บทที่ 59.1
ใต้เท้าเฉิงเห็นว่าซือถูเซิ่งสำคัญตนผิดไป ทั้งยังยกฮ่องเต้มาข่มขู่เขา เขาก็หัวเราะแล้วกล่าวว่า “ท่านรู้หรือไม่ว่าคหบดีเฉินคือใคร เขาไม่เพียงเป็นพ่อค้าขายใบชารายใหญ่ที่สุดของเมืองหลวง ทว่ายังช่วยดูแลจัดหาของเข้าวัง มีเงินทองผ่านมือเป็นพันเป็นหมื่น แล้วจะลักพาตัวสตรีไปขายซึ่งผิดอาญาบ้านเมืองได้อย่างไร สาวใช้ในจวนท่านขายได้ราคาเท่าไรกัน ลูกจ้างในร้านใส่ความเขาอย่างเห็นได้ชัด ท่านจับกุมเขามาสอบปากคำเช่นนี้จะให้กลายเป็นคดีปรักปรำผู้บริสุทธิ์รึ”
พอพูดจบเขาก็มองผู้ใต้บังคับบัญชาสองคนที่ให้ความร่วมมือกับซือถูเซิ่งด้วยสายตาขุ่นขึ้ง ตั้งใจว่าจะจัดการคนทรยศสองคนนี้ในภายหลัง
ใต้เท้าเฉิงรู้ดีว่าผู้หนุนหลังคหบดีเฉินผู้นี้มีอำนาจมากเพียงใด! เขาได้รับคำไหว้วานจากรัชทายาทให้ช่วยคหบดีเฉินออกมา ถึงอย่างไรคนผู้นี้ก็มีการค้าผ่านมือมามากมาย ดูเหมือนว่าจะไปมาหาสู่กับรัชทายาทอย่างใกล้ชิดยิ่ง
ต่อให้ก่อเหตุสังหารคน เขาก็มีปัญญาล้มคดีให้ได้ นับประสาอะไรกับคดีลักพาตัวสตรีฐานะต่ำต้อยที่ทำไม่สำเร็จ
สหายขุนนางที่ช่วยทำคดีสองคนนั้นลอบขยิบตากับซือถูเซิ่งอย่างจนปัญญาเป็นเชิงบอกว่าพวกเขาทำอย่างสุดความสามารถแล้ว คงได้แต่หยุดมือเพียงเท่านี้ชั่วคราว
ซือถูเซิ่งไม่กล่าววาจา เขาเหลือบตามองนาฬิกาแดดตรงกลางลานเรือนพลางคำนวณเวลาอยู่ในใจเงียบๆ
ในตอนที่ใต้เท้าเฉิงออกคำสั่งให้ปล่อยตัวคหบดีเฉินแล้วให้คนยกน้ำชาชั้นดีมาดื่มเรียกขวัญอยู่นั่นเอง จู่ๆ ก็มีคนมารายงานว่ามีพระราชโองการมาถึง
ขันทีผู้ถ่ายทอดพระราชโองการกล่าวว่าฮ่องเต้ทอดพระเนตรหนังสือฎีกาด่วนของใต้เท้าซือถูแล้วกริ้วจัดที่ในเมืองหลวงถึงกับมีคดีน่าสะเทือนขวัญเช่นนี้ นับเป็นความผิดร้ายแรงที่ฟ้าดินไม่อาจให้อภัย ด้วยเหตุนี้จึงมีพระบัญชาให้ซือถูเซิ่งเป็นผู้ควบคุมการไต่สวนคดีนี้ จะต้องสืบสาวเรื่องโจรลักพาตัวในเมืองหลวงให้ถึงที่สุด
การที่ศาลยุติธรรมไต่สวนคดีลักพาตัวเช่นนี้ก็ไม่ต่างจากการใช้มีดเชือดวัวฆ่าไก่อยู่แล้ว
ทว่าไม่นึกไม่ฝันว่าฮ่องเต้จะออกพระราชโองการอย่างเป็นทางการเช่นนี้ นี่เป็นแค่มีดเชือดวัวหรือ แทบจะเป็นการใช้ดาบสังหารมังกรฆ่าหนูทีเดียว!
คหบดีเฉินที่เพิ่งถูกปล่อยตัวผู้นั้นยังไม่ทันสวมอาภรณ์ก็ถูกตรึงกับเสาไม้ตามเดิม ส่วนเหล็กเผาไฟที่ใช้นาบตัวก็เปลี่ยนเป็นแท่งใหญ่ขึ้น
เมื่อครู่ใต้เท้าเฉิงพูดอบรมสั่งสอนคนอย่างวางอำนาจเท่าไร ตอนนี้ก็เสียหน้ามากเท่านั้น
เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่น่าอับอายต่อหน้าผู้ใต้บังคับบัญชา ตอนที่เห็นขันทีผู้นั้นพูดกระซิบกระซาบกับซือถูเซิ่ง เขาก็ไม่มีโอกาสพูดแทรกสักนิด
ทว่าพอคดีนี้เกิดการพลิกผันอย่างน่าตกใจเช่นนี้ เขาก็จำเป็นต้องไปบอกกล่าวให้รัชทายาทรับทราบ ดังนั้นหลังออกจากห้องลงทัณฑ์แล้ว ใต้เท้าเฉิงก็รุดไปที่ตำหนักของรัชทายาทโดยไม่รอช้า
ช่วยไม่ได้จริงๆ เหตุการณ์ลุกลามใหญ่โตเพียงนี้ไม่ใช่เรื่องที่จะช่วยคนออกมาได้ง่ายๆ แล้ว เขาต้องออกตัวกับรัชทายาทเสียก่อนว่ามิใช่ตนเองไม่พยายาม แต่เป็นพระราชโองการของฮ่องเต้ที่สกัดขัดขวางไว้ ทำให้ต้องสะสางคดีเล็กอย่างเอิกเกริกเช่นนี้!
