X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 59

หน้าที่แล้ว1 of 6

บทที่ 59 อวี้ฉยง

เจียงหลิงโมโห หมิงหวาฉังจึงลูบจมูก รู้สึกผิดอยู่บ้าง

แต่สหายร่วมบำเพ็ญตายได้ พี่ชายข้าตายไม่ได้* หมิงหวาฉังไม่อาจยอมให้พี่ชายผู้มีวินัยในตนเองและงามสง่าดุจไม้หยกแห่งราชธานีต้องแบกรับชื่อเสียงเสียหายว่ามาเที่ยวหอคณิกา จึงต้องให้เจียงหลิงมารับแทน

นางเอ่ยอย่างเป็นงานเป็นการ “อยู่ต่อหน้าเรื่องส่วนรวมไยต้องสนใจเกียรติส่วนตน พวกเราคือผู้ที่ทำการใหญ่ จะยึดติดอยู่กับชื่อเสียงเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้ คนของหอเทียนเซียงจะมาถึงในไม่ช้า พวกเราฉวยโอกาสนี้แบ่งภารกิจกันดีกว่า เจียงหลิง พี่เหริน ประเดี๋ยวทั้งสองคนถ่วงเวลาแม่เล้ากับอวี้ฉยงไว้ พยายามล้วงเบาะแสจากปากพวกนาง เน้นถามความสัมพันธ์ของคนในหอเป็นพิเศษ ส่วนข้าจะออกไปตรวจดูสภาพพื้นที่ในหอและพยายามไปดูสถานที่เกิดเหตุ”

เหรินเหยาลังเลอยู่บ้าง “เจ้าออกไปคนเดียวจะอันตรายเกินไปหรือไม่”

หมิงหวาฉังกล่าว “ไม่เป็นไร ตอนนี้พวกเราคือสาวใช้ของเจียงหลิง หอเทียนเซียงยำเกรงอำนาจของเจียงอันโหว ไม่กล้าทำอะไรข้าแน่ กลับกันหากพี่เหรินละทิ้งเจียงหลิงแล้วออกไปกับข้าด้วย นั่นถึงจะเผยพิรุธ” นางขยิบตา ลดเสียงลงแล้วกล่าวต่อ “ยิ่งไปกว่านั้น…ยังมีพี่รองของข้ากับพี่เซี่ยอยู่”

เหรินเหยาพรูลมหายใจเบาๆ “ได้แต่ทำเช่นนี้แล้ว เจ้าระวังตัวด้วย”

“ทั้งสองคนก็เช่นกัน”

พอหารือยุทธวิธีกันเสร็จ เวลานี้เองเสียงครึกครื้นก็ดังมาจากด้านนอก ทั้งสามคนรีบสบตากัน ต่างนั่งประจำที่ เจียงหลิงวางท่าอิ่มเอม เอ่ยอย่างยโสโอหัง

“รินสุราให้ข้านายน้อยเร็ว”

เหรินเหยามองไปทางเจียงหลิงอย่างฉงนสงสัย สงสัยว่าเขาคงคันผิวอยากจะถูกตี ทว่าพวกแม่เล้ามาถึงหน้าประตูแล้ว นางจึงได้แต่ข่มอารมณ์วู่วามที่จะส่งกำปั้นไปสัมผัสใบหน้าของเขา เพียงปั้นยิ้มรินสุราให้

“เจ้าค่ะ ซื่อจื่อ บ่าวป้อนท่านเอง”

นางเอ่ยพลางรินสุราปริ่มจอก จับกรอกใส่ปากเจียงหลิงทันที เจียงหลิงสำลักอย่างหนัก จึงไอจนหัวสั่นหัวคลอน เหรินเหยาที่ยังคงมีท่าทาง ‘อ่อนหวาน’ เห็นเช่นนี้ก็รีบกล่าว

“ซื่อจื่อ เหตุใดท่านรีบดื่มเช่นนี้เล่า มา บ่าวช่วยลูบหลังให้”

ไม่ทันขาดคำนางก็ฟาดฝ่ามือหนึ่งใส่แผ่นหลังเจียงหลิง เจียงหลิงที่เพียงแค่สำลักสุรากลับมีทีท่าว่าจะกระอักเลือดออกมาปานนั้น อย่าว่าแต่สุรา เกรงว่าคงจะกระอักจนหัวใจ ตับ และปอดออกมาด้วย

หมิงหวาฉังชมดูอยู่ด้านข้าง ใบหน้ากระตุกเล็กน้อย ชั่วขณะนั้นคล้ายรู้สึกเจ็บหลัง

แม่เล้าพาคนเข้ามาก็เห็นเหตุการณ์ที่ซื่อจื่อแห่งจวนเจียงอันโหวกับสาวใช้คนโปรดของเขากำลังพลอดรักกันอยู่พอดี

แม้แต่ดื่มสุราก็ต้องมีคนป้อน เห็นได้ชัดว่าเป็นคุณชายใหญ่ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างทะนุถนอม ต่อหน้าผู้คนยังเป็นเช่นนี้ ในเวลาส่วนตัวไม่รู้จะทำตัวเหลวไหลเช่นไรบ้าง

แม่เล้าพลันรู้สึกถูกคุกคาม สาวใช้นางนี้ต้องจงใจทำเพื่อแสดงอำนาจข่มพวกนางอยู่เป็นแน่! น่าขัน คิดจะแย่งชิงบุรุษในถิ่นของข้าก็ต้องดูด้วยว่าเจ้ามีฝีมือหรือไม่

รอยยิ้มบนใบหน้าของแม่เล้าไม่เปลี่ยนแปลง เรือนร่างที่อวบอัดเบี่ยงหลบเล็กน้อย เผยให้เห็นคนที่อยู่ด้านหลัง ก่อนร้องเรียกเจียงหลิงด้วยเสียงที่ดังเกินควร

“ซื่อจื่อเจ้าคะ เมื่อครู่ข้าน้อยเสียมารยาท ตอนนี้พาอวี้ฉยงมาขออภัยท่านแล้ว อวี้ฉยง ท่านผู้นี้คือซื่อจื่อของเจียงอันโหว ยังไม่รีบทักทายอีก”

สตรีร่างบอบบางอรชรนางหนึ่งก้าวออกมา ยอบกายให้เจียงหลิงช้าๆ “คารวะซื่อจื่อ”

หมิงหวาฉังกับเหรินเหยาล้วนมองไปยังร่างของผู้ที่มา อายุของอีกฝ่ายราวยี่สิบปี รูปโฉมไม่นับว่าโดดเด่นเป็นเลิศ เครื่องหน้างามเรียบไปสักหน่อยเมื่อเทียบกับแม่นางซานฉาคนเมื่อครู่ ทว่าความงามเรียบเช่นนี้กลับกลายเป็นราศีทั่วร่างนาง ให้ความรู้สึกสง่าดุจบงกชพ้นน้ำ งดงามอ่อนช้อย ไม่แก่งแย่งชิงดี

หมิงหวาฉังสบตากับเหรินเหยาก่อนถาม “นี่คือดาวเด่นของหอพวกเจ้าหรือ”

สาวใช้พวกนี้ร้อนใจแล้วกระมัง! แม่เล้าลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง เห็นหมิงหวาฉังหน้าเปลี่ยนสี นางก็ยิ่งมั่นใจว่าตนจับจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้แล้ว จึงกล่าวขึ้น

“ถูกต้อง อวี้ฉยงก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นตั้งแต่วัยสิบหกปี บัดนี้เป็นมาสี่ปีแล้ว คนโด่งดังในย่านผิงคังฟางมาแล้วก็จากไป มีเพียงอวี้ฉยงที่ได้รับคำชื่นชมดังเดิม”

หมิงหวาฉังเห็นสายตาของแม่เล้าก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป แต่ก็ไม่เป็นไร นางสามารถคล้อยตามสถานการณ์ แสร้งทำทีริษยาเคียดแค้น พูดหาเรื่องได้อยู่แล้ว

“คนเช่นนางนี่หรือ”

“นี่ สหายน้อย อย่าได้ดูแคลนอวี้ฉยงของพวกข้า” แม่เล้าตั้งใจจะโค่นล้มสาวใช้สองคนนี้จึงบรรยายไม่หยุด “อวี้ฉยงรูปโฉมงดงาม รูปร่างก็ดี ทว่านี่เป็นเพียงจุดเด่นที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะสิ่งที่โดดเด่นอย่างแท้จริงคือความสามารถของนาง อวี้ฉยงของพวกข้าเก่งการประพันธ์ เชี่ยวชาญดนตรี เพียงผีผาหนึ่งบทเพลงก็ได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมไปทั่วโถง ทักษะการวาดภาพยิ่งทำให้ทั้งบัณฑิตและชาวยุทธ์นับไม่ถ้วนแย่งกันเข้าหา ซื่อจื่อ ท่านออกจากย่านผิงคังฟางไปถามในแวดวงปัญญาชนดูได้ มีใครไม่รู้จักอวี้ฉยงแห่งหอเทียนเซียงบ้าง”

หมิงหวาฉังพ่นลมขึ้นจมูกอย่างเย็นชา ก่อนเอ่ยดูแคลน “ล่าคำเยินยอ แสร้งทำลึกลับ”

ความทุกข์ยากในหน่วยเค้าแมวนิลเจียงหลิงย่อมไม่ทนรับมาอย่างสูญเปล่า เขาเข้าใจเจตนาของหมิงหวาฉังทันที จึงรีบขมวดคิ้วทำทีไม่พอใจ

“ข้ามาย่านผิงคังฟางเพื่อหาความสำราญ ไม่ใช่เพื่อดูเจ้าแสดงอำนาจ นี่ก็ไม่เข้าตาเจ้า นั่นก็ไม่ถูกใจเจ้า เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”

เหรินเหยาคล้อยตามบทสนทนา ใส่ไฟเพิ่มเข้าไปอีก “ใช่ น้องสาว ตอนนี้ซื่อจื่อชอบใจคนใหม่ เจ้าก็ต้องรู้ความ อย่าทำให้ซื่อจื่อเสียอารมณ์”

แม่เล้ายังไม่ทันอุทานกับกระบวนท่ายุแยงที่ยอดเยี่ยมนี้ก็ได้ยินหมิงหวาฉังตบโต๊ะเสียงดังอย่างฉุนเฉียว จากนั้นก็ลุกทันที

“ได้ ดาวเด่นนางนี้ได้รับการอบรมมาดี รอบรู้มากฝีมือ เหนือกว่าบ่าวมากนัก! บ่าวไม่กล้าทำให้ซื่อจื่อเสียเวลาสำราญ จะไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!”

จบคำหมิงหวาฉังก็เป็นเช่นประทัด ผลักอวี้ฉยงกับแม่เล้าออกไปอย่างแรง ก้มหน้าก้มตาเดินออกไป แม่เล้าร้องโอดครวญอย่างเกินจริง กดตรงจุดที่ถูกกระแทกจนเจ็บ แสร้งพูดอย่างลำบากใจ

“ซื่อจื่อ ท่านเห็นว่านี่…”

“ไม่ต้องสนใจนาง” เจียงหลิงทำหน้าโมโห เอ่ยด้วยหน้าบึ้งตึง “ให้นางออกไป กำเริบนักเชียว”

แม่เล้าลอบยินดี ทางหนึ่งแสร้งพูดปลอบ ทางหนึ่งส่งสายตาให้อวี้ฉยง อวี้ฉยงมองอีกฝ่ายเงียบๆ อุ้มผีผาไปนั่งหน้าโต๊ะ ทันทีที่ปลายนิ้วกรีดสายก็ทำให้เสียงแว่วออกมาระลอกหนึ่งปานหยกกลิ้งบนจานเงิน

อวี้ฉยงก้มศีรษะแสดงเจตนาต่อเจียงหลิง “ซื่อจื่อโปรดระงับโทสะ ข้าน้อยจะบรรเลงเพลงหนึ่งเพื่อซื่อจื่อ ขอแสดงฝีมืออันต่ำต้อยแล้ว”

 

ทางด้านหมิงหวาฉังเดินออกจากห้องวิมานจันทร์ด้วยท่าทางหงุดหงิด ครั้นได้ยินเสียงผีผาแว่วมาทางด้านหลังก็รู้ว่าแผนการลุล่วง ถัดจากนี้แม้ไม่มีผู้ชมการแสดงของนางแล้ว นางก็ยังคงค่อยๆ เก็บงำอารมณ์โกรธเคือง แสร้งทำเป็นซึมเซา เดินเลียบทางระเบียงตรวจดูช้าๆ

หอเทียนเซียงสร้างอย่างโอ่อ่ายิ่ง โดยเฉพาะเวทีนั้นใหญ่โตอลังการ หรูหราไม่ธรรมดา ห้องพักสองฝั่งต้องเสียสละเพื่อการนี้ไม่น้อย หอฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกต่างมีห้องพิเศษ ทว่าเพื่อไม่ให้บดบังเวที ตรงกลางจึงไม่เชื่อมต่อกัน ตอนนี้หมิงหวาฉังยืนอยู่บนทางระเบียงชั้นสองฝั่งทิศตะวันตก หากจะไปดูห้องพิเศษฝั่งทิศตะวันออกก็ต้องลงไปชั้นล่าง เดินตัดผ่านโถงใหญ่ค่อยขึ้นบันไดมาชั้นสองอีกครั้ง

ยุ่งยากจริงเชียว

หมิงหวาฉังจึงตั้งใจจะลงไปดูชั้นล่างก่อน ขณะเดินไปยังบันไดก็มีคนผู้หนึ่งเปิดประตูออกมาจากด้านข้าง ทั้งสองฝ่ายต่างตกใจจนสะดุ้ง

หมิงหวาฉังชิงสยบอีกฝ่าย จึงรีบเลิกคิ้วพลางกล่าว “เหตุใดเจ้าถึงทำลับๆ ล่อๆ”

สาวใช้รุ่นเล็กของหอคณิกาจำได้ว่าหมิงหวาฉังคือสาวใช้ที่เจียงซื่อจื่อพามา แม้ในใจนางจะลอบก่นด่าหมิงหวาฉังว่าอวดอ้างบารมีเจ้านาย ทว่ายังคงไม่กล้าล่วงเกินจวนเจียงอันโหว จึงก้มศีรษะพลางกล่าว

“ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ เป็นข้าไม่เห็นว่าด้านนอกมีคน ขอท่านโปรดอภัย”

หมิงหวาฉังมองประตูด้านหลังของสาวใช้ก่อนถาม “นี่คืออะไร”

“คือที่สำหรับบ่าวไพร่พักจัดของเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างอ่อนน้อม “ห้องพิเศษของหอฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกไม่เชื่อมต่อกัน บางครั้งส่งของไม่สะดวก มามาจึงให้กั้นห้องเล็กไว้ตรงนี้สำหรับเก็บของชั่วคราว ปกติพวกแม่นางรับแขกเหนื่อยแล้วก็จะแวะพักตรงนี้เช่นกัน”

หมิงหวาฉังกวาดมองห้องเล็กนี้กับห้องวิมานจันทร์ สองห้องอยู่ติดกัน ถัดจากห้องเล็กคือทางขึ้นลงบันได นางจึงถามอีก

“เข้าห้องวิมานจันทร์จากห้องเล็กเลยได้หรือไม่”

“แน่นอนว่าไม่ได้” สาวใช้รีบตอบ “นี่เป็นที่สำหรับบ่าวไพร่ จะรบกวนแขกผู้ทรงเกียรติได้อย่างไรกัน”

หมิงหวาฉังผงกศีรษะ จากนั้นก็ทำตัวเป็นนกยูงเย่อหยิ่ง เดินลงบันไดไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอย่างเกรงใจสักประโยค สาวใช้กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด เพียงลอบถลึงตาใส่คราหนึ่งก่อนรีบไปทำงาน

หมิงหวาฉังลงไปถึงชั้นล่างก็ตกตะลึงกับโถงใหญ่ที่วิจิตรฟุ้งเฟ้อนี้อีกครา นางทบทวนถ้อยคำของเยวี่ยหู หากยึดตามตำแหน่งที่เยวี่ยหูบอก…วันเกิดเหตุจางจื่ออวิ๋นขึ้นไปชั้นสอง เข้าห้องพิเศษทางทิศเหนือของหอฝั่งทิศตะวันออก เรียกว่าห้องลมคะนึง เยวี่ยหูนั่งอยู่ที่โถงใหญ่ชั้นล่างตรงข้ามกับห้องลมคะนึง น่าจะเป็นที่นั่งฝั่งทิศตะวันตกของเวที

หมิงหวาฉังเดินวนอยู่ในโถงใหญ่เพื่อค้นหาตำแหน่ง ทันใดนั้นก็พบว่าห้องวิมานจันทร์กับห้องลมคะนึงอยู่ตรงกันพอดี ด้านข้างล้วนติดกับบันได หากยึดตามคำกล่าวของสาวใช้รุ่นเล็กเมื่อครู่ ห้องลมคะนึงข้างที่ติดกับบันไดจะถูกกั้นเป็นห้องเล็กสำหรับเก็บของและแวะพักชั่วคราวเช่นกันหรือไม่

นางตั้งใจจะไปดูห้องลมคะนึงสักหน่อย ขณะเดินตัดผ่านโถงใหญ่ก็ถูกฉากบังลมขนาดใหญ่เขียนลายทิวทัศน์ดึงดูดสายตา จึงอดไม่ได้ต้องหยุดฝีเท้าเงยหน้ามองดูภาพวาดทิวทัศน์นี้

ในภาพวาดใช้น้ำหมึกระบายเป็นทิวเขาเขียวสูงต่ำลดหลั่น ใกล้ไกลสลับซับซ้อน ขอบของภูเขาตัดเส้นด้วยสีจากหินเขียวหางนกยูง* ในความเขียวปนสีเลื่อมพรายทำให้แต่ละทิศทางแลเห็นสีสันแตกต่างกันไป ส่วนล่างเว้นพื้นที่ว่าง มีเพียงผู้เฒ่าสวมงอบกับเสื้อกันฝนหญ้าถักโดยสารเรือแจวลำหนึ่งกำลังจับปลาในลำน้ำ

ภาพวาดภาพเดียวราวกับบรรจุทิวเขาลำน้ำทอดลึกยาวนับพันหลี่ กาลเวลาและพื้นที่ล้วนถูกย่อรวมอยู่ตรงนี้ หมิงหวาฉังเอ่ยชมจากใจ

“วาดได้ดีแท้”

ด้านข้างมีสาวใช้ผ่านทางมาได้ยิน จึงเอ่ยประจบ “นี่เป็นฝีมือวาดภาพของพี่อวี้ฉยง”

หมิงหวาฉังประหลาดใจ “ภาพวาดขนาดใหญ่เพียงนี้นางวาดคนเดียวหรือ”

สาวใช้พยักหน้ารับ “หลายคนมาหอเทียนเซียงเพื่อฟังพี่อวี้ฉยงดีดผีผา แต่ความจริงแล้วสิ่งที่นางเก่งกาจที่สุดคือทักษะวาดภาพต่างหาก ตอนที่มามาปรับปรุงเวที เดิมทีคิดจะวางผนังแกะลายบุปผาเป็นฉากหลังของเวที แต่พี่อวี้ฉยงบอกว่าธรรมดาเกินไป ให้มามาวางฉากบังลมแทนดีกว่า ไม่เพียงทำให้หอเทียนเซียงดูใหญ่ขึ้น ยังไม่กินพื้นที่และไม่กระทบกับการเดินตัดไปมาระหว่างฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก มามาไม่เชื่อ บอกให้พี่อวี้ฉยงลองวาดภาพดูก่อน พี่อวี้ฉยงวาดอยู่หนึ่งเดือนจึงออกมาเป็นฉากบังลมนี้”

หมิงหวาฉังผงกศีรษะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง “มิผิด วางผนังบังตาหรือผนังแกะลายบุปผาดูอึดอัดเกินไป บดบังเวที มิหนำซ้ำยังดูคับแคบ ฉากบังลมนี้วางได้ดี ตอนที่ข้าเดินเข้ามารู้สึกโปร่งโล่งรื่นตาจริงๆ”

สาวใช้รู้สึกมีเกียรติไปด้วย “ไม่เพียงเท่านี้ พี่อวี้ฉยงยังเก่งการวาดภาพด้วยวิธีพิมพ์ลายน้ำ ทักษะด้านนี้แม้แต่จิตรกรหลวงก็ยังทำไม่เป็น…”

สาวใช้กำลังพูดอย่างออกรสก็มีเสียงแค่นอย่างเย็นชาแว่วมาจากทางฝั่งตรงข้าม หมิงหวาฉังเงยหน้าขึ้นก็เห็นซานฉายืนพิงราวกั้น สายตาประดุจมีดซัด

สาวใช้เงียบเสียงทันใด ซานฉาจึงคีบผ้าเช็ดหน้า เดินบิดสะโพกตรงมาแล้วเอ่ยถากถาง “เจ้าช่างเป็นสุนัขรับใช้ที่เข้าขั้น พบเจอใครเป็นเห่าเรียก แทบอยากจะดึงแขกทั้งหมดไปหานาง แต่น่าเสียดาย นางเป็นตัวเสนียดโดยกำเนิด คงจะรับโชควาสนามากเพียงนี้ไว้ไม่อยู่”

เห็นทีในหอเทียนเซียงมีการชิงดีชิงเด่นอยู่ไม่น้อย ซานฉาไม่ถูกกับอวี้ฉยงอย่างยิ่ง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ซานฉาถากถางอวี้ฉยงอย่างเปิดเผย หมิงหวาฉังจำได้ว่าเมื่อครู่แม่เล้าพูดว่าอวี้ฉยงเป็นดาวเด่นมาสี่ปีแล้ว แม่นางซานฉาที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้รูปโฉมงดงาม ทั้งยังอ่อนเยาว์ชอบเอาชนะ ดูท่านี่คงจะเป็นการต่อสู้ระหว่างดาวเด่นคนปัจจุบันกับคนใหม่

หมิงหวาฉังรู้สึกว่าซานฉามีวาจาแฝงนัย ท่าทางจะกุมเรื่องมืดดำของอวี้ฉยงอยู่ไม่น้อย นางจึงจงใจแสร้งถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ

“ใช่แน่หรือ คงไม่ใช่ว่าเจ้าริษยานาง เจตนาว่าร้ายนางกระมัง”

“อะไรกัน” ซานฉาเกือบจะโมโหตาย เอ่ยเสียงสูงทันที “ข้าหรือว่าร้ายนาง หึๆ แค่ไปเรือนสกุลเว่ยเป็นเพื่อนดื่มสุรา เรือนสกุลเว่ยก็เกิดเหตุคนตาย ตอนอยู่ในหอเทียนเซียงก็จ้องแย่งแขก แต่กลับไม่ปรนนิบัติแขกให้ดี มิหนำซ้ำยังชักนำคดีความมาให้ที่นี่อีก หากไม่ใช่นางก่อเรื่อง หอเทียนเซียงจะซบเซาถึงเพียงนี้หรือ ข้าสู้ตรากตรำฝึกระบำ กระทั่งอาหารหนึ่งคำก็ไม่กล้ากินเพิ่ม ยกขาแขวนค้างไว้แม้แต่ตอนนอน ไม่ง่ายกว่าจะรั้งแขกไว้ได้ นางกลับทำได้ดีนัก ไปที่ใดวิบัติที่นั่น ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหลือชิ้นดี!”

เสียงของซานฉาแหลมสูง ไม่มีท่าทีจะเก็บงำแม้แต่น้อย สาวใช้กระอักกระอ่วน ได้แต่รีบเอ่ยปราม “พี่ซานฉา มามาบอกว่าเรื่องไม่งามในครอบครัวห้ามแพร่งพรายออกไป ไม่ให้พูดเรื่องพวกนี้…”

“ใครเป็นคนในครอบครัวเดียวกับนาง” ซานฉาสะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา “นางเป็นตัวอัปมงคล ดวงพิฆาตบิดามารดาวงศ์ตระกูล ดวงพิฆาตแขกผู้มีคุณ หากว่านี่เป็นเรื่องไม่งามก็เป็นเรื่องไม่งามของนางคนเดียว เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า!”

หางตาสาวใช้เหลือบมองหมิงหวาฉังไม่หยุด ทั้งร้อนใจทั้งอับอาย “พี่ซานฉา…”

เดิมทีหมิงหวาฉังพูดยั่วแหย่เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินสิ่งที่น่ายินดีเกินคาด นางจึงรีบทำหน้าเคร่งขรึม จี้ถามเสียงเย็นเยียบ

“คดีความอะไร เหตุคนตายอะไร พวกเจ้าพูดอะไรกันอยู่”

สมองที่ร้อนฉ่าของซานฉาได้สติขึ้นบ้าง ตระหนักได้ว่าตนเองก่อเรื่องใหญ่ เผยสิ่งที่มามาสั่งห้ามเด็ดขาดออกไปเสียแล้ว หมิงหวาฉังเห็นพวกนางเลี่ยงไม่ตอบ จึงเอ่ยด้วยแววตาเย็นชา

“ดี พวกเจ้าไม่พูด ข้าจะไปรายงานซื่อจื่อเดี๋ยวนี้ กล้าตบตาพวกเราจวนเจียงอันโหว กำแหงยิ่งนัก!”

“อย่า!” ซานฉาลนลาน รีบยุดมือหมิงหวาฉังไว้ ก่อนพูดกระอึกกระอัก “คนของจวนที่ว่าการเมืองฉางอันมาตรวจสอบแล้ว พวกเขาบอกว่าแขกผู้มีคุณคิดไม่ตกฆ่าตัวตายเอง ไม่เกี่ยวกับพวกเรา”

“ฆ่าตัวตาย?” หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว ถือโอกาสซักต่อเสียงเย็น “ในหอพวกเจ้ามีคนตายหรือ ตายที่ใด”

ซานฉาชี้ไปทางชั้นสองห้องลมคะนึงอย่างลังเลแล้วรีบเก็บมือกลับมา “ท่านผู้สูงส่ง คนของทางการได้มาตรวจสอบแล้ว ไม่เกี่ยวกับพวกเราจริงๆ”

“ผู้ตายเป็นใคร”

“คุณชายสามสกุลจาง นามว่าจื่ออวิ๋น”

“ตอนนี้ร่างเขาอยู่ที่ใด”

ซานฉารู้ว่าเรื่องเช่นนี้ครอบครัวผู้มีอำนาจวาสนาถือสายิ่งนัก อย่าว่าแต่คนของจวนโหว นางเองตอนนอนแค่คิดว่าเคยมีศพหนึ่งทอดร่างอยู่ชั้นสอง ในใจก็ยังหวาดหวั่นแทบแย่ จึงรีบชี้แจงให้กระจ่าง

“หลังทางการตรวจสอบเสร็จก็ได้นำร่างเขาไปที่โรงเก็บศพแล้ว ท่านวางใจได้ มามาเชิญภิกษุชั้นผู้ใหญ่มาสวดมนต์เป็นที่เรียบร้อย เขาฆ่าตัวตายเอง ไม่ได้คิดแค้นพวกเรา ย่อมไม่วนเวียนอยู่ในหอเทียนเซียงแน่”

หมิงหวาฉังเงยหน้ามองไปยังชั้นสอง เห็นรางๆ ว่ามีแถบปิดผนึกบนประตูห้องพิเศษนั้น นางจึงชี้ไปที่ชั้นสองพลางถาม

“เคยปัดรังควานในห้องหรือไม่”

ซานฉากับสาวใช้ล้วนเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน ในใจหมิงหวาฉังยินดีอย่างยิ่ง รู้ว่าสถานที่เกิดเหตุน่าจะไม่มีใครเคยเข้าไป นางลอบกล่าวขออภัยต่อจวนเจียงอันโหว นางไม่มีเจตนาจะทำลายชื่อเสียงสกุลเจียงจริงๆ พอคิดจบนางก็ทำหน้าบึ้งตึง มองต่ำพลางต่อว่าต่อขาน

“ตอบ! เป็นใบ้ไปแล้วหรือ”

หมิงหวาฉังแสดงให้เห็นอย่างสมจริงว่าอะไรที่เรียกว่าหน้าประตูจวนเสนาบดีคือขุนนางขั้นเจ็ด* ซานฉาไม่กล้าล่วงเกินสาวใช้ของเจียงซื่อจื่อ จึงกล้ำกลืนโทสะแล้วเอ่ยตอบ

“ในห้องยังไม่เคยปัดรังควาน หลังจากมามาพบว่าเขาเสียชีวิตก็รีบแจ้งทางการ คนของทางการมาตรวจสอบแล้วไม่พบร่องรอยการฆาตกรรม จึงให้เจ้าหน้าที่ติดแถบปิดผนึกบนบานประตูห้องนั้น บอกว่าหลังจากนี้จะส่งคนมาถามความอีก ให้พวกเราร่วมมือทุกเมื่อ พวกเรามีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่น มีหรือจะกล้าล่วงเกินเจ้าหน้าที่ทางการ ไม่อาจแตะต้องแถบปิดผนึกบนประตูได้จริงๆ จึงทำเพียงเชิญภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของวัดชิงหลงมาสวดส่งวิญญาณตรงทางระเบียง”

