บทที่ 1 คดีฆาตกรรม
เดือนเจ็ดอากาศร้อนอบอ้าวค่อยๆ คลายลง สายลมเย็นในฤดูใบไม้ร่วงคืบคลานเข้ามาอย่างช้าๆ แต่อากาศเมืองเฟิงจิงยังคงร้อนแผดเผาเช่นเดิม
แสงสายัณห์เริ่มลาลับไปทางทิศตะวันตก ช่วงเวลานี้ในยามปกติตลาดทั้งฝั่งตะวันออกและตะวันตกต่างปิดแล้ว บนท้องถนนนอกจากพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังเก็บร้านก็เป็นคนผ่านทางที่กำลังเร่งรีบกลับบ้าน ทว่าบนถนนจูเชวี่ยในวันนี้กลับมีผู้คนและรถม้าสัญจรไปมาไม่ขาดสาย
ขนบธรรมเนียมของต้าโจวนั้นเปิดกว้าง ไม่มีการห้ามออกจากบ้านยามค่ำคืนในวันหยุดเทศกาล สตรีสามารถออกจากบ้านตามลำพังได้ ประกอบกับในปีนี้ราชสำนักย้ายงานประดับโคมไฟในเทศกาลชีซี* ซึ่งเดิมจัดที่สระไท่เยี่ยในเขตพระราชฐานมาจัดที่นี่ โคมไฟอันงดงามเพิ่งถูกจุด บนท้องถนนก็เต็มไปด้วยสตรีที่แต่งกายหรูหรางดงามและพูดคุยหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน
“เอ๊ะๆ พวกเจ้าดูสิ คนผู้นั้นคือใครกัน”
เวินซูถูกสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ข้างกายชน เมื่อมองตามสายตานางไปก็เห็นเสลี่ยงหรูหราค่อยๆ จอดบนถนนที่พลุกพล่าน
ม้าสี่ตัววิ่งเคียงกัน ตัวเสลี่ยงทาสีทอง ด้านบนมีร่มประดับปกคลุม ทั้งสี่ด้านแกะสลักลวดลายเมฆและสัตว์มงคล รูปแบบเทียบได้กับของเชื้อพระวงศ์ เสลี่ยงเช่นนี้ในเมืองเฟิงจิงนอกจากฮ่องเต้แล้วก็มีเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถใช้ได้ ทุกคนรู้อยู่เต็มอกว่าเป็นผู้ใด จึงพากันส่งสายตาให้ถอยไปไกลๆ
เวินซูไม่ได้พูดอะไร เดินตามทุกคนไปยังสถานที่ที่คึกคักที่สุดของงานประดับโคมไฟ
“หากจำไม่ผิด ช่วงเวลาไว้ทุกข์ของเสนาบดีเสิ่นน่าจะยังไม่สิ้นสุดใช่หรือไม่” มีคนไม่เข้าใจจึงเอ่ยถามขึ้นมา “ช่วงเวลาไว้ทุกข์ นางสามารถอวดโฉมไปทั่วเช่นนี้ได้ด้วยหรือ”
มีคนทำเสียง ‘จุๆ’ แล้วพูดยิ้มๆ ว่า “พี่สาวเพิ่งมาเมืองเฟิงจิงวันแรกหรืออย่างไร จึงไม่เคยได้ยินว่านางเป็นผู้แบกรับดวงชะตาขององค์รัชทายาท ตั้งแต่เด็กก็คุกเข่าให้ฮ่องเต้และฮองเฮาเท่านั้น ไม่คุกเข่าให้บิดามารดา เจ้ากับข้าต้องไว้ทุกข์ให้บิดามารดาสามปี แต่นางไว้ทุกข์เพียงสามเดือนเท่านั้น”
ผู้ที่พูดคือหวังถง บุตรสาวคนเล็กของหวังอวี่เสนาบดีฝ่ายซ้ายฝ่ายบริหาร และเป็นว่าที่น้องสาวสามีในอนาคตของเวินซูด้วย
ในราชสำนัก เสนาบดีหวังไม่ลงรอยกับสกุลเสิ่นมาโดยตลอด ประกอบกับตัวหวังถงเองก็เป็นคนหยิ่งยโส จึงพูดจาโดยไม่มีการไตร่ตรอง เมื่อเทียบกับคนเหล่านี้ แม้พื้นฐานครอบครัวของเวินซูจะไม่นับว่าโดดเด่นนัก แต่สิ่งที่หวังถงพูดนางก็รู้เช่นกัน
เมื่อครั้งฮ่องเต้องค์ปัจจุบันยังเป็นเพียงรัชทายาท เนื่องจากร่างกายอ่อนแอ นอนป่วยอยู่บนเตียงเป็นเวลานาน อดีตฮ่องเต้มีผู้สืบสกุลน้อย มีองค์รัชทายาทเป็นโอรสเพียงคนเดียว พยายามหาหมอกินยาแต่ก็ไม่เป็นผล ภายใต้สถานการณ์คับขันจึงได้หานักพรตเต๋ามาทำนายโชคชะตา นักพรตเต๋าบอกว่าจะต้องหาสตรีที่เกิดในปีหยาง เดือนหยาง และวันหยางให้องค์รัชทายาท เพื่อให้นางแบกรับดวงชะตาขององค์รัชทายาท คอยปัดเป่าภัยพิบัติ สลับดวงชะตา องค์รัชทายาทก็จะปลอดภัย
ยามอับจนหนทาง อดีตฮ่องเต้ไม่มีทางเลือกอื่นจึงได้แต่ทำตามที่นักพรตเต๋าบอก และพบสตรีที่ตรงตามเงื่อนไขจริงๆ คนผู้นี้ก็คือเสิ่นเจาเหยียนหรือเจาผิงจวิ้นจู่* คนปัจจุบัน นางเข้าวังเมื่ออายุหกขวบเพื่อเรียนหนังสือเป็นเพื่อนองค์รัชทายาท อยู่กับองค์รัชทายาททุกเช้าค่ำและเติบโตมาพร้อมกัน องค์รัชทายาทเปี่ยมไปด้วยเมตตา สนิทสนมกับนางมาตั้งแต่เด็ก ยามอยู่กันตามลำพังยังเรียกนางว่า ‘พี่หญิง’ อีกด้วย สิทธิพิเศษที่ได้รับมาตั้งแต่เกิดเช่นนี้ย่อมทำให้ผู้คนพากันอิจฉา ดังนั้นผู้ที่ยามอยู่ต่อหน้านอบน้อม แต่ลับหลังกลับแดกดันนางย่อมมีอยู่นับไม่ถ้วน
“หากจำไม่ผิด ดูเหมือนว่าวันรุ่งขึ้นหลังจากเสนาบดีเสิ่นเสียชีวิตก็คือวันแต่งงานของนาง?”
