เหรินเหยาเหลือบมองเจียงหลิงคราหนึ่งอย่างหัวเสีย เดินก้าวยาวๆ ไปถึงตรงหน้าซานฉาแล้วคว้าข้อเท้าอีกฝ่ายทันทีโดยไม่เกรงใจ ทำให้ซานฉากรีดร้องออกมา
เสียงของซานฉาทั้งแหลมสูงและดังสนั่น เหรินเหยารับแรงโจมตีในระยะใกล้ แก้วหูจึงสะเทือนจนลั่นอึงอล นางขมวดคิ้ว ขณะที่ตั้งใจจะอดทนให้ผ่านพ้นไป ข้างหูก็พลันปกคลุมด้วยไออุ่นร้อน
ครั้งนี้เรียกได้ว่าขวัญหาย เหรินเหยารีบสลัดสองมือที่จู่ๆ ก็มาป้องหูตนเองแล้วหันไปมองด้วยความตื่นตระหนก เจียงหลิงยืนอยู่ข้างหลังนาง เลิกคิ้วอย่างฉงนสงสัย
“เป็นอะไร เจ้าไม่รำคาญว่าหนวกหูหรือ เช่นนั้นข้าป้องหูตนเองแล้วกัน”
เหรินเหยาราวกับถูกโยนขึ้นไปติดคาอยู่บนที่สูง ลมหายใจจุกอก มีเรี่ยวแรงทว่าไร้ที่จะให้ใช้ ทำได้เพียงถลึงตาอย่างฉุนเฉียวใส่เจียงหลิง บอกเขาอย่างดุดัน
“อย่ามือไม้รุ่มร่าม”
เจียงหลิงแค่นเสียง ก่อนป้องหูตนเองอย่างเป็นธรรมชาติ พอหมิงหวาฉังเบียดแทรกฝูงชนเข้ามาได้ค่อยเห็นว่าเหรินเหยากำลังบีบคลึงน่องของซานฉา ซานฉายังคงส่งเสียงแหลมกึกก้องเป็นระยะ ส่วนเจียงหลิงยืนชมเรื่องสนุกอยู่ด้านข้าง สองมือป้องหูกอดศีรษะราวหมีซู่ไต้* กำลังกอดต้นไม้
ทำท่าอะไรของเขา หมิงหวาฉังรู้สึกว่าพิลึกจึงกวาดตามอง เจียงหลิงเห็นสายตาที่นางมองมาก็เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
“มองข้าเพื่ออันใด เจ้าไม่มีมือหรือไร”
หมิงหวาฉังเผยแววตาดุร้าย ถลึงตาใส่เจียงหลิงเป็นเชิงตักเตือน ก่อนมองไปทางเหรินเหยา “เป็นอย่างไรบ้าง หนักหนาหรือไม่”
เหรินเหยาฝึกยุทธ์มาแต่เล็ก หกล้มจนชินชา ถึงขั้นจัดกระดูกให้ตนเองได้สบายๆ นางไล่บีบจากกระดูกน่องของซานฉาไปจนถึงหลังเท้าก่อนตอบ
“ไม่เป็นไร แค่แผลภายนอก พักฟื้นไม่กี่วันก็หายแล้ว”
ซานฉาถามอย่างเคร่งเครียด “ไม่กระทบยามข้าแสดงระบำกระมัง”
เหรินเหยาตอบตามความสัตย์จริง “ระบำทั่วไปไม่กระทบ แต่ระบำอย่างวันนี้…เกรงว่าจะอันตรายอยู่บ้าง หนึ่งเดือนจากนี้พักฟื้นให้เต็มที่เสียก่อน หากเอ็นยึดฟื้นฟูได้ดี…ก็คงจะไม่มีปัญหา”
ซานฉาฟังแล้วในใจก็ระทดท้อดุจขี้เถ้าที่เย็นชืด นางสะอึกสะอื้นร่ำไห้ “เหตุใดชีวิตข้าถึงอาภัพเช่นนี้ ระบำชุดนี้ข้าตรากตรำฝึกฝนมาสามปี ไม่ง่ายกว่าจะฝึกฝนสำเร็จ เพิ่งแสดงไปครั้งเดียวกลับเสียหายย่อยยับ ต่อไปข้าจะทำเช่นไรดีเล่า…”
ซานฉาร่ำไห้ แม่เล้าได้ยินก็อยากจะร่ำไห้ตาม เหรินเหยานึกไม่ถึงว่าแค่ตนเองพูดออกไป เรื่องราวจะใหญ่โตถึงเพียงนี้ จึงเอ่ยอย่างวางหน้าไม่สนิท
“นี่หมายถึงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เจ้ายังสาว ฟื้นฟูได้แน่”
“ข้าอายุสิบหกปีแล้ว ขืนยังสร้างชื่อไม่ได้ ในหอเทียนเซียงจะมีที่ให้ข้าซุกหัวนอนอีกหรือ” ความเศร้าผุดขึ้นกลางใจ ซานฉายิ่งร่ำไห้ยิ่งสะเทือนอารมณ์ พวกพี่ๆ น้องๆ ในหอแม้มาห้อมล้อมรอบตัวนาง ทว่าคำปลอบโยนล้วนส่งเดชยิ่งนัก บางคนถึงขั้นแสดงออกมาอย่างชัดเจนว่ากำลังยินดีในคราวเคราะห์ของนางอยู่
หมิงหวาฉังกวาดตามองสีหน้าของผู้คนอย่างแนบเนียนก่อนถาม “ซานฉา ข้าเห็นตอนที่เจ้าอยู่ข้างบนสุดควบคุมท่วงท่าได้ดังใจ เหตุใดตอนอยู่ข้างล่างกลับตกลงมาได้เล่า”
ซานฉาสะอื้นพลางตอบ “ข้าเองก็ไม่รู้ เดิมทีข้าคิดจะลงพื้น แต่วันนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้น ไม่เหมือนกับที่ข้าฝึกสักนิด ทำอย่างไรปลายเท้าก็เหยียดไม่ถึงพื้นเสียที”
หลังจากหมิงหวาจางรับตัวหมิงหวาฉังไว้ก็หายตัวไป ทั้งที่ร่างเขาสูงเพียงนั้น เดินไปตามมุมมืดถึงกับไม่มีคนสังเกตเห็นเขา ขณะที่ฝูงชนพากันห้อมล้อมซานฉา เขามองสำรวจคานเหนือศีรษะอย่างไร้สุ้มเสียง จากนั้นก็เดินไปยังจุดที่อยู่ใต้คาน ก้มเก็บแถบแพรแดงที่ร่วงกองอยู่