ทางด้านรัชทายาทเดิมทีก็ไม่ใคร่ใส่ใจเรื่องนี้นัก…คนที่ทำงานให้เขาจะมือไม้อยู่ไม่สุข ทำเรื่องออกนอกลู่นอกทางบ้างก็เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
ตราบใดที่ไม่สร้างปัญหาเกินไป เขาจะหลับตาข้างหนึ่งเสมอ เป็นการแสดงความเมตตาปรานีต่อผู้อยู่ใต้อาณัติบ้าง
แต่เวลานี้คดีไร้สาระเช่นนี้ซือถูเซิ่งกลับยื่นมือเข้ามายุ่งเกี่ยวจนเป็นเรื่องใหญ่โต ทั้งยังรู้ไปถึงฮ่องเต้ เขาจึงรู้ทันทีว่าเรื่องนี้ยุ่งยากเสียแล้ว รัชทายาทหรี่ตาลง หนังตากระตุกอย่างห้ามไม่อยู่
ไม่นานนักหูตาในวังหลวงก็ส่งข่าวมาที่ตำหนักของรัชทายาทในที่สุด
ที่แท้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่เช่นนี้ต้องยกความดีความชอบให้เจ้าสี่น้องชายผู้แสนดีของเขาคนนั้น
ได้ยินว่าน้องสี่ของเขาได้ลิ้นจี่มาจากแคว้นทางแดนใต้ อยากให้บิดามารดาได้ลิ้มลองของสดใหม่ เขาจึงหอบลิ้นจี่ที่ยังมีน้ำค้างเกาะอยู่ตามใบไปเข้าเฝ้าจิ้งเฟยในวังหลวง ขณะนั้นจิ้งเฟยกำลังปรนนิบัติฮ่องเต้เสวยพระกระยาหารเช้าพอดี
องค์ชายสี่แกะเปลือกลิ้นจี่พร้อมกับเล่าเรื่องแปลกใหม่ให้ฮ่องเต้ฟังว่าเมื่อวานตนเองร่ำสุราจนดึกดื่นแล้วบังเอิญพบซือถูเซิ่งจับกุมคนไปสอบสวนที่ศาลยุติธรรมในยามราตรีพอดี
ปรากฏว่าฮ่องเต้ยิ่งฟังยิ่งมีสีหน้าเคร่งขรึม พอได้ยินองค์ชายสี่พูดว่าซือถูเซิ่งอยากจะสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียดเพื่อมิให้คดีลักพาตัวตามที่ต่างๆ ต้องจบลงอย่างเป็นปริศนาเช่นเดียวกับที่ผ่านมา แต่ติดขัดที่ตนเองย้ายออกจากศาลยุติธรรมแล้ว เขาจึงเขียนหนังสือฎีกาถวายฮ่องเต้หนึ่งฉบับ ใบหน้าฮ่องเต้ก็บึ้งตึง จากนั้นก็สั่งให้หัวหน้าขันทีค้นหาหนังสือฎีกาที่ซือถูเซิ่งนำขึ้นถวายเมื่อคืนออกมาแล้วหรี่ตาอ่าน
ในนั้นมีถ้อยความประโยคหนึ่งว่า ‘ลักพาตัวสตรีดูคล้ายเป็นคดีเล็ก แต่แท้จริงแล้วคือคดีใหญ่ที่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ตามหลักศีลธรรมจรรยา หากทุกที่ให้ความสำคัญ เสียงร้องทุกข์ของราษฎรจะเบาลงได้’ นี่ถึงกับทำให้ฮ่องเต้หลั่งน้ำตาอย่างหม่นหมองโดยพลัน จากนั้นฮ่องเต้ก็สั่งให้คนส่งพระราชโองการฉบับนั้นไป
รัชทายาทฟังถึงตรงนี้แล้วก็เข้าใจเรื่องราวได้มากกว่าครึ่ง เขาโบกมือบอกให้ใต้เท้าเฉิงกลับไปก่อน แต่ก็คอยสืบถามความเคลื่อนไหวของทางซือถูเซิ่งไว้ทุกเมื่อ
ก่อนหน้านี้รัชทายาทไม่ได้เก็บเรื่องไร้สาระพรรค์นี้มาใส่ใจสักนิด ทว่ายามนี้เขามีสีหน้าเคร่งขรึมแล้ว
สุนัขผายลม! ร่ำสุราจนดึกดื่นแล้วบังเอิญพบรึ แล้วนำลิ้นจี่ไปถวายอะไรกัน บัดซบ! นี่ต้องมีใจกตัญญูอัดแน่นเต็มอกจนนอนไม่หลับถึงเข้าวังไปตั้งแต่เช้าตรู่กระมัง
รัชทายาทเดาะลิ้นคราหนึ่ง เขาคิดตามทันแล้ว เขาถูกกลซ้อนกลเข้าเสียแล้ว!
ซือถูเซิ่งหันไปสวามิภักดิ์กับเจ้าสี่แล้ววางกับดักเขาอย่างเห็นได้ชัด!
