X
    Categories: ทดลองอ่านท่านผู้เป็นดั่งดวงใจมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 65-66

หน้าที่แล้ว1 of 12

บทที่ 65

ม้าเร็วกลุ่มหนึ่งควบห้อตะบึงผ่านนอกหมู่บ้าน

ดวงอาทิตย์คล้อยลงต่ำเผยแสงยามอัสดง กองทัพใหญ่ของเหลียงโจวต่างอยู่ละแวกรอบนอกเขตทะเลทรายซึ่งอยู่ห่างผู้คนออกไป คนหลักร้อยที่เฟิงอู๋จี๋พามาด้วยล่วงหน้าเดินทางกลับฉินโจวไปก่อนแล้ว เหลือเพียงกลุ่มคนสิบกว่าคนนี้ที่ควบม้าเร็วกลับเข้าหมู่บ้าน

โรงเตี๊ยมหลังเก่าแห่งนั้นได้ต้อนรับแขกคนเดิมอีกครั้ง

เฟิงซุ่นอินลงจากม้า ทั้งตัวชโลมไปด้วยเหงื่อ นางต้องจับอานม้าเอาไว้ถึงยืนอยู่ได้มั่นคง หูซ้ายยังคงเจ็บอย่างห้ามไม่ได้มาจนถึงตอนนี้

เฟิงอู๋จี๋ก้าวฉับไวเข้ามาช่วยจับประคองแขนนางพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ท่านพี่รีบไปพักผ่อน ข้าเป็นห่วงมาตลอดทางว่าท่านจะตกจากหลังม้าเอา”

เฟิงซุ่นอินมองไปข้างหลัง มู่ฉางโจวอยู่ห่างไปข้างหลังไม่กี่ก้าว เขาเพิ่งลงจากม้า หัวรองเท้าหุ้มข้อชี้มาทางนาง คล้ายขยับเดินมาทางนางก้าวหนึ่งแล้ว ทว่าหยุดลงเสียก่อน

นางไม่ได้มองหน้าของเขา แค่ให้เฟิงอู๋จี๋ช่วยประคองนางพาไปข้างหน้า คลื่นอารมณ์นางซัดสาด ตั้งแต่เฮ่อเส่อไชว่ตกจากม้าถูกจับตัวมาถึงตอนนี้เรื่องราวล้วนดูไม่สมจริงมาตลอด รู้สึกว่าสายตาของเขาตกลงบนร่างนาง จนกระทั่งนางเดินเลี้ยวหายไปยังเรือนหลังถึงได้คล้ายถูกตัดขาด

หูเป้ยเอ๋อร์ผูกม้า ดึงชุดชาวหูที่ไม่พอดีตัวบนร่าง ก่อนเดินมาหามู่ฉางโจว “ก่อนหน้านี้พวกเราไล่ตามมาถึงหมู่บ้านนี้เหมือนกันมิใช่หรือ นึกไม่ถึงว่าฮูหยินจะอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกันนะขอรับ”

มู่ฉางโจวถึงได้เก็บสายตามาจากเรือนหลัง นึกถึงเงาร่างที่บังเอิญมองเห็นในวันที่ตรวจสอบอยู่ในหมู่บ้าน ยามนั้นเขาหลงคิดว่าจำคนผิด เพียงหยุดอยู่ไม่นานก็จากไป นึกว่าตนเองคิดมากไปเอง…ที่แท้ก็ไม่ใช่

เดิมทีเคยรับปากว่าจะบอกเบาะแสของเฮ่อเส่อไชว่กับนาง แต่ตอนที่เจอตัวคนจริงๆ เขากลับผิดคำพูดไม่คิดบอกนาง หวังแค่ให้นางอยู่ที่ฉินโจวอย่างสงบสุขก็พอ นึกไม่ถึงว่านางจะออกมาจับคนด้วยตนเอง

มู่ฉางโจวนึกภาพเหตุการณ์ที่เห็นตอนไล่ตามเฮ่อเส่อไชว่ไปถึงในทะเลทรายหัวคิ้วก็กดลง ยืนนิ่งเงียบอยู่ที่เดิม

หูเป้ยเอ๋อร์มองสีหน้าของเขาก่อนหันไปเรียกทหารมา “ลากตัวเจ้าสุนัขนั่นเข้ามา!”

ทหารสองนายกระชากตัวเฮ่อเส่อไชว่ที่ถูกมัดแน่นเป็นบ๊ะจ่างลงจากหลังม้าทันที เขาทั้งตกจากม้าและถูกยิงเข้าที่หัวไหล่ เวลานี้หมดสติไปนานแล้ว

มู่ฉางโจวไม่แม้แต่จะมองอีกฝ่ายสักครั้ง “หายามาจัดการแผลของเขา ห้ามปล่อยให้ตายไป”

หูเป้ยเอ๋อร์หัวเราะอย่างโหดเหี้ยม “เรื่องนี้ง่ายขอรับ ข้ารับรองว่าต่อให้เจ้าโจรสุนัขนี่อยากตายยังตายไม่ได้เลย!” ยังไม่ทันพูดจบก็เห็นมู่ฉางโจวขยับเท้าเดินไปทางเรือนหลังแล้ว เขาไล่ตามไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกคนจำได้จึงไม่ได้เรียกชื่อตำแหน่ง “พวกเราควรจะไปได้แล้วใช่หรือไม่ เพื่อจับตัวโจรสุนัขผู้นี้เลยไล่ตามมาไม่หยุด เหลือเวลาไม่มากแล้วนะขอรับ!”

มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร ทั้งไม่ได้หยุดฝีเท้าเช่นกัน

หูเป้ยเอ๋อร์ได้แต่หยุดลง ยกมือขึ้นลูบหนวดเครา ก่อนหันไปเอ่ยกับทหารที่ลากตัวเฮ่อเส่อไชว่อยู่ “หาห้องพักสักห้องแล้วยัดตัวคนเข้าไปก่อน!”

มู่ฉางโจวตรงเข้าไปในเรือนหลัง มองเห็นประตูห้องพักที่อยู่ไกลที่สุดถูกเปิดออก

เฟิงอู๋จี๋ขมวดคิ้วเดินออกมา เมื่อเห็นมู่ฉางโจวเดินมาก็หยุดฝีเท้า ครั้งนี้กลับไม่ได้หลบเลี่ยง เอ่ยเรียกว่า “พี่รองมู่”

มู่ฉางโจวมองไปทางห้องพักด้านหลังเขาปราดหนึ่ง ก่อนกดเสียงลงเอ่ย “หูซ้ายนางเจ็บขึ้นมาอีกแล้วหรือ”

เฟิงอู๋จี๋เบิกตากว้าง รีบเดินเข้าใกล้ทันที “ท่าน…ท่านรู้เรื่องหูของท่านพี่ข้าแล้ว…”

มู่ฉางโจวเอ่ย “เจ้าว่าอย่างไรเล่า ข้ากับนางเป็นสามีภรรยากันนะ”

เฟิงอู๋จี๋รู้สึกเพียงว่าอีกฝ่ายดูจะเน้นประโยคสุดท้าย แววตาจึงวูบไหว รู้สึกว่าตนเองถามมากไปแล้ว เขามองซ้ายขวาสักพักใหญ่ถึงได้ถาม “เช่นนั้นพี่รองมู่รู้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านพี่ข้าถึงเป็นเช่นนี้”

มู่ฉางโจวหันไปมอง

เฟิงอู๋จี๋ผายมือไปด้านข้าง เข้าไปในห้องพักของตนเอง

มู่ฉางโจวมองออกว่าเขามีบางอย่างอยากจะพูด จึงก้าวตามไป

เฟิงอู๋จี๋ปิดประตูลง ลังเลอยู่เล็กน้อยถึงค่อยๆ เดินเข้าใกล้ เล่าเสียงเบาให้ฟังต่อตรงหน้าเขา

เป็นเวลาหนึ่งชั่วยามเต็มๆ ถึงเล่าจบ

เฟิงอู๋จี๋สูดจมูก “เดิมทีข้าไม่อยากพูดถึงเรื่องในอดีตของสกุลเฟิงพวกนี้ แต่หากครั้งนี้ไม่มีพี่รองมู่ก็ไม่มีทางจับตัวศัตรูผู้นั้นได้ นับประสาอะไรกับที่ข้าเห็นว่าท่านปฏิบัติต่อท่านพี่ข้า…” เขามองมู่ฉางโจว เอ่ยเสียงพึมพำ “ขอแค่หลังจากนี้พี่รองมู่ดีต่อท่านพี่ข้าบ้างก็พอ หลายปีมานี้ลำบากนางมากแล้วจริงๆ”

มู่ฉางโจวยืนหันหลังให้ประตู สีหน้านิ่งขรึมเสมือนไร้ซึ่งอารมณ์ ผ่านไปนานถึงได้เอ่ย “ข้าเต็มใจมอบให้ นางเองก็ต้องปรารถนารับด้วยถึงจะได้”

เฟิงอู๋จี๋เงยหน้าขึ้นอย่างแปลกใจ ขณะที่มู่ฉางโจวหันตัวกลับเปิดประตูเดินออกไปแล้ว

 

เฟิงซุ่นอินหยิบผ้าเปียกมาเช็ดมือกับใบหน้าก่อนนอนลงบนเตียง บังคับให้ตนเองหลับตาลง หูซ้ายยังคงเจ็บอยู่

ทุกครั้งที่เจ็บขึ้นมาล้วนนำพาเรื่องในอดีตที่ฝังลึกอยู่ในใจออกมาด้วย ตัวคนคล้ายย้อนกลับไปเมื่อหกปีก่อนอีกครั้ง…

 

ยามบ่ายอันแสนอึมครึม เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ในห้องหนังสือของบิดา มองดูสีหน้าหนักอึ้งของคนในครอบครัว ฟังบิดาพูดข่าวที่เปรียบดั่งฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ นั้นออกมา

ขุนนางทัดทานถวายฎีกาทัดทานในท้องพระโรงว่าเฟิงเต้าเหิงมี่กั๋วกงเสนาบดีกรมทหารคนปัจจุบันยามทำศึกกับทูเจวี๋ยตะวันตกที่หลิงโจวเมื่อสิบกว่าปีก่อน เพื่อชัยชนะกลับอาศัยชาวหลิงโจวเป็นเหยื่อล่ออย่างไม่เลือกวิธีการ หลังจากคว้าชัยชนะมาได้ก็สังหารชาวบ้านอย่างโหดเหี้ยมเพื่อปกปิดความจริงเอาไว้ มีคนตายเป็นจำนวนมากถึงหลายพันคน เลือดหลั่งรินมากยิ่งกว่าการสังหารหมู่

ทูเจวี๋ยตะวันตกเต็มใจถวายเครื่องราชบรรณาการให้กับราชสำนัก ทั้งสองฝ่ายเจรจากันเรียบร้อย ทูตกลุ่มชู่มู่คุนที่ถูกส่งมาฉางอันเปิดเผยเรื่องนี้ออกมา ยิ่งบอกว่าในสงครามครั้งนั้นมีกลุ่มชู่มู่คุนเป็นแนวหน้า พวกเขามองเห็นทุกอย่างกับตาตนเอง เต็มใจอาศัยชื่อของคนทั้งเผ่าเป็นพยานพิสูจน์เรื่องนี้

ชั่วขณะนั้นก่อให้เกิดคลื่นลมลูกใหญ่ขึ้นมาทันที ทั่วทั้งราชสำนักต่างแตกตื่นโกลาหล

‘ท่านพ่อจะสังหารชาวบ้านในเวลาสงครามได้อย่างไร นี่เป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ!’ นางเอ่ยอย่างอดไม่ได้

มี่กั๋วกงนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน ชุดขุนนางบนตัวยังไม่ได้ถอดออก คิ้วขมวดแน่นก่อนถอนหายใจเอ่ย ‘สถานการณ์ของราชสำนักในระยะนี้ค่อนข้างสั่นคลอน จู่ๆ เกิดเรื่องนี้ขึ้นมา เกรงว่าจะไม่เรียบง่าย’

เฟิงซุ่นอินเดินไปข้างกายบิดา ‘ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจปลดตำแหน่งยึดบรรดาศักดิ์ได้ในทันที ฝ่าบาททรงเชื่อโดยง่ายเลยหรือเจ้าคะ’

มี่กั๋วกงส่ายหน้า ‘เป็นเพราะมีหญิงชราชาวหลิงโจวอีกคนฟ้องร้องด้วยชีวิต เลือดอาบลาน เสียชีวิตอยู่นอกสำนักตรวจการ’

เฟิงซุ่นอินตื่นตกใจ

ทั่วทั้งห้องหนังสือเงียบเสียงลง ผู้ใดก็คาดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวพันถึงชีวิตมนุษย์ เช่นนี้จะยังอาศัยปากพูดให้กระจ่างได้อย่างไร

‘เหตุการณ์กลายเป็นเรื่องใหญ่ไปทั่วแล้ว ภายในราชสำนักมีขุนนางยื่นทัดทานไม่ใช่แค่คนเดียว ฝ่าบาททรงทำได้เพียงริบตำแหน่งข้าเพื่อรอตรวจสอบ’ มี่กั๋วกงเอ่ยปลอบบุตรสาว ‘ถึงแม้จะถูกปลดและยึดบรรดาศักดิ์ ทว่าทรงทำไปเพื่อสงบเรื่องราว ยังไม่ได้ตัดสินโทษ ข้าย่อมรวบรวมหลักฐานและขอยื่นเรื่องพลิกคดีได้’

เฟิงซุ่นอินสีหน้านิ่งขรึม นิ้วมือกลับประสานกันแน่น ยังคงยากจะสงบใจลง

เฟิงอู๋ฮั่วที่อยู่ด้านข้างลุกขึ้นยืน เขาอายุสิบแปดปีแล้ว กำลังอยู่ในวัยหนุ่ม มีกลิ่นอายองอาจ วางตัวอย่างสุขุมไม่ลนลาน ‘ท่านพ่อวางใจได้ ข้าขอคำสั่งออกไปรักษาการณ์ที่ซย่าโจวแล้ว ฝ่าบาททรงไม่ได้ปลดข้า อาจมีใจอยากให้สกุลเฟิงรวบรวมหลักฐานยื่นอุทธรณ์ ซย่าโจวกับหลิงโจวอยู่ห่างกันเพียงด่านเดียว ข้าตั้งใจจะแอบไปสอดแนมอย่างลับๆ ค่อยมุ่งหน้าไปสืบที่กลุ่มชู่มู่คุนต่อขอรับ’

มี่กั๋วกงเอ่ยอย่างเป็นกังวล ‘รักษาการณ์ซย่าโจวเป็นหน้าที่สำคัญ ไม่อาจเสี่ยงอันตราย’

เฟิงอู๋ฮั่วเอ่ย ‘แต่ท่านพ่อถูกกักบริเวณอยู่ในจวน แล้วจะรวบรวมหลักฐานได้อย่างไร ถึงแม้ทางราชสำนักจะกำลังตรวจสอบ แต่ก็คืบหน้าไปอย่างเชื่องช้า ข้าในฐานะบุตรคนโตย่อมควรออกหน้าขอรับ’

เฟิงซุ่นอินเอ่ยทันที ‘ข้าตามไปช่วยพี่ใหญ่ได้เจ้าค่ะ’

เฟิงอู๋ฮั่วหัวเราะ ‘ใช่แล้ว ให้อินเหนียงตามข้าไป ความจำนางดีเพียงนั้น สามารถช่วยข้าได้มากมายนัก’

เมื่อเขาหัวเราะก็คล้ายบรรยากาศอึมครึมภายในห้องสลายหายไปมาก แม้แต่เฟิงซุ่นอินยังพลอยยิ้มตามเขาไปด้วย

วันออกเดินทางวันนั้นท้องฟ้ายังคงอึมครึม เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่บนหลังม้า หันกลับไปมองเห็นเพียงเงาร่างของมารดาที่ขมวดคิ้วยืนอยู่ตรงประตูจวน

ตั้งแต่รู้ว่านางจะติดตามเดินทางไปด้วย เจิ้งฟูเหรินก็เคยเอ่ยห้ามหลายครั้งแล้ว ‘สถานที่รบราฆ่าฟัน เจ้าไปแล้วหากช่วยอะไรไม่ได้ก็จะกลายเป็นตัวถ่วงแทนนะ’

เฟิงอู๋ฮั่วกลับยืนกราน ‘ให้อินเหนียงไปเถิดขอรับ นางอายุยังน้อยก็จริง แต่ก่อนหน้านี้ใช่ว่าไม่เคยออกไปด้วยกันเสียหน่อย’

‘นี่จะเหมือนกันกับเมื่อก่อนได้หรือ’ เจิ้งฟูเหรินขมวดคิ้วเป็นปมแน่นขึ้นกว่าเดิม

ท้ายที่สุดเฟิงซุ่นอินยังคงออกเดินทางไป

กว่าจะไปถึงหลิงโจวก็เป็นเรื่องในอีกหนึ่งเดือนให้หลังแล้ว

ฟ้ามืดลง ร่างกายของเฟิงซุ่นอินในวัยเยาว์ถูกปกปิดอยู่ในเสื้อคลุมกันลมตัวใหญ่ นางนั่งอยู่กลางทุ่งโล่ง มองดูกองไฟ นึกถึงในอดีตที่เวลาออกมาข้างนอกยังมีญาติคนอื่นร่วมเดินทางมาด้วย แต่ทุกวันนี้กลับเหลือเพียงนางกับพี่ใหญ่

ทั้งๆ ที่วันเวลาแห่งอิสรเสรี ได้ศึกษาศาสตร์แห่งการทหารกันเองก็ไม่ได้ผ่านไปนานเท่าไร กลับเกิดเรื่องประเภทนี้ขึ้นมา

ญาติหลายคนจากไป กระทั่งว่าตอนที่บิดาเพิ่งถูกปลดตำแหน่งขุนนางก็ตัดความสัมพันธ์กันอย่างอดรนทนไม่ไหวทันที

นางขีดเขียนลงบนพื้น ทบทวนสภาพแวดล้อมที่เก็บข้อมูลมาได้ตลอดการเดินทางนี้ ‘อิงตามที่สืบดูอย่างลับๆ มาตลอดทาง กลุ่มต่างๆ ของทูเจวี๋ยตะวันตกขาดความสามัคคี โดยเฉพาะกลุ่มชู่มู่คุนที่เจ้าเล่ห์เป็นพิเศษ เรื่องของหลิงโจวดูคล้ายหลุมพรางที่วางใส่ท่านพ่อมากกว่าเจ้าค่ะ’

เฟิงอู๋ฮั่วนั่งอยู่ด้านข้าง ‘ยังดีที่เจ้าปฏิเสธการแต่งงานกับตระกูลของจวิ้นกงไป มิฉะนั้นเวลานี้ก็ไม่มีใครมาช่วยข้าสืบเรื่องพวกนี้แล้ว’

เฟิงซุ่นอินขมวดคิ้วเงยหน้าขึ้น ‘เหตุใดพี่ใหญ่ยังมีอารมณ์มากล่าวหยอกล้อเรื่องพวกนี้อีกเจ้าคะ’

เฟิงอู๋ฮั่วนั้นจงใจ เขายิ้มเอ่ย ‘อย่าได้หน้านิ่วคิ้วขมวด ไม่มีเรื่องใดไม่อาจผ่านไป อย่าได้ลืมทักษะป้องกันตัวที่ข้าเคยสอนเจ้าไว้ด้วยเล่า เก็บมีดสั้นเอาไว้ดีแล้วหรือไม่’

เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ ‘ดีแล้วเจ้าค่ะ’

เฟิงอู๋ฮั่วเงยหน้ามองไปข้างหน้า ‘ผ่านด่านข้างหน้าไปก็จะเข้าพื้นที่ของทูเจวี๋ยตะวันตกแล้ว รีบเข้านอนเถิด วันพรุ่งนี้ค่อยสืบต่อ’

กองไฟถูกดับลง เฟิงซุ่นอินหันไปมุดเข้ากระโจมหลังเล็ก นางนอนลงบนพรมขนสัตว์ผืนหนา ได้แต่หวังให้เรื่องนี้ผ่านไปโดยเร็วที่สุด สกุลเฟิงจะได้กลับคืนสู่ฐานะเดิม

ฟ้ามืดลงกว่าเดิม ไม่รู้ว่านางผล็อยหลับไปเมื่อใด ฉับพลันนั้นมีเสียงขลุ่ยแหลมดังมา คลอคู่กับเสียงกีบเท้าม้าและเสียงร้องตะโกน

เฟิงซุ่นอินตกใจสะดุ้งตื่น นางมุดออกจากกระโจมเล็ก ตรงหน้ามองเห็นแต่ผืนเปลวเพลิงเคลื่อนมาจากสถานที่ห่างออกไปเป็นแถวเชื่อมต่อกัน…นั่นคือคบเพลิงในมือทหาร

นางรีบหันหน้ามองหาพี่ใหญ่ ทว่ากลับมองเห็นธงใหญ่ผืนหนึ่งสะบัดผ่าน ศีรษะหมาป่าสีทองคำเหนือเสาธงถูกแสงไฟสะท้อนออกมาสะดุดตา

เป็นธงศีรษะหมาป่าของทูเจวี๋ยตะวันตก ข้างใต้ผูกแถบผ้ายาวหลายผืน ทั้งดูสีจัดจ้านและเหมือนดั่งงูแลบลิ้นแฉก ช่างโอ้อวดเหิมเกริม น่าสะพรึงกลัวผิดปกติ

ไม่ นั่นน่าจะเป็นธงของกลุ่มในสังกัดทูเจวี๋ยตะวันตก เป็นกลุ่มชู่มู่คุน

รอบด้านมีแต่ผู้คนวิ่งเคลื่อนไหวผ่านไปตรงหน้าเป็นเงาขมุกขมัว เสียงร้องตะโกนเข่นฆ่าดังอึกทึก

นางคลำจับมีดสั้นแล้วหนีหลบไปอยู่ในมุมอับ สายตากวาดมองรอบข้างอย่างรวดเร็ว ทว่ากลับไร้สถานที่ให้หลบหนีได้ อีกฝ่ายมีคนมากเกินไป พวกเขาถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนาแล้ว

ทหารของชู่มู่คุนผ่านด่านมาได้อย่างไร ล่วงรู้การเดินทางของพวกเขาได้อย่างไร

เฟิงซุ่นอินไม่เข้าใจ ทันใดนั้นนางก็มองเห็นใครบางคนท่ามกลางกลุ่มคนพวกนั้น ผู้เป็นหัวหน้าคนนั้นมีสันจมูกโด่ง ดวงตาลึก มือถือดาบโค้ง ปากเอ่ยสั่งการบางอย่างกับคนรอบข้างพร้อมทั้งชี้ไปยังที่หนึ่งไกลๆ

นางหันมองตามไป สิ่งที่คนผู้นั้นชี้ก็คือพี่ใหญ่ของนาง

จากนั้นอีกฝ่ายก็มองเห็นนาง หลังประเมินถี่ถ้วนแล้วก็พลันสั่งให้คนไล่ตามนาง

ทั่วทุกสารทิศมีแต่กลิ่นคาวเลือด คนของพวกเขานอนกองกันระเกะระกะ

เฟิงอู๋ฮั่วสวมเกราะอ่อนที่บัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยเลือด มือกุมดาบสังหารฝ่าออกมาก่อนหันตะโกนมาทางนาง ‘รีบไป!’

เฟิงซุ่นอินตกใจ รู้ว่าตนเองไม่อาจอยู่ที่นี่เป็นตัวถ่วงพี่ชาย นางหมายรีบจากไป ทว่าเห็นแสงคบเพลิงสองฝั่งบาดตา ทั้งสองฝั่งกลับมีทหารดักซุ่มโผล่มาเช่นกัน แม้แต่ช่องว่างเล็กน้อยสุดท้ายยังถูกปิดตายแล้ว…

คบเพลิงผสมกับสีเลือด เสียงเข่นฆ่าสังหารค่อยๆ แผ่วเบาลง

เฟิงซุ่นอินมุดเข้าไปในความมืด ร่วงลงไปอยู่ในคูลับแห่งหนึ่ง

ตอนที่ตั้งกระโจมนางพูดกับพี่ใหญ่ว่าสภาพพื้นดินตรงนี้ไม่ราบเรียบ หากพบเจออันตรายยังมาหลบได้ นึกไม่ถึงว่าคำพูดจะเป็นตามนั้นจริง แต่คนของฝ่ายตรงข้ามกลับมีมากในระดับที่ไม่มอบโอกาสให้พวกเขาหลบหนีด้วยซ้ำ

เสียงเข่นฆ่าสังหารยิ่งเบาลง แสงคบเพลิงเผาลามมาทางนางอีกครั้ง

เสื้อคลุมกันลมบนตัวพลันถูกคนจับเอาไว้ พันมัดบนตัวนางอย่างแน่นหนา ตามด้วยร่างของนางถูกกดทับอย่างหนัก

เป็นเฟิงอู๋ฮั่วกระโจนมาบังตัวนางไว้ กดตัวลงไปอยู่ในคูลับจริงๆ อย่างแนบสนิท

หูซ้ายของเฟิงซุ่นอินถูกเขาปิดสนิท แว่วได้ยินเขาพูดอย่างเลือนราง ‘ไม่เป็นไรๆ อินเหนียงไม่ต้องกลัว…’

แสงเปลวเพลิงลามไล่มา โลหิตค่อยๆ หลั่งริน จวบจนตอนท้ายเปลวเพลิงหายไปอีกครั้ง เหลือเพียงกลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ แทบจะกลบทับตัวนางมิดทั้งตัว

นางนอนอยู่ในคู มือข้างที่กดหูซ้ายนางผ่านเสื้อคลุมกันลมข้างนั้นไม่เคลื่อนไหวอีก ทั้งตัวเขาไม่ขยับเคลื่อนไหว ทว่ายังคงกดทับร่างนางเอาไว้แน่น บดบังนางแนบสนิทไร้ช่องโหว่ มีเพียงเลือดที่ซึมผ่านเสื้อคลุมกันลมและเสื้อผ้าของนางมาทีละชั้นๆ

เสียงขลุ่ยบาดหูดังขึ้นอีกครั้ง ดังมาเป็นระลอก แฝงความร้อนรนและหวาดหวั่น

กองทัพสนับสนุนมาถึงเมื่อใดเฟิงซุ่นอินไม่กระจ่างชัด นางถูกดึงตัวออกไปอย่างไรก็ไม่รู้เช่นกัน นางถึงขั้นไม่กล้ามองดูสภาพของพี่ใหญ่นางสักครั้ง รู้เพียงว่าแม้แต่ผ้าที่ปิดคลุมตัวเขาไว้ยังอาบย้อมไปด้วยเลือด…

เมื่อกลับถึงฉางอัน ตัวคนก็ประหนึ่งขอนไม้แห้งไปแล้ว

มี่กั๋วกงนั่งอยู่ที่ตั่งในชุดสีเรียบ เพียงค่ำคืนเดียวคล้ายแก่ชราลงไปหลายสิบปี เอ่ยกับนางด้วยดวงตาแดงก่ำ ‘ไม่โทษเจ้า พ่อเป็นคนทำร้ายอู๋ฮั่วเอง…’ ยังไม่ทันพูดจบ บิดานางก็กระอักเลือดออกจากปาก หงายหลังล้มตึง หมดสติไปกะทันหัน

เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ตรงนั้นในสภาพเนื้อตัวเปื้อนเลือด อยากเดินเข้าไปหาทว่าขยับเท้าไม่ออก หูซ้ายประหนึ่งหลงเหลือเรี่ยวแรงที่พี่ใหญ่กดหูนางเอาไว้สุดตัว รวมถึงเสียงขลุ่ยบาดแหลมแต่ละระลอกนั้นยังคงดังก้อง ทุกเสียงล้วนนำพามาซึ่งอาการเจ็บแปลบ

เจิ้งฟูเหรินถลาไปที่ตั่ง มองดูใบหน้าไร้สีเลือดของสามีก่อนหันมามองนางด้วยสายตาสิ้นหวัง ‘ข้าบอกแต่แรกแล้วว่าไม่ให้เจ้าไป เหตุใดถึงไม่ฟังกัน เจ้ารู้สึกว่าตนเองมีประโยชน์มากรึ ด้วยการทำตัวมีประโยชน์เช่นนี้น่ะหรือ!’

หูซ้ายของเฟิงซุ่นอินยิ่งเจ็บมากขึ้น นางก้าวถอยหลังสองก้าว คล้ายมีบางอย่างกำลังไหลออกมาหยดลงบนพื้น

ใช่แล้ว นางไม่ควรไป หากนางไม่ไป บางทีพี่ใหญ่อาจยังฝ่าวงล้อมออกไปได้ ล้วนเป็นเพราะเพื่อช่วยนางไว้ ตอนนี้แม้แต่บิดานางเองก็…

เฟิงอู๋จี๋วิ่งเข้ามาจากข้างนอกประตูกะทันหัน เขายังตัวไม่สูงนัก พยายามยื่นมือมาประคองนางขณะเอ่ยอย่างตกใจทำอะไรไม่ถูก ‘ท่านพี่ มีเลือดไหลจากหูซ้ายของท่านขอรับ!’

 

ภายในอารามเต๋าแถบชนบททางใต้ของฉางอัน เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในห้องพักแขกแสนคับแคบตามลำพัง เหม่อลอยต่อหน้ารูปเทพซานชิง* ที่แขวนอยู่บนผนัง หูซ้ายไม่ได้ยินเสียงใดอีกแล้ว

เฟิงอู๋จี๋ลอบผลุบเข้ามาในห้อง เขาสวมชุดสีเรียบ นั่งลงด้านขวานางอย่างระมัดระวัง ‘ท่านพี่ ท่านพ่อสิ้นแล้ว คนในตระกูลแยกย้ายกันไปหมด ท่านอยู่พักรักษาตัวที่นี่ดีๆ เถิด หูจะต้องดีขึ้นแน่นอน’

ท่านพ่อสิ้นแล้ว สิ้นเพราะเรื่องพี่ใหญ่นาง เรื่องนี้ล้วนต้องโทษนาง

เฟิงซุ่นอินหลุบตาลงถามเสียงแหบ ‘สกุลเฟิงถูกตัดสินโทษแล้ว? พวกเราจะโดนเนรเทศหรือ’

หลังกลับมาฉางอันนางถึงรู้ว่าความตายของพี่ใหญ่นางกลายเป็นการแก้แค้นของชาวหลิงโจว ภายหลังมีชาวหลิงโจวมาฟ้องร้องที่ฉางอันอีก บอกว่าชาวหลิงโจวทุกคนเคียดแค้นสกุลเฟิงถึงได้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้บงการเต็มใจชดใช้ด้วยชีวิต แต่ขอให้ฮ่องเต้ลงโทษมี่กั๋วกงถึงจะดับความโกรธของทุกคนได้

ขณะที่ทหารดักซุ่มกลุ่มชู่มู่คุนในราตรีนั้นกลับไม่มีใครพูดถึง คล้ายไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน คำพูดของนางเองก็ไม่อาจพิสูจน์ความจริงได้

เฟิงอู๋จี๋ส่ายหน้า ‘พวกเขาต่างพูดว่าท่านพ่อมีความผิด แต่ฝ่าบาททรงยังไม่ได้สรุป ทั้งยังตรัสว่าต่อให้มีความผิดก็ไม่อาจเดือดร้อนมาถึงครอบครัว ทรงอนุญาตให้พวกเราอยู่ที่ฉางอันต่อไปได้ขอรับ’

เฟิงซุ่นอินค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้น ‘ยังไม่สรุป?’

ทันใดนั้นนางก็มองเห็นความหวังเล็กๆ อีกครั้ง นางไม่อาจหดหู่ ไม่อาจทำให้บิดากับพี่ใหญ่ผิดหวัง จะต้องรอโอกาสแลกอนาคตมา…

หกปีเต็มๆ ที่สกุลเฟิงไร้วาสนากับเส้นทางการเป็นขุนนางอีก ต่อให้อยู่ที่ฉางอันก็ประหนึ่งถูกกักขัง คล้ายเจอกับทางตันแล้ว

ทว่ากลับมีแขกจากเหลียงโจวจำนวนหนึ่งมายังฉางอันพร้อมกับข่าวเรื่องสู่ขอ

‘ได้’ นางยืนอยู่ในอาราม ทอดสายตามองออกไปด้านนอกภูเขาดั่งรอมานานเกินไปแล้ว

ไม่ว่าใครก็แต่งได้ทั้งนั้น นางไร้ซึ่งความคาดหวังว่าจะแต่งกับใครไปแล้ว ขอแค่สามารถออกจากฉางอัน ให้นางทำเรื่องตอนนั้นที่ยังทำไม่สำเร็จให้แล้วเสร็จจนได้

นี่คือหน้าที่รับผิดชอบของนาง…

 

จวบจนวันนี้

เฟิงซุ่นอินลืมตาโพลง ลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียง หูซ้ายยังคงเจ็บปวด หูขวามีคำพูดชั่วร้ายของเฮ่อเส่อไชว่กระแทกเข้าใส่…

‘เจ้าคงไม่ได้ลืมว่าพี่ใหญ่เจ้าตายอย่างไรหรอกนะ ตอนเขารับทีละดาบๆ ไปหลายดาบเพียงนั้น เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดกัน’

‘ไม่กล้าฆ่าข้า? พี่ใหญ่เจ้าตายอย่างอนาถเพียงนั้นก็นับว่าตายโดยเสียเปล่า…’

นางลงจากเตียงเดินไปถึงประตู เมื่อเปิดประตูออกแล้วก็มองเห็นแต่ไกลว่าที่มุมทแยงข้างนอกห้องพักมีพลทหารเฝ้าอยู่จำนวนหนึ่ง นางค่อยๆ เดินไปทางนั้น

พลทหารเห็นนางแล้วหลบไปด้านข้าง ไม่กล้าขัดขวาง

เฟิงซุ่นอินผลักประตูเดินเข้าไป มองเห็นเฮ่อเส่อไชว่ที่ถูกโยนทิ้งอยู่บนพื้น ลูกธนูตรงหัวไหล่เขาถูกเอาออกไปและทำแผลให้แล้ว แต่ตัวคนยังหมดสติอยู่

นางมองด้วยสายตาเย็นชา หมอกเลือดคล้ายคลี่คลุมขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง มีดสั้นถูกดึงออกจากเอว ปากทวนย้ำถ้อยคำของพี่ใหญ่ดั่งพึมพำกับตนเอง ปลอบประโลมตนเองเฉกเช่นยามปกติ “ไม่เป็นไรๆ…”

นางรู้แก่ใจว่าควรอดทน เรื่องของสกุลเฟิงยังไม่จบลง ทว่าก็อยากจะสังหารเฮ่อเส่อไชว่โดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางกุมมีดสั้นแน่น เพิ่งจะยกขึ้นก็หยุดมือ

แทบจะในเวลาเดียวกันนั้นเอง มือนางก็ถูกคนจับเอาไว้

เฟิงซุ่นอินหันมองไป มองเห็นว่ามือที่จับนางไว้นั้นทั้งกระชับแน่นและเปี่ยมด้วยพละกำลัง เห็นเส้นเลือดเขียวปูดขึ้นมาบนหลังมือ นางช้อนสายตามองขึ้นไปก็เห็นใบหน้าของเขา

นัยน์ตาดำคมกริบของมู่ฉางโจวจ้องมองใบหน้านาง กดมือของนางลงแล้วดึงตัวพาเดินออกไปข้างนอก

เฟิงซุ่นอินโซซัดโซเซเดินตามเขาออกไป

จวบจนเข้าไปในห้องด้านข้าง ประตูถูกปิดลง มือนางยังคงถูกเขาจับเอาไว้แน่น หัวใจเต้นรัวเร็ว

มู่ฉางโจวหยิบมีดสั้นจากมือนางออกไป “ในเมื่ออดทนเอาไว้ได้แล้ว เจ้าเองก็ไม่อยากให้เขาแค่ถูกขังเอาไว้ มิสู้มอบให้ข้าจัดการเถิด ข้าสามารถทำให้เขาอยู่มิสู้ตายได้ ประจวบเหมาะทางข้ายังมีเรื่องอยากถามเขาด้วย” เขาเก็บมีดสั้นกลับเข้าฝักตรงเอวของนางแล้วเอ่ยต่อ “รอวันหน้าฉางอันตอบตกลงให้พวกเจ้าพลิกคดีเก่าขึ้นมาไต่สวน ค่อยให้อู๋จี๋มาเอาตัวคนที่เหลียงโจวอีกที”

เฟิงซุ่นอินหอบหายใจเอ่ย “ท่านรู้หมดแล้ว?”

เสียงของมู่ฉางโจวทุ้มต่ำ “รู้หมดแล้ว รู้แต่แรกแล้วว่าในใจเจ้ามีแต่หน้าที่รับผิดชอบ มาวันนี้ถึงเพิ่งรู้น้ำหนักของมันที่มีต่อเจ้า หากเจ้าไม่เต็มใจกลับมาจริงๆ ข้าก็เข้าใจได้แล้ว”

เฟิงซุ่นอินขยับริมฝีปาก อยากพูดอะไรบางอย่างแต่ก็พูดไม่ออก

ข้างนอกมีเสียงของหูเป้ยเอ๋อร์ที่กดเสียงเอ่ยว่า “ท่านผู้…แค่ก ไม่อาจเสียเวลามากไปกว่านี้แล้ว หากชักช้ากลับไปไม่ทัน จวนผู้บัญชาการใหญ่จับผิดเรื่องที่แอบออกมาข้างนอกได้จะแย่เอานะขอรับ!”

เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้น รู้ว่าเขาควรจากไปแล้ว

มู่ฉางโจวสบตากับนาง ก่อนคลายมือออกแล้วหันตัวเดินออกไปข้างนอก

แขนของเฟิงซุ่นอินตกลงประหนึ่งถูกดึงกลับสู่ความเป็นจริง แววตาจับจ้องแผ่นหลังของเขาอย่างนิ่งค้าง

มู่ฉางโจวเดินถึงประตูแล้วหยุดลง ก่อนหันตัวก้าวยาวๆ กลับมา ยื่นแขนโอบเอวนางเข้ามาแนบชิดกับตนเอง “ตอนนั้นเจ้าไม่สนใจชีวิตแล้วใช่หรือไม่”

เฟิงซุ่นอินสบตาเขา หัวใจเองก็ถูกแรงปะทะ ลมหายใจรัวเร็วขึ้นมาทันที “เปล่าเจ้าค่ะ”

“เปล่า?” คิ้วของมู่ฉางโจวขมวดมุ่น จ้องนางเขม็ง “เพื่อหน้าที่รับผิดชอบของเจ้า กระทั่งชีวิตเจ้ายังไม่ต้องการแล้ว เพราะลืมไปแล้วหรือไรว่าที่เหลียงโจวยังมีคนรอเจ้าอยู่”

เฟิงซุ่นอินพูดไม่ออก

มู่ฉางโจวพลันยื่นมือเข้ามาในสาบเสื้อนาง จนกระทั่งสัมผัสผิวเนื้อนวล พบบริเวณที่หัวใจของนางเต้นอยู่

ขนตาเฟิงซุ่นอินสั่นสะท้าน บริเวณนั้นร้อนลวก เต้นรัวเร็วขึ้นกว่าเดิม แทบกระดอนออกมาจากทรวงอก

มู่ฉางโจวก้มหน้าทาบริมฝีปากลงมากะทันหัน ไล่จากข้างลำคอนางลงมาจนถึงบริเวณหัวใจ

เฟิงซุ่นอินรู้สึกเพียงแค่ทรวงอกร้อนระอุ นางจับสาบเสื้อของเขาแน่น ริมฝีปากเขาดูดดึงอยู่บริเวณหัวใจนาง แนบชิดหัวใจที่เต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ ของนางครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนขบกัดเบาๆ กะทันหัน ตามด้วยดูดดึงแรงๆ อีกทีหนึ่ง

นางรู้สึกซ่านชาไปทั้งร่าง ชาวาบไปถึงสันหลัง แม้แต่อาการเจ็บแปลบที่หูซ้ายยังหลงลืมไป

มู่ฉางโจวเงยหน้าขึ้น มือหนึ่งบีบปลายคางนาง บังคับให้นางเงยหน้า “มีชีวิตอยู่ให้ดีๆ เฟิงซุ่นอิน ต่อให้เจ้า…” ลูกกระเดือกเขาขยับขึ้นลง “ต่อให้เจ้าไม่เต็มใจกลับมา ก็จงมีชีวิตอยู่ให้ดีๆ”

เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้น บริเวณข้างลำคอล้วนลามเลียไปด้วยสีแดง ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอย่างหนัก มองสบดวงตาของเขา จากก้นบึ้งนัยน์ตาดำขลับของเขากลับมองเห็นสีแดงรางๆ

มู่ฉางโจวปาดนิ้วบนปลายคางนางทีหนึ่ง ขณะที่ฝืนเหยียดมุมปากเป็นรอยยิ้ม “ช่างใจดำจริงๆ จวบจนวันนี้กลับยังมีแค่ข้าที่รู้สึกไม่เต็มใจ”

เอวพลันถูกปล่อยออก ตอนที่เฟิงซุ่นอินได้สติกลับมา มู่ฉางโจวก็เดินจากไปแล้ว

บทที่ 66

เฟิงอู๋จี๋ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงก้าวเร็วๆ ออกมาจากห้องพัก เห็นแค่เพียงพลทหารจำนวนหนึ่งลากตัวเฮ่อเส่อไชว่ที่หมดสติผ่านไปตรงหน้า คุมตัวพาออกไปข้างนอกภายใต้คำสั่งของหูเป้ยเอ๋อร์

เขาไล่ตามไปจนถึงเรือนหน้า ก่อนเห็นมู่ฉางโจวตวัดกายขึ้นหลังม้า หยุดอยู่ข้างนอกกำแพงที่ถูกลมทะเลทรายพัดกร่อน คล้ายเตรียมจะจากไปเดี๋ยวนี้

“พวกท่าน นี่มัน…” เขารีบรุดขึ้นหน้า มีคำพูดมากมายที่อยากจะถาม

หูเป้ยเอ๋อร์เหลือบมองเขา กลัวว่าจะเสียเวลาจึงเอ่ยอย่างรวดเร็ว “คุณชายเฟิงไม่ต้องถามมากความ ข้ารับรองว่าเจ้าโจรสุนัขนี่ไม่มีทางตาย! ท่านไม่ต้องยุ่งแล้ว!” พูดจบเขาก็หยิบผ้าขาดๆ ผืนหนึ่งมายัดใส่ปากเฮ่อเส่อไชว่อย่างแรง ทั้งยังเอาแถบผ้ามามัดปากของอีกฝ่ายอีกหลายรอบ จะได้ป้องกันไม่ให้เฮ่อเส่อไชว่กัดลิ้นตาย เขาลงมืออย่างคล่องแคล่วยิ่ง ก่อนจะกวักมือเรียกทหารให้มาจับอีกฝ่ายมัดไว้บนหลังม้าประหนึ่งขอนไม้ผุพังอย่างไรอย่างนั้น

เฟิงอู๋จี๋ไร้คำพูด ดูจากท่วงท่าเช่นนี้ของหูเป้ยเอ๋อร์ อีกฝ่ายไม่มีทางปฏิบัติต่อผู้อื่นเช่นนี้เป็นครั้งแรกแน่นอน

ทหารเหลียงโจวขึ้นขี่ม้าหมดแล้วทุกนาย พร้อมออกเดินทางทุกเมื่อ

มู่ฉางโจวกุมสายบังเหียน หันม้ากลับมา สายตามองตรงไปยังเรือนหลัง

แต่แค่เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็กระตุกสายบังเหียนในมือควบม้าออกไป

หูเป้ยเอ๋อร์นำเหล่าพลทหารควบม้าไล่ตามไปทันที ชั่วขณะนั้นข้างนอกโรงเตี๊ยมเต็มไปด้วยฝุ่นฟุ้งตลบ เสียงกีบเท้าม้าไกลห่างออกไปในเวลาอันสั้น

เฟิงอู๋จี๋เห็นมู่ฉางโจวจากไปแล้วจริงๆ ก็มองตามสายตาเมื่อครู่นี้ของอีกฝ่ายไปทางด้านหลัง ก่อนเห็นเฟิงซุ่นอินค่อยๆ เดินออกมาจากเรือนหลัง

เขาเดินเข้าหา “ท่านพี่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่”

ความจริงอยากถามเรื่องของเฮ่อเส่อไชว่เสียหน่อย ถึงขั้นอยากถามว่านางมีแผนการอย่างไร เหตุใดถึงปล่อยให้พี่รองมู่จากไปทั้งอย่างนี้

เฟิงซุ่นอินยกมือหนึ่งกระชับสาบเสื้อ สายตากวาดมองออกไป เวลานี้ที่ข้างนอกไม่ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าอีกแล้ว นางเอ่ยเสียงเบา “ไม่เป็นไร เรื่องอื่นเอาไว้หลังจากนี้ค่อยว่ากัน จะต้องทำเหมือนว่าเขาไม่เคยมาที่นี่”

เฟิงอู๋จี๋มองเห็นข้างลำคอนางขึ้นสีแดงระเรื่อ ตัวคนกลับคล้ายเหม่อลอย ด้วยไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เขาจึงยื่นมือไปช่วยประคองแขนนางไว้ ก่อนมองออกไปข้างนอกกำแพงลานโรงเตี๊ยมอีกครั้ง “เช่นนั้น…ตอนนี้พวกเราควรทำอย่างไรขอรับ”

เฟิงซุ่นอินครุ่นคิดเงียบๆ อยู่ครู่หนึ่งก่อนเอ่ย “พวกเราเองก็ควรไปกันได้แล้ว”

 

มู่ฉางโจวควบม้าเร็วไปทางทะเลทราย

ระหว่างเดินทางออกห่างจากหมู่บ้านเขาก็สั่งการส่งทหารม้ารุดไปถ่ายทอดคำสั่งล่วงหน้า โดยแบ่งกองทัพหลักพันที่พาออกมาด้วยครั้งนี้เดินทางแยกกัน ย้อนกลับไปเหลียงโจวด้วยข้ออ้างออกไปฝึกฝนข้างนอกมา

หูเป้ยเอ๋อร์เร่งรีบเดินทางมาตลอดทางจนหายใจหอบ ใช้แส้ฟาดม้าควบเข้ามาใกล้ “ท่านผู้บัญชาการ ไม่ใช่ว่าเจอฮูหยินแล้วหรือ เหตุใดฮูหยินไม่ตามพวกเรากลับเหลียงโจวด้วยกันเล่า ดูคุณชายเฟิงผู้นั้นสิ ขนาดมาจับตัวโจรสุนัขก็ยังพาฮูหยินมาด้วย คิดว่านางคงไม่คิดกลับไปเยี่ยมครอบครัวที่ฉางอันแล้วกระมัง!”

เขาแค่คิดว่าที่ครั้งนี้คนสกุลเฟิงออกมาจับตัวคนมีสาเหตุมาจากถูกซุ่มโจมตีเมื่อครั้งก่อน ตัวการหลักคือเฟิงอู๋จี๋ เฟิงซุ่นอินแค่ถูกพาตัวมาด้วยเท่านั้น

หูเป้ยเอ๋อร์เองก็อยากจะถามตั้งแต่ตอนเพิ่งออกเดินทางแล้ว ยังหลงนึกว่าก่อนหน้านี้ตนเอ่ยเร่งเพียงนั้น ที่ผู้บัญชาการกลับยังไม่ยอมออกจากห้องพักเสียทีเพราะตั้งใจจะพาฮูหยินกลับไปด้วยกัน ทว่ากลับไม่ใช่อย่างที่คิดไว้

มู่ฉางโจวขี่ม้าอยู่ด้านหน้า สายตามองตรงไป น้ำเสียงที่เอ่ยอบอุ่นเช่นในยามปกติ กลมกลืนไปกับสายลม “เหลียงโจวกลายเป็นบึงมังกรถ้ำพยัคฆ์* ไปแล้ว เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน”

นางแบกรับหน้าที่รับผิดชอบของตนเองไป ไม่อยากกระโดดลงมาร่วมหนองบึงของเขาอีกนั่นก็ไม่ผิดอะไร

หูเป้ยเอ๋อร์ฟังอย่างสับสนมึนงง ทันใดนั้นก็เห็นพลทหารนายหนึ่งควบม้าเข้ามาใกล้ รายงานว่าบนถนนใกล้ๆ นี้มีคนอยู่

มู่ฉางโจวรั้งม้าหยุดก่อนหันมองไปทางด้านหลังปราดหนึ่ง

หูเป้ยเอ๋อร์ได้รับคำสั่งแล้วโบกมือเรียกคนจำนวนหนึ่งมา พาคนควบม้านำไปตรวจสอบก่อน

แถบนี้เป็นเขตแดนระหว่างเหอซีกับจงหยวนพอดี พวกเขาเดินทางโดยใช้ทางลัด ‘บนถนนใกล้ๆ’ ที่ว่านี้กลับหมายถึงถนนหลวง ที่นั่นมีคนกลุ่มหนึ่งอยู่จริงๆ หยุดม้าอยู่ด้านข้างคล้ายกำลังพักผ่อน

เพราะอยู่ห่างเกินไป ส่วนทางด้านนั้นก็เป็นเขตแดนจงหยวน หูเป้ยเอ๋อร์ไม่คิดเข้าใกล้เช่นกัน แค่ยืนยันว่าพวกเขาไม่เป็นอุปสรรคก็พอ

เขาหยุดอยู่บนเนินสูงแต่ไกล ยกมือขึ้นบังแสงมองไป ปากก็ร้องจิ๊จ๊ะ ทว่าเมื่อเหลียวหลังกลับเห็นมู่ฉางโจวขี่ม้ามาแล้ว กำลังหรี่ตามองกลุ่มคนที่อยู่ห่างออกไปนั้นอย่างละเอียด

“ท่านผู้บัญชาการเห็นแล้วหรือ” หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ย “นี่ดูเหมือนจะเป็น…เป็นผู้ตรวจการชายแดนสักคน”

“อวี๋จิ้นชิง” มู่ฉางโจวมองเห็นแล้วเช่นกัน นึกไม่ถึงว่าจะมาเจอคนผู้นี้ที่นี่ สายตาตวัดมองไปยังทิศทางที่พวกเขาเพิ่งเดินทางมา

หูเป้ยเอ๋อร์กำลังมองไปทางด้านหลังพวกเขา “เขาโผล่มาจากที่ใดกัน”

ดูจากทิศทางแล้วอาจจะเป็นฉินโจว มู่ฉางโจวเก็บสายตากลับมา มือกุมสายบังเหียนแน่น ทุกวันนี้เขาเหมือนจะไม่มีเหตุผลให้สอดมือเข้าไปยุ่งแล้ว สันกรามเขาตึงแน่น ทันใดนั้นพลันกระชากสายบังเหียน ควบม้าเร็วกลับไปทางด้านหลัง

หูเป้ยเอ๋อร์แค่คิดว่ามู่ฉางโจวรีบร้อนย้อนกลับไปก็ตระหนักดีว่าไม่อาจเสียเวลามากกว่านี้ จึงรีบไล่ตามไป

มุ่งหน้าตรงเข้าไปในทะเลทราย ร่องรอยผู้คนบางตายิ่ง แต่หลังเดินทางทะลุออกไปจะเป็นทางลัดมุ่งสู่เส้นทางตะวันตกสายหนึ่ง

ในไม่ช้าก็จะกลับถึงเหลียงโจวได้แล้ว ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่เคยออกมามาก่อน…

 

ตอนที่เฟิงซุ่นอินควบม้าออกจากหมู่บ้านถึงขั้นมองเห็นร่องรอยกีบเท้าม้าเร็วของพวกเขายังคงถูกทิ้งอยู่บนพื้น แต่ก็ถูกกระแสลมฤดูใบไม้ร่วงรุนแรงปัดกวาดไปต่อหน้าต่อตา

เฟิงอู๋จี๋ออกมาครั้งนี้กระเทือนถึงบาดแผล ก่อนออกจากโรงเตี๊ยมเขาได้ทำแผลที่หัวไหล่ใหม่อีกครั้งแล้ว พันผ้าพันแผลหนาชั้นระดับที่คลุมเสื้อผ้าทับแล้วหัวไหล่ยังนูนปูดขึ้นมาก้อนหนึ่ง เขาหันหน้าไปมองพี่สาว รู้สึกแค่ว่านางบอกจะไปก็ไปเลย ไม่สนใจท้องฟ้าที่ใกล้ย่ำสนธยา รวมถึงไม่มีเวลาสนใจพักผ่อน ทว่าจวบจนตอนนี้นางยังคงพูดน้อยจนน่าสงสาร เขาเองก็ไม่สะดวกพูดมาก

เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่บนหลังม้า มือหนึ่งกดทรวงอก ที่ตรงนั้นยังคงร้อนไม่หายมาจนถึงตอนนี้

ร่องรอยที่ทิ้งเอาไว้ก่อนหน้านี้หายไป ก็มีร่องรอยใหม่ประทับลงมาอีกครั้ง เขาจะต้องจงใจแน่นอน ยึดครองตำแหน่งใจกลางหน้าอกนาง อยากลบทิ้งอย่างไรก็ลบไม่ออก

มาถึงบริเวณเขตแดนแล้ว เฟิงอู๋จี๋มองไปข้างหน้าก่อนเอ่ยเรียกขึ้นอย่างกะทันหัน “ท่านพี่”

เฟิงซุ่นอินหันมองเขา เห็นเขาชี้ไปข้างหน้า นางมองตามไปแล้วพบว่าในศาลาริมทางบนถนนหลวงมีคนกลุ่มหนึ่งหยุดพักอยู่

เงาร่างงามสง่าร่างหนึ่งก้าวฉับไวออกจากศาลามาคารวะ ชุดขุนนางสีแดงบนตัวเปื้อนฝุ่น ไม่รู้เช่นกันว่ารออยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว “คุณหนูเฟิง”

นึกไม่ถึงว่าจะเป็นอวี๋จิ้นชิง

เฟิงซุ่นอินขี่ม้าเข้าหา ก่อนลงจากหลังม้า “คุณชายอวี๋มาอยู่ที่นี่ เตรียมจะจากไปแล้วหรือเจ้าคะ”

อวี๋จิ้นชิงเอ่ย “ขอรับ ควรจากไปนานแล้ว เพียงแต่คุณหนูเฟิงออกไปข้างนอกกะทันหัน ข้าเดินทางผ่านมาเลยอยากลองดูว่าจะบังเอิญมาพบกันที่นี่หรือไม่ ถึงได้มารออยู่ข้างทางเช่นนี้ ถ้าหากอยู่ที่นี่ยังไม่ได้พบก็ได้แต่เดินทางไปต่อแล้ว”

เฟิงซุ่นอินจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว จึงตอบเขาไปอย่างทึ่มทื่อ “ครั้งนี้ลำบากคุณชายอวี๋เดินทางอ้อมไปฉินโจว เป็นพวกเราที่เสียมารยาท มาวันนี้ยังลำบากให้ท่านต้องรออีก”

อวี๋จิ้นชิงมองสำรวจนาง สามารถมองออกว่านางผ่านการอาบน้ำมาแล้ว แต่เสื้อคลุมกันลมตัวนอกนั้นเปื้อนฝุ่น บริเวณมุมยังเลอะสีน้ำตาลเข้มดุจรอยเลือดอยู่หลายจุด สภาพดูเหนื่อยล้าเสมือนประสบพบเจอเรื่องใหญ่มา จึงถามอย่างอดไม่ได้ “เหตุใดคุณหนูเฟิงถึงออกไปข้างนอกกะทันหันหรือ”

เฟิงอู๋จี๋อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วลงจากม้าเดินเข้ามาใกล้พลางชิงตอบก่อน “ไม่มีอะไรขอรับ ข้าเป็นคนชวนท่านพี่ข้าออกมา คุณชายอวี๋จะไปแล้วหรือ ข้ายังไม่ได้เลี้ยงส่งท่านเลย”

สายตาของอวี๋จิ้นชิงถึงมองไปทางเฟิงอู๋จี๋ พร้อมกับเผยรอยยิ้มอบอุ่น “คุณชายเฟิงไม่ต้องมากมารยาท ตอนออกจากฉินโจวมารดาเจ้าขอบคุณข้าแล้ว แต่ว่าข้ายังไม่ได้สอบถามถึงอาการบาดเจ็บของเจ้าเลย นั่นถึงเรียกว่าละเลย”

อวี๋จิ้นชิงไม่พูดเรื่องนี้ยังดี ทันทีที่พูดเฟิงอู๋จี๋ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าความสนใจทั้งหมดของคนตรงหน้าเหมือนจะอยู่ที่พี่สาว สายตาเขาจึงสลับมองระหว่างอีกฝ่ายกับเฟิงซุ่นอิน ย่นหัวคิ้วพลางจับหัวไหล่เบาๆ เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง

อวี๋จิ้นชิงหันมองเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง “ข้ามารอที่ข้างทางเพราะมีคำพูดอยากจะพูดกับคุณหนูเฟิง เป็นถ้อยคำที่วันนั้นยังพูดไม่จบขอรับ”

เฟิงซุ่นอินนึกขึ้นได้ เขาเคยบอกว่ามีบางอย่างจะพูดด้วย ครั้งนั้นตกลงกันแล้วว่าค่อยว่ากันครั้งหน้า นางจึงผงกศีรษะ ก้าวขึ้นหน้าเข้าไปในศาลาริมทาง

เฟิงอู๋จี๋เห็นสถานการณ์แล้วได้แต่เดินผละไปไกล แต่สายตาคอยมองสลับไปมาระหว่างพวกเขาอีกครั้ง

คนของอวี๋จิ้นชิงที่อยู่ในศาลาริมทางก็ถูกไล่ออกไป แต่ละคนต่างถอยออกไปไกลเช่นกัน

เฟิงซุ่นอินเดินถึงใจกลางศาลาแล้วถึงหันกลับมาเอ่ย “คุณชายอวี๋จงใจมารออยู่ที่นี่ ดูท่าคงมีเรื่องสำคัญบางอย่างเป็นแน่”

อวี๋จิ้นชิงมองใบหน้าของเฟิงซุ่นอิน ยิ่งรู้สึกว่าใบหน้านางซีดขาวดูอ่อนล้า ไม่รู้ว่าเดินทางออกไปครั้งนี้พบเจอเรื่องอันใดมา เขาเอ่ยอย่างนุ่มนวล “คุณหนูลำบากแต่งงานไกลไปยังเหลียงโจวก็ไม่ง่ายแล้ว หาก…” เสียงของเขาเบาลงกะทันหัน “หากมีโอกาส ข้าเต็มใจช่วยเหลือคุณหนูพาย้อนกลับมาที่ฉางอันอีกครั้ง”

เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างตะลึง “อะไรนะเจ้าคะ”

อวี๋จิ้นชิงก้าวเข้ามาใกล้ “เรื่องที่ข้าอยากพูดวันนั้นก็คือเรื่องนี้ คุณหนูแต่งงานไกลเพื่อเชื่อมสัมพันธ์ ไม่ได้มาจากความเต็มใจของตนเอง ขอแค่คุณหนูอยากย้อนกลับไปฉางอัน ข้าจะต้องช่วยเหลือแน่นอน”

เฟิงซุ่นอินมีความคิดบางอย่างวาบผ่าน “คุณชายอวี๋เอ่ยเช่นนี้มีเหตุผลหรือไม่”

อวี๋จิ้นชิงคล้ายกระอึกกระอักเล็กน้อย เขาหันมองซ้ายขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีคนนอกได้ยินถึงเอ่ยต่อ “ท่านผู้บัญชาการทหารเหลียงโจวเก็บทุ่งร้างกลับมาได้ ข่าวถูกส่งถึงฉางอัน ฝ่าบาทย่อมทรงรับรู้ จึงได้ทรงทราบด้วยว่าท่านแต่งให้กับผู้ใด”

เฟิงซุ่นอินเริ่มเข้าใจขึ้นมา “ฝ่าบาทตรัสบางอย่างเกี่ยวกับการแต่งงานนี้หรือไรเจ้าคะ”

“ฝ่าบาทตรัสว่า…” อวี๋จิ้นชิงสังเกตสีหน้าของนางก่อนเอ่ยว่า “ตรัสว่า ‘น่าเสียดาย’ ”

เฟิงซุ่นอินนิ่งอึ้ง

อวี๋จิ้นชิงกล่าวอย่างร้อนใจมากขึ้น “หากแม้แต่ฝ่าบาทยังรู้สึกว่าน่าเสียดาย แล้วข้าจะไม่ช่วยเหลือคุณหนูได้อย่างไร เดิมทีท่านก็ไม่ควร…” คำพูดเขาหยุดลง รู้สึกว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว

เฟิงซุ่นอินนึกถึงเรื่องราวหลายอย่างขึ้นมาในชั่วพริบตา ก้นบึ้งหัวใจรู้สึกบีบรัดขึ้นมาแปลกๆ ปากกลับเอ่ยก่อนผ่านการคิดพิจารณา “คุณชายอวี๋น่าจะเคยได้ยินเรื่องในอดีตของสกุลเฟิงข้าแล้ว หลายเรื่องราวอาศัยเพียงคำพูดยากจะตัดสินความจริง คำว่า ‘น่าเสียดาย’ นี้อาจไม่สามารถแสดงถึงอะไรได้เช่นกันเจ้าค่ะ”

อวี๋จิ้นชิงสีหน้านิ่งค้างคล้ายไม่อยากจะเชื่อ “ข้าเห็นคุณหนูเดินทางมาฉินโจวกะทันหัน นึกว่าหัวใจคุณหนูไม่ได้อยู่ที่เหลียงโจว ขอแค่มีโอกาสก็อยากกลับบ้านทันที แต่ที่แท้ท่านกลับไม่เต็มใจย้อนกลับฉางอันหรอกหรือ”

เฟิงซุ่นอินพลันเงียบลง ดูคล้ายไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อน ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้คารวะให้เขา “ขอให้คุณชายอวี๋เดินทางปลอดภัย ข้าได้รับน้ำใจจากท่านมามากแล้ว ไม่กล้ารับบุญคุณใดอีกเจ้าค่ะ”

อวี๋จิ้นชิงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน ภายในใจเหลือเพียงคำว่า ‘น้ำใจ’ กับ ‘บุญคุณ’ ของนาง มองดูนางเดินจากไปต่อหน้าตนเอง

เฟิงอู๋จี๋เห็นพี่สาวกลับมาแล้วก็ขึ้นขี่ม้า พาขบวนออกเดินทางไปทันที

เฟิงซุ่นอินที่นั่งอยู่บนหลังม้าหันไปค้อมตัวผงกศีรษะให้คนในศาลาอีกครั้ง ขอให้เขารักษาตัวด้วย ก่อนรั้งสายบังเหียนจากไป…

 

ฝนฤดูใบไม้ร่วงห่าหนึ่งตกและหยุดอย่างรวดเร็ว ม้าย่ำผ่านถนนเปียกชื้นย้อนกลับมายังเมืองฉินโจว

เฟิงอู๋จี๋คอยเหลียวหลังมองตลอดทางที่ขี่ม้ามา หลายวันให้หลังนี้พี่สาวของเขาพูดน้อยลงเรื่อยๆ มีแค่เพียงสองวันก่อนระหว่างทางที่นางบอกเรื่องเฮ่อเส่อไชว่ถูกพาตัวไปไว้ที่เหลียงโจวเป็นการชั่วคราวกับเขาเล็กน้อย

พี่รองมู่เป็นคนจับตัวคนได้ ให้อีกฝ่ายพาตัวเฮ่อเส่อไชว่ไปก่อนก็เหมาะสมแล้ว นับประสาอะไรกับที่เขาเองก็ขัดขวางไว้ไม่อยู่

หลังทั้งกลุ่มขี่ม้าผ่านเข้ามาในเมือง เฟิงอู๋จี๋มองทางข้างหน้าก่อนหันกลับไปเอ่ยเตือน “ถึงแล้วขอรับ”

เฟิงซุ่นอินเงยหน้ามองข้างทางปราดหนึ่ง เห็นว่ามาถึงที่พักของน้องชายแล้ว นางจึงลงจากหลังม้า

เฟิงอู๋จี๋เดินมาจูงม้าของนาง “ท่านพี่ยังเจ็บหูอยู่หรือขอรับ”

เฟิงซุ่นอินส่ายหน้า “เปล่า”

ตั้งแต่มู่ฉางโจวจากไปนางก็ไม่เจ็บหูมาหลายวันแล้ว คงเพราะความสนใจของนางถูกเบี่ยงไปอยู่ที่อื่น มือเผลอยกขึ้นกดบริเวณหัวใจเล็กน้อย

เฟิงอู๋จี๋เอ่ย “เช่นนั้นก็เป็นเพราะวันนั้นอวี๋จิ้นชิงพูดอะไรบางอย่าง ทำให้หลายวันมานี้จิตใจท่านไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาตลอด”

เฟิงซุ่นอินปลดเสื้อคลุมกันลม ก้าวเท้าเข้าประตูจวน ขนตาหลุบลงปิดบังสีคล้ำใต้ดวงตา ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น

ฟ้าใกล้มืดแล้ว สาวใช้จุดตะเกียงขึ้นภายในห้องของนาง แสงที่ลอดออกมาบนระเบียงทางเดินสะท้อนเงากระดำกระด่าง

นางเดินขึ้นไปบนระเบียงทางเดิน ทันใดนั้นก็มองเห็นเงาร่างของมารดานาง จึงหยุดฝีเท้าอยู่ห่างออกไปหลายก้าว ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้น

เฟิงอู๋จี๋ก้าวฉับไวขึ้นหน้าไปประคองเจิ้งฟูเหรินแล้ว “ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน”

เจิ้งฟูเหรินมองเฟิงซุ่นอินด้วยแววตาไร้ประกายเฉกเช่นเดียวกับในอดีต “พวกเจ้าออกไปแก้แค้นกันมา?”

เฟิงอู๋จี๋มองไปทางเฟิงซุ่นอินอย่างระมัดระวัง ก่อนเอ่ยขัดขึ้น “ข้าเป็นคนอยากไปเอง ไม่เกี่ยวกับท่านพี่ ตอนนี้จับตัวคนได้แล้ว ท่านพี่เป็นคนจับได้!”

เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ข้าไม่ใช่คนจับได้ เป็น…” นางชะงักเล็กน้อยถึงได้เอ่ยชื่อนั้นออกมา “มู่ฉางโจว ท่านย่อมรู้จักเขา”

เจิ้งฟูเหรินเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “รู้จักสิ เขาคือสามีเจ้า”

เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ก่อนพึมพำย้ำคำ “ใช่แล้ว สามีข้า”

ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้พูดต่อแล้ว นางมองเจิ้งฟูเหรินครู่หนึ่ง ท้องฟ้ามัวสลัว ระหว่างแสงเงาตะเกียงที่ตกกระทบเองก็คล้ายมองเห็นไม่ชัด เฉกเช่นเมื่อหกปีก่อนที่นางจากจวนสกุลเฟิงไปอยู่อารามเต๋า มองเห็นไม่ชัดเช่นเดียวกัน นางย่อกายลงคารวะ “เดิมทีข้ากลับมาเพื่อเยี่ยมครอบครัว ถือเสียว่าทักทายเรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็หันตัวเดินกลับไปที่ห้องเงียบๆ

เจิ้งฟูเหรินไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น

ฟ้ามืดสนิทแล้ว เฟิงซุ่นอินอาบน้ำ เปลี่ยนชุด ทำทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบขั้นตอนอยู่ภายในห้อง

นางคลุมเสื้อนั่งอยู่หน้าตะเกียง ยกมือขึ้นปรับแสงเล็กน้อย พลันรู้สึกว่าหลายวันมานี้ประหนึ่งความฝันฉากหนึ่ง

ย้อนนึกไปต่อ ตั้งแต่จากเหลียงโจวมาก็คล้ายความฝันฉากหนึ่งเช่นกัน

นางหันไปหยิบตำราพับทบของตนเองมาเปิดออก ทันใดนั้นบางอย่างก็ร่วงตกลงมา เมื่อเก็บขึ้นมาถึงพบว่ามีกระดาษต้นฉบับแผ่นหนึ่งถูกหนีบเอาไว้

นางกางออก มองเห็นอักษรตัวเล็กๆ ตรงมุมขอบ ผู้บัญชาการทหารเหลียงโจวมู่ฉางโจวมอบให้แก่ฮูหยินเฟิงซุ่นอินเก็บไว้ส่วนตัวเท่านั้น

นึกไม่ถึงว่านางจะเอาแม้แต่สิ่งนี้ติดมาด้วย

นางดันออก ค่อยๆ เก็บสิ่งของกลับไปขณะพึมพำกับตนเอง “คนเจ้าเล่ห์…”

ทุกหนแห่งล้วนเป็นร่องรอยที่เขาทิ้งเอาไว้ จะเจ้าเล่ห์เกินไปแล้ว

นางหลุบตาลงก่อนนึกถึงนัยน์ตาแดงระเรื่อของมู่ฉางโจวขึ้นมาอีกครั้ง ‘ช่างใจดำจริงๆ จวบจนวันนี้กลับยังมีแค่ข้าที่รู้สึกไม่เต็มใจ’

 

ล่วงสู่ยามวิกาล เฟิงอู๋จี๋เปลี่ยนยาเสร็จแล้วแอบออกจากห้องหลัก เขาอยากแวะไปดูว่าพี่สาวเป็นอย่างไรบ้าง เดินไปถึงนอกประตูห้องกลับเห็นแสงไฟในห้องนางจุดสว่าง ตามด้วยประตูห้องถูกเปิดออก นางเดินออกมาแล้วตรงไปยังเรือนหน้า

เขาตามไปด้วยความแปลกใจ จนกระทั่งมาถึงเรือนหน้า เห็นนางมอบบางอย่างในมือให้กับทหารคุ้มกันนายหนึ่งที่เฝ้าประตูจวนอยู่ จากนั้นก็เดินย้อนกลับมาอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

“ท่านพี่ไปทำอะไรกัน” เขาอดถามไม่ได้

เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงเบา “ส่งจดหมาย”

“ส่งไปที่ใดหรือ”

นางชะงักเล็กน้อยก่อนตอบ “เหลียงโจว”

 

* ตรีวิสุทธิเทพ (ซานชิง) คือสามปฐมเทพสูงสุดตามหลักความเชื่อของลัทธิเต๋า สถิตในดินแดนสูงสุดเหนือจากสวรรค์เก้าชั้นฟ้า ได้แก่ หยวนสื่อเทียนจุนแห่งแดนอวี้ชิง (หยกวิสุทธิ์) หลิงเป่าเทียนจุนแห่งแดนซั่งชิง (เหนือวิสุทธิ์) และเต้าเต๋อเทียนจุนหรือไท่ซั่งเหล่าจวินแห่งแดนไท่ชิง (บรมวิสุทธิ์)

* บึงมังกรถ้ำพยัคฆ์ เป็นสำนวน หมายถึงสถานที่ที่อันตรายอย่างยิ่ง

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือน กันยายน 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 12

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: