สาวใช้เงียบเสียงทันใด ซานฉาจึงคีบผ้าเช็ดหน้า เดินบิดสะโพกตรงมาแล้วเอ่ยถากถาง “เจ้าช่างเป็นสุนัขรับใช้ที่เข้าขั้น พบเจอใครเป็นเห่าเรียก แทบอยากจะดึงแขกทั้งหมดไปหานาง แต่น่าเสียดาย นางเป็นตัวเสนียดโดยกำเนิด คงจะรับโชควาสนามากเพียงนี้ไว้ไม่อยู่”
เห็นทีในหอเทียนเซียงมีการชิงดีชิงเด่นอยู่ไม่น้อย ซานฉาไม่ถูกกับอวี้ฉยงอย่างยิ่ง นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่ซานฉาถากถางอวี้ฉยงอย่างเปิดเผย หมิงหวาฉังจำได้ว่าเมื่อครู่แม่เล้าพูดว่าอวี้ฉยงเป็นดาวเด่นมาสี่ปีแล้ว แม่นางซานฉาที่อยู่ตรงหน้าผู้นี้รูปโฉมงดงาม ทั้งยังอ่อนเยาว์ชอบเอาชนะ ดูท่านี่คงจะเป็นการต่อสู้ระหว่างดาวเด่นคนปัจจุบันกับคนใหม่
หมิงหวาฉังรู้สึกว่าซานฉามีวาจาแฝงนัย ท่าทางจะกุมเรื่องมืดดำของอวี้ฉยงอยู่ไม่น้อย นางจึงจงใจแสร้งถามอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ใช่แน่หรือ คงไม่ใช่ว่าเจ้าริษยานาง เจตนาว่าร้ายนางกระมัง”
“อะไรกัน” ซานฉาเกือบจะโมโหตาย เอ่ยเสียงสูงทันที “ข้าหรือว่าร้ายนาง หึๆ แค่ไปเรือนสกุลเว่ยเป็นเพื่อนดื่มสุรา เรือนสกุลเว่ยก็เกิดเหตุคนตาย ตอนอยู่ในหอเทียนเซียงก็จ้องแย่งแขก แต่กลับไม่ปรนนิบัติแขกให้ดี มิหนำซ้ำยังชักนำคดีความมาให้ที่นี่อีก หากไม่ใช่นางก่อเรื่อง หอเทียนเซียงจะซบเซาถึงเพียงนี้หรือ ข้าสู้ตรากตรำฝึกระบำ กระทั่งอาหารหนึ่งคำก็ไม่กล้ากินเพิ่ม ยกขาแขวนค้างไว้แม้แต่ตอนนอน ไม่ง่ายกว่าจะรั้งแขกไว้ได้ นางกลับทำได้ดีนัก ไปที่ใดวิบัติที่นั่น ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างไม่เหลือชิ้นดี!”
เสียงของซานฉาแหลมสูง ไม่มีท่าทีจะเก็บงำแม้แต่น้อย สาวใช้กระอักกระอ่วน ได้แต่รีบเอ่ยปราม “พี่ซานฉา มามาบอกว่าเรื่องไม่งามในครอบครัวห้ามแพร่งพรายออกไป ไม่ให้พูดเรื่องพวกนี้…”
“ใครเป็นคนในครอบครัวเดียวกับนาง” ซานฉาสะบัดแขนเสื้ออย่างเย็นชา “นางเป็นตัวอัปมงคล ดวงพิฆาตบิดามารดาวงศ์ตระกูล ดวงพิฆาตแขกผู้มีคุณ หากว่านี่เป็นเรื่องไม่งามก็เป็นเรื่องไม่งามของนางคนเดียว เกี่ยวอะไรกับข้าเล่า!”
หางตาสาวใช้เหลือบมองหมิงหวาฉังไม่หยุด ทั้งร้อนใจทั้งอับอาย “พี่ซานฉา…”
เดิมทีหมิงหวาฉังพูดยั่วแหย่เท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะได้ยินสิ่งที่น่ายินดีเกินคาด นางจึงรีบทำหน้าเคร่งขรึม จี้ถามเสียงเย็นเยียบ
“คดีความอะไร เหตุคนตายอะไร พวกเจ้าพูดอะไรกันอยู่”
สมองที่ร้อนฉ่าของซานฉาได้สติขึ้นบ้าง ตระหนักได้ว่าตนเองก่อเรื่องใหญ่ เผยสิ่งที่มามาสั่งห้ามเด็ดขาดออกไปเสียแล้ว หมิงหวาฉังเห็นพวกนางเลี่ยงไม่ตอบ จึงเอ่ยด้วยแววตาเย็นชา
“ดี พวกเจ้าไม่พูด ข้าจะไปรายงานซื่อจื่อเดี๋ยวนี้ กล้าตบตาพวกเราจวนเจียงอันโหว กำแหงยิ่งนัก!”
“อย่า!” ซานฉาลนลาน รีบยุดมือหมิงหวาฉังไว้ ก่อนพูดกระอึกกระอัก “คนของจวนที่ว่าการเมืองฉางอันมาตรวจสอบแล้ว พวกเขาบอกว่าแขกผู้มีคุณคิดไม่ตกฆ่าตัวตายเอง ไม่เกี่ยวกับพวกเรา”
“ฆ่าตัวตาย?” หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว ถือโอกาสซักต่อเสียงเย็น “ในหอพวกเจ้ามีคนตายหรือ ตายที่ใด”
ซานฉาชี้ไปทางชั้นสองห้องลมคะนึงอย่างลังเลแล้วรีบเก็บมือกลับมา “ท่านผู้สูงส่ง คนของทางการได้มาตรวจสอบแล้ว ไม่เกี่ยวกับพวกเราจริงๆ”
“ผู้ตายเป็นใคร”
“คุณชายสามสกุลจาง นามว่าจื่ออวิ๋น”
“ตอนนี้ร่างเขาอยู่ที่ใด”
ซานฉารู้ว่าเรื่องเช่นนี้ครอบครัวผู้มีอำนาจวาสนาถือสายิ่งนัก อย่าว่าแต่คนของจวนโหว นางเองตอนนอนแค่คิดว่าเคยมีศพหนึ่งทอดร่างอยู่ชั้นสอง ในใจก็ยังหวาดหวั่นแทบแย่ จึงรีบชี้แจงให้กระจ่าง
“หลังทางการตรวจสอบเสร็จก็ได้นำร่างเขาไปที่โรงเก็บศพแล้ว ท่านวางใจได้ มามาเชิญภิกษุชั้นผู้ใหญ่มาสวดมนต์เป็นที่เรียบร้อย เขาฆ่าตัวตายเอง ไม่ได้คิดแค้นพวกเรา ย่อมไม่วนเวียนอยู่ในหอเทียนเซียงแน่”
หมิงหวาฉังเงยหน้ามองไปยังชั้นสอง เห็นรางๆ ว่ามีแถบปิดผนึกบนประตูห้องพิเศษนั้น นางจึงชี้ไปที่ชั้นสองพลางถาม