เมื่อเป็นเช่นนี้รัชทายาทก็สั่งให้คนไปเรียกเฉินฟั่งมาพบ
เมื่อคืนคหบดีเฉินถูกคนของศาลยุติธรรมจับตัวตอนดื่มสุราเคล้านารีบนเรือสำราญของหอคณิกา เฉินฟั่งถึงเพิ่งได้ข่าวเมื่อเช้านี้
เดิมทีเขานึกว่าขอแค่รัชทายาทออกปากแล้วค่อยให้ใต้เท้าเฉิงออกหน้าก็สามารถช่วยคนออกมาได้อย่างง่ายดาย แต่คิดไม่ถึงว่าจวนจะถึงยามเที่ยงแล้วก็ไม่เห็นทางนั้นปล่อยตัว ครั้นได้ยินรัชทายาทเรียกตัว เขาก็นึกว่ามีข่าวดีแล้ว
ไฉนเลยจะรู้ว่าเขาเพิ่งคารวะรัชทายาทยังไม่ทันยืนตัวตรง รัชทายาทก็ปรี่เข้ามาถีบยอดอกเขาคราหนึ่ง
“เจ้าโง่! อยู่ดีไม่ว่าดีไปตอแยผู้ดูแลหญิงของจวนซือถูเซิ่งเพื่ออันใด มิหนำซ้ำลงมือลงไม้ไม่เรียบร้อยหมดจด ทิ้งร่องรอยไว้ไปทั่วจนถูกจับได้เช่นนี้”
เฉินฟั่งเป็นที่โปรดปรานของรัชทายาทเสมอมา ไม่เคยถูกถีบยอดอกเช่นนี้มาก่อน
เขารู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันที จึงลุกลี้ลุกลนคุกเข่าลงแล้วกล่าวว่า “สตรีนางนั้นไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ยอมทำงานรับใช้พระองค์ ท่านอาของกระหม่อมโมโหจนทนไม่ไหวอยากจะให้บทเรียนกับนาง เรื่องนี้เป็นท่านอาของกระหม่อมสั่งให้คนทำ กระหม่อมไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย แค่ยืนกรานไม่ยอมรับ ซือถูเซิ่งจะทำอะไรได้ หรือเขาจะโบยตีบังคับให้สารภาพ”
ดวงตาทั้งคู่ของรัชทายาทเบิกกว้างด้วยความโกรธจนควันแทบจะออกหูแล้ว เขาถ่มน้ำลายใส่หน้าผากของเฉินฟั่ง
“ถุย! ให้บทเรียนรึ ท่านอาของเจ้าคนนั้นทนรับทัณฑ์ทรมานไม่ไหวสักนิด พอซือถูเซิ่งพูดชักจูงคราหนึ่ง ถูกเค้นถามทั้งคืนก็สารภาพจนหมดสิ้นแล้ว เขาบอกว่าสตรีนางนั้นล่วงเกินเจ้า เจ้าจึงบงการให้เขาลักพาตัวนางเป็นการให้บทเรียนกับนาง”
เฉินฟั่งคิดไม่ถึงว่าท่านอาของตนจะไม่ได้ความเพียงนี้ มิหนำซ้ำยังบอกชื่อของเขาออกมา อีกทั้งเขาคาดไม่ถึงว่าซือถูเซิ่งที่เขาไม่ค่อยเห็นอยู่ในสายตามาโดยตลอดจะกล้าลงมือโดยไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นเช่นนี้
ไม่รู้ว่าซือถูเซิ่งใช้วิธีการโหดเหี้ยมเช่นไร ท่านอาของเขาถึงกับทนไม่ไหวจนผลักเขาออกมารับผิดเช่นนี้ บัดซบโดยแท้!
เฉินฟั่งปล่อยให้น้ำลายเปรอะเปื้อนใบหน้าโดยไม่กล้าเช็ดออก แต่ในใจเขากำลังเดือดพล่านด้วยความโกรธแค้น
กระนั้นเขายังคงเห็นว่านี่มิใช่เรื่องใหญ่ เพียงเร่งรีบกล่าวยอมรับผิด “รัชทายาท ท่านอาของกระหม่อมเข้าใจความหมายกระหม่อมผิดไปจริงๆ กระหม่อมไม่ใช่คนไม่เคารพอาญาบ้านเมือง แต่ว่าขณะนี้ช่วยคนออกมาก่อนจะดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ ถึงอย่างไรท่านอาของกระหม่อมก็ทำการค้าหลายอย่างแทนพระองค์ หากมีผู้ประสงค์ร้ายรู้เข้าเกรงว่า…”
เฉินฟั่งกล่าววาจายังไม่ทันจบก็รู้ตัวว่าพูดผิดเสียแล้ว เพราะสายตาที่มองมาของรัชทายาทนั้นทอประกายขุ่นเคืองเต็มที
รัชทายาทกัดฟันแล้วเอ่ยขึ้น “สายไปแล้ว คนผู้นี้คงช่วยออกมาไม่ได้แล้ว เสด็จพ่อมีพระบัญชามอบหมายให้ซือถูเซิ่งเป็นผู้ควบคุมการไต่สวนคดีและดูแลคดีนี้ด้วยตนเอง ขุนนางโฉดซือถูเซิ่ง ขอแค่ตกอยู่ในน้ำมือคนผู้นี้ ถึงเป็นหินก้อนหนึ่งก็ต้องปริปากพูด”
เฉินฟั่งหมดหวังโดยสิ้นเชิง เขาเบิกตากว้างพูดโดยไม่ยั้งคิดอีกครา “นี่…มันคดีไร้สาระอะไรกัน เหตุใดถึงทำให้เสด็จพ่อออกหน้ามีพระบัญชาด้วยพระองค์เองได้”
รัชทายาทยังคงแค้นเคืองไม่หาย ปรี่เข้าไปถีบเฉินฟั่งเต็มแรงอีกคราแล้วด่าทอต่อ “แค่ซือถูเซิ่งคนเดียวหรือ กระทั่งเจ้าสี่คนถ่อยผู้นั้นก็เข้ามายุ่งเกี่ยวด้วย! แล้วเป้าหมายก็ไม่ได้อยู่ที่คดีลักพาตัว บัดซบโดยแท้ จะสั่งสอนสตรีนางนั้นก็สั่งสอนเองมิได้รึ จำเพาะต้องวางแผนใช้อุบายโจรลักพาตัวเช่นนั้น หรือเจ้าไม่รู้ว่าเสด็จพ่อมีปมในพระทัย เมื่อก่อนถ้าเสด็จพ่อได้ข่าวว่าจับโจรลักพาตัวในเมืองหลวงได้ มีครั้งใดบ้างที่ไม่เสด็จไปศาลไต่สวนของศาลยุติธรรมด้วยพระองค์เอง”
เฉินฟั่งไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ครั้นได้ยินรัชทายาทเอ่ยขึ้นก็คล้ายว่าจะเป็นเช่นนี้จริงๆ
เขาเบิกตาพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นเหตุใดฮ่องเต้…”
รัชทายาทโบกมือไปมา คร้านจะพูดถึงเรื่องราวในอดีตอีก หลังจากได้เตะต่อยด่าทอคนยกหนึ่งก็สงบจิตใจลงได้ทีละน้อย
ว่ากันถึงที่สุดแล้วเหตุที่วันนี้คดีเล็กกลายเป็นคดีใหญ่เช่นนี้ ความจริงแล้วเป็นเพราะซือถูเซิ่งตั้งใจจะฉีกหน้าแตกหักกับเขา!
