินที่ยื่นเข้ามาครึ่งหนึ่งชะงักค้างอยู่อย่างนั้น

ภายใต้แสงไฟถนนสลัวราง แสงครึ่งหนึ่งตกกระทบลงบนร่างกายของบุรุษและสตรีที่กำลังกอดก่ายกันอยู่ เหนือเสื้อคลุมขุนนางสีม่วงและเข็มขัดหยกประดับทองคำมีเรียวขาของสตรีที่ขาวผ่องนวลเนียนสมส่วน…

มือของเผยเจินสั่นเทา ตกใจจนต้องปิดม่านลงดังเดิม

“เกิดอะไรขึ้น!”

โหย่วจินสาวใช้คนสนิทของเสิ่นเจาเหยียนหายใจหอบ เอื้อมมือไปจะเปิดม่านรถขึ้นแต่ถูกเผยเจินขัดขวางไว้

โหย่วจินไม่รู้สาเหตุ จนกระทั่งเห็นรถม้าข้างหน้าเริ่มโยกโคลงอย่างรุนแรง

เสียงเสียดสีของเนื้อผ้า การปะทะกันของร่างกาย เสียงครวญครางเบาๆ อย่างต่อเนื่อง และยังมีเสียง ‘อืมๆ อาๆ’ ที่ไม่ชัดเจนดังเป็นระยะ

“แรงยิ่งนัก แน่นมาก…”

ทุกคนต่างตาค้างอย่างคาดไม่ถึง ไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า แต่ก็ไม่อยากจากไป ทำได้เพียงค่อยๆ ขยับเข้ามาอย่างรู้กัน ยืนล้อมรถม้าที่กำลังสั่นไหวไม่หยุดคันนั้นไว้

‘โครม!’

หลังจากเกิดเสียงดังโครมชัดเจน รถม้าคันนั้นก็เอียงไปด้านข้าง และในที่สุดก็พังลงเนื่องจากแบกรับน้ำหนักไม่ไหว

บทที่ 4 การปิดล้อม

วันรุ่งขึ้นข่าวที่เจาผิงจวิ้นจู่เที่ยวสนุกในเมืองและเกิดเหตุการณ์ ‘รถม้าสั่นสะเทือน’ ที่หน้าศาลต้าหลี่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกหัวระแหง

ถึงอย่างไรเสิ่นเจาเหยียนก็เป็นจวิ้นจู่ของราชวงศ์ จึงไม่สามารถไปแก้ตัวกับผู้คนในเมืองได้ว่าที่รถม้าสั่นนั้นไม่ได้เกิดจากการร่วมรัก และเวลานี้หลี่เหมี่ยนฮ่องเต้องค์ปัจจุบันเพิ่งเลิกประชุมราชสำนักตอนเช้าที่ตำหนักเซวียนเจิ้งก็ได้ยินข่าวที่เสิ่นเจาเหยียนเข้าวัง

สกุลเสิ่นมีฮองเฮาสองคนแล้ว และเมื่อครั้งเสนาบดีเสิ่นยังมีชีวิตอยู่ยังเป็นขุนนางผู้ทรงคุณธรรมที่อุทิศตนจนตัวตาย อดีตฮ่องเต้โปรดปรานเขาเป็นพิเศษ สกุลเสิ่นจึงมีอำนาจใหญ่หลวง ในอดีตเสิ่นเจาเหยียนวางอำนาจบาตรใหญ่ อะไรที่เหล่าขุนนางอดทนได้ก็อดทน ยอมถูกเหยียดหยามโดยไม่ตอบโต้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันไม่เหมือนในอดีตแล้ว

