บทที่ 63
ตอนนี้เฮ่อเส่อไชว่โผล่หน้าออกมาแล้ว เขาทั้งขาดที่พึ่งพาอย่างทูเจวี๋ยตะวันตก ทั้งเพิ่งโจมตีล้มเหลว นี่ถือเป็นโอกาสอันดีอย่างหาได้ยากยิ่ง เฟิงซุ่นอินไม่มีทางปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไป
นางมุ่งที่จะสืบค้นร่องรอยของอีกฝ่ายให้พบ
สายลมฤดูใบไม้ร่วงอันว้าเหว่พัดผ่านทิวเขาและทุ่งโล่งกว้าง เหนือศีรษะเพิ่งเผยแสงสว่างเรืองรอง เมื่อรุ่งอรุณมาเยือนอย่างเงียบๆ คนทั้งกลุ่มก็ออกห่างจากเมืองมาไกลแล้ว
ม้าเร็วกลุ่มหนึ่งควบเข้ามา ก่อนรั้งสายบังเหียนหยุดม้าลงไล่เลี่ยกัน
เฟิงซุ่นอินนำทางอยู่ด้านหน้าสุด นางเลิกหมวกคลุมกันลมขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ สังเกตการณ์ลักษณะภูมิประเทศรอบข้าง
ออกจากฉินโจวมาเป็นวันที่ห้า หลายวันมานี้นอกจากหาโรงเตี๊ยมหยุดพักผ่อนในตอนกลางคืน เวลาที่เหลือล้วนใช้ไปกับการเดินทาง
เดินทางลัดมาถึงตอนนี้ ย้อนกลับมาถึงละแวกเขตแดนระหว่างเหอซีกับจงหยวนแล้ว ทว่ายังอยู่ห่างจากตำแหน่งที่ถูกซุ่มโจมตีอีกช่วงหนึ่ง
ทหารคุ้มกันนายหนึ่งก้าวขึ้นหน้ากุมมือเอ่ย “เรียนฮูหยิน พวกข้าสาบานว่าจะปกป้องฮูหยินจนตัวตาย แต่เวลานี้ฮูหยินควรกลับไปเยี่ยมครอบครัวนะขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเข้าใจ พวกเขาคงคิดว่าสิ่งที่นางทำในเวลานี้ไม่ได้อยู่ในหน้าที่ความรับผิดชอบ นางเอ่ยเสียงดังขึ้น “ออกเดินทางมาครั้งนี้พวกเจ้าเพียงต้องรับผิดชอบหน้าที่คุ้มกันอย่างเต็มที่ ส่วนเรื่องอื่นเป็นเรื่องของข้า” นางหยุดคิดแล้วเอ่ยต่อ “หากมีเวลาที่สู้ไม่ไหว พวกเจ้าสามารถหนีกลับไปเหลียงโจวได้เลย”
ทหารคุ้มกันเอ่ยทันที “ขอเพียงฮูหยินโปรดระมัดระวัง ท่านผู้บัญชาการมีคำสั่งลงมาว่าให้ความปลอดภัยของฮูหยินมาเป็นอันดับหนึ่ง พวกข้าน้อยไม่กล้าฝ่าฝืนหรอกขอรับ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินชื่อตำแหน่งของมู่ฉางโจวเข้าโดยไม่ทันตั้งตัวก็หลุบตาลงเงียบๆ ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเงยหน้าขึ้น ดึงสายบังเหียนเดินทางไปข้างหน้าต่อ ปากถึงได้ตอบรับอืมเสียงเบา
วิเคราะห์จากทิศทางที่เฮ่อเส่อไชว่หลบหนีไปในวันนั้นเขาน่าจะเร่ร่อนอยู่แถวเส้นเขตแดน มุ่งหน้าลงไปทางใต้
ทุกวันนี้ทางที่พวกเขามุ่งหน้ามาบังเอิญตรงกับทิศทางที่อีกฝ่ายหลบหนีไปพอดี ทว่าหลายวันมานี้กลับไม่พบเห็นร่องรอยของอีกฝ่ายเลยสักนิดเดียว
เฟิงซุ่นอินจึงรู้ว่าอีกฝ่ายอาจจงใจเดินทางอ้อม ทิศทางที่ดูมุ่งหนีลงใต้เป็นเพียงฉากบังหน้าที่สร้างขึ้นเพื่อสลัดทหารที่ไล่ตามมาให้หลุด เขาจะต้องเปลี่ยนทิศกลางทางแน่นอน
แสงอาทิตย์ฤดูใบไม้ร่วงโผล่พ้นออกมา เปิดเผยรอบข้างให้แจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ
เฟิงซุ่นอินคาดการณ์ทิศทางที่อีกฝ่ายอาจหนีไปอยู่ในใจ สายตาก็เห็นว่าม้าที่ขี่อยู่เหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่รกร้างไร้ผู้คนแล้ว จึงผ่อนความเร็วการเดินทางลง สถานที่แห่งนี้วิเวกวังเวง เวลาหลบหนีมีโอกาสจะหยุดพักอยู่ในสถานที่ประเภทนี้มากที่สุด
นึกถึงตรงนี้สายตานางก็แทบจะไล่มองสำรวจรอบข้างทีละชุ่นๆ ทั้งมองลงบนพื้น ทั้งเดินทางให้ช้าลงด้วยความรอบคอบระมัดระวัง
ทันใดนั้นสายตาก็เหลือบไปเห็นร่องรอยสีคล้ำเล็กๆ วงหนึ่งบนพื้นดิน นางหยุดม้า ลงไปนั่งยองๆ ใช้มือขยี้ดูเล็กน้อยทันที
ปลายนิ้วนางขยี้ดินสีคล้ำวงเล็กๆ นั้น ยกขึ้นดมเบาๆ ก่อนปัดมือลุกขึ้นยืน ย้อนกลับขึ้นม้าอย่างรวดเร็วแล้วเดินทางตามร่องรอยต่อไปข้างหน้า “ไปตามทางนี้นี่ล่ะ”
นั่นเป็นรอยเลือด ละแวกนี้มีแต่หินผาขรุขระ แห้งแล้งเงียบวังเวง แม้แต่สัตว์สักตัวยังยากจะพบเห็น มีโอกาสเป็นได้เพียงร่องรอยที่คนเหลือทิ้งเอาไว้ ไม่แน่อาจมาจากเศษซากกองทัพของเฮ่อเส่อไชว่เอง
ฉับพลันนั้นทหารคุ้มกันสองนายควบม้าจากข้างหลังขึ้นหน้ามา คุ้มกันอยู่ทางซ้ายขวาของนาง
เฟิงซุ่นอินระวังตัวขึ้นมาทันที นางหันหน้ากวาดตามองรอบข้าง มองเห็นรูปปากพวกเขากำลังเอ่ยเสียงเบาว่าคล้ายมีเสียงกีบเท้าม้า
นางไม่อาจได้ยิน ยังดีที่พวกเขามีการระวังตัวมากพอ จึงผงกศีรษะให้พวกเขาแล้วหนีบท้องม้า เพิ่มความเร็วมากขึ้น
ดวงอาทิตย์ลอยขึ้นสูง สาดแสงแรงกล้าจนรอบข้างสว่างไสวพาให้ดวงตาพร่ามัว ประหนึ่งว่าทุกหนแห่งต่างเหมือนกัน
ดินใต้กีบเท้าม้าดูอ่อนนุ่มลงเล็กน้อย เศษหินตามหน้าผาเปลี่ยนเป็นก้อนเล็กลง ทอดตัวยาวออกไปข้างหน้า ต้นหนามอูฐ* งอกเงยขึ้นมาเป็นพุ่มๆ
เฟิงซุ่นอินรั้งม้าให้หยุด กวาดตามองซ้ายขวาก่อนถามเสียงเบา “ยังมีเสียงความเคลื่อนไหวอยู่หรือไม่”
ทหารคุ้มกันตอบกลับ “ตอนนี้ไม่มีแล้วขอรับ แต่ไม่ทราบว่ายังแอบติดตามมาหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินคิดแล้วลงจากม้า นางเอ่ยสั่ง “หยุดพักผ่อนที่นี่ หากมีเสียงความเคลื่อนไหวอีก เพียงทำเป็นไม่รู้สึกตัว ให้ล่อไปข้างหน้า”
ทุกคนกุมหมัดตอบรับ ต่างเคยชินกันมาจากกองทัพ แม้แต่พักผ่อนเองก็พักครึ่งหนึ่ง ลาดตระเวนครึ่งหนึ่ง
ตัวเฟิงซุ่นอินเองกลับไม่ได้พักผ่อน นางเดินตรวจสอบรอบๆ แทบจะไม่ปล่อยผ่านแม้แต่ชุ่นเดียว ก่อนจะสังเกตเห็นว่ามีพื้นดินบริเวณหนึ่งคล้ายราบเรียบเป็นพิเศษ นางเดินเข้าไปใกล้พลางหลุบตาเพ่งมอง ก่อนจะดึงมีดสั้นออกจากเอวกะทันหันแล้วนั่งยองๆ ลงออกแรงขุดดินตรงนั้น
เพียงไม่กี่ครั้งปลายมีดสั้นก็เปรอะรอยไหม้เกรียมสีดำ นางหยุดมือ หยิบดินก้อนหนึ่งขึ้นมามองโดยละเอียด
เป็นสีไหม้เกรียมดั่งผ่านการเผามาก่อนจริงๆ เพียงแต่ถูกกลบเกลื่อน ทั้งยังจงใจกระทืบย้ำๆ ดังนั้นพื้นดินบริเวณนี้ถึงดูราบเรียบเพียงนี้
เฟิงซุ่นอินเก็บมีดสั้นแล้วลุกขึ้นยืน ค่อยๆ เดินมองรอบๆ ต่ออีกครั้งหนึ่ง
ทหารคุ้มกันที่อยู่ใกล้ที่สุดนายหนึ่งกลัวจะมีอันตราย จึงเอ่ยเตือนขึ้นมา “ฮูหยินไม่อาจรั้งอยู่ที่ใดนานเป็นพิเศษ หากต้องการตามหาสิ่งใดมิสู้สั่งให้พวกข้าน้อยช่วยกันหาเถอะขอรับ”
นางถึงได้เอ่ยขึ้น “ลองดูว่ารอบๆ นี้มีรอยกีบเท้าม้าหรือไม่”
บรรดาทหารคุ้มกันต่างแยกย้ายไปตรวจสอบทันที
เฟิงซุ่นอินเหลียวหลังมองรอยไหม้เกรียมบนพื้นอีกครั้งหนึ่ง ก่อนเดินกลับไปกลบดินใหม่อีกหน
นี่เป็นร่องรอยของกองไฟจริงๆ ทหารชนเผ่าเร่ร่อนไม่เหมือนทหารชาวฮั่น ไม่ถนัดวิธีฝังหม้อหุงข้าว นิยมก่อไฟย่างเนื้อกิน ร่องรอยนี้อาจเกิดจากคนของเฮ่อเส่อไชว่ แต่ก่อนจากไปจงใจปกปิดร่องรอยอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษแล้ว
เพียงแต่สถานที่แห่งนี้ฝนไม่ค่อยตกลงมาและลมก็แรง บริเวณที่ถูกปกปิดนี้จึงถูกลมพัดจนพื้นตื้นขึ้น หากตั้งใจมองให้ดีย่อมมองเห็นความแตกต่างจากพื้นดินรอบข้างออก
ไม่ได้พบร่องรอยกองไฟที่อื่นอีก เฟิงซุ่นอินคิดในใจ หากไม่ได้เกิดจากความระมัดระวัง เช่นนั้นก็เพราะว่าคนที่ติดตามเฮ่อเส่อไชว่เหลือไม่มากแล้ว
เพิ่งคิดเสร็จ ทหารคุ้มกันนายหนึ่งก็เดินเข้าหาอย่างรวดเร็ว “พบแล้วขอรับฮูหยิน”
นางตามไปทันที ได้เห็นกีบเท้าม้าชุดหนึ่งทิ้งรอยอยู่บนพื้นอย่างชัดเจนจริงๆ
มองจากทิศทางแล้วมุ่งหน้าไปทางตะวันออก คล้ายมุ่งไปยังจงหยวนแล้ว แต่นางเหลียวหลังมองตำแหน่งของกองไฟอีกครั้งก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แม้ว่าผืนดินที่นี่จะอ่อนนุ่มไปบ้าง แต่ยังไม่ถึงขั้นทิ้งรอยกีบเท้าที่ชัดเจนเพียงนี้เอาไว้ เป็นได้เพียงความจงใจเท่านั้น
กลุ่มชู่มู่คุนเจ้าเล่ห์ นางเคยได้รับบทเรียนมานานแล้ว หลายปีมานี้ยังคอยรับมือกับวันนี้อยู่ในใจมาตลอด จะพลาดจุดใดไปได้อย่างไร
นางหันตัวกลับขึ้นม้า “ไปยังทิศทางตรงกันข้าม”
เหล่าทหารคุ้มกันต่างตามขึ้นหลังม้า ขบวนเดินทางย่ำผ่านเศษหินออกไป เพียงไม่นานทหารคุ้มกันที่ก่อนหน้านี้คอยเฝ้าระวังอยู่ทางฝั่งซ้ายขวาก็ควบม้ามาหาเฟิงซุ่นอินอีกครั้ง
เฟิงซุ่นอินหันมอง “มีเสียงความเคลื่อนไหวอีกแล้วหรือ”
ทหารคุ้มกันฝั่งขวาตอบกลับ “ขอรับ มีเสียงกีบเท้าม้าอีกแล้ว แต่ฟังดูไม่ชัดนัก”
เฟิงซุ่นอินมองออกนานแล้วว่าพวกเขาต่างเป็นทหารยอดฝีมือที่ถูกคัดเลือกมาเป็นพิเศษ ทั้งระมัดระวังตัวและรอบคอบอย่างยิ่ง ในเมื่อพูดว่าเสียงกีบเท้าม้าไม่ชัด เช่นนั้นแสดงว่าผู้ที่มามีจำนวนไม่มาก แต่หากเป็นคนที่เฮ่อเส่อไชว่ส่งออกมาจะไม่เป็นการดี เพื่อไม่ไปแหวกหญ้าให้งูตื่น นางจึงควบม้าพุ่งไปข้างหน้าทันที “ทำตามที่ว่าไว้ก่อนหน้านี้ ล่อไปจับตัวคนที่ข้างหน้า”
ม้าห้อตะบึงเร็วรี่ หมู่บ้านที่มีบ้านเรือนเรียงตัวเป็นแนวยาวแห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในครรลองสายตา
ทุกคนเข้าใกล้หมู่บ้านอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยุดม้าแล้วลงมา จูงม้ากระจายตัวกันออกไป มีสามถึงห้ากลุ่มเดินเข้าไปในหมู่บ้าน อีกครึ่งหนึ่งอ้อมไปหาทางเข้าทางอื่น ประหนึ่งไม่ได้ร่วมทางกันมาแต่อย่างใด ทางใครทางมัน
ภายในหมู่บ้านมีโรงเตี๊ยมอยู่แห่งหนึ่ง ทั้งเก่าและซอมซ่อ ดินเหนียวของกำแพงตรงประตูเห็นร่องรอยกร่อนที่เกิดจากลมปะทะแล้วด้วยซ้ำ แต่ยังคงนับว่ากว้างขวาง อีกทั้งไม่มีแขกเหรื่อคนอื่น
เฟิงซุ่นอินจูงม้าเข้าพัก ทว่านางไม่ได้รีบร้อนไปเข้าห้อง เพียงยืนอยู่บริเวณหนึ่งของเรือนหน้า โดยดึงหมวกคลุมกันลมปกปิดใบหน้าเอาไว้อย่างเรียบร้อย
บรรดาทหารคุ้มกันที่แยกย้ายเข้าหมู่บ้านต่างทยอยมารวมตัวกันที่นี่แล้ว โดยไล่ลูกจ้างกับบ่าวรับใช้ในโรงเตี๊ยมออกไป ก่อนแยกกันยืนกระจายตัวตามตำแหน่งต่างๆ ของเรือนหน้าจนครบรอบ
พวกเขาได้ยินเสียงกีบเท้าไล่ตามมาคล้ายมีคล้ายไม่มีเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเข้ามาในลานโรงเตี๊ยมแห่งนี้
เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นเล็กน้อย บรรดาทหารคุ้มกันกรูกันออกไปโดยไร้สุ้มเสียง โอบล้อมกลุ่มคนที่มาพร้อมเตรียมชักดาบ
ผู้ที่ขี่อยู่บนม้าเร็วที่พุ่งเข้ามารีบเอ่ยทันที “ท่านพี่ เป็นข้าเอง!”