ก่อนหน้านี้บุรุษผู้นั้นไปสอบปากคำเสด็จอาของเขาที่เขตต้องห้ามของอาราม จะต้องได้ยินเรื่องเก่าๆ ที่เกี่ยวกับตำหนักของรัชทายาทในครั้งนั้นจากปากของไท่อ๋องเป็นแน่ และคงล่วงรู้จุดอ่อนของบิดาแล้ว
ดังนั้นคราวนี้ซือถูเซิ่งจึงอ้างเหตุที่ผู้ดูแลหญิงในจวนเกือบถูกคนลักพาตัวไป ยกปัญหาการรักษาความสงบเรียบร้อยของเมืองหลวงและโจรลักพาตัวกำเริบเสิบสานขึ้นมา แล้วให้เจ้าสี่ออกหน้าสะกิดปมฝังใจในอดีตของบิดา จากนั้นซือถูเซิ่งก็สามารถเป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ จับกุมคหบดีเฉินเป็นการโจมตีเขา!
หากมิใช่ว่าซือถูเซิ่งวางแผนเล่นงานเขา รัชทายาทก็อยากชมเชยว่าอีกฝ่ายช่างล้ำเลิศจริงๆ คาดคะเนจิตใจคนได้แม่นยำดีแท้
แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาคิดบัญชีกับความเบาปัญญาของผู้อยู่ใต้อาณัติ
ลักพาตัวสตรีนางหนึ่งไม่นับว่าเป็นอะไร แต่คหบดีเฉินค้าขายสินค้าสำคัญแทนเขา ทันทีที่การค้าเหล่านี้ถูกเปิดเผยออกมาจะเป็นเรื่องใหญ่หลวงที่สั่นสะเทือนราชสำนักได้ทีเดียว
วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนี้มีเพียงตัดหางทิ้งเอาชีวิตรอด!
รัชทายาทใคร่ครวญเช่นนี้แล้วก็กวักมือเรียกเฉินฟั่งเข้ามากระซิบสั่งการบางอย่าง เฉินฟั่งก้มศีรษะรับฟังแล้วก็เบิกตากว้างอย่างสุดระงับ แขนของเขาสั่นระริกเพราะรู้ว่าถ้าตนเองทำงานบกพร่องอีก เกรงว่าเขาคงเป็นคนต่อไปที่จะเป็นหางซึ่งถูกตัดทิ้ง
เฉินฟั่งไม่กล้าชักช้า ออกไปปฏิบัติตามคำสั่งทันที
ยามบ่าย หลังจากคหบดีเฉินถูกลงทัณฑ์แล้วนอนหมดสติอยู่ในห้องขัง ใครจะรู้ว่าตอนผู้คุมนักโทษหันไปมองอีกคราก็พบว่าเขาเอาศีรษะทิ่มลงถังส้วมในห้องขัง จมอยู่ในกองอาจมขาดใจตายไปแล้ว
หากเขาทนถูกลงทัณฑ์ไม่ไหวจนคิดสั้น นี่ก็เป็นวิธีตายที่พิสดารเหลือเกิน
กระนั้นก็ไม่มีใครเห็นว่ามีคนเข้าไปใกล้ห้องขัง ได้แต่คาดเดาว่าเขาจมกองอาจมในถังส้วมเอง
ขณะที่เฉินฟั่งนั้นถูกใต้เท้าเฉิงเรียกตัวมาซักถามคราหนึ่งตามระเบียบขั้นตอน
แม้ว่าจะมีคำให้การของคหบดีเฉินก่อนหน้านี้ แต่เฉินฟั่งยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าตนเองกับฉู่หลินหลางไม่เคยไปมาหาสู่กัน เขาไม่รู้เรื่องนี้สักนิด อีกทั้งเมื่อก่อนท่านอาของเขาก็ชอบอ้างชื่อเขากระทำเรื่องไม่ดีมาบ้าง เขาเองก็จนปัญญาเช่นกัน
เพราะเหตุนี้สุดท้ายคดีลักพาตัวครั้งนี้ก็จบลงด้วยการที่วาณิชหลวงผู้มีอำนาจซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของรัชทายาทฆ่าตัวตายหนีความผิดในคุกของศาลยุติธรรม
ตอนที่เฉินฟั่งถูกปล่อยตัว ซือถูเซิ่งเป็นคนออกมาส่งด้วยตนเอง
ใต้เท้าซือถูช่วยคลุมชุดคลุมให้ใต้เท้าเฉินเองอย่างเอาใจใส่ยิ่ง แต่ตอนผูกสายรัด ใบหน้าของซือถูเซิ่งประดับรอยยิ้มน้อยๆ ดวงตาจ้องมองอีกฝ่ายเขม็งพร้อมกับพูดเน้นเสียงทีละคำ
“วันหน้าอยู่ให้ห่างจากจวนของข้าสักหน่อย หากยังกล้ายื่นมือเข้ามาอีก ท่านจะไม่ได้ออกไปอย่างง่ายดายเช่นนี้แล้ว…”
ยามกล่าววาจานี้มือของเขาออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เฉินฟั่งถูกรัดคอจนเกือบหายใจไม่ออก
เพื่อปกป้องรัชทายาท เฉินฟั่งต้องสั่งให้คนปลิดชีพท่านอาของตนเอง เข้าตำราที่ว่าเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังต้องเอากระดูกมาแขวนคออีก!
