บทที่ 58 หอคณิกา
เจียงหลิงยืนอยู่หน้าประตูย่านผิงคังฟาง มองไปเบื้องหน้าเห็นเหล่าสตรีงดงามหยาดเยิ้ม ประทินโฉมเข้มโดดเด่น สวมอาภรณ์เปิดเผยเรือนร่าง กำลังยิ้มเย้าชวนเชิญแขกอยู่ เขาก็ให้รู้สึกว่าสองขาของตนอ่อนยวบ
ด้านหลังเขายังมีผู้ติดตามอีกสองคน แต่ละคนร่างผอมบาง ใบหน้าเหลืองคล้ำ ไว้หนวดเรียวเล็ก หนึ่งในนั้นกำลังขมวดคิ้วดึงหนวดคล้ายหมดความอดทน ส่วนอีกคนกำลังจับจ้องด้านในของย่านผิงคังฟางด้วยสองตาที่เปล่งประกายคล้ายอดใจรอไม่ไหว
เจียงหลิง “…”
เห็นกันอยู่ว่าเขาต่างหากที่เป็นบุรุษ เหตุใดพวกนางสองคนกระตือรือร้นยิ่งกว่าเขาเสียอีกเล่า
ผู้ติดตามสองคนนี้คือหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาที่แปลงโฉมแล้วนั่นเอง หอเยวี่ยหม่านเป็นฐานปฏิบัติการของหน่วยเค้าแมวนิล เครื่องมือแปลงโฉมตลอดจนอาวุธและอาวุธลับล้วนมีพร้อม พอหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาแปลงโฉมแต่งกายเป็นบุรุษเสร็จ พวกเขาทั้งห้าคนต่างก็พกอาวุธแล้วแยกเป็นสองกลุ่มออกเดินทาง สุดท้ายจะไปสมทบกันที่หอเทียนเซียง
หมิงหวาฉังได้สัมผัสกับเครื่องมือแปลงโฉมเป็นครั้งแรก ในใจเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลกใหม่ ทว่าแม้ใบหน้าจะสามารถปลอมแปลงได้ แต่เสียงกับรูปร่างกลับไม่สามารถปลอมแปลงได้ ผู้ที่มีสายตาเฉียบคมย่อมมองออกได้ในคราเดียวว่าพวกนางเป็นสตรี
กระนั้นถูกมองออกว่าเป็นสตรีก็หาได้เป็นไรไม่ สาวใช้ในบ้านผู้มีอำนาจสวมชุดบุรุษถือเป็นกระแสนิยม คุณชายร่ำรวยมากยศศักดิ์ผู้หนึ่งพาสาวใช้มาเสพสุขที่หอคณิกาไม่นับว่าแปลกหายาก ขอเพียงอย่าให้คนของหอเทียนเซียงเห็นรูปโฉมเดิมของพวกนางก็พอ
แม้ว่าหอเทียนเซียงไม่มีการคบหากับตระกูลสูงศักดิ์ แต่วันหน้าย้ายเมืองหลวงแล้ว สกุลหมิงกับสกุลเหรินล้วนต้องย้ายกลับมาเมืองฉางอัน นานวันเข้าใครจะรับรองได้ว่าจะไม่เกิดเหตุบังเอิญ หากคนของหอเทียนเซียงพบเจอคนของจวนเจิ้นกั๋วกงกับจวนผิงหนานโหวเล่า
เมื่อใดที่เหตุบังเอิญเช่นนี้เกิดขึ้น ผลที่ตามมาก็ยากจะคาดเดา แม้วันหน้าหมิงหวาฉังต้องย้ายออกจากจวนเจิ้นกั๋วกงอยู่แล้ว ไม่ไยดีสิ่งที่เรียกว่าชื่อเสียงสตรี กระนั้นมีเรื่องเพิ่มขึ้นมิสู้มีเรื่องน้อยลง ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลมจะดีที่สุด
หมิงหวาฉังกระตือรือร้นจะไปหอคณิกา โตจนป่านนี้นางยังไม่เคยเห็นหอคณิกาสักครั้ง จึงสงสัยใคร่รู้จริงๆ จนแทบทนรอไม่ไหวอยากจะเข้าไปแล้ว ทว่าเจียงหลิงราวกับถูกตอกตรึงบนพื้น เนิ่นนานไม่ขยับเขยื้อน นางจึงกวาดตาไปทางเขาแล้วถามอย่างฉงนสงสัย
“เจ้ารออะไรอยู่”
สีหน้าเจียงหลิงยากจะบรรยายด้วยถ้อยคำสั้นๆ รักสนุกก็ส่วนรักสนุก แต่เขายังคงรู้จักขอบเขต จริงอยู่ว่าเขามือเติบไม่เอาการเอางาน พาเซอลี่กับเสือดาวเดินวางโตบนถนนไปทั่ว แต่เรื่องเที่ยวเตร่หอคณิกา ฉุดคร่าหญิงชาวบ้าน นั่นเป็นคนละเรื่องกัน
ตอนที่เขาเบื่อหน่ายก็แค่พาเป่าเป่ากับเป้ยเป้ยเข้าป่าล่าสัตว์ ไม่เคยมีความคิดจะเที่ยวสตรีมาก่อน ครั้งนี้กลับต้องไปหอคณิกา ‘ด้วยเรื่องส่วนรวม’ มิหนำซ้ำต้องพาแม่นางที่ยังไม่ออกเรือนไปด้วยถึงสองคน
เจียงหลิงรู้สึกตะขิดตะขวงจนพูดไม่ออก เสียงจึงแผ่วลงเรื่อยๆ “พวกเจ้าเป็นสตรี เข้าสถานที่พรรค์นี้ใช้ได้หรือ”
เหรินเหยาทนความคันบนใบหน้าไม่ไหว จึงเอ่ยอย่างหงุดหงิด “จะเข้าก็เข้า อย่าเอาแต่พูดพล่าม”
“ใช่ พวกเราเองยังไม่ถือสา เจ้าจะร่ำไรไปเพื่ออันใด” หมิงหวาฉังลอบมองเจียงหลิงแล้วเอ่ยอย่างเข้าใจ “คงไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งมาครั้งแรก…จึงไม่กล้าเข้ากระมัง”
เจียงหลิงร้อนรนจนหอบหายใจ “ใครว่าข้าไม่กล้า ข้ามาจนชินแล้ว! นี่พวกเจ้าเลือกเอง เข้าไปแล้วพวกเจ้าอย่าได้เสียใจภายหลังแล้วกัน”
เจียงหลิงพูดพลางเชิดหน้ายืดอกเดินเข้าสู่ย่านผิงคังฟาง เห็นกันอยู่ว่าเป็นแดนบุปผาละมุนสิบหลี่ แต่เขากลับวางท่าเดินราวกับผู้ห้าวหาญพลีชีพเพื่อคุณธรรม
ย่านผิงคังฟางนี้ทิศตะวันออกติดกับตลาดตะวันออก ทิศเหนือติดกับถนนชุนหมิง ทิศใต้ติดกับย่านเซวียนหยางฟาง ตั้งอยู่ในแหล่งเริงรมย์ที่เฟื่องฟู รอบด้านชุมนุมไปด้วยบรรดาผู้มีอำนาจวาสนา อีกทั้งไม่ไกลยังเป็นที่ทำการของฝ่ายบริหาร* ส่วนใหญ่ผู้ที่สอบเคอจวี่ผ่านระดับมณฑล ตัวเลือกผู้รับตำแหน่งขุนนาง และผู้ที่มาเมืองหลวงจากท้องที่ต่างๆ ล้วนมารวมตัวกันอยู่ที่นี่
ด้วยทำเลที่พิเศษเฉพาะตัวนี้เอง ย่านผิงคังฟางจึงมีสตรีจากกองสังคีต** เข้าออกจำนวนมาก และดึงดูดให้คนหนุ่มชาวยุทธ์เจ้าสำราญมาเยือนที่แห่งนี้มากยิ่งขึ้น นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็นแหล่งรวมของหอคณิกา คับคั่งด้วยนักท่องราตรี มีการร้องรำทำเพลงทุกค่ำคืน เป็นดินแดนที่ไม่หลับใหลของเมืองฉางอัน
ครั้นเจียงหลิงย่างเท้าเข้าย่านผิงคังฟางก็คล้ายพลัดตกจากราชธานีที่เข้มงวดเคร่งขรึมไปสู่โลกอีกใบ แสงไฟสองข้างทางสลัวส่อนัยคลุมเครือ จังหวะกลองดนตรีของชนต่างเผ่าเคาะตีอย่างร่าเริงล้อสายลมยามค่ำ ในอณูอากาศอวลด้วยกลิ่นหอมแป้งชาดที่ทำให้รู้สึกคลื่นเหียน บรรดาสตรีริมทางล้วนสวมชุดบางเบา พอแลเห็นเขาต่างก็โปรยยิ้มยั่วยวน ถึงขั้นเดินหน้ามาฉุดดึงเขาอย่างใจกล้า
เจียงหลิงราวกับถูกไฟไม่รู้ชนิดลามเลีย ก้าวคราเดียวไปหลบหลังหมิงหวาฉังกับเหรินเหยาทันใด ในใจหมิงหวาฉังลอบก่นด่าไปหนึ่งประโยคก่อนถามเสียงเบา
“เจ้าบอกว่ามาบ่อยไม่ใช่หรือ นี่กำลังทำอะไรของเจ้า”
เจียงหลิงฝืนรักษาหน้าตา ตอบอย่างปากแข็ง “ข้ามาบ่อยก็จริง แต่ตอนนี้พวกเจ้าเป็นผู้ติดตามของข้า ในเวลาเช่นนี้ผู้ติดตามควรอยู่ข้างหน้าคอยเปิดทาง มิฉะนั้นจะถูกผู้อื่นมองพิรุธออก”
หมิงหวาฉังไม่เชื่อ นางออกแรงผลักเขาพลางเอ่ย “ศักดิ์ฐานะมีสูงต่ำ ข้าจะให้เจ้านายเดินตามหลังได้อย่างไร เจ้านายเดินไปก่อน!”
ขณะที่ทั้งสองคนต่างหมายจะดึงอีกฝ่ายมาเป็นโล่กำบังลูกธนู เหล่าแม่นางด้านข้างล้วนหมายตาเจียงหลิงผู้มีรูปโฉมคมสัน ปากแดงฟันขาว มองคราเดียวก็รู้ว่ามีเงินทอง พวกนางจึงส่งสายตาให้กัน ก่อนยิ้มหวานแล้วกรูกันเข้ามาดึงทั้งสองคนไปทางหอของพวกนาง
“คุณชายมาครั้งแรกหรือ แม่นางในหอของพวกเราชอบต้อนรับแขกใหม่ที่สุด คุณชายเข้ามาลองดูเถิด”
หมิงหวาฉังกับเจียงหลิงต่างกำลังถ่อมตนให้อีกฝ่ายเดินนำ แต่กลับจมอยู่ท่ามกลางกลิ่นแป้งชาดอย่างไม่ทันตั้งตัว เกือบจะถูกแม่นางกลุ่มหนึ่งพาไปทั้งคู่ ขณะที่อยู่ในสถานการณ์คับขันเหรินเหยายังคงพึ่งพาได้ มือคว้าข้างละคน ใช้กำลังลากพาทั้งหมิงหวาฉังและเจียงหลิงออกจาก ‘กระแสน้ำวน’
หมิงหวาฉังไม่เคยออกแรงวิ่งเช่นนี้มาก่อน ไม่ง่ายกว่าจะหลุดพ้นจากเงื้อมมือที่ยื่นมาจากทุกทิศทาง นางหยุดพักตรงมุมกำแพง หอบหายใจอย่างอกสั่นขวัญแขวน
ครั้นเหลือบตามองเจียงหลิงค่อยพบว่าเขาดูอเนจอนาถกว่านางเสียอีก เสื้อผ้าผมเผ้าล้วนถูกขยุ้มจนยุ่งเหยิงราวกับบุปผาบอบบางดอกหนึ่งที่ถูกพายุฝนพัดกระหน่ำย่ำยี
นางเวทนาเขาอยู่บ้างโดยไม่รู้สาเหตุ จึงตบบ่าเขาพลางเอ่ยปลอบ “นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะเป็นที่ชื่นชอบของเหล่าพี่สาวเพียงนี้ วันหน้าหากหมดเงิน ดีชั่วอย่างไรก็ยังหาเลี้ยงปากท้องที่นี่ได้”
เจียงหลิงด่ากราดอย่างหัวเสีย “ไสหัวไป!”
เหรินเหยากลอกตาพลางพร่ำบ่น “พวกเจ้ายังมีแก่ใจเล่นอยู่อีก ไม่รู้พวกเราวิ่งมาที่ใดกันแล้ว จะหาหอเทียนเซียงกันอย่างไร”
หมิงหวาฉังขยับหนวดที่ถูกปัดจนเบี้ยวให้ตรงก่อนกล่าว “ง่ายดายยิ่ง พวกเราเดินไปตรงที่มีคนน้อยๆ ไม่ช้าต้องหาหอเทียนเซียงพบแน่”
เจียงหลิงกังขา “เพราะเหตุใด”
หมิงหวาฉังชี้แจง “ผู้ที่มาย่านผิงคังฟางล้วนมาเพื่อหาความสำราญ เมื่อคืนหอเทียนเซียงเพิ่งมีคนตาย เจ้าหน้าที่ต้องวุ่นวายทำคดีข้ามคืนจนวันนี้ พวกแขกย่อมรังเกียจว่าไม่เป็นมงคล ในช่วงเวลาอันสั้นจะไม่ไปหอเทียนเซียงแน่ ดังนั้นพวกเราเดินไปตรงที่คนน้อยที่สุดเป็นพอ”
เหรินเหยารู้สึกว่ามีเหตุผล นางสายตาดีจึงแนบกำแพงมองสำรวจ ก่อนชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง “พวกเจ้าดูทางนั้น คนทั้งหมดล้วนเดินเลี่ยงใช่หรือไม่”
หมิงหวาฉังกับเจียงหลิงชะโงกหน้าต่อกันหนึ่งบนหนึ่งล่างจนพ้นกำแพง แลเห็นหอสามชั้นซึ่งมีเสาคานสลักเสลาเขียนลายอย่างงดงามหลังหนึ่ง หอหลังนี้เมื่ออยู่ในย่านผิงคังฟางนับเป็นสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่อันดับต้นๆ ทว่าขณะนี้หน้าประตูกลับว่างเปล่าวังเวง
หมิงหวาฉังรู้สึกว่าเป็นไปได้ “ไม่แน่ว่านั่นอาจเป็นหอเทียนเซียง ไป เดินไปดูกัน”
พวกหมิงหวาฉังล้วนเข็ดขยาดกับเหตุการณ์เมื่อครู่ จึงไม่กล้าเดินกลางถนนใหญ่อีก พากันชิดริมทาง ค่อยๆ เดินไปยังหอเทียนเซียงกันอย่างระมัดระวัง พอเงาร่างลับๆ ล่อๆ สามสายนี้เดินห่างไปไกล เงาร่างอีกสองสายค่อยเดินออกมาจากมุมมืด
เซี่ยจี้ชวนหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ย “ในเมื่อวางใจไม่ลง เหตุใดไม่ให้พวกนางอยู่ข้างนอก อย่างมากเสร็จภารกิจแล้วกลับไปบอกหานเจี๋ยว่าทำด้วยกันก็ได้”
ความจริงแล้วนี่เป็นวิธีที่ง่ายและเหมาะสมที่สุด ให้แม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือนสองนางไปหอคณิกาอุกอาจเกินไปจริงๆ หากข่าวนี้แพร่ออกไป หมิงหวาฉังกับเหรินเหยาย่อมไร้หนทางหาคู่ครองเป็นแน่ เกรงว่าชั่วชีวิตนี้จะต้องถูกผู้อื่นติฉินนินทาว่าไม่รักษาจรรยาสตรี
ต่อให้ไม่คำนึงถึงชื่อเสียง ตอนนี้ในหอเทียนเซียงกำลังเผชิญมรสุม มีคลื่นใต้น้ำซัดโหม ปล่อยให้สตรีสองนางเข้าไปก็ไม่ต่างกับเอาชีวิตสองชีวิตไปล้อเล่น
ไม่ว่าในด้านชื่อเสียงหรือความปลอดภัย เข้าหอเทียนเซียงล้วนมีแต่ผลเสียไร้ซึ่งผลดี มองอย่างไรก็ไม่คล้ายกำลังปกป้องน้องสาว
หมิงหวาจางจะไม่รู้ได้อย่างไร เขานิ่งมองเงาหลังบอบบางที่อยู่เบื้องหน้าสายนั้น จวบจนบัดนี้เขายังนึกเสียใจภายหลัง เขาไม่ควรให้นางมาเข้าร่วมภารกิจนี้ ควรหาเรือนที่ปลอดภัยสักหลังให้นางกับเหรินเหยาไปอยู่ในนั้น รอจนเสร็จภารกิจค่อยไปรับพวกนางออกมา
ทว่าท้ายที่สุดเขายังคงข่มกลั้นอารมณ์ชั่ววูบที่จะเรียกพวกนางกลับมา เพียงตอบเซี่ยจี้ชวนเบาๆ “นั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกนางต้องการ”
เหตุที่เหรินเหยาเข้าหน่วยเค้าแมวนิลเขาเข้าใจดี นางต้องการจะสืบทอดจวนโหว ได้รับแต่งตั้งเป็นผิงหนานโหวด้วยฐานะสตรี เรื่องเช่นนี้ทั้งออกจากขนบจนชวนตื่นตระหนกและไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เว้นเสียแต่เบื้องหลังได้ผู้มีอำนาจสนับสนุน หาไม่แล้ว…เทียวหาคนรู้จักสักกี่คน ส่งของกำนัลสักกี่ชิ้นก็เปล่าประโยชน์
ดังนั้น…ภารกิจนี้มีความหมายสำหรับเหรินเหยาเป็นพิเศษ หากภารกิจแรกต้องรามือเพียงเพราะว่าสตรีไม่เหมาะจะเข้าหอคณิกา วันหน้านางจะรับงานอื่นได้อย่างไร ด้วยเหตุนี้ตอนที่ได้ยินว่าจะต้องเป็นหนึ่งในสามคนที่ไปปรากฏตัวในหอเทียนเซียงอย่างเปิดเผย นางจึงเห็นด้วยทันทีโดยไม่แม้แต่จะคิด
นางต้องการสร้างผลงาน ปรารถนาแรงกล้าที่จะพิสูจน์ตนเอง เขาเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง และเพราะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งจึงยิ่งไม่อาจแข็งใจปิดกั้นโอกาสนาง
ส่วนหมิงหวาฉัง จริงอยู่ว่านางไม่มีปณิธานยิ่งใหญ่เช่นเหรินเหยา เพียงอยากรู้ว่าจางจื่ออวิ๋นตายอย่างไร ใครเป็นคนร้าย เขามีหน้าที่ปกป้องนาง ทว่า…นางต้องการการปกป้องเช่นนี้จริงๆ หรือ
ปกป้องไปเสียทุกอย่างไม่ใช่การดูหมิ่นอีกทางหนึ่งหรือไร เขาพยายามกดข่มความรู้สึกตำหนิตนเอง หวาดวิตก และกระวนกระวายที่ใกล้จะท่วมหัวใจเขาจนมิด ยินยอมต่อสู้ด้วยกันสักครั้ง เชื่อมั่นในตัวนางว่ามีความสามารถจะเผชิญหน้ากับอุปสรรคและอันตรายได้
เซี่ยจี้ชวนฟังจบก็หัวเราะคราหนึ่ง “เจ้าใจอ่อนเช่นเคย”
หมิงหวาจางไม่แสดงความเห็น “พวกนางจะเข้าหอเทียนเซียงแล้ว เตรียมตัว เริ่มแผนการขั้นต่อไป”
ขณะนี้พวกหมิงหวาฉังอยู่หน้าหอวิจิตรที่มีเสาคานสลักเสลาหลังนั้น ครั้นเห็นตัวอักษรคำว่า ‘หอเทียนเซียง’ บนแผ่นป้ายเหนือประตูใหญ่ชัดถนัดตาก็แน่ใจว่าคือที่นี่เอง เทียบกับหอคณิกาอื่นที่มีสตรีแต่งกายงดงามยืนอวดเรือนร่างอรชร ที่นี่ออกจะเงียบเหงาเกินไปบ้าง เจียงหลิงจึงต้องกระแอมกระไอแล้วจงใจถามเสียงดัง
“เอ๊ะ? เหตุใดหน้าประตูหอนี้ถึงไม่มีคนเลย”
สิ้นเสียงสงสัยที่เกินจริงของเจียงหลิง ในหอเทียนเซียงก็มีคนกลุ่มหนึ่งเดินออกมา ผู้ที่เดินนำหน้าคือสตรีผู้หนึ่ง นางอายุประมาณสามสิบกว่าปี ใบหน้าดุจเดือนเต็มดวง เรือนร่างอวบอัดได้รูป บนมวยผมเสียบดอกเสาเย่า* สีแดงขนาดใหญ่หนึ่งดอก เครื่องหน้าของนางก็ไม่ด้อย ทว่าผิวพรรณไม่ตึงกระชับ หางตาถึงขั้นปรากฏริ้วรอยแล้ว
เทียบกับวัยของนางนับว่าร่างกายทรุดโทรมเร็วเกินไปสักหน่อย ด้วยเหตุนี้จึงบั่นทอนความรู้สึกโดยรวมลงไม่น้อย แต่ก็พอจะเรียกได้ว่าเสน่ห์ยังคงมีอยู่
ครั้นมองเห็นเจียงหลิง สตรีร่างอวบอัดก็มีสีหน้าเบิกบาน เดินเข้ามาต้อนรับพร้อมเสียงหัวเราะเย้ายวน ทำให้เนื้อบนร่างกระเพื่อมตามเสียงหัวเราะนั้น
“ตายจริง ไม่ทราบว่าแขกผู้ทรงเกียรติมาเยือน บกพร่องมิได้มาต้อนรับแต่ไกล ข้าน้อยเสียมารยาทแล้ว ดูคุณชายไม่คุ้นหน้า คงมาเป็นครั้งแรกกระมัง” นางพูดจบก็อดไม่ได้ต้องลูบไล้ใบหน้าเจียงหลิงคราหนึ่ง ก่อนป้องปากยิ้มพราย “คุณชายหล่อเหลาจริงเชียว ข้าน้อยไม่ได้พบเจอคนหนุ่มที่โดดเด่นเช่นนี้มานานแล้ว”
ชั่วขณะนั้นเจียงหลิงรู้สึกสะอิดสะเอียนจนแทบจะอาเจียนอาหารเมื่อคืนออกมา ทำหน้าบึ้งตึงจะหันกายจากไป แต่กลับถูกหมิงหวาฉังกับเหรินเหยายื้อยุดไว้ซ้ายขวาข้างละคน
หมิงหวาฉัง ‘ประคอง’ คุณชายของบ้านตนพลางถามแทนเขาอย่างกระตือรือร้นมีน้ำใจ “คุณชายของพวกเราเพิ่งมาเมืองฉางอัน จึงแวะมาหาความสำราญที่ย่านผิงคังฟาง หอของเจ้ามีสิ่งแปลกใหม่น่าสนุกหรือไม่”
แม่เล้าร่างอวบอัดผู้นั้นได้ยินถ้อยคำของหมิงหวาฉังก็เบิกตาโตกว่าเดิม คนหนุ่ม…มาเมืองฉางอันครั้งแรก…หาความสำราญ…สายตาที่แม่เล้ามองเจียงหลิงยิ่งแฝงความเมตตาเอ็นดู มองอย่างไรก็เห็นเป็นแพะอ้วนพีที่กำลังร้องตัวหนึ่ง
แม่เล้าเอ่ยยิ้มๆ “มีเจ้าค่ะ มีแน่นอน! ไม่ใช่ข้าน้อยคุยโว ทั่วทั้งย่านผิงคังฟางนี้ไม่มีหอใดรู้จักเล่นสนุกแปลกใหม่ยิ่งไปกว่าหอเทียนเซียงของข้าน้อยอีกแล้ว คุณชาย ข้างนอกหนาว มิสู้เข้ามาดื่มสุราอุ่นกายสักคำ”
เจียงหลิงอยากจะพูดเหลือเกินว่า ‘ไม่หนาว! ไม่ดื่ม! ไสหัวไป!’ แต่จนใจที่ร่างกายไม่เป็นของเขาเอง เขาไม่ได้อยากจะเข้าไปสักนิด แต่กลับถูกผู้ติดตามที่จงรักภักดีช่วยทำแทน ดึงเขาเข้าหอเทียนเซียงไปทันที
แม่เล้าเห็นเจียงหลิงก้าวเข้าประตูหอ รอยยิ้มของนางก็ยิ่งกว้างจนเห็นแต่ฟันไม่เห็นตา สาวเท้าเร็วรี่ผ่ากลางโถงใหญ่เข้าไปเอ่ยกลั้วหัวเราะ
“เด็กๆ แขกผู้ทรงเกียรติมาแล้ว รีบลงมารับแขกเร็ว”
เจียงหลิงพบว่าตอนนี้หมิงหวาฉังดึงเขาไว้ไม่อยู่แล้ว ทว่าเหรินเหยาหญิงห้าวนี่เรี่ยวแรงไม่น้อย ขณะที่เขาประลองกำลังกับนาง พอเงยหน้าเห็นสตรีแต่งกายลายพร้อยใบหน้าดุร้ายกลุ่มใหญ่โบกผ้าเช็ดหน้ากรูกันเข้ามาหาเขา เขาก็ตกใจจนสะดุ้ง โผเข้ากอดเหรินเหยาที่อยู่ข้างกายแน่นทันที
“นางปีศาจ พวกเจ้าจะทำอะไร!”
พวกแม่นางที่ยังไม่มีแขกทั้งวันต่างกำลังแสดงฝีมือหมายจะจับแพะอ้วนพีตัวนี้ นึกไม่ถึงว่าแพะอ้วนพีกลับโผเข้าสู่อ้อมอกของบุรุษข้างกายเสียอย่างนั้น หากนี่เป็นบุรุษหนุ่มรูปงามก็แล้วไปเถิด ถึงกับเป็นบุรุษรูปโฉมอัปลักษณ์ มิหนำซ้ำยังหน้าเหลืองผอมแห้ง!
รอยยิ้มของพวกแม่นางพลันแข็งค้างบนใบหน้า หอเทียนเซียงราวกับถูกพลังลี้ลับบางอย่างสะกดให้หยุดนิ่ง ยังดีที่หมิงหวาฉังตอบสนองอย่างฉับไว เอ่ยแก้ได้ทันการณ์
“คุณชายของพวกเรากินดื่มจากเครื่องทองเครื่องหยก ตาสูงอย่างยิ่ง บุปผาดาษดื่นไม่คู่ควรกับคุณชายพวกเรา ไป จงไปเรียกแม่นางที่ดีที่สุดในหอของพวกเจ้ามา”
แม่เล้าฟังแล้วก็เห็นว่ามีเหตุผล ดูจากราศีทั่วร่างของบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็รู้ว่าต้องถูกเลี้ยงดูมาบนกองลาภยศ สตรีทั่วไปไม่อาจเข้าตาเขา นางยิ่งแน่ใจว่านี่เป็นปลาตัวใหญ่ จะปล่อยให้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด จึงส่งสายตาให้พวกแม่นางถอยไป
“ยังมัวนิ่งเฉยอยู่ไปเพื่ออันใด จงรีบนำสุราจินหลิงชุน* ส่งไปยังห้องวิมานจันทร์ อย่าให้แขกผู้ทรงเกียรติต้องรอนาน” จบคำแม่เล้าก็หันมาหาเจียงหลิง ปั้นยิ้มเต็มใบหน้าพลางเอ่ย “เป็นข้าน้อยที่เลินเล่อ คุณชาย ห้องพิเศษที่ดีที่สุดอยู่ชั้นสอง เชิญท่านตามข้าน้อยมา”
เจียงหลิงเป็นเป็ดถูกไล่ขึ้นคอน ตอนนี้ลงไม่ได้แล้ว จึงได้แต่แค่นเสียงเบาๆ จัดเสื้อผ้าเล็กน้อย เชิดหน้ายืดอกเดินขึ้นไปยังชั้นสอง
เหรินเหยาติดตามอยู่ข้างกายเขา ด้านหลังคือแม่เล้ากับพวกแม่นางที่ยืนอยู่เต็มไปหมด ส่วนหมิงหวาฉังเดินช้าไปหลายก้าวจึงอยู่ท้ายสุด นางฉวยจังหวะนี้มองดูการตกแต่งจัดวางภายในหอเทียนเซียง
ดูเหมือนหอเทียนเซียงนี้ยึดแนวทางของบทกวี แม้แต่ห้องพิเศษล้วนตั้งชื่อโดยประกอบด้วยคำว่า ‘ลม ดอกไม้ หิมะ จันทร์’** สี่คำนี้ หอเทียนเซียงสร้างอย่างโอ่อ่าหรูหรา มีทั้งสิ้นสามชั้น ชั้นหนึ่งกว้างขวางที่สุด ใจกลางเป็นเวที แลดูคล้ายลานกลางเรือน เป็นจุดรวมสายตาของทั้งหอ รอบเวทีจัดวางราวกั้นสลักลายบุปผาพฤกษา ทิศใต้ ทิศตะวันออก และทิศตะวันตกสามด้านรายล้อมด้วยที่นั่งผู้ชม ฉากหลังของเวทีอยู่ทิศเหนือ เป็นฉากบังลมเขียนลายทิวทัศน์ขนาดใหญ่
ชั้นสองและชั้นสามล้วนเป็นห้องพัก เรียงเป็นแนวทั้งฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก โดยทางระเบียงกับห้องพิเศษสร้างล้อมเวที ขอเพียงเปิดหน้าต่างก็จะชมดูระบำขับร้องที่ชั้นล่างได้ ทว่าเพื่อไม่ให้บดบังเวที ทางระเบียงฝั่งทิศตะวันออกกับทิศตะวันตกของชั้นสองกับชั้นสามจึงไม่เชื่อมต่อกัน ดุจเรือที่งามหรูหราสองลำมองกันและกันอยู่ไกลๆ โดยมีธารดาราคั่นกลาง
ชั้นสองตกแต่งหรูหรากว่า ขนาดห้องก็ใหญ่กว่าอย่างเห็นได้ชัด น่าจะเป็นห้องพิเศษที่ใช้รับรองแขกผู้ทรงเกียรติ ส่วนชั้นสามมีจำนวนห้องมากกว่า ส่วนใหญ่น่าจะเป็นห้องพักของพวกแม่นางทั้งหลาย
หมิงหวาฉังเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ห้องวิมานจันทร์ไม่ไกลจากบันได อยู่ทางทิศเหนือของหอฝั่งทิศตะวันตก เมื่อเข้าประตูห้องก็พบว่าเจียงหลิงถูกควบคุมไว้แล้ว
ชั่วขณะนี้สุราอาหารชั้นดีได้ถูกจัดวางเต็มโต๊ะ บรรดาคนงามบ้างอวบอิ่มบ้างเพรียวบางพากันยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ส่งสายตาดุจระลอกน้ำฤดูสารทให้เขาอย่างใจเย็น แม่เล้าแนะนำคนงามแต่ละนางด้วยไมตรีอันร้อนแรง ยกยอราวพบเจอได้แต่บนฟ้า ใต้หล้าหามีไม่
ทว่าฝ่ายผู้รับระลอกน้ำฤดูสารทแลดูเหม่อลอยอยู่บ้าง ครั้นสังเกตเห็นหมิงหวาฉังเดินเข้ามา เขาก็ขยิบตาสุดชีวิต บอกใบ้ให้นางรีบมาช่วยชีวิตเขา
หมิงหวาฉังกลับทำเป็นมองไม่เห็น นางยืนอยู่ข้างประตู ตั้งใจฟังแม่เล้าแนะนำคนงาม มิหนำซ้ำยังผงกศีรษะเห็นด้วยเป็นระยะ คล้ายกำลังพิจารณาอยู่จริงๆ
เจียงหลิงถูกยั่วโมโหจนแทบจะหงายหลัง นางส่งเสียงตอบรับไปเพื่ออันใด นางเลือกสตรีแล้วได้ใช้หรือ สุดท้ายไม่ใช่ข้ารับเคราะห์หรือไร
ครั้นแม่เล้าพูดจนปากคอแห้งผาก แนะนำคนงามทั้งหมดจบหนึ่งรอบก็มองเจียงหลิงอย่างคาดหวัง รอเขาเลือกคน
เจียงหลิงขยิบตาบอกใบ้จนหนังตาใกล้จะชาอยู่แล้ว จำต้องเอ่ยอย่างกระอึกกระอัก “คือว่า…เจ้าพูดอีกรอบได้หรือไม่ ข้าจำไม่ได้”
แม่เล้าสูดลมหายใจช้าๆ หมิงหวาฉังได้ยินมาว่าหอคณิกาล้วนเลี้ยงดูอันธพาลไว้ เกรงว่าต่อจากนี้แม่เล้าจะโบกมือสั่งว่า ‘จงตีพวกมันเสีย!’ นางจึงรีบเอ่ยแทน
“ความหมายของคุณชายคือ…คนเหล่านี้ล้วนดาษดื่นเกินไป มีคนที่ดีกว่านี้หรือไม่”
แม่เล้าชะงัก สีหน้าไม่ชวนมองอย่างเห็นได้ชัด “แม่นางมากมายเพียงนี้ แต่ละคนล้วนเป็นเสาหลักของหอเทียนเซียงเรา ถึงกับไม่เข้าตาคุณชายเลยสักคนหรือ”
เจียงหลิงกำลังจะพยักหน้าอย่างมั่นใจในเหตุผล เห็นคนงามหนึ่งแถวตรงหน้านั้นมีสีหน้าย่ำแย่กว่าเดิม เหรินเหยาก็ตาไวมือไวเอามือรองคางของเจียงหลิงไว้ ไม่อนุญาตให้เขาพยักหน้า ส่วนตนเองปั้นยิ้มอย่างแข็งทื่อพลางกล่าวแทน
“ไม่ใช่เช่นนั้น เพียงแต่พวกเราต้องการคนที่กำลังโด่งดังที่สุด”
แม่เล้าดุจผีเสื้อลายโผบินไปถึงตรงหน้าแม่นางที่อยู่หัวแถว มือโบกเร็วไวเสียจนเหรินเหยาคล้ายเห็นผงแป้งร่วงจากใบหน้าอีกฝ่าย
“ซานฉาคือคนที่กำลังโด่งดังที่สุด! พวกท่านออกไปถามดูได้ ทั่วทั้งย่านผิงคังฟางมีใครบ้างไม่รู้จักซานฉาของหอเรา”
ซานฉาที่ถูกประเมินว่าเป็นพวก ‘ดาษดื่น’ เริ่มไม่ชอบใจ จึงใช้นิ้วคีบผ้าเช็ดหน้าพลางพูดประชด “ใช่แล้ว หากไม่ใช่วันนี้แขกน้อย อยากจะเรียกใช้ข้าน้อยก็เรียกมาไม่ได้ คุณชายพูดหยามกันเช่นนี้ ล้อข้าน้อยเล่นอยู่หรือไร”
หมิงหวาฉังจึงฉวยโอกาสนี้รีบรุกถาม “คำพูดของเจ้านี้พิกลยิ่งนัก ในเมื่อเจ้าเป็นแม่นางที่กำลังโด่งดังที่สุดในย่านผิงคังฟาง เหตุใดวันนี้ไม่มีกระทั่งแขกสักคนมาเป็นหน้าเป็นตาให้เจ้าเล่า”
ซานฉาถูกแทงใจดำจนใบหน้าแดงก่ำ จึงกระทืบเท้าอย่างหงุดหงิดแล้วสะบัดผ้าเช็ดหน้าเดินจากไป “มามา* แขกตาสูงเหลือเกิน ข้าไม่อาจเอื้อม ควรเชิญพี่อวี้ฉยงมาดีกว่า”
เจียงหลิง เหรินเหยา และหมิงหวาฉังลอบสบสายตากัน เห็นได้ชัดว่าต่างได้ยินชื่อสำคัญ…อวี้ฉยง
แม่เล้าเห็นพวกเจียงหลิงยั่วโมโหดวงใจคนใหม่ของนางจนเดินออกไปแล้วจึงโกรธจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน “คุณชาย พวกเรายกย่องท่านเป็นแขกผู้ทรงเกียรติ ถึงได้เอาใจทุกอย่าง แต่ท่านไม่ไว้หน้ากันเกินไปแล้ว หากท่านไม่เห็นแม่นางของที่นี่เข้าตา พวกเราก็ไม่กล้าอาจเอื้อม ทว่าท่านปล่อยให้บ่าวดูหมิ่นผู้อื่น ทำเกินเหตุหรือไม่”
คราวนี้เจียงหลิงไม่จำเป็นต้องสวมบทใดๆ คิ้วกระบี่ของเขาเลิกขึ้นทันตา ความเหิมเกริมของจอมอหังการน้อยแห่งเมืองลั่วหยางปรากฏทันที
“เจ้าด่าว่าใคร คนข้างกายข้า…หรือต่อให้เป็นสุนัขตัวหนึ่งก็ยังสูงศักดิ์กว่าผู้อื่น ถึงคราวให้เจ้ามาชี้มือวาดเท้าด้วยหรือ!”
ไม่ทันขาดคำเขาก็ถูกหยิกแรงๆ คราหนึ่ง แขนรู้สึกเจ็บแปลบ เกือบจะรักษาสีหน้าไว้ไม่อยู่ เขามองไปทางเหรินเหยาอย่างไม่อยากจะเชื่อ เห็นนางลอบถลึงตาใส่เขา ในแววตาเต็มไปด้วยไอสังหาร
เจ้าด่าว่าใครเป็นสุนัขกัน!
นี่ใช่เรื่องสำคัญหรือ เจียงหลิงรู้สึกว่าสตรีนางนี้ช่างพาลอย่างไร้เหตุผล ยังดีที่มีหมิงหวาฉังอีกคน เทียบกันแล้วหมิงหวาฉังรู้เหตุผล คำนึงถึงส่วนรวม เป็นเทพธิดาน้อยก็ว่าได้!
เขายังคิดไม่ทันจบก็ได้ยินหมิงหวาฉังตวาดเสียงกร้าว มือเท้าเอวพลางเอ่ยเสียงเปี่ยมพลัง “บังอาจ! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่ากำลังพูดอยู่กับใคร”
แม่เล้าถูกการแสดงที่เกินจริงนี้ทำให้ตกใจ สมองเริ่มครุ่นคิดทันที
เมืองฉางอันจะว่าใหญ่ก็ใหญ่ จะว่าเล็กก็เล็ก คุณชายฐานะสูงส่งในเมืองนี้มีอยู่แค่ไม่กี่คนเท่านั้น คุณชายตรงหน้าผู้นี้แม้ปากแดงฟันขาว ท่วงทีมีราศี ทว่าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน เห็นทีอย่างมากคงเป็นแค่บุตรชายพ่อค้าคหบดีที่เพิ่งมาเมืองฉางอันเพื่อเปิดหูเปิดตาก็เท่านั้น จะไปมีฝีมืออะไร
เมื่อคิดได้เช่นนี้แม่เล้าก็มีความมั่นใจยิ่งขึ้น เชิดหน้าพลางกล่าว “ตายจริง ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ ถึงกับมองฐานะของคุณชายไม่ออก คุณชายจะไขข้อสงสัยให้ข้าน้อยเพิ่มพูนความรู้สักหน่อยได้หรือไม่”
แม่เล้าเอ่ยวาจาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ดวงตาชำเลืองมอง เห็นได้ชัดว่าจงใจพูดตรงข้ามกับใจคิดเพื่อเหน็บแนมคนทั้งสาม หมิงหวาฉังกลับแค่นหัวเราะเสียงเย็นชา แม้สวมชุดบ่าว รูปโฉมอัปลักษณ์ซูบเหลือง ทว่ายามเอ่ยคำไม่รู้เหตุใดถึงกับทำให้แม่เล้าไม่กล้าสบตาตรงๆ
แม่เล้าคิดในใจว่าเหมือนเห็นผีกลางวันแสกๆ วัยสิบสองปีนางเริ่มแขวนป้ายชื่อขายฝีมือ วัยสิบสี่ปีก้าวขึ้นเป็นดาวเด่น บัดนี้เลยวัยสามสิบปีได้เป็นเถ้าแก่เนี้ย คนที่นางเคยพบเจอยังมากกว่าเมล็ดข้าวที่หนุ่มสาวหน้าอ่อนเยาว์พวกนี้เคยกิน นางคลุกคลีกับเรื่องชายหญิงมาชั่วชีวิต อบรม ‘บุตรสาว’ ออกมาหลายต่อหลายรุ่น ย่อมมองออกแต่แรกว่าบ่าวที่ดูอ่อนแอแต่งชุดบุรุษอยู่ผู้นี้แท้จริงแล้วเป็นสตรี
แต่แล้วอย่างไรเล่า ติดตามบุรุษเข้าหอคณิกาเช่นนี้ยังจะเป็นสตรีสูงส่งมาจากที่ใดได้หรือ ไม่พ้นเป็นแค่สาวใช้ที่ได้รับความโปรดปรานจึงทำตัวเป็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ* เมื่อครู่เหตุใดนางถึงเกิดความรู้สึกกลัวเกรงสาวใช้ผู้นี้ขึ้นมาได้
ในใจแม่เล้ากำลังฉงนสงสัยทำให้นางช้าไปครึ่งจังหวะกว่าจะได้ยินถ้อยคำของหมิงหวาฉัง “พูดออกมาแล้วกลัวจะทำให้พวกเจ้าตกใจตาย คุณชายของพวกเราคือบุตรชายสายตรงคนโตของเจียงอันโหว ซื่อจื่อแห่งจวนเจียงอันโหวซึ่งผ่านการแต่งตั้งรับรองจากราชสำนักอย่างเป็นทางการ!”
เจียงหลิงพยักหน้า จากนั้นก็พบว่าไม่ถูกต้อง รีบหันไปมองหมิงหวาฉังอย่างตกตะลึง “หา?”
เหรินเหยาเบนสายตาไปทางอื่นเงียบๆ ซ่อนใบหน้าของตนเองไว้…ขอบคุณฟ้าดินที่ข้าไม่ใช่บุรุษ หากเอ่ยชื่อของจวนผิงหนานโหวออกมาในสถานที่พรรค์นี้ ท่านย่าต้องตีข้าตายเป็นแน่
แม่เล้าอ้าปากค้าง มองเจียงหลิงอย่างตกตะลึง พูดจาไม่คล่องอีกต่อไป “ซื่อ…ซื่อจื่อแห่งจวนเจียงอันโหวหรือ”
“ใช่” หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว สายตามองต่ำพลางเอ่ย “เจ้าคงไม่ใช่มิรู้จักเจียงอันโหวกระมัง”
แม่เล้าจะไม่รู้จักได้อย่างไร! แม้ตอนนี้ฮ่องเต้ไม่อยู่ในเมืองฉางอัน แต่ที่นี่ยังคงเป็นแหล่งที่พักของตระกูลใหญ่มากมาย ทุกคนคอยจับตาทิศทางของราชสำนักอยู่ทุกเมื่อ หากถามถึงผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในราชสำนักยามนี้ยังสรุปได้ยาก ทว่าผู้ที่ได้รับความโปรดปรานสูงสุด…คือองค์หญิงไท่ผิงอย่างแน่นอน!
เจียงอันโหวคือคนสนิทขององค์หญิงไท่ผิง หอเทียนเซียงกิจการเล็กๆ ที่อาศัยผู้สูงศักดิ์เลี้ยงชีพมีหรือจะกล้าล่วงเกินซื่อจื่อของเจียงอันโหว
สีหน้าแม่เล้าเปลี่ยนไปโดยพลัน รอยย่นกองสุมจนดวงตาแทบมองไม่เห็น ยิ้มพลางประจบไม่หยุดปาก “ข้าน้อยมีตาหามีแววไม่ บกพร่องต่อซื่อจื่อ สมควรตีจริงๆ! ซื่อจื่อคอยประเดี๋ยว ข้าน้อยจะไปเรียกอวี้ฉยงมาเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
ในใจเจียงหลิงสิ้นหวังอย่างยิ่ง ไม่กล้าคิดภาพว่าหากข่าวที่เขาเที่ยวหอคณิกาแพร่ไปถึงเมืองลั่วหยาง บิดาของเขาจะมีสีหน้าเช่นไร เขาหมดอาลัยตายอยากในชีวิต หน้าตาบึ้งตึง โบกมือพลางกล่าวไปตามอารมณ์
“ไสหัวไปได้ ข้ามาเที่ยวเล่นที่เมืองฉางอันเท่านั้น ไม่อยากเอิกเกริก พวกเจ้าห้ามพูดส่งเดช”
แม่เล้าเข้าใจทันที เปลี่ยนคำเรียกขานอย่างรู้กาลเทศะ “ข้าน้อยเข้าใจ ซื่อจื่อวางใจได้อย่างเต็มที่ ข้าน้อยจะควบคุมคนเบื้องล่างให้ดี ไม่ให้ใครมาทำลายความสนุกของซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
แม่เล้าพูดพลางส่งสายตาให้คนรอบด้าน จากนั้นก็รีบรุดออกไป พอคนทั้งหมดออกไปแล้วเจียงหลิงก็เก็บท่วงท่านายน้อยผู้ไม่กลัวฟ้าไม่เกรงดินทันตา ลดเสียงลงถามหมิงหวาฉัง
“เจ้าทำอะไรของเจ้า!”
“อย่าลนลาน” หมิงหวาฉังนั่งลงอย่างเยือกเย็น รินสุราหนึ่งจอกแล้วดื่มช้าๆ หนึ่งคำ “สุราดีจริงๆ ด้วย เดิมทีเจ้าก็รับคำสั่งมาเมืองฉางอันเพื่อควบคุมงานซ่อมแซมแทนองค์หญิงไท่ผิง คนทั่วเมืองหลวงล้วนรู้กันว่าเจ้าเป็นคุณชายไร้แก่นสาร หากเจ้าทนความเหงาไม่ไหว มาย่านผิงคังฟางหาความสำราญก็เป็นเรื่องปกติไม่ใช่หรือ”
เหตุผลเป็นเช่นนี้ ทว่าเหรินเหยายังคงขมวดคิ้วพลางกล่าว “แต่ทำเช่นนี้ไม่เท่ากับเปิดโปงฐานะหรือไร”
“กลัวอะไรเล่า” หมิงหวาฉังเอ่ย “เดิมทีเขาก็คือเจียงหลิง สิ่งที่ทำก็เป็นสิ่งที่สอดคล้องกับอุปนิสัยของเขา หากพวกเราหลบๆ ซ่อนๆ ต่อมาถูกคนจำได้กลับจะยิ่งน่าสงสัย มิสู้แสดงฐานะอย่างผ่าเผย ในจริงมีเท็จ ในเท็จมีจริง จู่โจมอีกฝ่ายตรงมุมมืดใต้ฐานตะเกียง* นี่ถึงจะปลอดภัยที่สุด”
ดูเหมือนนางพูดมีเหตุผล แต่ว่า…เจียงหลิงครุ่นคิด จากนั้นก็หันไปมองนางอย่างสงสัย “ตอนนี้หมิงหวาจางเองก็เรียกได้ว่ามาอยู่ที่เมืองฉางอันเพื่อเตรียมสอบ เหตุใดเจ้าไม่ใช้ฐานะของเขาเล่า”
หมิงหวาฉังกะพริบตา ก่อนเอ่ยอย่างจริงจัง “พี่รองคือคุณชายหน้าหยกผู้ลือเลื่องในราชธานี จะทำลายชื่อเสียงพี่ชายข้าได้อย่างไรกัน”
เจียงหลิงขบกราม โกรธจนคันไม้คันมือ “แล้วเจ้ามาทำลายชื่อเสียงข้าเพื่ออันใด!”
“ไม่เป็นไร” หมิงหวาฉังโบกมืออย่างสง่างาม “เรื่องเช่นนี้ฝ่ายที่ซ่อนเร้นมักกลัวฝ่ายที่เปิดเผย ตอนนี้เป็นไปได้มากว่าคนร้ายที่สังหารจางจื่ออวิ๋นยังคงอยู่ในหอ เจ้าแสดงฐานะชัดเจน อีกฝ่ายย่อมไม่กล้าทำอะไรเจ้า ใช้ชื่อเสียงแลกกับความปลอดภัยคุ้มค่าอย่างยิ่ง! ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดก็แค่ถูกบิดาเจ้าตีหนึ่งยก…กับเสียชื่อจนทาบทามคู่ครองไม่ง่ายเท่านั้น”
เจียงหลิงเบิกตาโตมองนางพลางเอ่ยท้วง “เจ้ารู้หรือไม่ว่าตนเองพูดอะไรอยู่”
* ฝ่ายบริหาร คือหนึ่งในสามฝ่ายของราชสำนักราชวงศ์ถัง มีหน้าที่นำคำสั่งซึ่งร่างและตรวจสอบเสร็จแล้วไปปฏิบัติ โดยมีหกกรมอยู่ภายใต้การดูแลของฝ่ายบริหารอีกที ได้แก่ กรมปกครอง กรมอากร กรมพิธีการ กรมทหาร กรมอาญา และกรมโยธา
** กองสังคีต เป็นหน่วยงานของทางการซึ่งทำหน้าที่ฝึกหัดสตรีเล่นดนตรี ร่ายรำ และการละเล่นเพื่อความบันเทิงสำหรับงานเฉลิมฉลองในวัง โดยผู้ที่ถูกนำมาฝึกหัดมักมาจากตระกูลที่ถูกยึดทรัพย์ จุดประสงค์แท้จริงก็เพื่อให้ความบันเทิงแก่ขุนนางใหญ่ทั้งหลาย ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าวจึงแทบไม่ต่างจากหญิงคณิกา
* ดอกเสาเย่า (Paeonia lactiflora Pall.) เป็นไม้ดอกตระกูลเดียวกับโบตั๋น ดอกขนาดใหญ่ทรงเหมือนถ้วย กลีบดอกมีทั้งสีม่วงอมแดง สีชมพู สีขาวอมแดง และสีขาวล้วน มีเกสรสีเหลือง
* จินหลิงชุน คือยอดสุราเลื่องชื่อของเมืองจินหลิง ซึ่งคือเมืองหนานจิงในปัจจุบัน
** ลม ดอกไม้ หิมะ จันทร์ คือทิวทัศน์ธรรมชาติสี่อย่างที่มักถูกพรรณนาในบทกวี ต่อมาสี่คำนี้ถูกใช้เป็นสำนวนสื่อถึงเรื่องรักๆ ใคร่ๆ
* มามา โดยทั่วไปหมายถึงแม่ แต่สามารถใช้เป็นคำเรียกภรรยา หญิงสูงวัย และยังใช้เรียกแม่เล้าในหอนางโลมด้วย
* จิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ เปรียบเปรยถึงผู้ที่แอบอ้างอำนาจของคนอื่นมาขู่ขวัญหรือข่มเหงผู้คน
* มุมมืดใต้ฐานตะเกียง หมายถึงไม่อาจสังเกตเห็นเรื่องใกล้ตัว หรือจุดที่ไม่ทันสังเกตเห็น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.