บรรดาทหารคุ้มกันรีบร้อนหยุดฝีเท้า เก็บดาบในมือกลับไป
เฟิงซุ่นอินเปิดหมวกออกถึงได้มองเห็นชัดว่าเป็นเฟิงอู๋จี๋ นางก้าวปราดขึ้นหน้ากดเสียงถาม “เจ้ามาได้อย่างไร”
เฟิงอู๋จี๋ลงจากม้า จัดเสื้อคลุมกันลมบนตัวเล็กน้อยก่อนหันมองรอบๆ การเคลื่อนไหวเมื่อครู่นี้รวดเร็วมาก หากไม่ใช่ว่าเขาตอบสนองฉับไวก็คงถูกลากลงจากหลังม้ามาอย่างไร้สุ้มเสียงแล้ว เขาเอ่ยเสียงเบา “วันนั้นได้ยินท่านพูดเช่นนั้นข้าก็รู้ว่าท่านจะออกมาเอง แล้วจะไม่ให้ตามมาได้อย่างไร”
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองซ้ายขวา รู้ว่าสถานที่แห่งนี้ไม่เหมาะให้พูดคุยกัน นางหันตัวกลับด้วยสีหน้าเย็นชา “เจ้าตามข้ามา”
เฟิงอู๋จี๋รีบยื่นสายบังเหียนให้กับทหารคุ้มกันก่อนตามนางไป
ทั้งสองคนเดินตามกันเข้าไปยังเรือนหลัง ข้างในนั้นมีพวกลูกจ้างกับบ่าวรับใช้ที่ถูกไล่มาก่อนหน้ากำลังยุ่งง่วนอยู่ ถึงขั้นไม่ทันสังเกตว่ามีความเคลื่อนไหวที่เรือนหน้าด้วยซ้ำ
หลังจากเข้าไปในห้องพัก เฟิงซุ่นอินถึงหันตัวกลับมาเอ่ยเสียงเบา “แผลเจ้ายังไม่หายดี เวลานี้ตามออกมาได้อย่างไร”
เฟิงอู๋จี๋ก้าวเข้าใกล้เฟิงซุ่นอินหนึ่งก้าวพร้อมกับขยับหัวไหล่ให้นางดูเป็นพิเศษ “ท่านพี่สบายใจได้ ก่อนหน้านี้ข้าแค่เสียเลือดมากเกินไปถึงได้นอนอยู่เช่นนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาใหญ่อะไรแล้วจริงๆ” เพราะกลัวนางพูดอะไรอีก เขารีบเอ่ยเสียงเบาต่อทันที “ข้าทำงานที่ท่านมอบหมายให้เสร็จแล้ว เมื่อสองวันก่อนจัดเตรียมม้าเร็วพิเศษส่งรายงานสถานการณ์แนวป้องกันไปยังฉางอันเรียบร้อยถึงได้ออกมาตามหาท่าน ยังดีที่ท่านไม่ได้รีบเร่งเดินทางเกินไป ถึงแม้ข้าจะสืบร่องรอยสู้ท่านไม่ได้ แต่ยังคงพบร่องรอยที่ท่านทิ้งเอาไว้แล้วก็ไล่ตามมาทัน”
หากเฟิงซุ่นอินรู้แต่แรกคงเดินทางเร็วขึ้นกว่านี้ นางเอ่ยเสียงเบาลงกว่าเดิม “ข้าทิ้งร่องรอยไว้เพราะตั้งใจสืบค้นตำแหน่งของเขาให้แน่ชัดก่อนค่อยส่งข่าวบอกเจ้า ให้เจ้านำกำลังทหารตามร่องรอยมาจับตัวเขาได้ทันท่วงที แต่ไม่ใช่ให้เจ้าตามมาตั้งแต่ตอนนี้”
เฟิงอู๋จี๋เอ่ย “ข้ารู้ว่าแผนการเช่นนี้เหมาะสม แต่เช่นนั้นความเสี่ยงก็จะตกอยู่ที่ท่านพี่ทั้งหมด ข้าจำเป็นต้องออกมาเวลานี้ เพราะข้ารู้ว่าแค่รอโอกาสอย่างเดียวยังไม่พอ”
เฟิงซุ่นอินนิ่งเงียบ สีหน้าอ่อนโยนขึ้น เพราะที่เขาพูดนั้นเป็นความจริง
ส่งข่าวแนวป้องกันชายแดนให้ทางฉางอันเพื่อคว้าโอกาสมายังไม่พอ ในตอนนั้นบิดานางถูกทัดทาน เรื่องราวทั้งหมดล้วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มชู่มู่คุน มีเพียงการจับตัวเฮ่อเส่อไชว่ให้ได้ถึงจะทำให้เรื่องเก่าถูกปลดผนึก สถานการณ์ถึงจะคลี่คลายได้โดยสมบูรณ์จริงๆ
เมื่อหกปีก่อนก็ควรจับตัวคนผู้นี้แล้ว เป็นเพราะสกุลเฟิงตกอับลง นางรอมานานหกปีเต็มๆ รอมาจนเขาทำร้ายเฟิงอู๋จี๋อีกคน กระทั่งว่าป่าวประกาศจะสังหารนาง รอจนเจอโอกาสในวันนี้ ต่อให้ต้องทุบหม้อข้าวจมเรือ* ก็ไม่อาจปล่อยให้พลาดไป
“เจ้ามาที่นี่ท่านแม่ทราบหรือไม่” นางถามขึ้นอย่างกะทันหัน
แววตาเฟิงอู๋จี๋กระอักกระอ่วน น้ำเสียงกลับหนักแน่น “ท่านแม่ทราบแล้วอย่างไร ข้าเองก็เป็นคนสกุลเฟิงเช่นกันนะ”
เสียงของเฟิงซุ่นอินเปลี่ยนเป็นอับจนปัญญา “เช่นนั้นเจ้าพาทหารมาด้วย?”
เฟิงอู๋จี๋ผงกศีรษะ “เหตุเกิดกะทันหัน คนที่ข้าโยกย้ายมาได้มีไม่มาก ต่างหยุดรั้งรออยู่ที่แนวหลัง สามารถส่งข่าวเรียกตัวมาได้ตลอดเวลา หากต้องการโยกย้ายกองทัพใหญ่จะต้องขอคำสั่งจากผู้ตรวจการฉินโจวขอรับ”
เฟิงซุ่นอินยืนเงียบอยู่ครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจ “เช่นนั้นก็ได้ เจ้าแค่ต้องรับปากข้าว่าห้ามปกป้องข้าจนได้รับอันตรายอีกเด็ดขาด แล้วข้าจะยอมให้เจ้าอยู่ที่นี่ต่อ”
เฟิงอู๋จี๋อ้าปากหมายโต้แย้ง แต่เห็นแววตาหนักแน่นของพี่สาวแล้วสุดท้ายจึงได้แต่รับปาก “ทราบแล้วขอรับ ครั้งนี้ข้าจะดูแลตนเองให้ดีแน่นอน”
เฟิงซุ่นอินถึงไม่ได้พูดอะไรอีก นางหันตัวเดินออกไปข้างนอก “เจ้ารอฟังข่าวจากข้าอยู่ที่นี่”
เฟิงอู๋จี๋รีบไล่ตามไปถึงประตู “ท่านจะไปที่ใด”
“สอดแนมต่อ” เฟิงซุ่นอินตอบก็เดินจากไปไกลแล้ว
ภายในหมู่บ้านไม่นับว่าคึกคัก สถานที่แห่งนี้ค่อนข้างสันโดษ ทั้งยังอยู่ใกล้กับทะเลทราย รอบด้านมีแต่สภาพวังเวงหม่นหมอง กระทั่งตามกำแพงของบ้านเรือนสองฟากทางที่เดินผ่านยังเต็มไปด้วยฝุ่นทรายที่พัดมาตามลม
แสงอาทิตย์อัสดงมาเยือน แต่สถานที่แห่งนี้ไม่มีช่วงห้ามออกนอกเคหสถานอย่างเห็นได้ชัด ยังคงมีชาวบ้านสัญจรไปมา ส่วนใหญ่สวมชุดชาวหูและมีบ้างที่เป็นชาวฮั่น
ตามทางเองก็ไม่มีร้านค้าใหญ่โตอะไร มีเพียงตั้งแผงขายของเล็กๆ พ่อค้าแม่ค้าคอยตะโกนเรียกลูกค้า ภาษาหูสำเนียงฮั่นผสมผสานอยู่ด้วยกัน ทั้งโหวกเหวกและวุ่นวาย
เฟิงซุ่นอินสวมหมวก มือหนึ่งยกขึ้นปิดจมูกป้องกันฝุ่นทรายระหว่างเดินอยู่ในหมู่บ้านอย่างไม่รีบร้อน ด้านหลังมีทหารคุ้มกันที่กระจายตัวกันอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจำนวนหนึ่งคอยติดตาม
มองดูคล้ายไม่มีร่องรอยของเฮ่อเส่อไชว่ แต่ทิศทางที่มุ่งมาตลอดทางก็คือแถวละแวกนี้
นางรู้สึกหนวกหูเกินไป จึงได้แต่อาศัยสายตากวาดมองสำรวจสภาพแวดล้อม จดจำลักษณะและภูมิประเทศแถวหมู่บ้านแห่งนี้ จนกระทั่งเดินไปถึงทางเข้าออกอีกฝั่งหนึ่งของหมู่บ้าน มองออกไปข้างนอกเห็นทุ่งโล่งกว้างห่างไกลออกไป ทอดยาวไปจนถึงเส้นสายภูเขาที่เปรียบดั่งหมึกสีเขียวเข้มสาดออกมา
หลังจากแยกแยะทิศทางสักพักนางก็หยุดเดิน
มุ่งหน้าไปทางนั้นเรื่อยๆ คือทางทิศตะวันตก ซึ่งเป็นทิศที่มุ่งไปยังเหลียงโจว
แววตาเฟิงซุ่นอินวูบไหว รู้สึกว่าตนเองคิดไกลเกินเหตุทั้งๆ ที่ยังอยู่ห่างไปอีกตั้งไกล นางหันตัวกลับ เดินไปยังทางแยกสายเล็กอีกทาง ตั้งใจย้อนกลับไปตรวจสอบดูอีกรอบหนึ่ง
เสียงฝีเท้าชุดหนึ่งดังขึ้นมา คนกลุ่มหนึ่งเดินผ่านตรอกด้านข้างนาง หนึ่งในนั้นหยุดลง ยืนหันหลังอยู่ตรงนั้น
เฟิงซุ่นอินเดินไปพลางตวัดสายตามองไปพลาง เห็นเพียงแผ่นหลังในชุดชาวหูของอีกฝ่าย…แผ่นหลังกว้าง รูปร่างสูงผึ่งผาย สวมเข็มขัดหนังกระชับเอว น่องขาถูกห่อหุ้มด้วยรองเท้าหุ้มข้อยาว ยืนอย่างมั่นคงดุจต้นสนสูงตระหง่านวาบผ่านสายตานางไป
นางหยุดลงทันควัน ตกตะลึงอยู่ชั่ววูบถึงหันตัวกลับเดินไปทางปากตรอกอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อมองไปอีกครั้งเงาร่างนั้นกลับหายวับไปแล้ว ประหนึ่งเป็นเพียงเงาร่างในภาพฝัน
บทที่ 64
เฟิงอู๋จี๋รออยู่ในโรงเตี๊ยมเก่าแห่งนั้นจนฟ้ามืดถึงเห็นพี่สาวของเขาย้อนกลับมาในที่สุด เขารีบเดินออกจากห้องพักไปต้อนรับทันที
ดวงหน้าของเฟิงซุ่นอินถูกหมวกคลุมศีรษะบดบังกว่าครึ่ง นางหลุบตาเดินอย่างไม่รีบร้อน ประหนึ่งกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง จนน้องชายมาหยุดอยู่ตรงหน้านางก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น
เฟิงอู๋จี๋รู้สึกแปลกใจ ขยับเข้าใกล้มาถาม “ท่านพี่ไม่เจออะไรหรือขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นทันใด นางเพิ่งหลุดจากภวังค์ เสียงที่เอ่ยจึงฟังดูเหม่อลอยอยู่เล็กน้อย “พอจะรู้ทิศทางคร่าวๆ แล้ว เตรียมตัวเถอะ หลังฟ้ามืดจะเริ่มเคลื่อนไหวทันที”
เฟิงอู๋จี๋โล่งอก เดิมหมายไปเตรียมตัว ทว่าเขากลับหยุดฝีเท้ามองนางอีกครั้ง “ท่านเป็นอะไรไปหรือ”
เฟิงซุ่นอินเดินผ่านเขาเข้าไปในห้องพัก “ไม่มีอะไร ข้าอาจต้องพักผ่อนสักครู่หนึ่ง”
คงเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวันติดต่อกัน มิฉะนั้นจะรู้สึกว่านั่นเป็นเงาร่างของเขาได้อย่างไร…
ฟ้ามืดลงอย่างช้าๆ เฟิงอู๋จี๋รีบรุดออกไปส่งข่าวด้วยตนเอง เขาเรียกรวมกำลังพลที่หยุดรออยู่แนวหลังให้รีบเดินทางมาที่นี่
บรรดาทหารคุ้มกันในโรงเตี๊ยมต่างเริ่มเตรียมตัว พร้อมออกเดินทางกันทุกเมื่อ
เฟิงซุ่นอินอยู่ในห้องพัก นางอาบน้ำและกินข้าวอย่างไม่ลนลาน ได้ขจัดความเหนื่อยล้าออกไปบ้างก่อนมานั่งปิดตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้