ยามนี้พอเห็นหน้าบุรุษที่ตนเคยพูดจาเยาะเย้ยถากถางได้ตามใจชอบผู้นี้อีกครา แววเหี้ยมเกรียมในดวงตาคู่นั้นกลับทำให้เฉินฟั่งไม่กล้ามองสบตรงๆ
แค่บ่าวไพร่ต่ำต้อยนางหนึ่ง ซือถูเซิ่งต้องเดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟถึงเพียงนี้ด้วยหรือ เฉินฟั่งเห็นว่าอีกฝ่ายใช้จุดนี้เป็นข้ออ้างในการอวดบารมีต่อหน้ารัชทายาท เป็นการเตือนว่าอย่ามาตอแยเขา เพราะเขามีปัญญาที่จะก่อกวนให้ฟ้าถล่มดินทลายได้!
บัดนี้ซือถูเซิ่งเป็นรองเสนาบดีขั้นสี่ มีตำแหน่งสูงกว่าตนหนึ่งขั้น ทั้งยังไม่รู้ว่าเขากุมจุดอ่อนที่น่ากลัวอะไรไว้อีก เฉินฟั่งไม่กล้าตอแยเขา จำต้องฝืนยิ้มออกมา
“ล้วนเป็นความเข้าใจผิดกัน ข้าเป็นเพียงทหารเล็กๆ นายหนึ่ง จะกล้าตอแยท่านรองเสนาบดีได้อย่างไรกันเล่า”
เดิมทีนี่มิใช่คดีใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตลอดการไต่สวนคดีที่แสนประหลาดนี้ทำให้ผู้คนล้วนพากันวิพากษ์วิจารณ์กันลับหลัง
ใครบ้างไม่รู้ว่าซือถูเซิ่งทุ่มกำลังคนเพียงนี้เพื่ออะไร
หลังเกิดเรื่องขึ้นในวันนั้น วันต่อมาในจวนรองเสนาบดีก็มีคนแปลกหน้าเพิ่มขึ้นมาหนึ่งคน
ตามคำบอกเล่าของซือถูเซิ่ง ตาเฒ่าร่างผอมเตี้ยใบหน้ายับย่นดูไปแล้วคล้ายเปลือกไม้แห้งผู้นี้สกุลสุย ฉู่หลินหลางเรียกขานเขาว่าสุยชีก็ได้
สุยชีเป็นคนพูดน้อย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหูหนวกหรือไม่ แต่เอาเป็นว่าวันหน้านางนั่งรถม้าออกไปข้างนอกต้องให้เขาทำหน้าที่สารถีเสมอ
ขณะที่จี้ชางสารถีคนเก่ารวมถึงหญิงคนครัวหายตัวไปไม่เห็นวี่แวว นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดจู่ๆ ซือถูเซิ่งก็เปลี่ยนสารถี ส่วนผู้ติดตามเวลานางออกจากจวน นอกจากซย่าเหอกับตงเสวี่ยแล้ว บ่าวรับใช้ยังคงเป็นหวังอู่ตามเดิม
ไม่รู้ว่าวันนั้นเด็กหนุ่มผู้นี้ตามใต้เท้าซือถูไปพบกับเรื่องสะเทือนใจอะไร เขากลายเป็นคนใจคอไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว กระทั่งเวลากินอาหารยังไม่กล้ายื่นตะเกียบไปคีบเนื้อ
ตอนตามฉู่หลินหลางออกไปข้างนอก หวังอู่จะชะเง้อคอมองไปรอบด้านอย่างระแวดระวัง ทำท่าทางราวกับกลัวคนแปลกหน้าเข้ามาใกล้
ฉู่หลินหลางเห็นเขาทำท่าทางชวนขันก็ถามว่าเขาจะตึงเครียดเช่นนี้ไปเพื่ออันใด
หวังอู่พูดอย่างวิตกกังวล “ใต้เท้าบอกว่าวันหน้าข้าปฏิบัติหน้าที่ต้องหัวไวสักหน่อย หากเกิดเหตุอะไรขึ้นกับผู้ดูแลฉู่อีก…ใต้เท้า…จะตัดนิ้วมือของข้าขอรับ”
พอพูดถึงตอนท้ายเด็กหนุ่มก็ถึงกับน้ำมูกน้ำตาไหลพร้อมกัน ซย่าเหอกับตงเสวี่ยเห็นแล้วก็งุนงงไปตามๆ กัน
ส่วนเรื่องที่ไม่จ้างสารถีหนุ่มแน่นร่างกายแข็งแรง แต่กลับเปลี่ยนเป็นสารถีเฒ่าผู้หนึ่ง เรื่องนี้มีต้นสายปลายเหตุอันใดกัน
ภายหลังนางลองถามซือถูเซิ่ง เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนกล่าวว่า “สุยชีเป็นทหารคนสนิทของสหายเก่าผู้หนึ่งของข้า มีวรยุทธ์สูงส่งมาก เจ้าไว้วางใจเขาได้”
ฉู่หลินหลางมองดูผู้เฒ่าที่หลังค่อมเล็กน้อยผู้นั้นแล้วก็นึกสงสัยอยู่บ้างว่าที่ว่าวรยุทธ์สูงส่งนั้นเป็นเรื่องเมื่อหลายสิบปีก่อนหรือไม่
แต่เขาเอ่ยปากเช่นนี้แล้ว นางทำไปตามนั้นก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆ นางจะจัดการสะสางให้เรียบร้อยเอง
บัดนี้ภูมิหลังของข้าทาสบริวารทั้งหมดในจวนรองเสนาบดีล้วนถูกฉู่หลินหลางจดบันทึกไว้ในสมุดรายชื่อแล้ว บางทีอาจเป็นเพราะหวังอู่พบเจอเหตุการณ์อกสั่นขวัญแขวนที่สุสานร้าง ทำให้บ่าวไพร่ที่เหลือในจวนต่างระมัดระวังตัวขึ้นมาก ไม่ถูกคนซื้อตัวง่ายๆ ดังเช่นจี้ชางสารถีคนเก่าอีก
บทที่ 59.2
หลังจากนั้นคลื่นลมเล็กๆ ในจวนรองเสนาบดีก็ถูกมรสุมลูกใหญ่ในเมืองหลวงกลบทับไปในเวลาอันสั้น
แม้ว่าคดีลักพาตัวที่ซือถูเซิ่งไต่สวนและตัดสินโทษไปแล้วจะจบลงอย่างเป็นปริศนา แต่กลับนำไปสู่คดีที่คหบดีเฉินใช้ป้ายผ่านทางเข้าสู่แดนเหนือโดยอ้างว่าขายข้าวสารกับใบชาบังหน้า แต่แท้จริงแล้วเป็นการลักลอบค้าของต้องห้าม
เรือที่มุ่งหน้าสู่แดนเหนือของร้านใบชาสกุลเฉินถูกตรวจค้นโดยไม่รู้ล่วงหน้าสักนิด จากนั้นก็พบสินค้าที่ห้ามค้าขายจำพวกกำมะถันและดินประสิวมากมาย
ไม่ใช่แค่เรือในครอบครองของคหบดีเฉินที่ขนของพวกนี้เท่านั้น พวกเรือที่เช่าป้ายผ่านทางในมือเขาต่อกันเป็นทอดๆ ก็ไม่สะอาดหมดจด เรือจำนวนมากมีสินค้าห้ามขนส่งซุกซ่อนอยู่ด้วย
ตอนเจ้าหน้าที่ของกองการค้าทางทะเลบุกมาตรวจค้น ผู้ดูแลร้านกับลูกจ้างของร้านใบชาสกุลเฉินถูกจับกุมไปหลายคน
คราวนี้ผู้หนุนหลังแต่เดิมของสกุลเฉินกลับไม่แสดงตัว ตัดสินใจตัดขาดไม่ขอเกี่ยวข้องกับพ่อค้าฉ้อโกงอย่างแน่วแน่
ส่วนรัชทายาทนั้นแม้ไม่ถูกสาวตัวโดยตรง แต่ฮ่องเต้ก็เรียกตัวเขาเข้าวังเพียงลำพัง จากนั้นก็ลงโทษให้เขาคุกเข่าหน้าป้ายวิญญาณของมารดา จนกระทั่งวันต่อมาขันทีจึงประคองออกไปในสภาพเข่าทั้งสองบวมช้ำ
เรื่องนี้กลายเป็นคดีใหญ่ พ่อค้าของเมืองหลวงต่างได้รับผลกระทบไม่มากก็น้อยกันถ้วนหน้า
ทางด้านฉู่จินอิ๋นเหลือเพียงความรู้สึกหวาดผวาเต็มอก นางอยู่ในเรือนไหว้พระเป็นการใหญ่ เอาแต่พร่ำพูดว่าสวรรค์คุ้มครองให้นางมีพี่น้องดีๆ อย่างฉู่หลินหลาง
วันนั้นถ้าไม่ใช่น้องสาวพูดเตือนนางอย่างเด็ดขาด นางคงไม่มีทางยับยั้งสามีไม่ให้ลงเรือโจรลำเดียวกับคหบดีเฉินอย่างสุดชีวิต ถ้าเรือของพวกนางบรรทุกสินค้าไว้จะต้องมี ‘สินค้าส่วนตัว’ ของร้านใบชาสกุลเฉินปะปนอยู่ด้วยแน่นอน
นี่เป็นโทษประหารศีรษะหลุดจากบ่าเชียว! หลายวันนี้พื้นดินหน้าตลาดของเมืองหลวงไม่เคยแห้ง คดีใหญ่ที่สั่นสะเทือนไปทั้งราชสำนักเช่นนี้ย่อมต้องมีการสำเร็จโทษเพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง
สหายพ่อค้าที่คุ้นเคยกับสามีหลายคนล้วนพัวพันกับเรื่องนี้ มีตระกูลเศรษฐีจำนวนมากที่ถูกลงโทษยึดทรัพย์จนสิ้นเนื้อประดาตัวในชั่วข้ามคืน
ส่วนพี่เขยคนโตของฉู่หลินหลางรอดชีวิตมาได้อย่างหวุดหวิด ถึงเขาจะซาบซึ้งใจต่อน้องสาวของภรรยาอย่างล้นเหลือ ทว่าก็ขวัญเสียจนล้มป่วยอยู่กับเรือนถึงสามวัน
คนที่เคราะห์ดีเหมือนฉู่จินอิ๋นยังมีอีกคน นั่นก็คือหลี่ฮูหยิน…สหายต่างวัยของฉู่หลินหลาง
เดิมทีหลี่ฮูหยินกระตือรือร้นอยากไปค้าขายทางแดนเหนือมากที่สุด ภายหลังนางใช้เส้นสายลู่ทางของคหบดีเฉินเช่นเดียวกัน
ทว่าก่อนหน้านี้ตอนนางเข้าเมืองหลวงแล้วไปดื่มชากับฉู่หลินหลางเพื่อถามว่าอีกฝ่ายจะเข้าหุ้นหรือไม่ ฉู่หลินหลางกลับพูดให้ข้อคิดตามปากพาไป
นางบอกว่าการค้าขายนั้นสิ่งแรกที่ต้องยึดถือมิใช่กำไร แต่เป็นความมั่นคง มิฉะนั้นก็ไม่ใช่คนทำการค้า แต่เป็นนักพนันที่วางเดิมพันจนหมดเนื้อหมดตัวบนโต๊ะพนัน
ถ้ากิจการของตนเองทำบัญชีอย่างถูกต้องชัดเจนย่อมรุกถอยได้อิสระ ไยต้องผูกติดกับพ่อค้าใหญ่พวกนั้นด้วย เรื่องขอแบ่งเนื้อกับพ่อค้าใหญ่จนได้สักชิ้นนั้นเห็นได้ไม่บ่อยนัก แต่การค้าของพ่อค้าใหญ่ล้มลงแล้วต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วยกลับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ
เวลานั้นฉู่หลินหลางยังไม่ได้พบคหบดีเฉินด้วยซ้ำ นางแค่พูดตามประสบการณ์การค้าขายของตนเอง
หลี่ฮูหยินขบคิดแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผลอย่างยิ่ง นางเห็นเรือใหม่ที่ฉู่หลินหลางซื้อไว้ล้วนไม่ได้ไปทางแดนเหนือ ในใจก็เริ่มลังเลสงสัย ครั้นได้ยินอีกฝ่ายกล่าวเช่นนี้อีกก็ทำให้หวนนึกถึงเรื่องที่สามีเป็นเจ้าเมืองอยู่ที่เมืองเหลียนแล้วต้องติดร่างแหไปกับพรรคพวกของไท่อ๋องด้วย
การทำการค้ากับเป็นขุนนางมิใช่หลักการเดียวกันหรือ ถ้าวางเงินเดิมพันแล้วรีบยกมือออกก็นับว่ามีความเสี่ยงสูง ตอนนี้สามีนางยังไม่กล้าเข้ากับฝ่ายใด นางทำการค้าก็ต้องทำอย่างมั่นคง
เหนือสิ่งอื่นใดคนฉลาดหัวไวทำการค้าเก่งอย่างฉู่หลินหลางยังไม่ยอมยุ่งเกี่ยวด้วย จะต้องมีเหตุผลเป็นแน่
หลี่ฮูหยินคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็ระงับความโลภไว้ ทำการค้าของตนเองไปอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตน ไม่ได้ไปเข้าหุ้นกับคหบดีเฉิน
ดังนั้นพอเกิดเรื่องกับร้านใบชาเฉินจี้คราวนี้ หลี่ฮูหยินพูดคำว่าอมิตาภพุทธซ้ำไปซ้ำมา ทั้งยังจะเลี้ยงชาฉู่หลินหลางสักถ้วยเพื่อขอบคุณที่นางรู้จักมองการณ์ไกล
แต่ว่าขณะนี้ฉู่หลินหลางถูกซือถูเซิ่งคุมตัว นอกจากสำนักศึกษาสตรีแล้วก็ไม่ให้ไปที่ใดทั้งสิ้น
นางได้รับคำเชิญของหลี่ฮูหยินแล้วยังต้องหารือกับเจ้านายของตน ดูว่าเขาจะยอมให้นางออกไปสังสรรค์ข้างนอกหรือไม่
ซือถูเซิ่งดูเทียบเชิญแล้วกล่าวว่า “ใต้เท้าหลี่สามีของหลี่ฮูหยินเป็นนายอำเภอที่อำเภอเฉียนโจวชานเมืองหลวงมิใช่หรือ พรุ่งนี้ข้าพาสหายขุนนางในกรมอากรไปตรวจสอบที่นาของขุนนางที่นั่นพอดี เจ้าไปพร้อมกับข้าก็ได้ จะได้ดื่มชากับหลี่ฮูหยินด้วย”
ขณะที่กล่าวคำนี้เขากับนางอยู่ระหว่างทางกลับจากสำนักศึกษาสตรีไปที่จวน
ช่วงนี้เขามารับฉู่หลินหลางตอนเลิกเรียนเองเสมอ เป็นเหตุให้นางต้องตั้งกฎกับเขาว่ามารับนางได้ แต่จะปรากฏตัวไม่ได้ เพื่อมิให้สหายร่วมห้องเรียนคนอื่นๆ เห็นเข้า
ด้วยเหตุนี้มีอยู่หลายครั้งที่ซือถูเซิ่งมองผ่านม่านรถม้าไปแล้วเห็นศิษย์ชายหลายคนของสำนักศึกษาบุรุษที่อยู่ด้านข้างสำนักศึกษาสตรีหรงหลินจะรอกระทั่งฉู่หลินหลางออกจากประตูใหญ่แล้วเดินออกมาพร้อมกัน
เด็กหนุ่มพวกนั้นยังชอบทำของหลุดมือบ่อยๆ จำพวกพัดกระดาษเขียนกลอนหรือหยกพกติดกาย แล้วก็มักจะตกอยู่ข้างเท้าของนางพอดี
นี่เป็นอุบายประจำตัวของพวกบัณฑิตเจ้าสำราญ หากฉู่หลินหลางมีมารยาทย่อมช่วยเก็บให้พวกเขา หลังจากนั้นก็กล่าวคำขอบคุณซึ่งกันและกันแล้วค่อยถามไถ่ชื่อเสียงเรียงนาม
เมื่อได้พบกันอีกครั้งก็จะส่งสายตาให้กันตามประสาคนรู้จัก จากนั้นก็ทำของหล่นอีก
ส่วนที่ว่าเหตุใดพวกเขาต้องเจาะจงทำของหล่นตรงหน้าฉู่หลินหลางนั้นก็นับว่าเป็นการปฏิบัติต่อนางตามฐานะ
ศิษย์ของสำนักศึกษาสตรีคนอื่นๆ ล้วนเป็นคุณหนูตระกูลใหญ่ นอกจากมีสาวใช้ข้างกายแล้วยังมีหญิงรับใช้เดินตามติด
ต่อให้พวกเขาจงใจทำของหล่นก็จะถูกหญิงรับใช้รู้เท่าทัน เตะของกระเด็นไปไกล ไม่เปิดโอกาสให้ใช้อุบายตื้นเขินพวกนี้
แต่ฉู่หลินหลางแตกต่างออกไป เพียงตามสืบเล็กน้อยก็รู้ว่านางมิใช่บุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งยังไม่มีหญิงรับใช้ที่เหมือนนางยักษ์ติดตามข้างกาย
สิ่งสำคัญที่สุดคือแม้ฉู่หลินหลางผู้นี้จะอายุมากไปบ้าง แต่นางเป็นสตรีเต็มตัว ทรวดทรงองค์เอวก็อรชรอ้อนแอ้นกว่า รูปโฉมยังคงงดงามดุจภาพวาดแฝงเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
ว่ากันว่านางเป็นหญิงม่ายหย่ากับสามีแล้ว สตรีเช่นนี้ย่อมตกเป็นเป้าหมายให้เกี้ยวพานได้ง่ายกว่ามาก
ดังนั้นช่วงนี้ฉู่หลินหลางจึงประสบพบเจอเหตุการณ์ทำของหล่นโดย ‘บังเอิญ’ ที่หน้าประตูสำนักศึกษาอยู่บ่อยครั้ง
วันนี้ซือถูเซิ่งซึ่งนั่งในรถม้าเห็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปีที่ยกตนเป็นบุรุษเจ้าเสน่ห์สองสามคนอาศัยจังหวะเก็บของที่ทำหล่นตรงหน้าฉู่หลินหลางชวนพูดคุยไปเรื่อยเปื่อยอีกเช่นเคย
เขารู้สึกว่าตนเองทนดูอุบายพวกนี้จนถึงตอนนี้มามากเกินพอแล้ว ทำให้ลืมคำกำชับของฉู่หลินหลางไปเสียสนิท เขาลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เดินสองสามก้าวไปหยุดอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มที่ยังตอแยฉู่หลินหลางอยู่แล้วพูดเสียงเย็นเยียบ
“อายุยังน้อยเพียงนี้ก็เป็นโรคแล้วรึ ถ้ามือไม้สั่นถือของไม่อยู่บ่อยๆ ก็กลับเรือนไปรักษาอาการป่วยดีกว่า อย่ามาเล่าเรียนศึกษาให้เสียเวลา”
พวกเด็กหนุ่มที่ตามตอแยแนะนำตัวกับฉู่หลินหลางพากันสะดุ้งด้วยความตกใจ พอเห็นชัดถนัดตาว่าคนพูดคือขุนนางโฉดของเมืองหลวงก็หน้าถอดสี กล่าวอธิบายแก้เก้อว่าตนเองไม่ทันระวัง จากนั้นก็วิ่งจากไปอย่างขวัญเสีย
ซือถูเซิ่งมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มท่าทางลนลานหลายคนนั้นแล้วก็หันมาไต่ถามนาง “เจ้าไม่ให้ข้าปรากฏตัวเพราะกลัวจะทำให้พวกเขาตกใจจนหนีไปหรือ”
ฉู่หลินหลางรีบหันไปมองข้างหลังแล้วฉวยจังหวะที่สหายร่วมห้องเรียนของตนยังไม่ออกมา รุนหลังใต้เท้าซือถูขึ้นรถม้าแล้วเอ่ยขึ้น
“แค่เด็กน้อยไม่รู้ความกลุ่มหนึ่งเท่านั้น พวกเขาทำของหล่นก็ทำให้ข้าสนใจพวกเขาได้แล้วหรือ”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดถึงไม่สนใจ ข้าเห็นว่าพวกเขาก็รูปงามหนุ่มแน่น บางคนมีชาติตระกูลดีกว่าข้าเสียอีก”
ฉู่หลินหลางได้กลิ่นไหน้ำส้มแตกฉุนแรงแต่ไกล จากนั้นก็พูดยิ้มๆ อย่างอ่อนใจ “ล้วนอายุน้อยกว่าข้าทั้งนั้น ข้าคร้านจะเป็นพี่สาวของคนอื่น…”
ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ซือถูเซิ่งได้ยินคำนี้แล้วก็หรี่ตาลง นางปรายตามองเขาแล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าตอนเขาเป็นเด็กทั้งผ่ายผอมและอ่อนแอ ดูไปแล้วคล้ายจะอ่อนวัยกว่าตนเอง นางจึงถามขึ้นโดยไม่คิดอะไร
“จริงด้วย ใต้เท้า ท่านอายุเท่าไรหรือเจ้าคะ”
ซือถูเซิ่งนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนตอบ “…ยี่สิบห้าปี มีอะไรหรือ”
นางพูดต่อโดยไม่คิดอะไร “อายุมากกว่าข้าหนึ่งปี เมื่อก่อนท่านร่างเล็กเตี้ยเช่นนั้น ดูเหมือนไม่ใช่…”
เขาไม่ใคร่อยากคุยเรื่องนี้ต่อ ไพล่ไปพูดเรื่องที่จะไปอำเภอเฉียนโจวพบหลี่ฮูหยินเป็นเพื่อนนางวันพรุ่งนี้
การเปลี่ยนแปลงศักดินาครานี้มิใช่ได้รับเสียงคัดค้านจากในราชสำนักทั้งหมด อันที่จริงมีขุนนางใหม่มากมายที่ได้ปันส่วนที่นาจำนวนน้อยนิดแต่เดิม ได้รับประโยชน์หลังจากแบ่งที่นาอย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของซือถูเซิ่งในครั้งนี้หาใช่เป็นการทำศึกอย่างโดดเดี่ยว นับตั้งแต่คราวก่อนเขา ‘แตะต้อง’ ที่นาตามศักดิ์ของจวนหย่งหนิงกั๋วกง ทำให้เหล่าขุนนางเห็นความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในการแก้ไขสะสางปัญหาอย่างจริงจังของฮ่องเต้ นี่ช่วยลดอุปสรรคให้เขาลงไปได้มาก
ฮ่องเต้ยังออกพระราชโองการอีกว่าขอเพียงยอมเป็นฝ่ายคืนที่นาตามศักดิ์ที่แจ้งเกินไว้ก่อนที่กรมอากรจะตรวจสอบก็จะไม่เอาผิดย้อนหลัง ดังนั้นช่วงที่ผ่านมานี้จึงมีขุนนางที่ ‘รู้ทิศทางลม’ มากขึ้นตามลำดับ
คราวนี้เขาไปตรวจสอบที่นาตามศักดิ์ของขุนนางที่อำเภอเฉียนโจว รองนายอำเภอของที่นั่นทำหน้าที่ดูแลรับรองเขาตรวจดูการคืนที่นา
หลังพูดคุยตกลงกันตามนี้ วันถัดมาฉู่หลินหลางก็ตามซือถูเซิ่งไปอำเภอเฉียนโจวพร้อมกัน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.