มีคนยิ้มแล้วตอบว่า “พี่สาวหวังจำผิดแล้ว เป็นวันเดียวกันต่างหาก”
“หา?” หวังถงหันไป แววตาประหลาดใจเล็กน้อยแต่มีความยินดีอย่างมาก “ได้รับข่าวการเสียชีวิตของบิดาในวันแต่งงาน? ถ้าเช่นนั้นพิธีแต่งงานไม่กลายเป็นพิธีศพหรือ”
“แน่นอน”
คำพูดที่ราบเรียบ แต่กลับซ่อนความสาแก่ใจในเคราะห์ร้ายของผู้อื่นไว้ไม่ได้
“สามีของนางคือติ้งกั๋วกงซื่อจื่อเซี่ยจิ่งซี?” หวังถงชะงักไปเล็กน้อยราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้อีกจึงเอ่ยต่อว่า “แต่ดูเหมือนว่าหลังจากพิธีศพผ่านไปแล้ว สกุลเสิ่นกับสกุลเซี่ยก็ไม่มีความเกี่ยวข้องกันอีกไม่ใช่หรือ”
มีคนเอ่ยตอบว่า “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก ในราชสำนักดูกันที่ตำแหน่งและอำนาจที่มีอยู่ หากพูดถึงเรื่องเทพเจ้าโชคชะตา หรือชะตาฟ้าลิขิตก็คงพอทำให้กินอยู่อย่างไม่ขัดสนได้ แต่พอต้นไม้ใหญ่เช่นเสนาบดีเสิ่นล้มลง บารมีของสกุลเสิ่นในราชสำนักก็ไม่สูงส่งเหมือนแต่ก่อนแล้ว ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปอาจจะมองเห็นคุณค่า แต่สกุลเซี่ยเป็นครอบครัวที่มีความดีความชอบ และตุลาการใหญ่เซี่ยก็ยังเป็นชายหนุ่มอนาคตไกล อายุยี่สิบปีก็เป็นชายหนุ่มผู้เพียบพร้อมและมีคุณธรรมสูงส่ง มีชื่อเสียงไปทั่วเมืองเฟิงจิงแล้ว ยามนี้ยังเป็นถึงตุลาการใหญ่ศาลต้าหลี่ขั้นสาม จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องแต่งงานกับพระโพธิสัตว์ที่ไม่มีประโยชน์ต่อเส้นทางขุนนางเพื่อนำกลับไปบูชาที่จวนจริงๆ”
“ดังนั้นการแต่งงานจึงถูกยกเลิกไปแล้ว?” ใครคนหนึ่งถาม
“เรื่องนี้ข้าไม่รู้…” มีคนเหลือบมองหวังถงที่อยู่ข้างๆ ซึ่งมีสีหน้าเรียบเฉย
เวินซูแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินอะไรเลย ชี้นิ้วไปยังโคมดอกโบตั๋นที่อยู่สูงสุดบนประภาคารแล้วพูดยิ้มๆ “ชีเหนียงโคมไฟดวงนี้ว่ากันว่าเป็นผลงานของช่างทำโคมที่มีชื่อเสียงในราชสำนักยามนี้ สามปีจึงทำออกมาดวงหนึ่ง กรมโยธาได้นำมาเป็นดาวเด่นของงานประดับโคมไฟในครั้งนี้โดยเฉพาะ”
ทุกคนมองไปตามนิ้วมือของนาง
บนยอดประภาคารสิบเจ็ดชั้นมีโคมผ้าไหมงดงามวิจิตรอยู่ดวงหนึ่ง ตัวโคมประดับด้วยลูกปัดและเส้นไหม มีลวดลายสีทองที่ถูกวาดอย่างละเอียดอ่อน ภายนอกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางดุจน้ำแข็งซึ่งตัดเป็นรูปดอกไม้ ทำให้โคมไฟดวงนี้โดดเด่นสะดุดตาจนมองเห็นได้ทันทีท่ามกลางโคมไฟนับร้อยดวง
เวินซูหยิบเงินออกมาแล้วหันไปถามช่างฝีมือที่อยู่ข้างๆ “โคมไฟนี้ราคาเท่าไร”
ช่างฝีมือโบกมือ โค้งคำนับทุกคน “เรียนผู้สูงศักดิ์ทุกท่าน โคมไฟนี้ไม่ขายขอรับ”
“ไม่ขาย?” เวินซูขมวดคิ้ว กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง กลับเห็นช่างฝีมือชรายื่นกระดาษปึกหนึ่งมาทางพวกนาง
“ไม่ขาย แต่หากทายปริศนาโคมไฟถูกสามารถแลกโคมไฟได้” ช่างฝีมือชราหยิบกระดาษออกมาใบหนึ่งแล้วยื่นออกไป
ทุกคนต่างตกตะลึง แล้วก็คิดว่าทายปริศนาแลกโคมไฟเป็นความคิดที่ดี ดังนั้นจึงล้อมวงกัน อยากเห็นปริศนาคำทายอย่างชัดเจน แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่งทุกคนก็ถอยหลังออกไปสองสามก้าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“ต้นไม้ที่อยู่ไกลลิบเรียงเป็นสองแนว ภาพสะท้อนของภูเขาทาบทับบนน้ำ เรือลำน้อยลอยลำไปเบาๆ บนผืนน้ำที่ราบเรียบ”
มีคนบ่นพึมพำว่า “นี่หมายความว่าอย่างไร”
หวังถงส่ายศีรษะ จากนั้นจึงมองไปที่เวินซู ก็เห็นนางมีสีหน้างุนงงเช่นกัน
ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่อยู่ครู่หนึ่ง ยังคงไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงจุดใด
“ช่างเถิด เปลี่ยนเป็นดวงที่ง่ายหน่อยก็แล้วกัน” มีคนเสนอความเห็น
เวินซูอยากจะคล้อยตาม แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นเห็นหวังถงกำลังจ้องมองโคมไฟดวงนั้น แววตาชื่นชอบแสดงออกมาอย่างชัดเจน
เมื่อสามปีก่อนเวินซูสูญเสียบิดา สกุลเวินตกต่ำ สิ่งเดียวที่นางสามารถพึ่งพาได้ในเวลานี้เหลือเพียงการแต่งงานกับบุตรชายภรรยาเอกของสกุลหวังเท่านั้น
เมื่อคิดถึงคำฝากฝังของมารดาในการเดินทางเข้าเมืองหลวงครั้งนี้ เวินซูจึงหยิบตั๋วเงินที่พกติดตัวออกมาทั้งหมด เพราะต้องการที่จะเอาใจหวังถง
“ท่านลุง ให้ท่านทั้งหมดเลย ท่านดูว่าพอ…”
เพิ่งจะเอ่ยปาก มือขาวเนียนราวหยกก็คว้ากระดาษปริศนาคำทายในมือของเวินซูไป
นิ้วทั้งสิบเรียวยาว ขาวราวกับหยก สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือเล็บสีชมพูใส ดูก็รู้ว่าได้รับการดูแลรักษาอย่างดี แม้จะไม่ได้ทาเล็บก็ยังคงแสดงให้เห็นความงามอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของสตรี ราวกับดอกบัวสีชมพูที่บานสะพรั่งในค่ำคืนอันมืดมิด
“ฮุ่ย”
น้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่นแฝงไปด้วยความไม่แยแสและยโสโอหัง เมื่อดังอยู่ข้างหูกลับเหมือนเสียงบรรเลงพิณ
ทุกคนตกตะลึงไปชั่วขณะ เสิ่นเจาเหยียนขมวดคิ้ว แล้วก็พูดซ้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าหมดความอดทน “คำตอบคือ ‘ฮุ่ย’ ”
ช่างฝีมือชราได้สติเป็นคนแรก รีบถามด้วยรอยยิ้ม “แม่นางอธิบายได้หรือไม่”
เห็นได้ชัดว่าเสิ่นเจาเหยียนรู้สึกยุ่งยาก จึงพูดด้วยสีหน้าไม่พอใจว่า “ต้นไม้ไกลสองแนวก็คืออักษรเฟิงสองตัวอยู่บนหัวของตัวฮุ่ย ภาพสะท้อนของภูเขาก็คืออักษรซานที่วางตะแคง เรือลำน้อยลอยลำคือการเปรียบเทียบรูปทรง ผืนน้ำที่ราบเรียบคือการเขียนอักษรข้างที่เกี่ยวพันกับน้ำ ในแนวนอน ประกอบกันแล้วเป็นอักษรซินดังนั้นคำตอบก็คือ ‘ฮุ่ย’ ”
บริเวณโดยรอบเงียบไปชั่วอึดใจ ชายชราดีใจ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า พูดไม่หยุดว่า “ใช่ๆ ทายถูกแล้ว คืออักษร ‘ฮุ่ย’ ” พูดจบก็สั่งให้คนเอาบันไดมาแล้วปีนขึ้นไปหยิบโคมไฟด้านบน
เมื่อถูกฉีกหน้าต่อหน้าฝูงชน เป็นใครก็คงอารมณ์ไม่ดี หวังถงมองดูคนที่โผล่มาขัดจังหวะโดยไม่คาดคิด หลังจากระงับความโกรธอยู่หลายอึดใจแล้วจึงพยายามพูดอย่างใจเย็น
“จวิ้นจู่มาแทรกแซงกลางคัน แย่งของรักของคนอื่นเช่นนี้ เกรงว่าจะไม่ค่อยเหมาะสมหรือไม่”
มีเสียงสูดลมหายใจดังขึ้นจากบริเวณโดยรอบ
คำพูดของหวังถงคล้ายกำลังตำหนิเรื่องที่เสิ่นเจาเหยียนแย่งโคมไฟ แต่เหล่าสตรีผู้สูงศักดิ์ในเมืองหลวงทุกคนคงไม่มีใครไม่รู้เรื่องที่นางเคยหมายตาเซี่ยจิ่งซี ดังนั้นนี่จึงเป็นคำพูดสองนัย ชัดเจนว่าต้องการสร้างความไม่พอใจให้แก่นาง แต่ดูเหมือนเสิ่นเจาเหยียนจะคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อได้ยินจึงได้แต่หัวเราะออกมาแล้วพูดอย่างไม่แยแส
“แทรกแซงกลางคัน แย่งของรักของคนอื่น หากเก่งจริงจะมาแย่งกลับคืนไปก็ย่อมได้”
เสิ่นเจาเหยียนหยิบพู่กันและกระดาษจากแผงขายของของช่างฝีมือชราขึ้นมาแล้วลงมือเขียนอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรลื่นไหลเป็นธรรมชาติ ขีดเขียนเพียงไม่นานนางก็ยื่นกระดาษปริศนาโคมไฟที่เขียนเสร็จแล้วให้หวังถง
“หากพวกเจ้าคนใดคนหนึ่งทายปริศนาโคมไฟข้อนี้ได้ถูกต้อง ข้าก็จะยกโคมไฟดวงนี้ให้ หวังชีเหนียงกล้าลองหรือไม่”
คนประเภทเดียวกันมักจะผลักไสกันเอง และคนที่ยโสโอหังมักจะทนเห็นคนที่ยโสโอหังกว่าตนเองไม่ได้
เมื่อหวังถงถูกยั่วยุเช่นนี้ ความโกรธจึงยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นกว่าเดิมสามเท่า นางกัดฟันพลางเอื้อมมือไปคว้าปริศนาคำทายในมือของเสิ่นเจาเหยียนมา
ตัวอักษรที่พลิ้วไหวงดงาม ทรงพลังทะลุกระดาษ ไม่เหมือนตัวอักษรจันฮวาเสี่ยวข่ายที่ได้รับความนิยมในหมู่สตรี และยังมีความหยิ่งผยองที่น่าเกรงขามอย่างยิ่ง ลายมือเหมือนเจ้าของจริงๆ
เวลานี้เหล่าสหายที่อยู่ด้านหลังต่างก็ห้อมล้อมเข้ามา มีคนอ่านกระดาษปริศนาคำทายแล้วเหมือนกำลังคิดอยู่
“สิ้นเหมันตฤดู เหลียงซานป๋อและจู้อิงไถก็กลายร่างเป็นผีเสื้อโบยบินไป ครั้นวสันตฤดูมาเยือน ปีกสีทองก็บินว่อนไปทุกแห่งหน”
“สิ้นเหมันตฤดู วสันตฤดูมาเยือน ดูเหมือนว่าจะมีความหมายเดียวกัน?” ใครคนหนึ่งถาม
“อืม ก็คือวสันตฤดู แล้วปีกสีทอง? ปีกสีทองคืออะไร”
“คือผึ้งอย่างไรเล่า!” คนหนึ่งตอบ “ผึ้งมีฉายาว่าทูตปีกสีทอง ผึ้งกับผีเสื้อจึงถือว่าเข้าคู่กันได้”
“เหลียงซานป๋อและจู้อิงไถ…ก็คงต้องเป็นผีเสื้อสองตัว…”
“บินว่อนไปทุกแห่งหน?”
“อ๋อ!”
การหารือของทุกคนถูกขัดจังหวะด้วยเสียงกรีดร้องขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใครคนหนึ่งดึงกระดาษปริศนาคำทายในมือของหวังถงไปด้วยความตื่นเต้น โบกอยู่ในมือแล้วพูดด้วยความดีใจ
“ข้ารู้แล้ว! ข้ารู้แล้ว!”
ทุกคนตกใจกับการขัดจังหวะกะทันหันนี้และต่างพากันหันไปมองนาง
“คือฉุ่น! อักษรชุนหนึ่งตัว ผีเสื้อสองตัวเมื่อนำมารวมกันก็คือตัวอักษรฉุ่น! ทั้งประโยคแรกและประโยคหลังล้วนหมายถึงโง่เขลาทั้งหมด!”
“อืม ดังนั้นก็คือโง่แล้วโง่อีก” เสิ่นเจาเหยียนตอบพวกนางอย่างใจเย็นแล้วยื่นโคมไฟในมือให้หวังถง
“หุบปาก!”
เกิดเสียงดัง ‘ตุบ’ โคมไฟตกลงสู่พื้น
หวังถงเคยถูกเหยียดหยามเช่นนี้ที่ใดกัน มือข้างหนึ่งผลักสตรีผู้สูงศักดิ์ที่ทายปริศนาได้ มืออีกข้างปัดโคมไฟในมือของเสิ่นเจาเหยียนกระเด็นไป แล้วก้าวไปข้างหน้าจะเอาเรื่องนาง แต่คำว่า “เจ้า” เพิ่งหลุดออกจากปากก็มีเสียงโกลาหลดังมาจากอีกฝั่งของถนนจูเชวี่ยที่พลุกพล่าน
ทุกคนต่างสวมใส่ชุดลำลอง นอกจากหวังถงและเสิ่นเจาเหยียนที่นำองครักษ์ติดตามมาหลายคนแล้ว สตรีผู้สูงศักดิ์ที่ร่วมทางมาด้วยส่วนใหญ่จะนำสาวใช้มาเพียงคนเดียวและมีบ่าวรับใช้บังคับรถม้ามาด้วยเท่านั้น เมื่อประสบกับสถานการณ์ที่ผิดปกติกะทันหันเช่นเวลานี้จึงมีเพียงองครักษ์ติดตามซึ่งปกติได้รับการฝึกฝนอย่างดีเหล่านั้นที่รีบล้อมวงกันเข้ามา
“เกิดอะไรขึ้น!” เสิ่นเจาเหยียนมองไปโดยรอบ พบว่าผู้คนทั้งหมดที่ปรากฏตัวอยู่บนถนนจูเชวี่ยล้วนเป็นคนของกององครักษ์หน่วยจินอู๋ ดูเหมือนว่าจะมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้น
ทุกคนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งได้พบกับองครักษ์หน่วยจินอู๋ที่องครักษ์ติดตามของนางรู้จักกำลังจะเดินผ่านไปจึงสืบข่าวมาได้
“ตามที่สหายร่วมงานขององครักษ์หน่วยจินอู๋บอก เมื่อหนึ่งชั่วยามก่อนเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นที่จวนของเจ้ากรมเฉิน เพื่อความปลอดภัยของงานประดับโคมไฟ องครักษ์หน่วยจินอู๋จึงได้ส่งกำลังพลมาที่นี่เพิ่มเติมขอรับ”
“เจ้ากรมเฉิน?” มีคนพูดทวนอีกครั้งแล้วถามด้วยอาการใจสั่นเล็กน้อย “เจ้ากรมเฉินคนใด”
เสิ่นเจาเหยียนเหลือบมองคนผู้นั้นแวบหนึ่ง “เฉินจือจ้ง เจ้ากรมอาญาคนปัจจุบัน”
“หา?” เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ นอกจากรู้สึกประหลาดใจแล้วยังอยากรู้อยากเห็นอีกด้วย จึงอดซักถามไม่ได้ “ใคร คดีฆาตกรรมอะไร”
“ตามข้อมูลของศาลต้าหลี่ เจ้ากรมเฉินถูกฆาตกรรมในจวนเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน ช่วงเวลานั้นทุกคนกำลังเดินเล่นอยู่ตามท้องถนน จนกระทั่งฆาตกรจุดไฟเผาห้องหนังสือของจวนสกุลเฉิน บ่าวรับใช้ที่เห็นเปลวเพลิงจึงรีบรุดมา ในตอนแรกพวกเขาคิดว่าไฟไหม้จวน แต่เมื่อไฟดับแล้วจึงได้เห็นว่าด้านในมีศพอยู่หนึ่งศพ หลังจากตรวจสอบก็พบว่าผู้ตายคือเจ้ากรมเฉินนั่นเอง”
“อะไรนะ!” ทุกคนต่างไม่อยากจะเชื่อ
เจ้ากรมลำดับหลักขั้นสามเสียชีวิตภายในจวนและศพยังถูกเผาอีกด้วย เหตุการณ์สะเทือนขวัญเช่นนี้น่าจะเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สถาปนาต้าโจวเป็นต้นมา ทุกคนต่างเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่
เสิ่นเจาเหยียนไม่เคยคิดที่จะร่วมวงวิพากษ์วิจารณ์ และยิ่งไม่ชอบการซุบซิบเรื่องหลังความตายของผู้อื่น ดังนั้นจึงคร้านที่จะสนใจ นางเรียกองครักษ์ติดตามเตรียมจะจากไป แต่เพิ่งย่างเท้าก็ได้ยินใครบางคนที่อยู่ข้างหลังเอ่ยถามขึ้น
“จับตัวฆาตกรผู้นั้นได้หรือยัง”
องครักษ์หน่วยจินอู๋ที่ถูกรั้งตัวไว้ถอนหายใจแล้วพูดว่า “ยังขอรับ แต่หลังจากคนของศาลต้าหลี่ตรวจดูศพแล้ว พบว่าวิธีการก่อเหตุของฆาตกรเหมือนกับคดีฆาตกรรมเจ้าเมืองเฟิงโจวเมื่อต้นปีนี้”
“เจ้าว่าอย่างไรนะ”
เสิ่นเจาเหยียนหันกลับไปมององครักษ์หน่วยจินอู๋คนนั้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
คนผู้นั้นไม่เคยพบเสิ่นเจาเหยียนมาก่อน ย่อมไม่รู้ฐานะของนาง แต่เขารู้ว่าสหายร่วมงานที่เพิ่งพูดคุยกับเขาเป็นองครักษ์ติดตามของเจาผิงจวิ้นจู่ เมื่อมองเสิ่นเจาเหยียนอีกครั้ง ในใจก็พอจะรู้แล้วเลยไม่กล้าปิดบัง จึงเล่าตั้งแต่ต้นจนจบ
“เวลานี้ศพของเจ้ากรมเฉินอยู่ที่ศาลต้าหลี่…”
“ข้าถามเจ้าว่าคดีนี้เกี่ยวอะไรกับเฟิงโจว?!”
เสียงตวาดด้วยความโกรธหยุดการวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ทันที
ชายผู้นี้เห็นชัดว่าถูกแรงกดดันของเสิ่นเจาเหยียนทำให้ตื่นตกใจจนลืมตอบคำถามไปชั่วขณะ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพพบว่าวิธีการก่อเหตุในคดีนี้เหมือนกับคดีที่เมืองเฟิงโจวเมื่อต้นปี ดังนั้นจึงสงสัย…สงสัยว่า…”
เขายังพูดไม่จบ สีหน้าของเสิ่นเจาเหยียนก็เย็นชาลง ขณะหันหลังกลับก็ถูกหวังถงคว้าแขนเสื้อไว้
นางมองหน้าเสิ่นเจาเหยียน ดวงตายกโค้งพลางพูดอย่างสาแก่ใจว่า “หากจำไม่ผิด คดีที่เมืองเฟิงโจวเมื่อต้นปีดูเหมือนเสนาบดีเสิ่นจะเป็นผู้สะสางใช่หรือไม่ ในตอนนั้นสามารถไขคดีได้ภายในหนึ่งเดือน จับกุมฆาตกรตัวจริงได้ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นแค่การตัดสินคดีผิดพลาด?”
เสิ่นเจาเหยียนไม่พูดอะไร ดึงแขนเสื้อของตนเองกลับด้วยสีหน้าเย็นชา ทว่าดูเหมือนหวังถงจะไม่เข้าใจหลักการว่าควรหยุดเมื่อได้เปรียบ ยังคงพูดกับคนอื่นๆ อย่างไม่ยอมเลิกรา
“ดังนั้นการทำให้ใครคนหนึ่งต้องตายอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม สุดท้ายจะต้องชดใช้ด้วยชีวิตหรือไม่…อื้อ…”
ยังไม่ทันพูดจบ หวังถงก็ถูกยกคางขึ้น เสียงขาดหายไป
ทุกคนต่างตกตะลึง รวมทั้งเวินซูด้วย
สีหน้าของเสิ่นเจาเหยียนยามนี้น่ากลัวยิ่ง นางหลุบตาลงมองหวังถงซึ่งกำลังถลึงตาด้วยความตกตะลึงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ลิ้นงอกในปาก ไม่ได้มีไว้ให้เจ้าพูดพล่อยๆ หากไม่ต้องการใช้ก็สามารถตัดออกได้” พูดจบก็หันหลังไปพูดกับสารถีอย่างเย็นชา “ไปศาลต้าหลี่”
บทที่ 2 พบกันอีกครั้ง
ห้องพิจารณาคดีใหญ่ ศาลต้าหลี่
แสงเทียนในศาลสว่างไสว บรรยากาศเงียบสงบน่าเกรงขาม
หลังจากเกิดคดีนี้ขึ้น คนของกรมอาญา ที่ว่าการเมืองหลวง และกององครักษ์หน่วยจินอู๋ต่างก็รีบรุดกันมา
เจ้ากรมลำดับหลักขั้นสามของกรมอาญาถูกฆาตกรรมในจวน และฆาตกรยังจุดไฟเผาศพอย่างสยดสยอง การกระทำช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก ทุกคนต่างอกสั่นขวัญแขวน กลั้นหายใจนิ่งเงียบ ไม่กล้าพูดอะไร
บรรยากาศน่าอึดอัด ทุกคนต่างจับจ้องไปยังเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพและเซี่ยจิ่งซีในชุดขุนนางสีม่วงที่อยู่ตรงกลางอย่างไม่ละสายตา
“ตุลาการใหญ่เซี่ย…” น้ำเสียงวิตกกังวลของผู้ว่าการหลี่ดังมาจากด้านหลัง เขาลูบเคราที่เกือบจะถูกลูบจนโล้นแล้วถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ผู้ตาย…คือเจ้ากรมเฉินจริงๆ หรือ”
เซี่ยจิ่งซีลุกขึ้น หันไปคายขิงสดที่อมอยู่ในปากทิ้ง ใช้น้ำบ้วนปากแล้วจึงตอบว่า “จริง”
คำเดียวสั้นๆ แต่ได้ใจความ ไม่มีคำพูดไร้สาระแม้แต่น้อย
มือของผู้ว่าการหลี่สั่นเทา เคราที่เดิมทีก็บางอยู่แล้วถูกดึงหลุดออกอีกหลายเส้น หน้าเสียทันใด
“วิธีการก่อเหตุของฆาตกรผู้นั้นได้รับการยืนยันแล้วหรือยัง”
เซี่ยจิ่งซีก้มหน้าลงเช็ดคราบน้ำหลังจากล้างมือเสร็จ พูดอย่างตรงไปตรงมา “บาดแผลจากของมีคมที่หน้าอกนั้นเป็นบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตาย หลังจากตายแล้วจึงมัดศพก่อนจะเผา”
“อา…เช่นนี้…”
เมื่อทุกคนในที่นั้นได้ยินดังนั้นก็ไม่มีใครที่ไม่ส่ายศีรษะอย่างพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
ต้าโจวปกครองบ้านเมืองด้วยจริยธรรมและกฎหมาย หากนักโทษประหารไม่ได้กระทำผิดขั้นรุนแรงล้วนได้รับการรักษาศพให้สมบูรณ์ ดังนั้นการทำลายศพจึงถือเป็นความผิดร้ายแรง ตามกฎหมายแล้วผู้ที่ทำลายศพอย่างรุนแรงจะถูกลงโทษโดยใช้โทษตามกฎหมายฆ่าคนตายโดยวิวาทเป็นบรรทัดฐาน แล้วลดขั้นโทษลงหนึ่งระดับ ยิ่งไปกว่านั้นเหยื่อในครั้งนี้ยังไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นถึงเจ้ากรมอาญา
ทำงานพิพากษามาตลอดชีวิต แต่ตายไปแล้วกลับได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ หากดวงวิญญาณของเจ้ากรมเฉินบนสวรรค์ยังอยู่ คงจะรู้สึกว่าถูกเหยียดหยามและอาจจะโกรธจนลุกขึ้นมานั่งในโลงศพ สิ่งที่ยุ่งยากยิ่งกว่านั้นก็คือคดีฆาตกรรมนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจ้ากรมเฉินเพียงคนเดียวเท่านั้น
หากวิธีการฆาตกรรมที่อนุมานไว้ก่อนหน้านี้ถูกต้องก็มีความเป็นไปได้สูงว่าฆาตกรจะเป็นคนเดียวกันกับคดีที่เจ้าเมืองเฟิงโจวถูกฆาตกรรมเมื่อต้นปี หลังจากฆาตกรในตอนนั้นถูกจับกุมตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนก็ถูกฮ่องเต้ตัดสินให้ประหารชีวิตทันที อีกทั้งคดีดังกล่าวมีเสิ่นฟู่เสนาบดีฝ่ายขวาฝ่ายบริหารที่เพิ่งเสียชีวิตไปไม่นานเป็นผู้ทำคดีด้วยตนเอง
คราวนี้ก็แย่แล้ว คดีหนึ่งได้ทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย แวดวงขุนนางทั่วทั้งเมืองเฟิงจิงไม่มีใครอยู่เป็นสุขแม้แต่คนเดียว
ภายในห้องพิจารณาคดีใหญ่เต็มไปด้วยความหดหู่ บรรดาใต้เท้าที่อ่อนไหวต่างไม่รู้จะทำอย่างไร จึงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
“ใต้เท้า!”
มีเสียงรายงานด่วนดังมาจากด้านนอก ทุกคนต่างตกใจและมองไปทางเจ้าหน้าที่ผู้นั้นโดยพร้อมเพรียงกัน เห็นเขาหายใจหอบถี่ เนื่องจากยืนไม่มั่นคงจึงล้มลงไปกองกับพื้นในศาล เกือบจะทับร่างของเจ้ากรมเฉินจนยุบลงไป โชคดีที่คนข้างๆ มือไวตาไวประคองเขาไว้ ทว่าเขาไม่มีเวลาที่จะขอบคุณ ได้แต่คุกเข่าลงกับพื้นแล้วพูดเสียงหอบ
“ข้าง…ข้างนอกมีคน ไม่ใช่! เจาผิงจวิ้นจู่ เจาผิงจวิ้นจู่ไม่สนใจการสกัด บุก…บุก…บุกเข้ามา…”
โดยไม่รอให้เขาพูดคำว่า ‘บุก’ ครั้งที่สามจบก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากลานมืดมิดด้านนอกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามห้องพิจารณาคดีใหญ่
ทันทีที่ประตูสีแดงบานใหญ่เปิดออก แสงเทียนที่สั่นไหวหลายดวงก็สะท้อนเข้าสู่ม่านตา องครักษ์ที่ฝีเท้าพร้อมเพรียงจัดขบวนเป็นสองฝั่ง สกัดเจ้าหน้าที่ที่มาหลังจากได้ยินข่าวไว้ข้างหลังอย่างรวดเร็ว
เปลวไฟที่ส่องสว่างทอดตัวยาวออกไป ปูเป็นทางเดินที่ยาวและตรงดุจเดียวกับสะพานนกกางเขนที่นกกางเขนสร้างให้กับหนุ่มเลี้ยงวัวและสาวทอผ้าในเทศกาลชีซี เพื่อเชื่อมโยงคนสองคนที่อยู่สุดทางเข้าหากันอย่างเงียบงัน
เมื่อเสิ่นเจาเหยียนเหลือบตาขึ้น สิ่งที่นางเห็นก็คือร่างสูงเพรียวที่ยืนอยู่ตรงกลางซึ่งห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว ท่ามกลางแสงเทียนในห้องดุจดาวล้อมเดือน
เขาสวมชุดขุนนางสีม่วงคาดเข็มขัดหยก สง่างามดุจนกกระเรียน มั่นคงดั่งต้นสน ใบหน้าของเขาอ่อนโยน ไม่คมไม่บาดตา แต่ดวงตากลับเย็นชา โดยเฉพาะขณะจ้องมองนางอย่างเงียบๆ เช่นนี้ ความอ่อนโยนที่แสดงออกมาภายนอกนั้นจะเผยให้เห็นความเย็นชาที่ถูกซ่อนไว้เป็นเวลานาน ลักษณะพิเศษที่โดดเด่นกว่าใครนี้ เห็นเพียงแวบเดียวก็ยากจะลืมเลือน
ดวงตาสั่นไหว ร่างที่อยู่ตรงหน้าทับซ้อนกับบุรุษที่สวมชุดแต่งงานในพิธีแต่งงานวันนั้น เดิมทีนางคิดว่าที่วันนั้นเห็นเขาน่ามองคงเป็นเพราะแสงเทียนที่งดงาม คิดไม่ถึงว่าเวลานี้แม้เขาจะสวมชุดพิธีการที่ดูภูมิฐานโอ่อ่าเกินจริงก็ยังคงสามารถดึงดูดสายตาผู้อื่นได้
“ข้า…ข้าน้อยคารวะจวิ้นจู่”
ผู้ที่อยู่ในศาลวันนี้ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์อยู่ในแวดวงขุนนางมานาน ประการแรกพวกเขารู้ฐานะของเสิ่นเจาเหยียน ประการที่สองพวกเขารู้จักหลักการรู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี
เมื่อครู่ตอนพบว่าคดีนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่เมืองเฟิงโจวก็ได้คาดการณ์ถึงเรื่องนี้ไว้แล้ว เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าการข่าวของเจาผิงจวิ้นจู่จะรวดเร็วเช่นนี้
ไม่มีใครพูดอะไรสักคำ และเสิ่นเจาเหยียนก็หยุดการเคลื่อนไหวของทหาร นางเพียงยืนเผชิญหน้ากับเซี่ยจิ่งซี มองเขาโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ จนกระทั่งได้ยินคำว่า “คารวะจวิ้นจู่”
ท่าทีของเขาสุภาพอ่อนน้อม สง่างาม แต่ดวงตาและน้ำเสียงนั้นกลับเย็นชาห่างเหิน เสิ่นเจาเหยียนรู้สึกไม่พอใจ
แม้การหมั้นหมายของพวกเขาก่อนหน้านี้จะเป็นไปตามคำสั่งของบิดามารดา แต่ก่อนแต่งงานทั้งคู่ได้พบกันเพียงครั้งเดียว และครั้งนั้นเสิ่นเจาเหยียนก็แค่มองเขาจากระยะไกล ข้ามสะพานชวีเจียงเท่านั้นเอง
วันนั้นมีงานชุมนุมกวีของสำนักราชบัณฑิตพอดี คนผู้นี้สวมชุดคลุมสีขาวนวล เนื่องจากเขากำลังโต้แย้งกับคนอื่นเรื่องการใช้ถ้อยคำในบทกวี ถึงกล่าวว่าเป็นการโต้แย้ง แต่ความจริงหาได้เป็นเช่นนั้น กิริยาท่าทางของเขาสง่างามตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ทุกการเคลื่อนไหวภูมิฐานผ่าเผย ไม่รีบไม่ร้อน พูดจาชวนฟัง แต่กลับทำให้บัณฑิตของสำนักราชบัณฑิตหลายคนที่ถูกเขาจ้องจับผิดโกรธแค้นจนคอแดงก่ำ
เสิ่นเจาเหยียนคิดว่าในเมืองเฟิงจิงนี้นอกจากนางแล้วก็คงเป็นคนผู้นี้นี่ล่ะที่น่าเบื่อหน่ายที่สุด เพียงแค่ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในใจ ก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดคำปฏิเสธการแต่งงานที่คิดเตรียมไว้ในปากจึงกลายเป็นคำว่า ‘ตกลง’ ไปเสียได้ และคำตอบนี้ก็ทำให้เสิ่นฟู่บิดาของนางตกใจเป็นอย่างยิ่ง
ถึงอย่างไรการแต่งงานของนางก็ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของครอบครัวอยู่แล้ว บรรดาคุณชายที่ชาติตระกูลโดดเด่นในเมืองเฟิงจิงเหล่านั้น คงจะมีเพียงซื่อจื่อของเซี่ยเจาติ้งกั๋วกงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถทำให้นางรู้สึกสนใจได้บ้าง
แต่ตอนนี้เสิ่นเจาเหยียนนึกขึ้นมาได้ว่านับตั้งแต่บิดาเสียชีวิตเมื่อสามเดือนก่อน และหลังจากพิธีแต่งงานของนางกับเขาหยุดชะงักกลางคัน นางก็ไม่เห็นคนผู้นี้อีกเลย
แม้ว่านางจะไม่ได้ไยดีต่อการแต่งงานที่ถูกแย่งชิงมากลางคันครั้งนี้ แต่ไหนแต่ไรมามีเพียงสิ่งที่นางเป็นฝ่ายไม่ชอบหรือเบื่อหน่ายเองเท่านั้นที่จะถูกละทิ้งไป แต่คนที่ทำเป็นไม่แยแสนางอย่างเซี่ยจิ่งซีนี้ เสิ่นเจาเหยียนเพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกจริงๆ ดังนั้นเมื่อรวมความแค้นใหม่และความแค้นเก่าเข้าด้วยกัน นางจึงไม่คิดที่จะเหลือทางรอดไว้ให้เขาเลยแม้แต่น้อย
เสิ่นเจาเหยียนยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ไม่ได้บอกให้พวกเขาไม่ต้องมากพิธี แต่เดินไปนั่งในศาลแล้วจึงเอ่ยว่า “ข้าได้ยินข่าวคดีสะเทือนขวัญในเมืองหลวง รู้สึกเป็นห่วง จึงได้มาฟังการไต่สวนคดีโดยเฉพาะ คิดว่าใต้เท้าทุกท่านคงไม่ถือสา”
ทุกคนพากันกลืนน้ำลาย คิดว่าถึงแม้จะถือสาก็คงไม่มีใครกล้าพูด ดังนั้นพวกเขาจึงก้มหน้าแสร้งตายไปเสียเลย
ภายในห้องพิจารณาคดีใหญ่เงียบสงัดไปชั่วขณะ จนกระทั่งมีเสียงเย็นชาดังออกมาจากในหมู่ขุนนาง “หวังว่าจวิ้นจู่จะคิดให้รอบคอบ”
เสิ่นเจาเหยียนหรี่ตาลงเล็กน้อย มองมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย เห็นเซี่ยจิ่งซีเงยหน้าขึ้นมองนาง ในดวงตาที่สงบนิ่งคู่นั้นเผยให้เห็นความสับสนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดนางถึงรู้สึกมีความสุขขึ้นมา จึงเอียงศีรษะและส่งเสียง “อืม” แสดงให้รู้ว่าตนเองฟังไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทว่าเซี่ยจิ่งซีกลับไม่ยอมอ่อนข้อแต่ก็ไม่แข็งกร้าว ค้อมกายคำนับแล้วพูดอย่างตรงไปตรงมา “คดีนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับเสนาบดีเสิ่นบิดาผู้ล่วงลับของจวิ้นจู่ หากจวิ้นจู่อยู่ด้วย เกรงว่าจะมีผลต่อการตัดสินใจของผู้ทำคดี…”
“อ้อ?” เสิ่นเจาเหยียนขัดจังหวะการพูดของเขา ยิ้มหวานแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นข้ายิ่งต้องฟัง”
ทันทีที่พูดออกไปเช่นนี้ ภายในห้องก็เงียบกริบ ทุกคนไม่กล้าหายใจแรง เกรงว่าความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบต่อพวกเขา
“จวิ้นจู่” จริงดังคาด น้ำเสียงของเซี่ยจิ่งซีเย็นชาลงเล็กน้อย
“เฮ้อ…” ไม่รอให้เซี่ยจิ่งซีพูดอะไรอีก เสิ่นเจาเหยียนก็เอ่ยขึ้นว่า “ได้ยินมาว่าวิธีการก่อเหตุของฆาตกรในคดีนี้เหมือนกับคดีที่ท่านพ่อของข้าเคยตัดสินที่เมืองเฟิงโจวเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ คดีนี้เกี่ยวข้องกับบิดาผู้ล่วงลับของข้า ก็เท่ากับเกี่ยวข้องกับสกุลเสิ่นของข้า ในเมื่อเกี่ยวข้องกับสกุลเสิ่นของข้า ก็เท่ากับเกี่ยวข้องกับตัวข้าด้วย ในฐานะที่อาจจะตกเป็นเหยื่อ เหตุใดข้าจึงไม่มีคุณสมบัติที่จะร่วมฟังด้วยเล่า”
คำพูดที่เต็มไปด้วยเหตุและผลที่บิดเบี้ยว เอ่ยออกมาแล้วก็ทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นต่างตกตะลึง
“ถ้าเช่นนั้นจวิ้นจู่ต้องการจะทำอย่างไร” เซี่ยจิ่งซีเอ่ยถาม
“ชันสูตรศพ”
“เมื่อครู่ได้ชันสูตรศพไปแล้ว บันทึกอยู่ในนี้ทั้งหมด”
เสิ่นเจาเหยียนผลักบันทึกชันสูตรศพที่เสมียนส่งมาให้ออกไป มองเซี่ยจิ่งซีแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้ามั่นใจได้อย่างไรว่าวิธีการก่อเหตุของทั้งสองคดีนั้นเหมือนกัน”
“ข้าน้อยได้เปรียบเทียบกับรายงานของคดีที่เมืองเฟิงโจวแล้ว”
“อ้อ…” เสิ่นเจาเหยียนแสร้งทำเป็นเข้าใจทันทีแล้วถามอีกว่า “ถ้าเช่นนั้นตุลาการใหญ่เซี่ยสามารถรับรองได้หรือไม่ว่ารายงานการชันสูตรศพนั้นละเอียดถี่ถ้วนและสอดคล้องต้องกันทุกประการ ไม่มีเรื่องเล็กน้อยใดๆ ที่ตกหล่นไปเลย?”
“สิ่งที่สังเกตเห็นได้บันทึกไว้หมดแล้ว”
“แล้วสิ่งที่ไม่ได้สังเกตเห็นเล่า” เสิ่นเจาเหยียนซักถามอย่างไม่ลดละ
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ทุกคนต่างรู้แล้วว่าเสิ่นเจาเหยียนกำลังจ้องจับผิด
เซี่ยจิ่งซียังไม่ทันตอบ ในที่สุดเผยเจินองครักษ์พกดาบแห่งศาลต้าหลี่ก็หมดความอดทน จึงเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ไม่เห็นแล้วจะบันทึกได้อย่างไร จวิ้นจู่ทำเช่นนี้เป็นการจงใจกลั่นแกล้งพวกเราหรือ”
ภายใต้การจ้องมองของเซี่ยจิ่งซี เผยเจินจึงหยุดพูดด้วยความขุ่นเคือง
ส่วนเสิ่นเจาเหยียนนั้นไม่เพียงไม่โกรธ แต่ยังเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นการแนะนำอย่างใจเย็น พูดกับเซี่ยจิ่งซีว่า “ข้าไม่ได้จ้องจับผิด เพียงแต่การทำงานมักจะเกิดความผิดพลาดโดยไม่ทันระวังได้ ใต้เท้าบอกว่าในบันทึกจะบันทึกเฉพาะประเด็นสำคัญของการชันสูตรศพเท่านั้น และจะละเว้นรายละเอียดที่ไม่สำคัญบางส่วน แต่เหตุใดใต้เท้าจึงได้…”
“จวิ้นจู่คิดจะทำอย่างไรกันแน่” ในที่สุดน้ำเสียงยามเอ่ยถามก็เริ่มแฝงอารมณ์โกรธ
เสิ่นเจาเหยียนไม่เกรงใจแม้แต่น้อย ฉวยโอกาสพูดเหมือนได้คืบจะเอาศอก “เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพคดีที่เมืองเฟิงโจวข้าได้หาตัวมาให้แล้ว พวกเราให้เขาชันสูตรต่อหน้าทุกคนอีกครั้ง”
นางพูดจบ บุรุษที่สวมเสื้อตัวสั้นผ้าหยาบๆ ผู้หนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามาจากด้านนอก
ทุกคนต่างนิ่งเงียบกันหมด
ดูจากท่าทีเช่นนี้ของจวิ้นจู่แล้ว คืนนี้หากศพนี้ไม่ได้ถูกชันสูตรอีกครั้ง ใครก็อย่าคิดที่จะไปจากศาลต้าหลี่แห่งนี้…
ผู้ว่าการหลี่ประคองเอวพลางถอนหายใจยาว กังวลว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่จนถึงสิ้นอายุราชการหรือไม่ ทว่าเพิ่งถอนหายใจเพียงครึ่งเดียว น้ำเสียงเย็นชาและสงบนิ่งของตุลาการใหญ่เซี่ยก็ดังขึ้น
“สามารถชันสูตรอีกครั้งก็ได้ แต่จวิ้นจู่ต้องรับปากว่าหากผลการชันสูตรศพสอดคล้องตรงกับผลเดิม นับจากนี้เป็นต้นไปท่านห้ามใช้วิธีการใดๆ มาแทรกแซงการพิจารณาคดีนี้อีก หากฝ่าฝืนจะถูกลงโทษฐานสร้างความวุ่นวายในราชสำนัก” สีหน้าเซี่ยจิ่งซีจริงจัง เอ่ยเน้นย้ำทีละคำ “จวิ้นจู่คิดดีแล้วหรือ”
มืออ่อนนุ่มสีขาวอมชมพูลูบผ่านเนื้อผ้าที่ปักลายนกแก้ว ภายใต้แสงเทียนเจิดจ้าเสิ่นเจาเหยียนแย้มยิ้ม รับคำว่า “ตกลง” เมื่อประสบผลตามที่หวังไว้
นางพูดจบ เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพจากเฟิงโจวก็เริ่มการชันสูตรอีกครั้งต่อหน้าทุกคน
“ผู้เสียชีวิตเป็นชาย อายุมากกว่าห้าสิบปี บาดแผลถูกแทงด้วยของมีคมบริเวณหน้าอกหลายแห่ง คาดว่าเป็นบาดแผลทำให้ถึงแก่ความตาย…หลังจากเสียชีวิต มือและเท้าของเขาถูกมัดติดกับเสาแล้วเผา เครา เส้นผม และขนคิ้วถูกเผาทั้งหมด ในปากและจมูกมีขี้เถ้าเล็กน้อย แขนขาขดงอหรือกล้ามเนื้ออาจจะหดตัวหลังจากถูกไฟไหม้ ส่งผลให้ข้อต่อ…”
ขณะฟังรายงานการชันสูตรของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพ แววตาของเสิ่นเจาเหยียนก็หม่นหมองลงทุกที
เมื่อหกเดือนก่อนเจ้าเมืองเฟิงโจวเสียชีวิตอย่างกะทันหันในบ้าน วิธีการของฆาตกรโหดเหี้ยม เหยื่อถูกปล่อยให้เลือดออกก่อน จากนั้นก็ถูกมัดมือมัดเท้าไว้ในห้องนอน หลังจากเหยื่อเสียชีวิตแล้วฆาตกรจึงเผาศพ หากพูดตามเหตุผลแล้ว การฆ่าก่อนแล้วจึงเผาศพก็เพื่อปกปิดความผิดและทำลายหลักฐานเท่านั้น แต่จุดประสงค์ของฆาตกรรายนี้กลับตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเปลวไฟที่ลุกไหม้และควันหนาได้ดึงดูดบ่าวรับใช้ในจวนอย่างรวดเร็ว และเขาก็มีความผิดเพิ่มขึ้นอีกจากการฆ่าคนแล้วทำลายศพ การกระทำที่โหดเหี้ยมทำให้ราชสำนักให้ความสนใจ แต่เนื่องจากความสามารถของที่ว่าการเมืองท้องถิ่นมีจำกัด ส่งผลให้หลังจากเกิดเหตุหนึ่งเดือน การสืบสวนจึงไม่มีความคืบหน้าใดๆ เลย ในฐานะเสนาบดีฝ่ายขวาผู้ควบคุมดูแลสามกรมอันได้แก่กรมทหาร กรมอาญา และกรมโยธา เสิ่นฟู่จึงได้รับคำสั่งให้ไปทำการสืบสวนที่เฟิงโจวด้วยตนเอง
และเสิ่นฟู่ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ด้วยความพยายามของเขาคดีนี้จึงได้รับความกระจ่างในหนึ่งเดือนต่อมา ฆาตกรก็คือบุตรชายคนโตของเจ้าเมืองเอง เนื่องจากคนรู้จักเป็นผู้ก่อคดี ดังนั้นในขณะก่อเหตุฆาตกรรมประตูและหน้าต่างจึงยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ฆาตกรลงมือในขณะที่เหยื่อกำลังหลับสนิท โดยใช้หมอนปิดปากและจมูกก่อนเพื่อป้องกันเหยื่อร้องขอความช่วยเหลือ จากนั้นจึงใช้กริชสั้นที่พกติดตัวแทงจุดสำคัญติดต่อกันหลายครั้ง แต่สิ่งที่ทำให้ผู้คนประหลาดใจก็คือฆาตกรปฏิเสธที่จะยอมรับความผิดตลอดมา ตามคำบอกเล่าของคนในครอบครัว ฆาตกรมีความบกพร่องทางร่างกายมาแต่กำเนิด ต้องกินยารักษาเป็นเวลานานหลายปี และเนื่องจากร่างกายอ่อนแอ เจ้าเมืองจึงรักและทะนุถนอมบุตรชายคนโตผู้นี้มาโดยตลอด การที่ฆาตกรก่อเหตุฆาตกรรมจึงนับว่าขาดแรงจูงใจ แต่เนื่องจากมีทั้งพยานและหลักฐานทางกายภาพ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ ในที่สุดบุตรชายคนโตจึงถูกลงโทษตามกฎหมาย ส่วนเสิ่นฟู่นั้นก็ประสบเหตุดินโคลนถล่มระหว่างทางเนื่องจากการสืบสวนคดีนี้ และได้เสียชีวิตระหว่างเดินทางกลับเมืองหลวงเมื่อสามเดือนก่อน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ก็เหมือนเข็มที่ทิ่มแทงหัวใจ เสิ่นเจาเหยียนหัวใจเต้นแรงและค่อยๆ ได้สติกลับคืนมา
ภายในห้องพิจารณาคดีใหญ่ การชันสูตรของเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว
“ที่บริเวณหน้าอกจะเห็นบาดแผลจากของมีคม เนื้อบริเวณบาดแผลนูนขึ้นมา จึงอาจจะสงสัยได้ว่าเป็นบาดแผลที่ทำให้ถึงแก่ความตาย…”
ถูกแทงขณะนอนหลับ ประตูหน้าต่างไม่ถูกแตะต้อง ของมีคมทำให้ถึงแก่ความตาย หลังจากตายแล้วเผาทำลายศพ…ผลการชันสูตรศพครั้งที่สองนี้ตรงกับรายงานของทางการครั้งก่อนทุกประการ
เสิ่นเจาเหยียนฟังพร้อมกับกำนิ้วแน่นจนข้อนิ้วซีดขาวเล็กน้อย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ชันสูตรศพรายงานผลการชันสูตรประเด็นสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้ว ภายในห้องก็เริ่มเข้าสู่ความเงียบงันอย่างประหลาด
ส่วนเสิ่นเจาเหยียนเพียงนั่งอย่างสงบโดยไม่แสดงท่าทีใดๆ กับผลการชันสูตรเลย
แน่นอนว่าภายในห้องพิจารณาคดีใหญ่ย่อมไม่มีใครคิดจะหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว
“จวิ้นจู่” ในที่สุดเผยเจินก็อดพูดด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวไม่ได้ “ผลการชันสูตรศพออกมาแล้ว ถึงแม้พวกเราจะเข้าใจความรู้สึกคับข้องใจแทนบิดาของจวิ้นจู่ แต่สิ่งที่จวิ้นจู่รับปากก่อนหน้านี้ หวังว่าท่านจะไม่ผิดคำพูด”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 23 ก.ย. 69
Comments
comments
No tags for this post.