พฤติกรรมอันเลวร้ายของเสิ่นเจาเหยียนถูกขุนนางอาวุโสหลายคนพูดถึงไม่เลิกในการประชุมราชสำนักตอนเช้า และรองตุลาการศาลต้าหลี่แซ่ถังที่เป็นคนตรงไปตรงมามาโดยตลอดยังถือโอกาสตำหนิฮ่องเต้ทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมายอีกด้วย อย่างเช่นยามอยู่ในความสงบควรระลึกถึงภัยอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น น้ำพยุงเรือได้ แต่ก็ล่มเรือได้เช่นกัน* หรือเช่นชื่นชมสิ่งที่ดี ลงโทษสิ่งที่ชั่วร้าย เข้าใกล้คนดีมีคุณธรรม ห่างไกลคนต่ำทราม หรือเช่นผู้ปกครองมีผิดแล้วขุนนางไม่ทูลเตือนก็ไม่ใช่การกระทำที่ขุนนางผู้ภักดีจะทนทำได้เลย…ขาดเพียงชี้หน้าด่าทอเขาว่าเป็นฮ่องเต้ผู้โง่เขลา ทำให้บ้านเมืองเสียหายเท่านั้น กว่าจะอดทนจนเลิกประชุมและยังไม่ทันได้ลูบแมวเล่น คนเอาแต่ใจตนเองที่รับมือได้ยากก็ปรากฏตัวขึ้นโดยไม่ได้รับเชิญอีกแล้ว

หลี่เหมี่ยนรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาทันใดจนอยากจะมุดลงไปแสร้งตายใต้โต๊ะ เมื่อรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาเขาจึงไปนั่งบนตั่งแล้วพูดกับขันทีที่คอยรับใช้อยู่ข้างกาย

“เร็ว! ปิดประตูเดี๋ยวนี้! บอกว่าเราเพิ่งถูกเหล่าเสนาบดีรุมตำหนิเพราะเรื่องของนาง ด้วยความโกรธจึงทำให้โรคเก่ากำเริบ ต้องใช้เวลารักษานาน ตอนนี้ไม่สามารถพบ…”

“โอ๊ย!”

พูดยังไม่จบ ร่างของขันทีน้อยคนหนึ่งก็ลอยผ่านประตูฉลุลายไปอย่างรวดเร็วแล้วเกิดเสียงดัง ‘ปัง!’

ประตูที่ยังไม่ทันได้ปิดกระแทกเข้ากับผนังข้างๆ แกว่งไปมาหลายครั้ง

“พี่…พี่หญิง…” หลี่เหมี่ยนกลืนน้ำลายแล้วฝืนยิ้ม

พูดถึงความใกล้ชิด ทั้งสองเป็นลูกพี่ลูกน้องกัน แต่เพราะโชคชะตา หลี่เหมี่ยนจึงต้องเรียกนางว่า ‘พี่หญิง’ มาตั้งแต่เด็ก ส่วนเสิ่นเจาเหยียนนั้นเข้าวังเพื่อเรียนหนังสือเป็นเพื่อนเขาตั้งแต่อายุหกขวบ นับได้ว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ กับหลี่เหมี่ยนที่ปกติจะอยู่ร่วมกันทุกเช้าค่ำ

ในตอนนั้นเนื่องจากหลี่เหมี่ยนร่างกายอ่อนแอ และยังเป็นสายเลือดเพียงคนเดียวของอดีตฮ่องเต้ กลอุบายเล่ห์เหลี่ยมในการแก่งแย่งชิงอำนาจและการต่อสู้ในวังหลวงจึงพุ่งเข้าหาเขาอย่างไม่ขาดสาย แต่ในฐานะองค์รัชทายาท การจะแตะต้องตัวเขาย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย จนกระทั่งจู่ๆ เสิ่นเจาเหยียนก็ได้รับแจ้งให้แบกรับดวงชะตาขององค์รัชทายาท เป้าหมายที่ง่ายยิ่งกว่าเดิมนี้จึงกลายเป็นเป้าที่มีชีวิตของพวกกบฏที่งมงาย การโจมตีทั้งต่อหน้าและลับหลัง การวางยาพิษลอบสังหาร…ตั้งแต่เล็กจนโตเสิ่นเจาเหยียนต้องเผชิญเรื่องราวเหล่านี้เพราะเขาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง ดังนั้นทันทีที่คำว่า ‘พี่หญิง’ ออกจากปาก ในใจก็เกิดความรู้สึกผิดตามมาทันที

เขาวางแมวในมือลงอย่างสงบนิ่ง ยืดตัวตรงแล้วแสร้งทำเป็นสั่งขันทีน้อย “อุ้มแมวออกไปเดี๋ยวนี้! ไม่รู้หรือว่าเจาผิงจวิ้นจู่แพ้แมว!”