ไม่ได้พักจริงๆ แต่ความคิดสงบลงแล้ว นางรู้สึกว่าตนเองมองคนผิดไปแน่นอน นั่นไม่มีทางเป็นมู่ฉางโจวไปได้
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น “ฮูหยิน ออกเดินทางได้แล้วขอรับ” ทหารคุ้มกันนายหนึ่งเอ่ยขึ้นจากข้างนอก
เฟิงซุ่นอินลืมตา สลัดความคิดทุกอย่างไปในชั่วพริบตา นางลุกขึ้นเก็บมีดสั้นให้เรียบร้อย จัดเสื้อคลุมกันลมแล้วเดินออกไปทันที
สีเมฆยามราตรีเข้มดั่งน้ำสีขุ่น เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
เฟิงอู๋จี๋พากำลังคนไปยังถนนร้างนอกหมู่บ้าน หยุดรออยู่เพียงไม่นานก็มองเห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งทยอยกันออกมาจากหมู่บ้าน
เป็นทหารคุ้มกันกลุ่มนั้น แต่ละนายจูงม้าเดินออกมาอย่างแผ่วเบา จงใจกลบเกลื่อนร่องรอยความเคลื่อนไหว
เฟิงซุ่นอินตามมาด้านหลังสุด นางจูงม้าเดินออกจากหมู่บ้านมาไกลมากแล้วถึงค่อยเหยียบโกลนขึ้นขี่ม้า ควบม้าเข้ามาหา บนกีบเท้าม้ายังพันผ้าเอาไว้หนาชั้น ย่ำเสียงทึบๆ ท่ามกลางสายลมราตรีอันหนาวเย็น
นางกวาดตามองกลุ่มคนด้านหลังเฟิงอู๋จี๋ที่อยู่ท่ามกลางม่านราตรี สำรวจคร่าวๆ ว่ามีประมาณหนึ่งร้อยคน นี่ไม่นับว่ามาก แต่ติดตามเขามาเช่นนี้จะต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ของเขาแน่นอน นับประสาอะไรกับจำนวนคนที่ยังอยู่กับเฮ่อเส่อไชว่ซึ่งอาจไม่ได้มีมากมายแล้ว
“ทุกคนตามข้ามา ยิ่งเคลื่อนไหวเงียบๆ ยิ่งดี ค่อยลงมือตามสถานการณ์” นางสั่งเสียงเบาเสร็จก็ดึงสายบังเหียนควบม้าไปข้างหน้า
เฟิงอู๋จี๋โบกมือไปด้านหลัง ตามนางไปโดยไม่พูดอะไร
ขบวนเดินทางขึ้นหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง เฟิงซุ่นอินอ้อมหมู่บ้านไปครึ่งรอบ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นทิศเดียวกับที่นางเห็นจากทางเข้าออกอีกฝั่งของหมู่บ้านก่อนหน้านี้พอดี
นางตรวจสอบในหมู่บ้านไปสองรอบ ยืนยันว่ามีโอกาสที่เฮ่อเส่อไชว่จะมุ่งหน้าไปทางนั้นมากที่สุด ส่วนสาเหตุที่อยู่แถวหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพราะพวกเขาจำเป็นต้องเติมเสบียงอาหารระหว่างหลบหนี ท้ายที่สุดยังคงหนีไม่พ้นสถานที่ที่มีผู้คน
เฟิงอู๋จี๋ตามมาฝั่งขวาของนาง เอ่ยเสียงเบา “พวกเราเข้ามาในเขตเหอซีแล้ว เหตุใดทิศทางนี้คล้ายจะไป…” เขาไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘เหลียงโจว’ ออกมา
เฟิงซุ่นอินเพียงทำเป็นฟังไม่เข้าใจ นางเอ่ยเสียงนิ่งๆ ว่า “เขาจะหนีเข้ามาในเหอซีเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อาจคิดว่าเข้ามาหลบในเหอซีแล้วจะยิ่งถูกพบตัวได้ยากกว่า”
เฟิงอู๋จี๋อยากมองสีหน้าของพี่สาว แต่จนใจที่ฟ้ามืดเกินไป มองอะไรไม่ชัดเจน ทำได้เพียงตั้งใจเดินทางต่อ
ครึ่งคืนหลังสายลมเบาลง ขบวนเดินทางอาศัยจังหวะลมเร่งเดินทางมาตลอดทาง จนถึงตอนนี้จึงค่อยผ่อนความเร็วลง
เป็นช่วงเวลาที่มืดที่สุดก่อนรุ่งสางมาเยือนพอดี เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงเบา “เจ้าตั้งใจฟังเสียงความเคลื่อนไหวรอบข้างให้ดี”
เฟิงอู๋จี๋หูดีกว่านางย่อมต้องเข้าใจ เพิ่งจะรับปากก็พลันเอ่ยขึ้น “ที่นี่เงียบสงบจริงๆ”
เฟิงซุ่นอินเองก็สัมผัสได้แล้ว ยังนึกว่าเป็นเพราะตนเองหูไม่ดีเสียอีก นางกวาดตามองไปรอบๆ แล้วตัดสินใจทันที “ลงจากม้าให้หมด”
ทุกคนต่างหยุดแล้วทยอยกันลงจากม้า
เฟิงซุ่นอินลงจากม้าแล้วเดินเท้าไปข้างหน้า ตรงเข้าไปในราตรีอันมืดสนิท ทันใดนั้นรู้สึกว่ามีกลิ่นไหม้คล้ายมีคล้ายไม่มีลอยมาตามลม นางยกมือขึ้นสัมผัสทิศทางลมเล็กน้อย ก่อนหันหน้าเดินเข้าหาลม
เฟิงอู๋จี๋ที่ตามมากระตุกแขนเสื้อข้างขวาของนางเบาๆ สองครั้ง บอกให้นางระมัดระวังตัว
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ ไม่รู้ว่าเขาจะมองเห็นหรือไม่ สายตานางสนใจเพียงมองไปข้างหน้า หลังจากเดินมาไกลหนึ่งร้อยกว่าก้าวนางก็หยุดลงกะทันหัน พร้อมยื่นแขนออกมาขวางเขาเอาไว้
เฟิงอู๋จี๋หยุดเดินทันที มองตามไปข้างหน้า
เบื้องหน้าเป็นความมืดประหนึ่งถูกสาดน้ำหมึกลงมา มีเพียงการคุ้นชินกับความมืดเช่นนี้ถึงพอจะมองออกว่าห่างออกไปหลายสิบจั้งมีเนินดินขรุขระ บริเวณด้านล่างเนินเห็นเงาร่างที่นอนเรียงกันอยู่รางๆ เสมือนสัตว์ร้ายที่หมอบอยู่
ห่างไกลกว่านั้นมองเห็นเงาร่างเดินไปมาเลือนรางดั่งกำลังลาดตระเวน
เฟิงซุ่นอินก้าวถอยหลังเงียบๆ ก่อนหันตัวเดินย้อนกลับ
เฟิงอู๋จี๋ตามติดอยู่ด้านข้างโดยไม่ก่อเสียงดังสักนิดเดียว กระทั่งว่ากลั้นลมหายใจอยู่ด้วยซ้ำ
ทั้งสองถอยกลับไปจนถึงที่เดิมที่ทุกคนยังรออยู่ จับม้าเอาไว้โดยไม่ทำให้เกิดเสียงอะไร
เฟิงซุ่นอินเดินไปข้างม้า นางกำมือแน่นเพื่อกดข่มอารมณ์พลุ่งพล่านจากการตามหาศัตรูพบ ก่อนเอ่ยเสียงเคร่งเครียด “ยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาเหลือกี่คนกันแน่ พวกเราคนน้อยลงมือสะดวก มีเพียงการลงมือให้อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว โจมตีฉับไวถึงจะทำการสำเร็จได้ ตอนนี้ให้อ้อมไปดักซุ่มอยู่ทางทิศตะวันตกเดี๋ยวนี้”
เฟิงอู๋จี๋อดรนทนไม่ไหวนานแล้ว แม้แต่ลมหายใจยังหนักหน่วงขึ้นโดยไม่รู้ตัว เขาเอ่ยเสียงเบาอย่างชิงชัง “ให้พวกเขาลิ้มรสชาติการถูกซุ่มโจมตีได้พอดี” พูดจบก็ไม่ได้ขึ้นขี่ม้า เพียงจูงม้าบอกให้ทุกคนตามมาเสียงเบา
เฟิงซุ่นอินเองก็จูงม้าหันกลับไปบอกให้เหล่าทหารคุ้มกันทำแบบเดียวกันแล้วตามมา นางจงใจถอยไปข้างหลังก่อน เดินไปทางใต้ลม ค่อยอ้อมไปทางตะวันตกอีกที
ในเมื่อวิเคราะห์ได้แล้วว่าพวกเขาตั้งใจจะเดินทางลึกเข้าเหอซีผ่านทางนี้ เช่นนั้นย่อมมุ่งไปทางตะวันตก นางคอยสังเกตมาตลอดทาง ท่ามกลางม่านราตรีมองเห็นไม่ชัด ภาพทิวทัศน์ในสมองกลับค่อยๆ ปรากฏชัดเจน ถึงแม้ที่แห่งนี้จะยังไม่เข้าใกล้เหลียงโจว ทั้งไม่เคยมาเยือนด้วยตนเอง แต่อย่างน้อยนางก็เคยเห็นภูมิประเทศบนแผนที่ อีกทั้งจดจำเอาไว้แล้ว
ผืนดินใต้ฝ่าเท้าเริ่มตะปุ่มตะป่ำ เข้าสู่เขตทะเลทรายอีกครั้ง นางย้อนความทรงจำโดยละเอียด ในที่สุดก็หยุดเดิน รอบด้านเต็มไปด้วยพื้นขรุขระ เต็มไปด้วยแอ่งดินกระจายอยู่ทั่ว พื้นที่ภูเขาที่อยู่ห่างออกไปต่างเป็นดินเนื้อแข็งผสมปลายหินแหลมคม
เฟิงอู๋จี๋ที่ยืนจูงม้าอยู่ด้านข้างเข้าใจในทันที พี่สาวตั้งใจให้ดักซุ่มอยู่ที่ตรงนี้แล้ว
เฟิงซุ่นอินยกมือชี้ไปทั้งด้านหน้าด้านหลัง “แยกกำลังหลักออกไปดักซุ่มด้านหน้ากับด้านหลังสองฝั่ง ไม่ว่าพวกเขามีกันเท่าใด ทันทีที่พวกเขาเข้ามาตรงกลางให้ด้านหน้ารั้งกำลังพลของทางนั้นเอาไว้ แยกตัวเฮ่อเส่อไชว่ออกมา แล้วล่อให้ถอยไปด้านหลังเพื่อจับเป็นเขา”
เฟิงอู๋จี๋ถาม “แต่สองฝั่งหน้าหลังอยู่ห่างกันค่อนข้างไกล หากเขาไม่ตกหลุมพรางจะทำเช่นไรขอรับ”
“เขาไม่มีทางไม่ตกหลุมพราง อย่าได้ลืมเป้าหมายที่เขาซุ่มโจมตีในตอนนั้น” เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงเย็น
เฟิงอู๋จี๋ยังไม่ทันขบคิดให้กระจ่างก็ได้ยินพี่สาวเอ่ยเร่งแล้ว “เร็วเข้า!”
เขาไม่ละล้าละลังอีก หันกลับไปแยกกำลังพลทันที โดยสั่งให้ไปซ่อนตัวอยู่สองฝั่ง ทั้งยังเก็บกำลังคนอีกเล็กน้อยเอาไว้ตามตนเองไปอยู่ตรงกลาง
ในไม่ช้าผู้คนก็แยกย้ายกันไปซ่อนตัว เฟิงซุ่นอินพลันเอ่ยเสียงเบาออกมาอย่างรวดเร็วอีกครั้ง “เจ้าห้ามลืมคำที่เจ้าพูดเอาไว้”
เฟิงอู๋จี๋หยุดลงตรงหน้านาง ก่อนผงกศีรษะอย่างหนักแน่นคล้ายกลัวนางจะมองเห็นไม่ชัดในความมืด แต่เสียงกลับเบามาก “ท่านพี่วางใจได้ ข้าจะดูแลตนเองให้ดี ท่านเองก็ต้องระวังตัวด้วยนะขอรับ”
“แน่นอน” เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงนิ่งสงบ ก่อนหันไปสั่งบรรดาทหารคุ้มกันให้ไปซ่อนตัวรอลงมือทางด้านหลังเช่นเดียวกัน
เฟิงอู๋จี๋ที่เพิ่งจูงม้าเตรียมเดินไปซ่อนตัวด้านข้างหยุดลงกะทันหัน เขารวบรวมสมาธิตั้งใจฟังเสียง แต่คล้ายยังไม่มั่นใจจึงคุกเข่าลงข้างหนึ่ง แนบหูกับพื้นดินฟังต่อ
เฟิงซุ่นอินเห็นการเคลื่อนไหวของเขาในความมืดก็ถามทันที “มีเสียงความเคลื่อนไหวหรือ”
เฟิงอู๋จี๋ลุกกลับขึ้นมา เข้าใกล้หูขวาของนางเอ่ย “แปลก บริเวณที่พวกเราสอดแนมพบเฮ่อเส่อไชว่เมื่อครู่นี้ยังมีแต่ความเงียบ เส้นทางขากลับกลับคล้ายมีความเคลื่อนไหว เหมือนอยู่ด้านหลังพวกเรานี่เอง แต่ด้านหลังอยู่ใต้ลม จึงคล้ายมีเสียงคล้ายไม่มีเสียง ข้าเองก็ไม่ทราบว่าฟังผิดไปหรือไม่ ตอนนี้เสียงก็หายไปอีกแล้ว”
เฟิงซุ่นอินหัวใจบีบรัดแน่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ก่อนที่นางจะกดข่มให้สงบลงอีกครั้งทันที “เช่นนั้นก็คอยจับตามองด้านหลังด้วย อย่าได้บุ่มบ่ามเคลื่อนไหว” พูดจบนางก็จูงม้าเดินไปทางแอ่งดินที่ลาดต่ำลงด้านข้างแห่งนั้น
เฟิงอู๋จี๋รีบตามติดไปทันที
ม่านราตรีที่มืดมิดที่สุดค่อยๆ เลือนหาย บริเวณเส้นขอบฟ้าเริ่มทอแสงสีฟ้าอ่อนรำไร เมฆปุยน้อยบางตามีสีเทาผสมอยู่ในสีขาว
สีท้องฟ้ายังนับว่าเช้าตรู่ แต่สำหรับการหลบหนีกลับนับว่าสายแล้ว
สายลมระลอกหนึ่งพัดผ่านมาพร้อมกับฝุ่นควันตลบฟุ้ง ที่ตามหลังฝุ่นควันคือเงาร่างคนควบม้ามาอย่างรีบร้อน แต่ละคนใบหน้ามอมแมม เนื้อตัวสกปรก เสื้อผ้าบางคนยังเปื้อนเลือด มือกุมดาบโค้ง ท่าทางทั้งระแวดระวังและตะลีตะลาน
ตรงกลางกลุ่มคนคือเฮ่อเส่อไชว่ที่อยู่บนหลังม้า เขายังคงสวมชุดชาวฮั่นคอกลมตัวนั้น บนปลายคางผุดตอหนวดเขียวขึ้นมาแล้ว ผมเผ้ายุ่งเหยิง ผู้คนรายล้อมเขาไว้อย่างมิดชิด ดาบโค้งในมือถูกชักจากฝัก นัยน์ตาอำมหิตกวาดมองรอบข้าง
เฟิงซุ่นอินซ่อนตัวอยู่บริเวณแอ่งดินต่ำตรงกลาง ใต้เท้ามีเศษหินกระจายกลาดเกลื่อน ตรงหน้าคือผนังหินตัดขรุขระแหลมคม มีเพียงสายตาที่กวาดมองออกไป เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกคนจับได้นางจึงก้มศีรษะลงอย่างรวดเร็วอีกครั้ง สีหน้ากลับมาเย็นชา มือกดบริเวณเอวก่อนคลำถูกมีดสั้น
เฟิงอู๋จี๋ที่อยู่ด้านข้างขยับตัวเล็กน้อย เฟิงซุ่นอินหันไปมอง เห็นเขาขยับริมฝีปากเอ่ย “เหตุใดรู้สึกเหมือนพวกเขาถูกไล่ต้อนมาทางนี้เลย”
เฟิงซุ่นอินมองไปข้างนอกอีกครั้ง คนกลุ่มนั้นคล้ายถูกไล่ต้อนมาจริงๆ ดูตกใจลนลานเพียงนี้ แต่เดิมทีละแวกเหอซีก็เต็มไปด้วยทหารลาดตระเวน ถึงแม้ตลอดทางพวกเขาจะเลือกเดินแต่เส้นทางที่ไร้ผู้คน แต่ก็ยากรับรองว่าจะไม่เจอใครเลย ไม่แน่ว่าอาจกำลังหลบเลี่ยงทหารลาดตระเวนอยู่ถึงมีสภาพที่ดูไม่ได้เพียงนี้
ยิ่งมีสภาพดูไม่ได้เพียงใดก็ยิ่งดีเพียงนั้น สำหรับนางแล้วถึงจะมีประโยชน์ นางขีดเขียนลงบนพื้นดินเล็กน้อย
เฟิงอู๋จี๋ก้มหน้ามอง นี่เป็นการคำนวณจำนวนคนข้างกายเฮ่อเส่อไชว่คร่าวๆ คาดว่ามีสองร้อยกว่าคน บริเวณด้านหลังฝั่งซ้ายขวานางยังวาดวงกลมอีกสองวง บอกเป็นนัยว่าทางซ้ายขวายังมีที่รั้งท้ายตามมาอีก นั่นคือนิสัยเจ้าเล่ห์ระมัดระวังตามความเคยชินของกลุ่มชู่มู่คุน แต่ไม่ว่าอย่างไรเทียบกับจำนวนคนที่ซุ่มโจมตีพวกเขาก่อนหน้านี้ก็นับว่าลดลงไปมากๆ แล้ว
เฟิงอู๋จี๋ผงกศีรษะเป็นการบอกว่ารอแค่โอกาสเหมาะสมก็พร้อมลงมือทันที
เฟิงซุ่นอินมองไปข้างหลัง ขอบฟ้าเริ่มทอแสงเรืองรอง มวลเมฆลดต่ำลงมาเหนือยอดเขา ดูหนาหนักคล้อยต่ำ นอกจากสายลมแล้วก็ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรอีก คล้ายว่าเมื่อคืนเฟิงอู๋จี๋จะแค่ฟังผิดไปจริงๆ
นางใคร่ครวญโดยละเอียด หากมีความเคลื่อนไหวจริงๆ ก็ไม่มีทางเป็นคนของเฮ่อเส่อไชว่ ถ้าในเวลานี้เขายังมีคนช่วยเหลืออยู่ย่อมไม่มีทางเผยสภาพหลบหนีทุลักทุเลเช่นนี้แน่นอน
ฝุ่นภายนอกฟุ้งกระจายมาข้างหน้า กลุ่มของเฮ่อเส่อไชว่เหยียบย่างเข้าสู่ใจกลางลานสายตาของพวกเขา ตลอดทางไม่มีคำพูดสักคำเดียว ทว่าค่อยๆ เพิ่มความเร็วม้า คาดว่าสภาพภูมิประเทศที่นี่ไม่ราบเรียบ เขาเองก็ไม่สบายใจ ดูท่าทางคงหมายพุ่งออกไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นโดยพลัน
เฟิงอู๋จี๋ควบม้าออกไป ชักดาบร้องตะโกนอย่างจงใจ “ฆ่า!”
คนด้านหลังเขาขึ้นขี่ม้า พุ่งทะยานกันออกไปอย่างรวดเร็ว
เฮ่อเส่อไชว่หยุดลง ก่อนตอบสนองอย่างฉับไวยิ่ง ตะโกนภาษาทูเจวี๋ยออกมาคำหนึ่ง พวกคนที่คุ้มกันเขาอยู่รอบๆ ทยอยกันออกมาขัดขวางในทันที
เขาไม่หยุดชะงักแต่อย่างใด ควบม้าออกไปข้างหน้าตามลำพังต่อ เฉกเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ ไม่สนความเป็นตายของผู้ใต้บังคับบัญชาเลยสักนิด
อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่อยู่ด้านหน้าพุ่งออกมาหมดแล้ว ด้านข้างยังมีเฟิงอู๋จี๋ควบม้าเข้าใส่ เหวี่ยงดาบฟันขาม้าของเฮ่อเส่อไชว่
เฮ่อเส่อไชว่ยกดาบขึ้นกันได้อย่างฉิวเฉียด แม้ทางข้างหน้าถูกตัดขาด ทว่าเขายังคงพยายามพุ่งตัวออกไปอีกฝั่ง กลับไม่ได้มุ่งไปทางด้านหลังอย่างที่เฟิงซุ่นอินคิดเอาไว้ ประหนึ่งอยากจะหลีกเลี่ยงด้านหลังจนแทบทนไม่ไหว
เฟิงซุ่นอินมองเห็นนานแล้ว นางพลันลุกขึ้นตวัดกายขึ้นขี่ม้า กระตุกสายบังเหียนให้ม้าร้องเสียงดัง ก่อนทะยานออกมาจากแอ่งดินไปยังตำแหน่งที่สูงขึ้น
เฮ่อเส่อไชว่หันมาเห็นนางเข้า ทั้งยังมองเฟิงอู๋จี๋อีกปราดหนึ่ง ขณะนี้ถึงมองเห็นชัดว่าคนที่ซุ่มโจมตีตนเองคือพวกเขา พลันเอ่ยภาษาฮั่นอย่างเหี้ยมเกรียม “พวกเจ้าคนหนึ่งไม่ตาย อีกคนยังกล้าโผล่มาอีก!” ยังไม่ทันพูดจบเขาก็เหวี่ยงดาบโค้งไปด้านข้าง ควบม้าห้อตะบึงเข้าหาเฟิงซุ่นอิน “พอดีเลย หลังสังหารเจ้าข้าถึงจะอยู่อย่างสงบสุขได้อีกครั้ง”
เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างเย็นชา ควบม้าห้อตะบึงไปทางด้านหลัง
เฟิงอู๋จี๋เหวี่ยงดาบสังหารทหารชู่มู่คุนนายหนึ่งที่มาขวางทาง กระเทือนบาดแผลเข้า มือที่กุมดาบยกขึ้นจับประคองหัวไหล่เล็กน้อย ก่อนขมวดคิ้วเงยหน้ามองเห็นพี่สาวของตนควบม้าไปทางด้านหลังโดยมีเฮ่อเส่อไชว่ไล่ตามไปแล้ว ตอนนี้พลันเข้าใจความหมายของประโยคก่อนหน้านี้ของนางขึ้นมา
‘อย่าได้ลืมเป้าหมายที่เขาซุ่มโจมตีในตอนนั้น’ เป้าหมายซุ่มโจมตีของโจรสุนัขผู้นี้มิใช่การสังหารพี่สาวของเขาหรอกหรือ!
เขาควบม้าไล่ตามไปทันที ก่อนจะนึกถึงคำกำชับของพี่สาวขึ้นมาได้กะทันหัน จึงกัดฟันอดทนเอาไว้ ไม่อาจทำลายแผนการ ยิ่งไม่อาจให้เกิดเรื่องแบบครั้งก่อนขึ้นอีกครั้ง เขาหันกลับไปขัดขวางทหารชู่มู่คุนที่หมายไล่ตามไปด้านหลังเพื่อปกป้องเฮ่อเส่อไชว่แทน พร้อมหันหน้าตะโกนเสียงดังไปทางด้านหลัง “ปกป้องฮูหยินให้ดี!”
รอแค่ย่นระยะห่างให้น้อยลง ทหารม้าหลายสิบนายกับบรรดาทหารคุ้มกันที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็จะสามารถพุ่งออกมาได้ทุกเมื่อ
เฟิงซุ่นอินห้อตะบึงม้าไปทางด้านหลัง ขณะใคร่ครวญประโยค ‘หลังสังหารเจ้าข้าถึงจะอยู่อย่างสงบสุขได้อีกครั้ง’ ของเขาซ้ำๆ ด้วยใจหนาวสะท้าน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเสียงกีบเท้าม้าด้านหลังหยุดลง นางหันหน้าไปมองแล้วรั้งม้าให้หยุดทันที
เฮ่อเส่อไชว่กลับหยุดไล่ตามมาต่อ จมูกเหยี่ยวนัยน์ตาคมสอดส่ายมองซ้ายมองขวา อยู่ห่างจากนางไปหลายสิบก้าว ก่อนถามขึ้นอย่างกะทันหัน “เจ้าหนีไวเพียงนี้ไปไย หรือไม่อยากจะแก้แค้นข้ากับมือตนเอง?”
เฟิงซุ่นอินมองออกแล้วว่าเขาไม่เหลือกองกำลังสนับสนุนอื่นอีก อยากจะเปลี่ยนจากฝ่ายรับมาเป็นรุก หวังลงมือสังหารนาง ทว่าก็ไม่กล้าเสี่ยงอันตรายไล่ตามไปจนถึงที่สุด นางเพียงมองด้วยสายตาเย็นชา
บนใบหน้าเฮ่อเส่อไชว่เผยรอยยิ้มขบขัน ภาษาฮั่นที่เอ่ยออกมาทั้งแข็งกระด้างและอำมหิต “เจ้าคงไม่ได้ลืมว่าพี่ใหญ่เจ้าตายอย่างไรหรอกนะ ตอนเขารับทีละดาบๆ ไปหลายดาบเพียงนั้น เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดกัน”
เฟิงซุ่นอินอ่านรูปปากอีกฝ่ายแล้วตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าเอว ปลายนิ้วเย็นเฉียบ หูซ้ายเจ็บแปลบขึ้นมากะทันหัน นางฝืนทนเอาไว้ ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอย่างร้อนรน
เฮ่อเส่อไชว่มองใบหน้าซีดขาวของนางก็ยิ่งลำพองใจมากขึ้น “ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่ตรงนี้แล้ว เหตุใดเจ้าถึงหนีเล่า หันกลับมาฆ่าข้าเสียสิ!”
มือขวาของเฟิงซุ่นอินกุมกระชับมีดสั้นแน่นซ้ำๆ มือซ้ายจิกฝ่ามือเอาไว้ถึงอดทนให้ไม่ยกมือขึ้นปิดหูซ้ายได้ บนร่างอาบชโลมด้วยเหงื่อเย็นชั้นหนึ่ง แขนขานางรู้สึกเย็นเฉียบท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ร่วง ทันใดนั้นนางก็กัดริมฝีปากแน่นให้สติตนเองแจ่มใสขึ้น เตรียมจะโบกมือซ้ายถ่ายทอดคำสั่งให้คนที่ซุ่มอยู่ด้านหลังพุ่งออกมา
เฮ่อเส่อไชว่กระชับดาบโค้งหมายฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่ ปากยังเอ่ยยั่วยุนางอย่างเหิมเกริม “ไม่กล้าฆ่าข้า? พี่ใหญ่เจ้าตายอย่างอนาถเพียงนั้นก็นับว่าตายโดยเสียเปล่า…”
ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งพลันยิงเข้าใส่หัวไหล่ของเฮ่อเส่อไชว่ คำพูดของเขาขาดตอนลงโดยพลัน
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ฝืนอาการเจ็บแปลบที่หูซ้ายแล้วเงยหน้าขึ้น มือซ้ายยังไม่ทันลดลง ข้างกายก็มีลูกธนูอีกดอกหนึ่งพุ่งผ่านไปข้างหน้า ยิงโดนท้องม้าของเฮ่อเส่อไชว่พอดี
ม้ายกกีบเท้าหน้าขึ้นอย่างเจ็บปวด เฮ่อเส่อไชว่ร่วงตกพื้นอย่างแรง
หูซ้ายเฟิงซุ่นอินเจ็บถึงระดับที่เหน็บชาไร้ความรู้สึก หูขวากลับคล้ายแว่วได้ยินเสียงอึงอล สุดปลายสายตาข้างหน้าประหนึ่งมีกองทัพทหารม้าถล่มทลายมาเป็นก้อนสีดำทะมึน
นางหันหน้าไปเห็นทางด้านหลังกำลังมีทหารควบม้ามาเช่นเดียวกัน ฝุ่นปลิวตลบฟุ้ง ผู้เป็นหัวหน้าเพิ่งลดคันธนูลง ม้าเร็วดุจกระแสลมทะยานมาถึงตรงหน้านาง คละคลุ้งมากับฝุ่นทราย ขวางทางนางเอาไว้
ฉับพลันเฟิงซุ่นอินก็เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงดูเหมือนถูกใครไล่มาที่นี่ อีกทั้งเหตุใดถึงมีเสียงความเคลื่อนไหวมาๆ หายๆ จากด้านหลัง
หูเป้ยเอ๋อร์ที่พุ่งเข้ามาจากที่ไกลๆ กำลังสบถด่า “โจรสุนัขหนีเร็วน่าดูนี่!”
เฟิงอู๋จี๋ควบม้าเร็วมาจากด้านหน้าก่อนหยุดลงแต่ไกลพร้อมเอ่ยเรียกเสียงเจื่อนๆ “พะ…พี่รองมู่…”
เฟิงซุ่นอินมองเงาร่างบนหลังม้าตรงหน้าอย่างตกตะลึง เขาสวมชุดชาวหู แผ่นหลังกว้างและเหยียดตรง ขี่ม้าถือธนูตรงมา ที่แท้ไม่ใช่ภาพฝัน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเขาจริงๆ
มู่ฉางโจวหยุดม้าอยู่ตรงหน้า มือซ้ายกุมคันธนูยาวแน่น หันหน้ามามองนางจากจุดที่ห่างออกไปหลายจั้ง สายตาจับจ้องนาง ปากกลับออกคำสั่งอย่างหนักแน่น “จับเป็นเฮ่อเส่อไชว่ ส่วนคนอื่นไม่ต้องเก็บไว้สักคน”
* ต้นหนามอูฐ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กในวงศ์ถั่วที่เติบโตในพื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย เป็นอาหารหลักของอูฐ
* ทุบหม้อข้าวจมเรือ หมายถึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำจนถึงที่สุดโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด หรือพร้อมสละได้ทุกสิ่งเพื่อชัยชนะ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.