หมิงหวาฉังจึงตั้งใจจะลงไปดูชั้นล่างก่อน ขณะเดินไปยังบันไดก็มีคนผู้หนึ่งเปิดประตูออกมาจากด้านข้าง ทั้งสองฝ่ายต่างตกใจจนสะดุ้ง
หมิงหวาฉังชิงสยบอีกฝ่าย จึงรีบเลิกคิ้วพลางกล่าว “เหตุใดเจ้าถึงทำลับๆ ล่อๆ”
สาวใช้รุ่นเล็กของหอคณิกาจำได้ว่าหมิงหวาฉังคือสาวใช้ที่เจียงซื่อจื่อพามา แม้ในใจนางจะลอบก่นด่าหมิงหวาฉังว่าอวดอ้างบารมีเจ้านาย ทว่ายังคงไม่กล้าล่วงเกินจวนเจียงอันโหว จึงก้มศีรษะพลางกล่าว
“ขออภัยด้วยเจ้าค่ะ เป็นข้าไม่เห็นว่าด้านนอกมีคน ขอท่านโปรดอภัย”
หมิงหวาฉังมองประตูด้านหลังของสาวใช้ก่อนถาม “นี่คืออะไร”
“คือที่สำหรับบ่าวไพร่พักจัดของเจ้าค่ะ” สาวใช้ตอบอย่างอ่อนน้อม “ห้องพิเศษของหอฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกไม่เชื่อมต่อกัน บางครั้งส่งของไม่สะดวก มามาจึงให้กั้นห้องเล็กไว้ตรงนี้สำหรับเก็บของชั่วคราว ปกติพวกแม่นางรับแขกเหนื่อยแล้วก็จะแวะพักตรงนี้เช่นกัน”
หมิงหวาฉังกวาดมองห้องเล็กนี้กับห้องวิมานจันทร์ สองห้องอยู่ติดกัน ถัดจากห้องเล็กคือทางขึ้นลงบันได นางจึงถามอีก
“เข้าห้องวิมานจันทร์จากห้องเล็กเลยได้หรือไม่”
“แน่นอนว่าไม่ได้” สาวใช้รีบตอบ “นี่เป็นที่สำหรับบ่าวไพร่ จะรบกวนแขกผู้ทรงเกียรติได้อย่างไรกัน”
หมิงหวาฉังผงกศีรษะ จากนั้นก็ทำตัวเป็นนกยูงเย่อหยิ่ง เดินลงบันไดไปโดยไม่แม้แต่จะพูดอย่างเกรงใจสักประโยค สาวใช้กล้าโกรธแต่ไม่กล้าพูด เพียงลอบถลึงตาใส่คราหนึ่งก่อนรีบไปทำงาน
หมิงหวาฉังลงไปถึงชั้นล่างก็ตกตะลึงกับโถงใหญ่ที่วิจิตรฟุ้งเฟ้อนี้อีกครา นางทบทวนถ้อยคำของเยวี่ยหู หากยึดตามตำแหน่งที่เยวี่ยหูบอก…วันเกิดเหตุจางจื่ออวิ๋นขึ้นไปชั้นสอง เข้าห้องพิเศษทางทิศเหนือของหอฝั่งทิศตะวันออก เรียกว่าห้องลมคะนึง เยวี่ยหูนั่งอยู่ที่โถงใหญ่ชั้นล่างตรงข้ามกับห้องลมคะนึง น่าจะเป็นที่นั่งฝั่งทิศตะวันตกของเวที
หมิงหวาฉังเดินวนอยู่ในโถงใหญ่เพื่อค้นหาตำแหน่ง ทันใดนั้นก็พบว่าห้องวิมานจันทร์กับห้องลมคะนึงอยู่ตรงกันพอดี ด้านข้างล้วนติดกับบันได หากยึดตามคำกล่าวของสาวใช้รุ่นเล็กเมื่อครู่ ห้องลมคะนึงข้างที่ติดกับบันไดจะถูกกั้นเป็นห้องเล็กสำหรับเก็บของและแวะพักชั่วคราวเช่นกันหรือไม่
นางตั้งใจจะไปดูห้องลมคะนึงสักหน่อย ขณะเดินตัดผ่านโถงใหญ่ก็ถูกฉากบังลมขนาดใหญ่เขียนลายทิวทัศน์ดึงดูดสายตา จึงอดไม่ได้ต้องหยุดฝีเท้าเงยหน้ามองดูภาพวาดทิวทัศน์นี้
ในภาพวาดใช้น้ำหมึกระบายเป็นทิวเขาเขียวสูงต่ำลดหลั่น ใกล้ไกลสลับซับซ้อน ขอบของภูเขาตัดเส้นด้วยสีจากหินเขียวหางนกยูง* ในความเขียวปนสีเลื่อมพรายทำให้แต่ละทิศทางแลเห็นสีสันแตกต่างกันไป ส่วนล่างเว้นพื้นที่ว่าง มีเพียงผู้เฒ่าสวมงอบกับเสื้อกันฝนหญ้าถักโดยสารเรือแจวลำหนึ่งกำลังจับปลาในลำน้ำ
ภาพวาดภาพเดียวราวกับบรรจุทิวเขาลำน้ำทอดลึกยาวนับพันหลี่ กาลเวลาและพื้นที่ล้วนถูกย่อรวมอยู่ตรงนี้ หมิงหวาฉังเอ่ยชมจากใจ
“วาดได้ดีแท้”
ด้านข้างมีสาวใช้ผ่านทางมาได้ยิน จึงเอ่ยประจบ “นี่เป็นฝีมือวาดภาพของพี่อวี้ฉยง”
หมิงหวาฉังประหลาดใจ “ภาพวาดขนาดใหญ่เพียงนี้นางวาดคนเดียวหรือ”
สาวใช้พยักหน้ารับ “หลายคนมาหอเทียนเซียงเพื่อฟังพี่อวี้ฉยงดีดผีผา แต่ความจริงแล้วสิ่งที่นางเก่งกาจที่สุดคือทักษะวาดภาพต่างหาก ตอนที่มามาปรับปรุงเวที เดิมทีคิดจะวางผนังแกะลายบุปผาเป็นฉากหลังของเวที แต่พี่อวี้ฉยงบอกว่าธรรมดาเกินไป ให้มามาวางฉากบังลมแทนดีกว่า ไม่เพียงทำให้หอเทียนเซียงดูใหญ่ขึ้น ยังไม่กินพื้นที่และไม่กระทบกับการเดินตัดไปมาระหว่างฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก มามาไม่เชื่อ บอกให้พี่อวี้ฉยงลองวาดภาพดูก่อน พี่อวี้ฉยงวาดอยู่หนึ่งเดือนจึงออกมาเป็นฉากบังลมนี้”
หมิงหวาฉังผงกศีรษะ เห็นด้วยอย่างยิ่ง “มิผิด วางผนังบังตาหรือผนังแกะลายบุปผาดูอึดอัดเกินไป บดบังเวที มิหนำซ้ำยังดูคับแคบ ฉากบังลมนี้วางได้ดี ตอนที่ข้าเดินเข้ามารู้สึกโปร่งโล่งรื่นตาจริงๆ”
สาวใช้รู้สึกมีเกียรติไปด้วย “ไม่เพียงเท่านี้ พี่อวี้ฉยงยังเก่งการวาดภาพด้วยวิธีพิมพ์ลายน้ำ ทักษะด้านนี้แม้แต่จิตรกรหลวงก็ยังทำไม่เป็น…”
สาวใช้กำลังพูดอย่างออกรสก็มีเสียงแค่นอย่างเย็นชาแว่วมาจากทางฝั่งตรงข้าม หมิงหวาฉังเงยหน้าขึ้นก็เห็นซานฉายืนพิงราวกั้น สายตาประดุจมีดซัด