ขันทีน้อยรับคำ “พ่ะย่ะค่ะ” แล้วอุ้มแมววิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

หลี่เหมี่ยนจัดชุดพิธีการที่ยังไม่ทันเปลี่ยนให้เรียบร้อยแล้วหันไปพูดกับเสิ่นเจาเหยียน “พี่หญิงมาที่นี่ด้วยเหตุอันใด”

“คดีของเจ้ากรมเฉิน ฝ่าบาททรงคิดเห็นอย่างไรเพคะ”

หลี่เหมี่ยนพูดไม่ออก คิดว่าพี่หญิงของเขาก็เป็นเช่นนี้ พูดอะไรทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่เคยเปิดโอกาสให้คนอื่นได้ตั้งตัวเลย

“ฮ่าๆๆ…” เขาหัวเราะแห้งๆ ยกชายเสื้อคลุมขึ้นแล้วย้ายมานั่งลงที่หลังโต๊ะ สงบสติอารมณ์ก่อนจะเอ่ยว่า “พี่หญิงมีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการจัดการของเราหรือ”

เสิ่นเจาเหยียนจึงไม่เกรงใจ พูดตรงๆ ว่า “ต้องเปลี่ยนผู้พิพากษา หม่อมฉันคิดว่าเซี่ยจิ่งซีไม่น่าไว้ใจเพคะ”

ท่าทีของหลี่เหมี่ยนดูอ่อนโยน ถามเพียงว่า “แล้วตามความคิดของพี่หญิงใครเหมาะสมที่จะมาเป็นผู้พิพากษา”

เสิ่นเจาเหยียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แต่หลังจากนั้นก็ยังคงนิ่งเงียบ

หลี่เหมี่ยนถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “เรื่องนี้…เราลำบากใจจริงๆ”

พูดจบเขาก็มองเสิ่นเจาเหยียนด้วยความกังวลเล็กน้อย แต่กลับเห็นว่าใบหน้าของนางซ่อนอยู่ภายใต้เงาลายฉลุ เห็นสีหน้าไม่ชัดเจน

นางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงพูดอย่างเศร้าสร้อย “ท่านพ่อเริ่มต้นจากการเป็นรองเจ้ากรมอาญา พระองค์และหม่อมฉันต่างรู้กันดี หากไม่ใช่เพราะอดีตฮ่องเต้ฝากบุตรกำพร้าไว้ เดิมทีเขาก็คงไม่เต็มใจที่จะรับตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายขวา รากฐานของพระองค์ไม่มั่นคง และเสนาบดีฝ่ายซ้ายมีอำนาจยิ่งใหญ่ในราชสำนัก ก่อนหน้านี้เป็นเพราะท่านพ่อจึงยังสามารถถ่วงดุลไว้ได้ แต่ตอนนี้ท่านพ่อจากไปแล้ว ฝ่ายสกุลหวังจะต้องใช้โอกาสนี้ทำลายชื่อเสียงของท่านพ่อและปราบปรามฝ่ายสกุลเสิ่น…หรือบางทีเรื่องราวทั้งหมดนี้ฝ่ายสกุลหวังอาจจะวางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว…”

หลี่เหมี่ยนไม่ได้พูดอะไร แต่สีหน้ากลับเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างไม่ค่อยจะได้เห็นนัก

ในตอนที่อดีตฮ่องเต้สวรรคต เขายังไม่ถึงวัยรวบผม* หวังอวี่เสนาบดีฝ่ายซ้ายมีอำนาจยิ่งใหญ่ในราชสำนัก หากไม่ใช่เพราะเสิ่นฟู่ได้รับพระราชโองการในยามวิกฤต พยายามกอบกู้วิกฤตอย่างสุดความสามารถ บางทีต้าโจวอาจจะไม่ใช่ต้าโจวของสกุลหลี่แล้ว ดังนั้นเสิ่นฟู่จึงเป็นทั้งอาจารย์ผู้มีพระคุณของเขาและยังเป็นเสาหลักของราชสำนักอีกด้วย ไม่ว่าเพื่อประโยชน์ของบ้านเมืองหรือประโยชน์ส่วนตัว หลี่เหมี่ยนล้วนไม่ควรเพิกเฉย

“เพียงแต่เรื่องนี้ในตอนนี้หากฝ่ายสกุลหวังเป็นผู้วางแผนจริง จะรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่เหยื่อล่อของพวกเขา ใช้โอกาสนี้กำจัดอำนาจของอาจารย์ที่เหลืออยู่ในราชสำนักให้สิ้นซากเร็วยิ่งขึ้น”

คำถามนี้ทำให้เสิ่นเจาเหยียนพูดไม่ออก

จู่ๆ นางก็นึกขึ้นมาได้ หลายวันก่อนได้รับจดหมายจากฮั่วฉี่ บอกว่าผู้ตรวจการหลายคนที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของสกุลหวังดูเหมือนจะหาข้ออ้างเริ่มตรวจสอบเบี้ยหวัดทหารกองกำลังเจิ้นอู่ของพวกเขา

หลังจากชั่งน้ำหนักทั้งสองฝ่ายแล้ว ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นแผนการลับหรือแผนการที่เปิดเผยก็ตาม นางก็ไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยว

ทั้งสองฝ่ายต่างนิ่งเงียบ หลี่เหมี่ยนแสร้งทำเป็นตบไหล่เสิ่นเจาเหยียนด้วยท่าทางผ่อนคลายพร้อมพูดว่า “โชคดีที่คดีนี้มอบหมายให้ตุลาการใหญ่เซี่ย สกุลเซี่ยของเขาจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และรักแผ่นดินมาโดยตลอด ไม่ข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างฝ่าย เชื่อว่าเรื่องนี้สามารถไว้ใจได้”

ไม่พูดก็ดีไป แต่เมื่อได้ยินหลี่เหมี่ยนพูดเช่นนี้เสิ่นเจาเหยียนก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ นางขยับข้อมือที่ยังรู้สึกเจ็บอยู่ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง

“ตราบใดที่ยังไม่ฉีกหน้ากากออก ทุกคนล้วนสามารถจงรักภักดีต่อฮ่องเต้และรักแผ่นดิน ไม่ข้องเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างฝ่ายได้”

หลี่เหมี่ยนเบิกตาโตทำเสียง “จึ๊” ขมวดคิ้วมองไปทางเสิ่นเจาเหยียนแล้วเอ่ยว่า “นี่เราไม่ได้กำลังหาเหตุผลช่วยท่านอยู่หรือ การมอบหมายคดีนี้ให้กับเซี่ยจิ่งซีย่อมดีกว่ามอบหมายให้กรมอาญาและสำนักตรวจการ เวลานี้ในสามตุลาการหน่วยงานเดียวที่ไม่อยู่ในการควบคุมของฝ่ายสกุลหวังก็คือศาลต้าหลี่ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อวานพวกท่านสองคนยัง…แค่กๆ” เขารู้ตัวว่าพูดผิดจึงเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมแล้วเอ่ยต่อว่า “ถึงอย่างไรพวกท่านสองคนก็เคยหมั้นหมายกัน ก่อนเดือนสามยังได้กราบไหว้ฟ้าดินแล้วด้วย เรากลับคิดว่าแทนที่ท่านจะไปเข้าร่วมสืบสวนคดี มิสู้คอยจัดการตุลาการใหญ่เซี่ยให้เรียบร้อยอย่างลับๆ จะดีกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้คดีของอาจารย์ที่ถูกเปิดโปง และกองกำลังของติ้งกั๋วกงที่ประจำการอยู่ที่เหอซีและถิงโจวก็จะอื้อๆ…”

เสิ่นเจาเหยียนคร้านที่จะฟังหลี่เหมี่ยนพูดมาก จึงยัดขนมดอกกุ้ยเข้าปากเขา จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วเดินจากไป

จวนสกุลเสิ่นตั้งอยู่ในย่านหย่งซิงฟาง อยู่ใกล้กับฝั่งตะวันออกของที่ทำการฝ่ายใต้

รถม้าของเสิ่นเจาเหยียนออกมาจากประตูตันเฟิ่ง ไปได้ไม่ไกลก็ถูกฝูงชนที่พลุกพล่านบนท้องถนนขวางเอาไว้

สารถีหยุดรถม้ากะทันหัน ทำให้รถม้าส่ายไหวอย่างแรง เสิ่นเจาเหยียนตื่นขึ้นมา ถามคนข้างนอกด้วยความหงุดหงิดว่า “เกิดอะไรขึ้น!”

สารถีไม่กล้าเพิกเฉย จึงจอดรถม้าทักคนเดินถนนคนหนึ่งเพื่อสอบถามเหตุการณ์ ในตอนแรกคนเดินถนนผู้นั้นทำท่ารำคาญ แต่เมื่อหันกลับไปเห็นรถม้าคันนั้นก็รีบเอ่ยตอบอย่างสุภาพทันที

“ก็เพราะคดีของเจ้ากรมเฉินเมื่อคืนนี้น่ะสิ”

“คดีของเจ้ากรมเฉิน?” เสียงดุดันของสตรีดังออกมาจากในรถม้า

คนเดินถนนตกตะลึง เห็นมือขาวราวกับหยกยื่นออกมาจากหลังม่านรถ และสิ่งที่เห็นถัดมาก็เป็นดวงตาคู่หนึ่งที่งดงามเจิดจ้าแต่แฝงความน่าเกรงขาม

คนเดินถนนผู้นั้นท่าทีอ่อนลงอย่างไม่มีสาเหตุทันที เสียงก็สั่นเครือไปด้วย “เป็นคดีของเจ้ากรมเฉินจริงๆ ทันทีที่คดีนั้นเกิดขึ้น เช้าวันนี้ก็มีคนจำนวนหนึ่งไปที่กรมอาญาและศาลต้าหลี่อย่างต่อเนื่อง ว่ากันว่าทั้งหมดเป็นคนในครอบครัวนักโทษที่เสนาบดีเสิ่นเคยตัดสินเมื่อครั้งเป็นเจ้ากรมอาญา อาจจะไปสถานที่สองแห่งนี้เพื่อขอคำอธิบายก็เป็นไปได้”

“อะไรนะ” เสิ่นเจาเหยียนขมวดคิ้ว รู้สึกว่าช่างเหลวไหลสิ้นดี

โหย่วจินที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังออกว่าน้ำเสียงของนางผิดปกติจึงรีบเตือนว่า “คนพวกนี้พูดจาเลอะเทอะ และกรมอาญากับศาลต้าหลี่ก็คงจะไม่รับเรื่องไว้พิจารณาเช่นกัน จวิ้นจู่อย่างกังวลไปเลยเจ้าค่ะ”

เสิ่นเจาเหยียนยิ้มเยาะ ชำเลืองมองโหย่วจินแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะต้องกังวลเรื่องอะไร ก็แค่พวกที่เห็นสกุลเสิ่นของข้าตกที่นั่งลำบาก เห็นคนตกบ่อโยนหินซ้ำ ปล้นชิงตามไฟหากราชสำนักสนใจพวกเขาก็คงเป็นเรื่องน่าขัน!”

พูดจบนางก็เปลี่ยนเรื่องทันที ตบผนังรถม้าด้วยความคับแค้นใจแล้วพูดกับสารถีว่า “ไปที่ทำการฝ่ายใต้! ข้าอยากจะพบพวกก่อกวนพวกนี้ด้วยตนเอง”

รถม้าเลี้ยวที่ประตูย่านหย่งซิงฟาง มุ่งตรงไปยังที่ทำการฝ่ายใต้ หน้าประตูศาลต้าหลี่เวลานี้เต็มไปด้วยคนในครอบครัวที่มาขอคำอธิบาย

เสิ่นเจาเหยียนยกม่านรถขึ้นแล้วกวาดตามองโดยรอบ พบว่าล้วนเป็นครอบครัวขุนนางที่บิดาของนางเคยทำให้โกรธเคืองตอนทำคดีขณะยังมีชีวิตอยู่

จริงอยู่ที่ที่ทำการฝ่ายใต้เป็นหน่วยงานขุนนางส่วนกลาง ปกติผู้ที่ไม่ใช่คนของทางการห้ามเข้า แล้วชาวบ้านธรรมดาทั่วไปจะก้าวเท้าเข้าไปตามอำเภอใจได้อย่างไร

ขณะที่นางกำลังคิดเช่นนี้ สายตาก็กวาดผ่านศีรษะของฝูงชนซึ่งเบียดเสียดกันอยู่เบื้องหน้า แล้วพลันหยุดอยู่ที่บุรุษซึ่งดูเหมือนเป็นผู้นำคนนั้น เขาสวมชุดสีแดงเข้ม คาดเข็มขัดทองและถุงมัจฉา สีเงิน ชายผู้นี้จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากเหวยเจิ้งรองเจ้ากรมอาญา

เสิ่นเจาเหยียนรู้ว่าถึงแม้เหวยเจิ้งจะทำงานภายใต้บังคับบัญชาของเฉินจือจ้ง แต่ก็เป็นฝ่ายสกุลหวังอย่างแท้จริง ก่อนหน้านี้ที่เสิ่นฟู่และเฉินจือจ้งยังมีชีวิตอยู่ แม้เขาจะมีจิตใจที่เต็มไปด้วยแผนการสกปรก แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรโจ่งแจ้ง นอกจากลอบวางแผนชั่วร้ายอยู่ลับๆ เท่านั้น ทว่าตอนนี้เมื่อไม่มีความกังวลใดๆ แล้วก็รีบออกมาแสดงตัว พยายามเสนอหน้าต่อหวังอวี่

ในใจเสิ่นเจาเหยียนเกิดนึกสนุกขึ้นมา นางหัวเราะเย้ยหยันแล้วเปิดม่านรถตรงหน้าออก

มีคนในฝูงชนสังเกตเห็นทันที หลังจากกระซิบกระซาบกันอยู่ครู่หนึ่ง บริเวณที่เดิมทีมีเสียงดังอึกทึกก็เงียบลงทันใด

เหวยเจิ้งหันมามองในเวลานี้เช่นกันและประสานสายตากับเสิ่นเจาเหยียนที่อยู่ในรถม้าพอดี

“คารวะเจาผิงจวิ้นจู่”

เสียงของเขาดังชัดเจนยามโค้งคารวะเสิ่นเจาเหยียน แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความสาแก่ใจอย่างแท้จริง

จริงดังคาด ทุกคนที่ได้ยินเสียงนั้นต่างก็หันมองไปทางเสิ่นเจาเหยียนด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง สถานการณ์ในเวลานี้หากเป็นคุณหนูในห้องหอทั่วไปคงจะทำอะไรไม่ถูกนานแล้ว แต่ช่วยไม่ได้ที่หนังหน้าของเสิ่นเจาเหยียนนั้นหนาราวกับกำแพงเมือง เมื่อถูกทุกคนจ้องมองเช่นนี้ นางไม่เพียงไม่ครั่นคร้าม กลับเกิดจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยมยิ่งขึ้น

นางประสานสายตากับเหวยเจิ้งนิ่ง แล้วเชิดหน้าก้าวเท้าลงจากรถม้า

“เกิดอะไรขึ้น” เสิ่นเจาเหยียนเดินไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเหวยเจิ้งแล้วเอ่ยถามเขา “วันนี้รองเจ้ากรมเหวยมีเวลาว่างหรือเปลี่ยนที่ทำงานหรือ เหตุใดจึงไม่อยู่ที่กรมอาญา แต่กลับมาเฝ้าประตูศาลต้าหลี่”

เหวยเจิ้งยกยิ้ม เขาพยักหน้าพลางชี้ไปทางฝูงชนที่ยืนล้อมอยู่หลายชั้นและพูดอย่างจนใจ “นี่ไม่ใช่ปัญหายุ่งยากที่กรมอาญาต้องจัดการหรือ เกิดเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ คนในครอบครัวของอดีตนักโทษเหล่านี้แห่กันไปที่กรมอาญาและเรียกร้องให้พิจารณาคดีใหม่อีกครั้ง เรื่องใหญ่เช่นนี้รองเจ้ากรมขั้นสี่เช่นข้าน้อยจะตัดสินใจได้อย่างไรกัน นี่อย่างไรเล่า…” เขาหันไปมองแผ่นป้ายศาลต้าหลี่ที่อยู่ด้านหลังแล้วเอ่ยเสริมว่า “ข้าน้อยได้พาเจ้าทุกข์เหล่านี้มาที่ศาลต้าหลี่เพื่อสอบถามตุลาการใหญ่เซี่ยว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร”

เสิ่นเจาเหยียนได้ยินดังนั้นก็หัวเราะ ‘ปัญหายุ่งยาก’ เอย ‘เจ้าทุกข์’ เอย เหวยเจิ้งคิดว่านางฟังความหมายเหน็บแนมในคำพูดของเขาไม่ออกหรืออย่างไรกัน ฝ่ามือนั้นได้ตบลงมาที่ใบหน้านางตรงๆ แล้ว แต่นางไม่โกรธ เสิ่นเจาเหยียนหันหลังกลับไปกวาดตามองคนที่อยู่ตรงเชิงบันไดที่เรียกว่า ‘เจ้าทุกข์’ มองเพียงปราดเดียวก็จับฝ่ายสกุลหวังผู้จงรักภักดีในนั้นได้หลายคน

“เฉิงหยางโหว” เสิ่นเจาเหยียนยิ้มอย่างไม่มีพิษมีภัยแล้วพูดกับเขาว่า “หากข้าจำไม่ผิด บุตรชายของท่านกินยาเกินขนาดจนตาย ท่านมีเรื่องอะไรจะร้องทุกข์หรือ”

เฉิงหยางโหวพูดอย่างโกรธเคือง “สาเหตุการตายของบุตรชายผู้ล่วงลับเดิมทีก็เป็นปริศนาอยู่แล้ว ในตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะเสนาบดีเสิ่นตัดสินคดีอย่างไม่รอบคอบ ฆาตกรตัวจริงจะยังคงลอยนวลจนถึงวันนี้ได้อย่างไร ส่วนข้าก็ทำได้เพียงทุกข์ใจมาเป็นเวลานานหลายปี…”

“ฮะ?” เสิ่นเจาเหยียนขัดจังหวะเขาและถามกลับว่า “แต่ซื่อจื่อผู้นั้นไม่ได้ตายในห้องเวจของย่านผิงคังฟางหรือ ประตูสถานที่เกิดเหตุในเวลานั้นลงกลอนจากด้านใน ภายในห้องมีเพียงซื่อจื่อและถังปลดทุกข์หนึ่งใบ ท่านลองพูดมาซิ ฆาตกรตัวจริงที่ว่าลอบสังหารอย่างไร”

คำถามนี้ทำให้เฉิงหยางโหวตาค้างอย่างคาดไม่ถึง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่เคยคาดคิดว่าเสิ่นเจาเหยียนจะรู้รายละเอียดของคดีได้ละเอียดเช่นนี้ เมื่อพูดต่อหน้าผู้คนในเวลานี้กลับทำให้เขารู้สึกกระดากอาย

เฉิงหยางโหวโกรธมาก แต่ทำได้เพียงยืดคอปฏิเสธ “พูดจาเหลวไหลทั้งเพ! ท่านเป็นสตรีในเรือนหลังจะรู้รายละเอียดคดีของกรมอาญาได้อย่างไร!”

“หา? หรือว่าข้าจำผิด?” เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกประหลาดใจจึงพูดอีกว่า “หากข้าจำผิด มิสู้ให้รองเจ้ากรมเหวยนำสำนวนความมาดูดีกว่า พวกเรามาตรวจสอบกันต่อหน้าทุกคนดีหรือไม่”

ทันทีที่พูดออกไป เฉิงหยางโหวก็พูดไม่ออกทันที บุตรชายผู้ไม่เอาไหนของเขาเมื่อยามมีชีวิตอยู่หมกมุ่นในสุราและนารี ยามตายเนื่องจากกินยาปลุกกำหนัดเกินขนาดจนทำให้เกิดอาการเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ล้มหน้าคว่ำลงไปในถังปลดทุกข์ในห้องเวจ เรื่องนี้เดิมทีเป็นเรื่องน่าอับอายอยู่แล้ว ในตอนนั้นเขายังไม่กล้าแพร่งพราย เวลานี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

เสิ่นเจาเหยียนเห็นเฉิงหยางโหวโมโหโกรธาแต่กลับไม่สามารถโต้แย้งได้ก็คร้านที่จะโต้เถียงกับเขาอีก จึงหันไปถามเหวยเจิ้ง

“รองเจ้ากรมเหวยพาคนมาที่หน้าศาลต้าหลี่ต้องตรวจสอบคำให้การของคนเหล่านี้ก่อนหรือไม่ มิเช่นนั้นจะมีประโยชน์อะไรเล่า รวมตัวกันก่อความวุ่นวาย ปล่อยให้ราษฎรบีบคั้นเจ้าหน้าที่หรือ”

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 25 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: