“เคยปัดรังควานในห้องหรือไม่”
ซานฉากับสาวใช้ล้วนเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน ในใจหมิงหวาฉังยินดีอย่างยิ่ง รู้ว่าสถานที่เกิดเหตุน่าจะไม่มีใครเคยเข้าไป นางลอบกล่าวขออภัยต่อจวนเจียงอันโหว นางไม่มีเจตนาจะทำลายชื่อเสียงสกุลเจียงจริงๆ พอคิดจบนางก็ทำหน้าบึ้งตึง มองต่ำพลางต่อว่าต่อขาน
“ตอบ! เป็นใบ้ไปแล้วหรือ”
หมิงหวาฉังแสดงให้เห็นอย่างสมจริงว่าอะไรที่เรียกว่าหน้าประตูจวนเสนาบดีคือขุนนางขั้นเจ็ด* ซานฉาไม่กล้าล่วงเกินสาวใช้ของเจียงซื่อจื่อ จึงกล้ำกลืนโทสะแล้วเอ่ยตอบ
“ในห้องยังไม่เคยปัดรังควาน หลังจากมามาพบว่าเขาเสียชีวิตก็รีบแจ้งทางการ คนของทางการมาตรวจสอบแล้วไม่พบร่องรอยการฆาตกรรม จึงให้เจ้าหน้าที่ติดแถบปิดผนึกบนบานประตูห้องนั้น บอกว่าหลังจากนี้จะส่งคนมาถามความอีก ให้พวกเราร่วมมือทุกเมื่อ พวกเรามีหน้าที่ปรนนิบัติรับใช้ผู้อื่น มีหรือจะกล้าล่วงเกินเจ้าหน้าที่ทางการ ไม่อาจแตะต้องแถบปิดผนึกบนประตูได้จริงๆ จึงทำเพียงเชิญภิกษุชั้นผู้ใหญ่ของวัดชิงหลงมาสวดส่งวิญญาณตรงทางระเบียง”
นี่เป็นข่าวดีมากสำหรับหมิงหวาฉัง เจ้าหน้าที่ทางการได้รับการฝึกฝนมา ตอนตรวจสอบจะไม่ทำลายสถานที่เกิดเหตุตามใจชอบ ตรวจสอบเสร็จยังใช้แถบปิดผนึกสกัดกั้นผู้ไม่เกี่ยวข้อง ในห้องจึงน่าจะคงสภาพเดิมขณะเกิดเหตุเอาไว้ สถานที่เกิดเหตุยิ่งคงเดิมก็ยิ่งส่งผลดีต่อการร่างภาพคนร้ายของนาง
ทว่านี่ก็นำปัญหาหนึ่งมาให้นางเช่นกัน บนประตูติดแถบปิดผนึกอยู่ นางจะเข้าไปอย่างไรกัน
การสวมบทเป็นสาวใช้ผู้โอหังยังคงไม่เพียงพอจะให้นางมองเมินคำสั่งห้ามของทางการ ฉีกแถบปิดผนึกโดยไม่ถูกคนคลางแคลง เห็นทีการเข้าห้องเกิดเหตุยังต้องค่อยๆ วางแผน หมิงหวาฉังลอบใคร่ครวญก่อนถาม
“แล้วเมื่อครู่ที่เจ้าบอกว่าเรือนสกุลเว่ยเกิดเหตุคนตายมันเรื่องอะไรกัน”
พอเอ่ยถึงเรื่องนี้ความมั่นใจของซานฉาก็เพิ่มขึ้นมาก นางรีบเอ่ยอย่างแฝงนัย “นี่ยิ่งไม่เกี่ยวกับพวกเรา ไม่กี่วันก่อนเว่ยถานปัญญาชนผู้ลือนามของเมืองฉางอันจัดเลี้ยงที่เรือน เชิญคนของหอเทียนเซียงไปเสริมบรรยากาศในงาน ความจริงแล้วควรให้ข้าไป ทว่ามามาลำเอียงยกโอกาสให้อวี้ฉยงเสียอย่างนั้น อวี้ฉยงไปดีดผีผาที่เรือนสกุลเว่ย ปรากฏว่างานเลี้ยงดำเนินไปได้ครึ่งทาง เว่ยถานก็น้ำลายฟูมปาก กระตุกเกร็งไปทั้งร่าง พ่อบ้านรุดไปเชิญหมอ ทว่าหมอยังไม่ทันมาถึง เว่ยถานก็เสียชีวิตแล้ว เกิดเรื่องใหญ่เพียงนี้ย่อมรู้ไปถึงหูเจ้าหน้าที่ วันนั้นพวกอวี้ฉยงถูกรั้งอยู่ให้การ จวบจนถึงเวลาห้ามออกนอกบ้านเรือนค่อยถูกปล่อยตัวกลับมา” จากนั้นนางก็สะบัดผ้าเช็ดหน้าคราหนึ่ง ก่อนเอ่ยเยาะหยัน “ได้ยินว่าเมื่อก่อนอวี้ฉยงเป็นคุณหนูจวนขุนนางด้วย หึๆ นางเกิดเพียงไม่นานครอบครัวก็ต้องโทษข้อหากบฏ พอนางไปดีดผีผาเป็นเพื่อนดื่มสุราที่เรือนสกุลเว่ย เจ้าบ้านสกุลเว่ยก็เกิดเรื่อง นางอยู่ในหอเทียนเซียงรับรองคุณชายสามสกุลจาง คุณชายสามสกุลจางก็ฆ่าตัวตาย ตามความคิดของข้านางคือดาวไม้กวาด** คือตัวหายนะ ไปถึงที่ใดก็สร้างความวิบัติให้ที่นั่น”
สาวใช้ทนฟังต่อไปไม่ไหวจริงๆ จึงโต้แย้งหน้าแดงก่ำ “พี่ซานฉา ปากท่านพูดจาดีๆ เสียบ้างเถิด ท่านเว่ยตายอย่างไร ตอนนี้ทางการยังสืบไม่รู้ผล ส่วนคุณชายสามสกุลจางคิดสั้นก็เพราะทักษะวาดภาพ ตอนที่เกิดเหตุพี่อวี้ฉยงยังอยู่กับแขกอีกคนที่ห้องวิมานจันทร์ นางจะไปรู้ได้อย่างไร อีกทั้งท่านยกเรื่องชาติกำเนิดของผู้อื่นมาพูดยิ่งไร้ความเมตตา เดิมทีนางเป็นถึงคุณหนูตระกูลสูงส่ง หากไม่ใช่ตอนอายุสี่ขวบวงศ์ตระกูลเข้าไปพัวพันกับคดีกบฏ ทำให้นางตกอับถูกบังคับเข้ากองสังคีต ตอนนี้พวกเราก็ไม่คู่ควรกระทั่งหิ้วรองเท้าให้นางด้วยซ้ำ พี่ซานฉา เหนือศีรษะสามฉื่อมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์* ตอนที่ท่านพูดสิ่งเหล่านี้นึกถึงตนเองเสียบ้าง”