หมิงหวาฉังสบตากับเหรินเหยาก่อนถาม “นี่คือดาวเด่นของหอพวกเจ้าหรือ”
สาวใช้พวกนี้ร้อนใจแล้วกระมัง! แม่เล้าลอบกระหยิ่มยิ้มย่อง เห็นหมิงหวาฉังหน้าเปลี่ยนสี นางก็ยิ่งมั่นใจว่าตนจับจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้แล้ว จึงกล่าวขึ้น
“ถูกต้อง อวี้ฉยงก้าวขึ้นเป็นดาวเด่นตั้งแต่วัยสิบหกปี บัดนี้เป็นมาสี่ปีแล้ว คนโด่งดังในย่านผิงคังฟางมาแล้วก็จากไป มีเพียงอวี้ฉยงที่ได้รับคำชื่นชมดังเดิม”
หมิงหวาฉังเห็นสายตาของแม่เล้าก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงเข้าใจอะไรบางอย่างผิดไป แต่ก็ไม่เป็นไร นางสามารถคล้อยตามสถานการณ์ แสร้งทำทีริษยาเคียดแค้น พูดหาเรื่องได้อยู่แล้ว
“คนเช่นนางนี่หรือ”
“นี่ สหายน้อย อย่าได้ดูแคลนอวี้ฉยงของพวกข้า” แม่เล้าตั้งใจจะโค่นล้มสาวใช้สองคนนี้จึงบรรยายไม่หยุด “อวี้ฉยงรูปโฉมงดงาม รูปร่างก็ดี ทว่านี่เป็นเพียงจุดเด่นที่ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะสิ่งที่โดดเด่นอย่างแท้จริงคือความสามารถของนาง อวี้ฉยงของพวกข้าเก่งการประพันธ์ เชี่ยวชาญดนตรี เพียงผีผาหนึ่งบทเพลงก็ได้รับเสียงโห่ร้องชื่นชมไปทั่วโถง ทักษะการวาดภาพยิ่งทำให้ทั้งบัณฑิตและชาวยุทธ์นับไม่ถ้วนแย่งกันเข้าหา ซื่อจื่อ ท่านออกจากย่านผิงคังฟางไปถามในแวดวงปัญญาชนดูได้ มีใครไม่รู้จักอวี้ฉยงแห่งหอเทียนเซียงบ้าง”
หมิงหวาฉังพ่นลมขึ้นจมูกอย่างเย็นชา ก่อนเอ่ยดูแคลน “ล่าคำเยินยอ แสร้งทำลึกลับ”
ความทุกข์ยากในหน่วยเค้าแมวนิลเจียงหลิงย่อมไม่ทนรับมาอย่างสูญเปล่า เขาเข้าใจเจตนาของหมิงหวาฉังทันที จึงรีบขมวดคิ้วทำทีไม่พอใจ
“ข้ามาย่านผิงคังฟางเพื่อหาความสำราญ ไม่ใช่เพื่อดูเจ้าแสดงอำนาจ นี่ก็ไม่เข้าตาเจ้า นั่นก็ไม่ถูกใจเจ้า เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่”
เหรินเหยาคล้อยตามบทสนทนา ใส่ไฟเพิ่มเข้าไปอีก “ใช่ น้องสาว ตอนนี้ซื่อจื่อชอบใจคนใหม่ เจ้าก็ต้องรู้ความ อย่าทำให้ซื่อจื่อเสียอารมณ์”
แม่เล้ายังไม่ทันอุทานกับกระบวนท่ายุแยงที่ยอดเยี่ยมนี้ก็ได้ยินหมิงหวาฉังตบโต๊ะเสียงดังอย่างฉุนเฉียว จากนั้นก็ลุกทันที
“ได้ ดาวเด่นนางนี้ได้รับการอบรมมาดี รอบรู้มากฝีมือ เหนือกว่าบ่าวมากนัก! บ่าวไม่กล้าทำให้ซื่อจื่อเสียเวลาสำราญ จะไปให้พ้นเดี๋ยวนี้!”
จบคำหมิงหวาฉังก็เป็นเช่นประทัด ผลักอวี้ฉยงกับแม่เล้าออกไปอย่างแรง ก้มหน้าก้มตาเดินออกไป แม่เล้าร้องโอดครวญอย่างเกินจริง กดตรงจุดที่ถูกกระแทกจนเจ็บ แสร้งพูดอย่างลำบากใจ
“ซื่อจื่อ ท่านเห็นว่านี่…”
“ไม่ต้องสนใจนาง” เจียงหลิงทำหน้าโมโห เอ่ยด้วยหน้าบึ้งตึง “ให้นางออกไป กำเริบนักเชียว”
แม่เล้าลอบยินดี ทางหนึ่งแสร้งพูดปลอบ ทางหนึ่งส่งสายตาให้อวี้ฉยง อวี้ฉยงมองอีกฝ่ายเงียบๆ อุ้มผีผาไปนั่งหน้าโต๊ะ ทันทีที่ปลายนิ้วกรีดสายก็ทำให้เสียงแว่วออกมาระลอกหนึ่งปานหยกกลิ้งบนจานเงิน
อวี้ฉยงก้มศีรษะแสดงเจตนาต่อเจียงหลิง “ซื่อจื่อโปรดระงับโทสะ ข้าน้อยจะบรรเลงเพลงหนึ่งเพื่อซื่อจื่อ ขอแสดงฝีมืออันต่ำต้อยแล้ว”
ทางด้านหมิงหวาฉังเดินออกจากห้องวิมานจันทร์ด้วยท่าทางหงุดหงิด ครั้นได้ยินเสียงผีผาแว่วมาทางด้านหลังก็รู้ว่าแผนการลุล่วง ถัดจากนี้แม้ไม่มีผู้ชมการแสดงของนางแล้ว นางก็ยังคงค่อยๆ เก็บงำอารมณ์โกรธเคือง แสร้งทำเป็นซึมเซา เดินเลียบทางระเบียงตรวจดูช้าๆ
หอเทียนเซียงสร้างอย่างโอ่อ่ายิ่ง โดยเฉพาะเวทีนั้นใหญ่โตอลังการ หรูหราไม่ธรรมดา ห้องพักสองฝั่งต้องเสียสละเพื่อการนี้ไม่น้อย หอฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกต่างมีห้องพิเศษ ทว่าเพื่อไม่ให้บดบังเวที ตรงกลางจึงไม่เชื่อมต่อกัน ตอนนี้หมิงหวาฉังยืนอยู่บนทางระเบียงชั้นสองฝั่งทิศตะวันตก หากจะไปดูห้องพิเศษฝั่งทิศตะวันออกก็ต้องลงไปชั้นล่าง เดินตัดผ่านโถงใหญ่ค่อยขึ้นบันไดมาชั้นสองอีกครั้ง
ยุ่งยากจริงเชียว