นี่เป็นข่าวดีมากสำหรับหมิงหวาฉัง เจ้าหน้าที่ทางการได้รับการฝึกฝนมา ตอนตรวจสอบจะไม่ทำลายสถานที่เกิดเหตุตามใจชอบ ตรวจสอบเสร็จยังใช้แถบปิดผนึกสกัดกั้นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ในห้องจึงน่าจะคงสภาพเดิมขณะเกิดเหตุเอาไว้ สถานที่เกิดเหตุยิ่งคงเดิมก็ยิ่งส่งผลดีต่อการร่างภาพคนร้ายของนาง

ทว่านี่ก็นำปัญหาหนึ่งมาให้นางเช่นกัน บนประตูติดแถบปิดผนึกอยู่ นางจะเข้าไปอย่างไรกัน

การสวมบทเป็นสาวใช้ผู้โอหังยังคงไม่เพียงพอจะให้นางมองเมินคำสั่งห้ามของทางการ ฉีกแถบปิดผนึกโดยไม่ถูกคนคลางแคลง เห็นทีการเข้าห้องเกิดเหตุยังต้องค่อยๆ วางแผน หมิงหวาฉังลอบใคร่ครวญก่อนถาม

“แล้วเมื่อครู่ที่เจ้าบอกว่าเรือนสกุลเว่ยเกิดเหตุคนตายมันเรื่องอะไรกัน”

พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ความมั่นใจของซานฉาก็เพิ่มขึ้นมาก นางรีบเอ่ยอย่างแฝงนัย “นี่ยิ่งไม่เกี่ยวกับพวกเรา ไม่กี่วันก่อนเว่ยถานปัญญาชนผู้ลือนามของเมืองฉางอันจัดเลี้ยงที่เรือน เชิญคนของหอเทียนเซียงไปเสริมบรรยากาศในงาน ความจริงแล้วควรให้ข้าไป ทว่ามามาลำเอียงยกโอกาสให้อวี้ฉยงเสียอย่างนั้น อวี้ฉยงไปดีดผีผาที่เรือนสกุลเว่ย ปรากฏว่างานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งทาง เว่ยถานก็น้ำลายฟูมปาก กระตุกเกร็งไปทั้งร่าง พ่อบ้านรุดไปเชิญหมอ ทว่าหมอยังไม่ทันมาถึง เว่ยถานก็เสียชีวิตแล้ว เกิดเรื่องใหญ่เพียงนี้ย่อมรู้ไปถึงหูเจ้าหน้าที่ วันนั้นพวกอวี้ฉยงถูกรั้งอยู่ให้การ จวบจนถึงเวลาห้ามออกนอกบ้านเรือนค่อยถูกปล่อยตัวกลับมา” จากนั้นนางก็สะบัดผ้าเช็ดหน้าคราหนึ่ง ก่อนเอ่ยเยาะหยัน “ได้ยินว่าเมื่อก่อนอวี้ฉยงเป็นคุณหนูจวนขุนนางด้วย หึๆ นางเกิดเพียงไม่นานครอบครัวก็ต้องโทษข้อหากบฏ พอนางไปดีดผีผาเป็นเพื่อนดื่มสุราที่เรือนสกุลเว่ย เจ้าบ้านสกุลเว่ยก็เกิดเรื่อง นางอยู่ในหอเทียนเซียงรับรองคุณชายสามสกุลจาง คุณชายสามสกุลจางก็ฆ่าตัวตาย ตามความคิดของข้านางคือดาวไม้กวาด** คือตัวหายนะ ไปถึงที่ใดก็สร้างความวิบัติให้ที่นั่น”

สาวใช้ทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงโต้แย้งหน้าแดงก่ำ “พี่ซานฉา ปากท่านพูดจาดีๆ เสียบ้างเถิด ท่านเว่ยตายอย่างไร ตอนนี้ทางการยังสืบไม่รู้ผล ส่วนคุณชายสามสกุลจางคิดสั้นก็เพราะทักษะวาดภาพ ตอนที่เกิดเหตุพี่อวี้ฉยงยังอยู่กับแขกอีกคนที่ห้องวิมานจันทร์ นางจะไปรู้ได้อย่างไร อีกทั้งท่านยกเรื่องชาติกำเนิดของผู้อื่นมาพูดยิ่งไร้ความเมตตา เดิมทีนางเป็นถึงคุณหนูตระกูลสูงส่ง หากไม่ใช่ตอนอายุสี่ขวบวงศ์ตระกูลเข้าไปพัวพันกับคดีกบฏ ทำให้นางตกอับถูกบังคับเข้ากองสังคีต ตอนนี้พวกเราก็ไม่คู่ควรกระทั่งหิ้วรองเท้าให้นางด้วยซ้ำ พี่ซานฉา เหนือศีรษะสามฉื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์* ตอนที่ท่านพูดสิ่งเหล่านี้นึกถึงตนเองเสียบ้าง”

ซานฉาหัวเราะเยาะหยัน เชิดหน้าขึ้นแล้วเอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของผู้อื่น “ร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว ข้ากลัวยิ่งนัก ต่อไปข้าพบนางต้องคุกเข่าอย่างนบนอบแล้วเรียกนางว่าคุณหนูด้วยใช่หรือไม่”

นางพูดกลั้วหัวเราะ สาวใช้ถูกยั่วโมโหจนสองแก้มแดงก่ำ กระทืบเท้าอย่างแรงแล้ววิ่งจากไป

หมิงหวาฉังจำต้องชมละครใหญ่หนึ่งฉาก นางเห็นท่าทางซานฉาจองหองลำพอง แต่กลับไม่รู้สึกว่าน่าชัง เพียงรู้สึกว่าน่าเศร้า

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าถ้อยคำเมื่อครู่ชั่วร้ายอย่างยิ่ง ซานฉาหยิบเอาบาดแผลเรื่องชาติกำเนิดของอวี้ฉยงมาล้อเล่น ขอเพียงมีมโนธรรมสักนิดจะไม่มีทางหัวเราะออกมา ทว่านี่โทษซานฉาได้หรือ

เอ่ยด้วยใจเป็นกลาง หากหมิงหวาฉังยืนอยู่จุดเดียวกับซานฉาตั้งแต่เล็ก กินไม่อิ่มสวมไม่อุ่น ไม่ได้รับอนุญาตให้เล่าเรียนเขียนอ่าน มีแต่การเอาใจผู้อื่นด้วยรูปโฉมให้ได้มาซึ่งความรักชอบของบุรุษจึงจะได้มีวันเวลาดีๆ นางเองก็คงจะกลายเป็นเช่นนี้

แน่นอนว่า…วันเวลาดีๆ ที่ว่านี้…เพียงแค่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เท่านั้น

บุปผาที่ไม่เคยได้รับแสงแดดหยาดฝน มิอาจตำหนินางได้ว่าเหตุใดถึงไม่อาจเติบโตเป็นกล้วยไม้ที่ตั้งตรง สดใส และมีศักดิ์ศรี

หมิงหวาฉังรู้สึกว่าที่ซานฉาดูแคลนอวี้ฉยงก็ไม่ต่างกับภรรยาเอกดูแคลนอนุ อนุดูแคลนหญิงคณิกา พวกนางล้วนเป็นผู้ที่ต้องติดตามผู้อื่น ไม่กล้าต่อต้านต้นตอที่ทำให้พวกนางโชคร้ายชั่วชีวิต กลับเลือกจะตวัดคมอาวุธใส่คนกลุ่มเดียวกันซึ่งอ่อนแอกว่าตน ขอเพียงสร้างคนที่ต่ำต้อยยิ่งกว่าตนออกมา ขอเพียงเหยียบย่ำสตรีที่โชคร้ายยิ่งกว่าตน ตนก็จะกลายเป็นสตรีที่เหนือกว่าสตรีอื่นได้แล้ว

แต่ความจริงแล้วไม่ใช่เช่นนั้น ผู้ที่อ่อนแอต่างดูแคลนกันเองต่างหาก หาข้ออ้างให้กับการข่มเหงของผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนี้จริงๆ

สาวใช้ที่เข้าข้างอวี้ฉยงถูกซานฉายั่วโมโหก็เดินไปหลบมุมอยู่กับพวกพี่ๆ น้องๆ แล้วก่นด่าซานฉาว่าคนพาลได้ใจ วันหน้าจะต้องร่วงลงมาอย่างอนาถยิ่งกว่าผู้อื่น หมิงหวาฉังกลับตบหลังมือซานฉาเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น

“พาข้าไปดูห้องพักของพวกเจ้าสักหน่อยได้หรือไม่”

 

* มาจากสำนวน ‘สหายร่วมบำเพ็ญตายได้ อาตมาตายไม่ได้’ หมายถึงห่วงแต่ผลประโยชน์หรือความปลอดภัยของตนเองโดยไม่คำนึงว่าผู้อื่นจะเป็นหรือตาย

* หินเขียวหางนกยูง คือแร่มาลาไคต์ (Malachite) ถือเป็นอัญมณีชนิดหนึ่ง มีสีเขียวอ่อนสลับเข้มเป็นชั้นหรือเป็นวงคล้ายลวดลายบนแพหางนกยูง จึงเป็นที่มาของชื่อ สามารถสกัดเป็นสีย้อมได้ เรียกว่ามาลาไคต์กรีน (Malachite Green)

* หน้าประตูจวนเสนาบดีคือขุนนางขั้นเจ็ด หมายถึงคนเฝ้าประตูจวนเสนาบดีมีอำนาจไม่ต่างจากขุนนางขั้นเจ็ด เพราะผู้ที่ต้องการพบเสนาบดีก็ยังต้องให้คนเฝ้าประตูเข้าไปรายงานให้

** ดาวไม้กวาด คือดาวหาง ใช้เปรียบเปรยถึงตัวหายนะที่นำเคราะห์ร้ายมาสู่คนรอบข้าง

* เหนือศีรษะสามฉื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสำนวนที่ใช้เตือนใจว่าอย่าทำเรื่องน่าละอายผิดคุณธรรม เพราะเหนือศีรษะของทุกคนขึ้นไปสามฉื่อ (ราว 1 เมตร) มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จับตาดูอยู่

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 6

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: