บทที่ 61 ระบำเฟยเทียน
เดิมทีตอนที่เห็นซานฉาเหินวนหลายรอบไม่ร่อนลงพื้นเสียทีนั้นหมิงหวาฉังนึกว่านี่เป็นท่าระบำที่อีกฝ่ายออกแบบไว้ จวบจนแถบแพรแดงบังเกิดเสียงฉีกขาด ซานฉาควบคุมไม่ทันจนร่วงลงจากกลางอากาศ หมิงหวาฉังจึงค่อยตระหนักได้ว่าเกิดเรื่องแล้ว
ผู้คนชั้นล่างต่างร้องอุทาน หมิงหวาฉังเองก็รีบวิ่งลงบันไดมุ่งไปยังโถงใหญ่ ทว่าด้วยความร้อนใจ มิหนำซ้ำบันไดก็ทั้งแคบเล็กและมืดทึม ตอนที่เหลือไม่กี่ขั้นสุดท้ายนางจึงพลั้งเหยียบพลาด ถลาลงพื้นทันที
นางหลับตา ตอนนี้เองก็มีมือคู่หนึ่งยื่นมาจากด้านข้าง รับนางไว้ได้อย่างมั่นคง นางตกตะลึงเงยหน้าขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาซึ่งบรรจุด้วยธารดารากับความฝันที่งดงาม
จู่ๆ นางก็สามารถเข้าใจฉากในละครที่สตรีมักขอมอบกายใจทดแทนคุณผู้ช่วยชีวิต ต่อให้ชั่วขณะนี้เขาแปลงโฉมจนดูสามัญ ทว่าแววตาที่หนักแน่น ฝ่ามือที่ทรงพลัง และท่วงทีที่สุขุมเยือกเย็นของเขาก็เพียงพอจะมอบความสบายใจให้นางได้มากยิ่งกว่ารูปโฉมที่ไม่เที่ยงแท้
ครั้นนึกได้ว่าเมื่อครู่เขาอาจจะเห็นนางสวมบทสตรีปากคอเราะรายทะเลาะกับผู้อื่น นางก็ทำหน้าจืดเจื่อนอย่างหาได้ยาก เขาช่วยประคองจนนางยืนได้อย่างมั่นคง จากนั้นก็ได้ยินเขากำชับเสียงเบา
“มองทางด้วย อย่าซุ่มซ่าม”
รูปโฉมเปลี่ยนกันได้ แต่เสียงกลับไม่อาจเปลี่ยน เสียงของหมิงหวาจางทั้งเบาและทุ้มราวกับกระแสไฟแล่นทะลุใบหูนาง ทำให้ใบหน้านางแดงก่ำอย่างทึ่มทื่อ นางผงกศีรษะให้เขาเล็กน้อย ไม่กล้ามองเขาต่อ จึงเบนสายตามองไปยังตรงกลางเวที
ตอนนี้บนเวทีมีคนเนืองแน่น เนื่องจากแถบแพรแดงฉีกขาดกะทันหันขณะซานฉาแสดงระบำ อีกทั้งท่วงท่าของนางเคลื่อนไหวใหญ่โต พอร่วงลงมาจึงแตกตื่นไปทั้งหอ แม่เล้า สาวใช้ และพวกแม่นางพากันมามุงดู
เคราะห์ดีที่ซานฉาร่วงห่างจากพื้นไม่ไกลจึงไม่ได้เป็นอะไรร้ายแรง ทว่านางกรีดร้องว่าเจ็บไม่ขาดปาก คงจะบาดเจ็บถึงกระดูก
เจียงหลิงวิ่งลงมาจากบันไดอีกด้านพร้อมกับเหรินเหยา เอ่ยถามอย่างเร่งร้อน “เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจู่ๆ ถึงตกลงมาได้”
ซานฉาเป็นดาวรุ่งที่แม่เล้าเสียเงินก้อนโตบ่มเพาะมา นอกจากตัวซานฉาเองแล้ว แม่เล้าน่าจะเป็นคนที่สองในหอที่ไม่อยากให้ซานฉาเกิดเรื่อง ตอนนี้จึงตีโพยตีพายอยู่ข้างกายซานฉา เหรินเหยาถูกสตรีกลุ่มหนึ่งก่อกวนจนปวดหู ในที่สุดก็เอ่ยอย่างเหลืออด
“หยุดทำเสียงหนวกหูกันเสียที หลีกไป!”
พวกสตรียังคงเอาแต่พูดไม่หยุด ไม่มีใครสนใจไยดีเหรินเหยาทั้งสิ้น เจียงหลิงจึงระบายลมหายใจแล้วตวาดเสียงดัง
“หุบปากให้หมด หลีกไป!”
พอเจียงหลิงตวาดก็เห็นผล ในโถงใหญ่เงียบกริบทันตา พวกแม่นางเห็นหน้าเจียงหลิงล้วนหัวไวเปิดทางให้เขา เจียงหลิงแค่นเสียงอย่างไม่แยแส ก่อนหันไปบอกเหรินเหยาอย่างใส่ใจ
“เจ้ามาเถิด”
เหรินเหยาเหลือบมองเจียงหลิงคราหนึ่งอย่างหัวเสีย เดินก้าวยาวๆ ไปถึงตรงหน้าซานฉาแล้วคว้าข้อเท้าอีกฝ่ายทันทีโดยไม่เกรงใจ ทำให้ซานฉากรีดร้องออกมา
เสียงของซานฉาทั้งแหลมสูงและดังสนั่น เหรินเหยารับแรงโจมตีในระยะใกล้ แก้วหูจึงสะเทือนจนลั่นอึงอล นางขมวดคิ้ว ขณะที่ตั้งใจจะอดทนให้ผ่านพ้นไป ข้างหูก็พลันปกคลุมด้วยไออุ่นร้อน
ครั้งนี้เรียกได้ว่าขวัญหาย เหรินเหยารีบสลัดสองมือที่จู่ๆ ก็มาป้องหูตนเองแล้วหันไปมองด้วยความตื่นตระหนก เจียงหลิงยืนอยู่ข้างหลังนาง เลิกคิ้วอย่างฉงนสงสัย
“เป็นอะไร เจ้าไม่รำคาญว่าหนวกหูหรือ เช่นนั้นข้าป้องหูตนเองแล้วกัน”
เหรินเหยาราวกับถูกโยนขึ้นไปติดคาอยู่บนที่สูง ลมหายใจจุกอก มีเรี่ยวแรงทว่าไร้ที่จะให้ใช้ ทำได้เพียงถลึงตาอย่างฉุนเฉียวใส่เจียงหลิง บอกเขาอย่างดุดัน
“อย่ามือไม้รุ่มร่าม”
เจียงหลิงแค่นเสียง ก่อนป้องหูตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ พอหมิงหวาฉังเบียดแทรกฝูงชนเข้ามาได้ค่อยเห็นว่าเหรินเหยากำลังบีบคลึงน่องของซานฉา ซานฉายังคงส่งเสียงแหลมกึกก้องเป็นระยะ ส่วนเจียงหลิงยืนชมเรื่องสนุกอยู่ด้านข้าง สองมือป้องหูกอดศีรษะราวหมีซู่ไต้* กำลังกอดต้นไม้
ทำท่าอะไรของเขา หมิงหวาฉังรู้สึกว่าพิลึกจึงกวาดตามอง เจียงหลิงเห็นสายตาที่นางมองมาก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“มองข้าเพื่ออันใด เจ้าไม่มีมือหรือไร”
หมิงหวาฉังเผยแววตาดุร้าย ถลึงตาใส่เจียงหลิงเป็นเชิงตักเตือน ก่อนมองไปทางเหรินเหยา “เป็นอย่างไรบ้าง หนักหนาหรือไม่”
เหรินเหยาฝึกยุทธ์มาแต่เล็ก หกล้มจนชินชา ถึงขั้นจัดกระดูกให้ตนเองได้สบายๆ นางไล่บีบจากกระดูกน่องของซานฉาไปจนถึงหลังเท้าก่อนตอบ
“ไม่เป็นไร แค่แผลภายนอก พักฟื้นไม่กี่วันก็หายแล้ว”
ซานฉาถามอย่างเคร่งเครียด “ไม่กระทบยามข้าแสดงระบำกระมัง”
เหรินเหยาตอบตามความสัตย์จริง “ระบำทั่วไปไม่กระทบ แต่ระบำอย่างวันนี้…เกรงว่าจะอันตรายอยู่บ้าง หนึ่งเดือนจากนี้พักฟื้นให้เต็มที่เสียก่อน หากเอ็นยึดฟื้นฟูได้ดี…ก็คงจะไม่มีปัญหา”
ซานฉาฟังแล้วในใจก็ระทดท้อดุจขี้เถ้าที่เย็นชืด นางสะอึกสะอื้นร่ำไห้ “เหตุใดชีวิตข้าถึงอาภัพเช่นนี้ ระบำชุดนี้ข้าตรากตรำฝึกฝนมาสามปี ไม่ง่ายกว่าจะฝึกฝนสำเร็จ เพิ่งแสดงไปครั้งเดียวกลับเสียหายย่อยยับ ต่อไปข้าจะทำเช่นไรดีเล่า…”
ซานฉาร่ำไห้ แม่เล้าได้ยินก็อยากจะร่ำไห้ตาม เหรินเหยานึกไม่ถึงว่าแค่ตนเองพูดออกไป เรื่องราวจะใหญ่โตถึงเพียงนี้ จึงเอ่ยอย่างวางหน้าไม่สนิท
“นี่หมายถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เจ้ายังสาว ฟื้นฟูได้แน่”
“ข้าอายุสิบหกปีแล้ว ขืนยังสร้างชื่อไม่ได้ ในหอเทียนเซียงจะมีที่ให้ข้าซุกหัวนอนอีกหรือ” ความเศร้าผุดขึ้นกลางใจ ซานฉายิ่งร่ำไห้ยิ่งสะเทือนอารมณ์ พวกพี่ๆ น้องๆ ในหอแม้มาห้อมล้อมรอบตัวนาง ทว่าคำปลอบโยนล้วนส่งเดชยิ่งนัก บางคนถึงขั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังยินดีในคราวเคราะห์ของนางอยู่
หมิงหวาฉังกวาดตามองสีหน้าของผู้คนอย่างแนบเนียนก่อนถาม “ซานฉา ข้าเห็นตอนที่เจ้าอยู่ข้างบนสุดควบคุมท่วงท่าได้ดังใจ เหตุใดตอนอยู่ข้างล่างกลับตกลงมาได้เล่า”
ซานฉาสะอื้นพลางตอบ “ข้าเองก็ไม่รู้ เดิมทีข้าคิดจะลงพื้น แต่วันนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ไม่เหมือนกับที่ข้าฝึกสักนิด ทำอย่างไรปลายเท้าก็เหยียดไม่ถึงพื้นเสียที”
หลังจากหมิงหวาจางรับตัวหมิงหวาฉังไว้ก็หายตัวไป ทั้งที่ร่างเขาสูงเพียงนั้น เดินไปตามมุมมืดถึงกับไม่มีคนสังเกตเห็นเขา ขณะที่ฝูงชนพากันห้อมล้อมซานฉา เขามองสำรวจคานเหนือศีรษะอย่างไร้สุ้มเสียง จากนั้นก็เดินไปยังจุดที่อยู่ใต้คาน ก้มเก็บแถบแพรแดงที่ร่วงกองอยู่
นิ้วมือของเขาเย็นเฉียบเรียวยาว พอกดลงในกองแพรแดงยิ่งถูกขับเน้นให้แลดูคล้ายหยก เขาพลิกหาอย่างละเอียด ไม่นานนักนิ้วมือก็ชะงักเล็กน้อย ลูบคลำขอบผ้าช้าๆ
จริงด้วย เขาคาดเดาไม่ผิด แถบแพรแดงส่วนนี้ถูกคนเล่นอุบายเสียแล้ว เขาพิจารณาขอบผ้าอย่างถี่ถ้วน เส้นด้ายตรงนั้นกระตุกไปในทิศทางเดียวกันเหมือนถูกของมีคมตัดขาด
ดังนั้นจะต้องมีใครบางคนตัดแถบแพรแดงที่ซานฉาใช้ระบำให้สั้นลงช่วงหนึ่ง เมื่อนางกระโดดหอลงมาเท้าย่อมไม่อาจเหยียดถึงพื้น ถูกบีบคั้นให้หมุนวนกลางอากาศซ้ำๆ จนกระทั่งแถบแพรแดงทานรับไม่ไหวฉีกขาดกลางคัน
นี่จะเกี่ยวข้องกับคดีสังหารจางจื่ออวิ๋นเมื่อคืนหรือไม่ ที่แท้เป็นการจัดการบางอย่างของฆาตกรหรือเป็นการเอาคืนซานฉาเพราะนางล่วงเกินผู้อื่นไว้มากกันแน่ หมิงหวาจางมองดูชั่วครู่ก็วางแถบแพรแดงคืนที่เดิม
ทางด้านหมิงหวาฉังเห็นแม่เล้ากับพวกแม่นางบ้างจริงใจบ้างเสแสร้งปลอบโยนซานฉา จึงฉวยโอกาสนี้สังเกตสีหน้าของคนทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าและการเคลื่อนไหวของร่างกายซื่อตรงกว่าปากของพวกนางมากนัก
หมิงหวาฉังสังเกตว่าอวี้ฉยงเองก็ลงมาจากชั้นสองแล้ว ทว่ายืนมองไกลๆ อยู่ตรงเชิงบันได ไม่ได้เดินเข้ามาใกล้ หมิงหวาฉังยังสังเกตเห็นหมิงหวาจางฉวยแถบแพรแดงที่ร่วงกองอยู่ขึ้นมาพลิกดูครู่หนึ่ง จากนั้นก็วางคืนที่เดิมราวกับไม่มีความสำคัญ
บนแถบแพรแดงมีอะไรอยู่ หมิงหวาฉังไม่ใช่คนขยัน จึงรู้จักใช้อุบายประหยัดแรงตนเองอย่างยิ่ง นางลอบขยับไปยังจุดที่เขายืนเมื่อครู่แล้วเก็บแถบแพรแดงขึ้นมาดูช้าๆ
เป็นแถบแพรแดงทั่วไปไม่ใช่หรือไร เมื่อครู่เขาดูอะไรของเขา
นางรู้ว่าตรงนี้มีคำตอบที่ถูกต้องซ่อนอยู่ จึงสงบใจสำรวจ พลิกดูสักพักก็คล้ายว่าพบบางอย่างเข้าแล้ว
เหตุใดขอบผ้าไม่เสมอกันเล่า ตอนอยู่ที่จวนกั๋วกงเคยดูเจาไฉตัดเย็บเสื้อ ตอนที่มีดตัดผ้ากลิ้งลงไป ต่อให้ขอบเฉก็ควรเฉเป็นเส้นตรง เหตุใดปรากฏเป็นรอยหยักได้ หรือว่ามีคนใช้กรรไกรเล่นอุบาย
นี่เป็นเรื่องที่ทำร้ายคนถึงชีวิตได้ เห็นซานฉายังคงคร่ำครวญอยู่กลางโถง หมิงหวาฉังก็รู้สึกว่าต้องบอกเรื่องนี้ต่อซานฉา จึงหอบแถบแพรแดงเดินไปทางเวที
“ซานฉา เมื่อคืนตอนที่เจ้าระบำสามารถเหยียดเท้าถึงพื้นได้อย่างราบรื่นใช่หรือไม่”
ซานฉาปาดน้ำตา สะอื้นพลางตอบ “แน่นอน แขกมากมายในโถงพร้อมใจกันปรบมือให้ข้าด้วย”
“เจ้ากลับห้องไปแล้วเคยใช้กรรไกรตัดแต่งแถบแพรแดงนี้หรือไม่”
หมิงหวาจางอยู่บนบันไดอีกฝั่งกำลังตรวจสอบสภาพพื้นที่ ได้ยินเช่นนี้ก็ถอนหายใจอย่างจนปัญญา
วางเบาะแสไว้เบื้องหน้าสายตานางแล้วแท้ๆ ยังมองผิดได้ ไม่ใช่กรรไกร แต่เป็นอาวุธสั้นจำพวกมีดสั้นต่างหาก
ต่อให้ซานฉาเป็นพวกสมองปลา* ก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ นางตาแดงถามอย่างตื่นตัว “มีอะไรหรือ”
หมิงหวาฉังชี้ไปที่ขอบผ้า “เจ้าดู ตรงนี้เหมือนถูกคนตัดแต่ง”
ซานฉาหยุดร่ำไห้ในชั่วพริบตา ยึดจับผู้อื่นหมายจะลุกขึ้นยืน แม่เล้ากลัวว่าขานางจะบาดเจ็บ กระทบการหาเงินในวันหน้า จึงรีบไปห้ามไม่ให้นางขยับตัว
หลังเกิดความชุลมุนครู่หนึ่ง ซานฉาก็ขยุ้มแถบแพรแดง ใบหน้าเขียวคล้ำ กลุ่มสตรีที่ห้อมล้อมนางอยู่พากันพูดไม่หยุด
“ดูเหมือนจะใช่ ขอบราวกับสุนัขแทะ ไม่คล้ายที่ร้านผ้าตัดออกมาเลย”
ซานฉาขยำแถบแพรแดงแน่น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางกล่าว “เป็นใครกันที่คิดร้ายกับข้า!”
ในชั่วเวลาสองวันสั้นๆ หอเทียนเซียงเกิดเหตุร้ายแรงสองครั้งติดกัน เงามืดที่คุณชายสามสกุลจางฆ่าตัวตายยังไม่ทันสลายหายไป วันนี้ซานฉาดาวรุ่งที่กำลังโด่งดังของหอก็เกือบจะเกิดเรื่องขึ้นอีก
คนงานยกที่นั่งมาแล้ว ซานฉาไม่กลับห้องพัก กึ่งเอนอยู่บนตั่งคนงาม** ที่เพิ่งยกมา สาวใช้รุ่นเล็กกำลังใช้ถุงน้ำแข็งประคบขาให้นางอยู่ ส่วนเจียงหลิงอ้างว่าดูการสืบสวนน่าสนุกกว่าฟังลำนำมาก จึงให้คนยกที่นั่งมาบ้าง นั่งชมอย่างสนอกสนใจอยู่ด้านข้างโดยมี ‘สาวใช้โฉมงาม’ สองนางประกบซ้ายขวา
ซานฉาเชิดหน้ากวาดตาไปยังบรรดาสตรีที่อยู่ด้านล่าง เอ่ยอย่างเจ็บแค้นและน่าเกรงขาม “ว่ามา เป็นใครตัดแถบแพรแดงของข้า”
ทุกคนพากันหลบสายตาไม่มีใครยอมรับ แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ใครจะสารภาพออกมาเล่า ซานฉาจึงยิ่งโมโห ตบตั่งคนงามอย่างแรงก่อนประณาม
“พวกเจ้าไม่พูดนั่นเท่ากับเจตนาจะหาเรื่องข้า ได้ ข้าจะไล่ถามเรียงตัว ข้าไม่เชื่อว่าจะจับหนูในท่อระบายน้ำตัวนี้ออกมาไม่ได้!”
เดิมทีซานฉาก็มีอุปนิสัยเย่อหยิ่งวางอำนาจ ยิ่งตอนนี้นางมีข้ออ้างว่าตนเองเป็นผู้เสียหายก็ยิ่งไม่สนกฎเกณฑ์ ขานชื่อถามเรียงตัวจริงๆ
“ตู้เจวียน ใช่เจ้าหรือไม่ อิ๋นถัง เจ้าหลบอะไร ใช่เจ้าหรือไม่”
ในที่สุดสาวใช้รุ่นเล็กคนหนึ่งก็แบกรับแรงกดดันทางจิตใจไม่ไหว เอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ใช่ข้า แต่ว่า…เมื่อคืนตอนที่พี่ซานฉาแสดงระบำอยู่ แขกในห้องวิมานจันทร์ชมจนเคลิบเคลิ้ม พี่อวี้ฉยงไม่พอใจจึงอุ้มผีผาไปพักในห้องเล็กที่กั้นแบ่งไว้สำหรับเก็บของ หลังจากนั้นก็กลับมา”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นในโถงใหญ่ หมิงหวาฉัง เหรินเหยา และเจียงหลิงมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นในชั่วพริบตา คนทั้งหมดพร้อมใจกันหันไปมองอวี้ฉยง
ซานฉารู้สึกยินดีในใจ เดิมทีนางโวยวายอย่างดุดันเพียงเพื่อแสร้งวางโตข่มขวัญผู้อื่น นางสงสัยอวี้ฉยงตั้งแต่เห็นแถบแพรแดงถูกตัดแล้ว แต่จนใจที่ไร้หลักฐาน กำลังกลัดกลุ้มอยู่ว่าจะเล็งหัวหอกไปที่อวี้ฉยงด้วยวิธีใดดี บังเอิญแท้ๆ ที่อวี้ฉยงยื่นจุดอ่อนมาให้เองพอดี
ดวงตาของซานฉามองต่ำ เอ่ยเหน็บแนมทันใด “แขกในห้องวิมานจันทร์ผู้นั้นแต่ไหนแต่ไรเป็นแขกของพี่อวี้ฉยง เมื่อคืนกลับถูกข้าแย่งชิงความโดดเด่นไป ขออภัยท่านด้วยจริงๆ พี่อวี้ฉยง ท่านผูกใจเจ็บจึงคิดแผนการอำมหิต ลอบเล่นอุบายกับแถบแพรแดงของข้า คิดจะให้ข้าตกลงมาขาหัก หมดหนทางระบำได้อีกใช่หรือไม่”
อวี้ฉยงอุ้มผีผาด้วยท่วงทีสงบไม่สะทกสะท้านดังเดิม ตอบนิ่งๆ ว่า “ไม่ใช่ฝีมือข้า เมื่อคืนแขกผู้ทรงเกียรติผู้นั้นเอาแต่มองเจ้า ไม่ไยดีเพลงผีผาของข้า ข้าย่อมขุ่นเคือง ทว่าไปพักปรับอารมณ์ในห้องเล็กครู่หนึ่งข้าก็คิดตกแล้ว แขกมาเยือนหอเทียนเซียงคือการเกื้อหนุนจุนเจือ หากไม่ใช่เพราะพวกเขา พวกเรากระทั่งจะใช้ชีวิตต่อไปก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ไฉนเลยจะมีเครื่องทองหยกให้สวมใส่ มีบ่าวไพร่ให้ใช้สอยเช่นทุกวันนี้ พวกเขาเป็นทั้งผู้ค้ำจุนชีวิตและผู้มีพระคุณ จึงถูกเรียกว่าแขกผู้มีคุณ ยามที่แขกผู้มีคุณโอบอุ้มพวกเรา พวกเราควรสำนึกซาบซึ้ง แต่หากไม่โอบอุ้ม นั่นก็เป็นชะตากรรมของพวกเราเอง ข้าจะหึงหวงแง่งอนใส่แขกผู้มีคุณได้อย่างไร ดังนั้นหลังจากข้าคิดตกจึงกลับไปทันที จากนั้นก็อยู่เป็นเพื่อนแขกจนถึงยามไฮ่ มามาพบว่ามีคนเสียชีวิต ข้าจึงได้ออกมาจากห้องวิมานจันทร์”
วาจาร่ายยาวของอวี้ฉยงทั้งสุภาพอ่อนโยนและมีเหตุผล สยบซานฉาที่แยกเขี้ยวกางกรงเล็บได้ในพริบตา ซานฉาชิงชังท่าทางจอมปลอมเช่นนี้ของอวี้ฉยงที่สุด ทุกคนต่างเป็นหญิงคณิกา อีกฝ่ายกลับทำเป็นคนดี คำก็จรรยาสตรี สองคำก็จรรยาสตรี นึกว่ายังเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางอยู่จริงๆ หรือไร
ซานฉาแย้งอย่างเป็นเดือดเป็นแค้น “พูดเสียน่าฟัง ใครจะไปรู้ว่าในใจท่านคิดอย่างไรกันแน่”
“ในใจข้าคิดอย่างไรไม่สำคัญ” อวี้ฉยงใช้ผ้าผืนเล็กเช็ดถูผีผาพลางเอ่ยเสียงเรียบ “เจ้าเพียงต้องรู้ว่าเมื่อคืนก่อนยามไฮ่ข้าไม่ได้ลงมาชั้นล่าง หากไม่เชื่อเจ้าไปถามทุกคนดูได้ เมื่อคืนในโถงใหญ่คนมากปานนั้น มีใครเห็นข้าบ้าง”
เหล่าสตรีมองหน้ากันไปมา สุดท้ายก็กล่าวว่า “ดูเหมือนจะไม่เห็นจริงๆ”
ซานฉาอุตส่าห์จับจุดอ่อนของอวี้ฉยงได้ จะให้ยอมปล่อยผ่านเช่นนี้ไปได้อย่างไร! นางร้อนใจจนหอบกระชั้น หันกายอย่างยากลำบาก ชี้ไปยังเสาสีแดงข้างเวทีพลางเอ่ย
“เมื่อคืนเพื่อให้ระบำของข้าโดดเด่น มามาจึงให้ปล่อยม่านลงมาทั้งหมด หากพี่อวี้ฉยงลอบลงมาชั้นล่างแล้วซ่อนตัวอยู่หลังม่านย่อมหลบสายตาผู้คนได้”
อวี้ฉยงถอนหายใจ “ใช่ แต่ว่า…เวทีไม่มีสิ่งใดบังตา ข้าขอถามเจ้า เมื่อคืนเจ้าเหยียดเท้าถึงพื้นแล้วแถบแพรแดงตกอยู่ที่ใด”
ซานฉาพลันลำคอตีบตัน สาวใช้ผู้หนึ่งจึงตอบเสียงเบา “หลังจากพี่ซานฉาเหินลงมาจากชั้นบน มามากลัวว่าแถบแพรแดงจะทำให้นักระบำสมทบสะดุดล้ม จึงสั่งให้ข้านำไปเก็บ แต่ตอนนั้นข้าต้องไปส่งสุรา ปลีกตัวไม่ได้ จึงยัดแถบแพรแดงไว้หลังม่านด้านนั้นส่งเดช”
หมิงหวาฉังมองตามทิศทางที่สาวใช้ชี้ไป นั่นคือฝั่งทิศตะวันออกของเวที ทว่าห้องวิมานจันทร์อยู่ฝั่งทิศตะวันตก
ทางระเบียงฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกไม่เชื่อมต่อกัน หากอวี้ฉยงต้องการไปตรงนั้นก็ต้องลงมาชั้นล่าง เดินตัดผ่านเวทีหรือที่นั่งของแขกแล้วค่อยก้มเก็บแถบแพรแดง
คิดจะเดินข้ามฝั่งอย่างถือดีเช่นนี้ มิหนำซ้ำไม่ถูกผู้อื่นพบเห็นย่อมเป็นไปไม่ได้ ทว่าตามคำบอกเล่าของซานฉา เมื่อคืนตอนแสดงระบำได้ปล่อยม่านทั้งหมดในโถงใหญ่ลงมา บางทีมุมมองอาจไม่เปิดโล่งเช่นตอนนี้ก็ได้
หมิงหวาฉังเสนอ “มิสู้พวกเราจำลองตามอย่างเมื่อคืนดูสักครา ดูว่าเป็นสภาพการณ์เช่นไรกันแน่”
ซานฉามุ่งมั่นจะลากคอคนถ่อยที่ทำร้ายนางออกมาให้ได้ จึงสนับสนุนหมิงหวาฉังเต็มที่ แม่เล้าเห็นว่าขาซานฉาเพิ่งบาดเจ็บ ไม่เหมาะจะหักหน้าอย่างโจ่งแจ้ง กอปรกับแม่เล้าเองก็หมายจะเคาะภูเขาข่มพยัคฆ์* ปรามพวกแม่นางในหอสักครา จึงอนุญาตโดยนัย
พวกนางแก่งแย่งชิงดี แย่งชิงแขกกัน แม่เล้าหลับตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไปได้ ทว่าจะไม่อนุญาตให้ทำร้ายกันเองภายใต้สายตาของนางเด็ดขาด แม่นางทุกคนล้วนเป็นบ่อเงินบ่อทองของนาง ขืนปล่อยปละละเลยนานเข้า สิ่งที่จะสูญเสียไปก็คือเงินทองของนางทั้งสิ้น!
ถึงอย่างไรวันนี้ก็ไม่มีแขกอื่น ให้พวกนางทำตัววุ่นวายสักครั้งแล้วกัน
คนเมื่อคืนล้วนอยู่กันครบ ตอนนี้ช่วยบอกกันและกันจึงคืนสภาพโถงใหญ่ให้เหมือนเมื่อคืนได้อย่างรวดเร็ว
หมิงหวาฉังทอดสายตามองไป แลเห็นโถงใหญ่ชั้นล่างของหอเทียนเซียงซึ่งกว้างขวางอย่างยิ่ง เพื่อรองรับตัวหอที่มีความสูงเพียงนี้ ในโถงจึงตั้งเสาใหญ่สีแดงสองแถวแยกกันรองรับหอฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก ชั่วขณะนี้เพื่อให้เวทีโดดเด่น หลังแนวเสาจึงปล่อยม่านสีแดงลงมาบดบังบันไดขึ้นลงหอทั้งสองฝั่งไว้
หากยืนมองจากประตูหน้า เวทีจะอยู่กึ่งกลางโถง ซ้ายขวาเป็นผ้าม่าน บดบังทุกสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้อง หลังเวทีเป็นที่ว่าง จัดวางฉากบังลมเขียนลายทิวทัศน์ไว้ชิดผนัง ทำให้พื้นที่ดูลึกขึ้น ต่อให้สองข้างปล่อยม่านลงมาก็ไม่รู้สึกคับแคบ
จุดที่สาวใช้รุ่นเล็กยัดแถบแพรแดงคือหลังม่านหอฝั่งทิศตะวันออก เหรินเหยาสวมบทเป็นอวี้ฉยงออกจากห้องวิมานจันทร์ที่ชั้นสองของหอฝั่งทิศตะวันตก เดินลงมาชั้นล่างอย่างเบามือเบาเท้าแล้วซ่อนตัวหลังเสา
“พวกเจ้ามองเห็นข้าหรือไม่”
หมิงหวาฉังกับเจียงหลิงนั่งตรงที่นั่งแขกชั้นล่าง ส่ายหน้าโดยพร้อมเพรียง “หากไม่สังเกตก็มองไม่เห็น ตอนนี้เจ้าลองเดินไปหลังม่านหอฝั่งทิศตะวันออกดู”
เหรินเหยาทดสอบด้วยวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะคลานข้ามไป วิ่งข้ามไป หรือหลบตามที่นั่งแขกเพื่อเดินข้ามไปล้วนใช้ไม่ได้
เจียงหลิงนั่งอยู่หน้าเวทีที่สว่างเปิดโล่ง เท้าคางพลางกล่าว “เว้นเสียแต่คนในโถงใหญ่หลับตากันทุกคน มิฉะนั้นก็ไม่มีทางมองไม่เห็น”
อวี้ฉยงอุ้มผีผายืนอยู่ด้านข้าง น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง “บอกแล้วว่าไม่ใช่ข้า ตอนนี้…ควรเชื่อเสียทีกระมัง”
ซานฉาไม่ยินยอม ทว่าคิดแล้วคิดอีกก็ยังคิดไม่ออกว่ามีวิธีใดสามารถเดินตัดเวทีผ่านผู้ชมมากมายด้านล่างไปถึงอีกฝั่งหนึ่งโดยไม่ถูกค้นพบได้
เมื่อคืนนางคือนักระบำหลัก รู้รูปขบวนของระบำชุดนี้ดี ไม่มีช่วงจังหวะใดที่นักระบำสมทบยืนเรียงหน้ากระดาน เปิดช่องโหว่ให้คนหลบหลังนักระบำเดินผ่านไปได้ อีกทั้งต่อให้มีรูปขบวนเช่นนี้ การจะเดินหลบโดยไม่ให้นักระบำบนเวทีสักคนรู้ตัวก็ไม่ต่างจากการเพ้อฝัน
วุ่นวายอยู่นาน ปรากฏว่าคว้าน้ำเหลว มิหนำซ้ำตนเองยังต้องพักหนึ่งเดือนไม่อาจรับแขก ซานฉาจึงโกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ หมิงหวาฉังเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็ลอบถอนหายใจก่อนเอ่ยขึ้น
“ขาเจ้าบาดเจ็บอยู่ เรื่องเกี่ยวพันถึงชั่วชีวิตของเจ้าเอง พักรักษาอาการจึงจะสำคัญที่สุด อย่าเอาแต่โกรธอีกเลย กลับไปพักผ่อนให้ดีๆ เถิด”
ซานฉาขานรับอย่างไม่เต็มใจ ถลึงตาอย่างดุดันใส่อวี้ฉยง ก่อนจะให้คนแบกนางขึ้นไปชั้นสาม
เพื่อร่วมสนุกเป็นเพื่อนเจียงซื่อจื่อ ผู้คนในหอเทียนเซียงวุ่นวายกันยกใหญ่ จนถึงตอนนี้สีท้องฟ้ายามรัตติกาลมืดสนิท ทุกคนล้วนเหนื่อยล้าแล้ว แม่เล้าเองก็ทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงเสนอระคนยิ้มประจบ
“ซื่อจื่อ ท่านดูเถิด ยามไฮ่เข้าแล้ว ท่านควรพักผ่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เจียงหลิงเอ่ยอย่างหมดอารมณ์ “วันนี้พอเท่านี้ก่อนก็ได้ พวกเจ้าส่งน้ำร้อนไปที่ห้อง ข้านายน้อยจะแช่กาย”
แม่เล้ากระตือรือร้นขานรับ ถามด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อ ส่งไปห้องใดเจ้าคะ”
เจียงหลิงเรียกร้องจะแช่ชำระกายตามความเคยชิน ตอนนี้ถูกแม่เล้าเตือนสติจึงค่อยกะพริบตาปริบๆ เพิ่งตระหนักได้ว่าไม่ถูกต้อง
ชั่วขณะนี้เขาไม่ได้อยู่ในจวนเจียงอันโหว ไม่ได้อยู่ในเรือนพักของตนเอง แต่อยู่ในหอคณิกา และที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ…ข้างกายเขายังมีสตรีติดตามมาถึงสองนาง
* หมีซู่ไต้ หรือเข่าลา คือหมีโคอาลา
* สมองปลา หมายถึงคนที่หัวไม่ดีหรือความจำสั้น
** ตั่งคนงาม เป็นอีกชื่อหนึ่งของตั่งกุ้ยเฟยหรือตั่งเซียงเฟย คือตั่งยาวมีพนักให้นั่งพิงและมีที่เท้าแขนข้างหนึ่งให้เอนนอนได้ ตัวตั่งค่อนข้างแคบและมีรูปแบบงามประณีต เป็นเครื่องเรือนที่สตรีโบราณนิยมใช้พักผ่อนอิริยาบถ จึงเป็นที่มาของชื่อตั่ง
* เคาะภูเขาข่มพยัคฆ์ หมายถึงเจตนาขู่เตือนให้ตกใจหรือยอมแพ้ ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า ‘เชือดไก่ให้ลิงดู’
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนกันยายน 2569)
Comments
comments
No tags for this post.