X
    Categories: ทดลองอ่านมากกว่ารักหยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน

ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 57

หน้าที่แล้ว1 of 7

บทที่ 57 หอเทียนเซียง

พอเข้ามาในตัวเมืองฉางอัน หมิงหวาฉังก็ถูกสะกดด้วยบรรยากาศที่ขรึมขลังน่าเกรงขามนั้น ฮ่องเต้ย้ายเมืองหลวงไปสิบกว่าปีไม่ได้กระทบต่อความรุ่งเรืองของเมืองฉางอันแม้แต่น้อย ท้องถนนในเมืองฉางอันยังคงมีม้ามีรถม้าขวักไขว่ การค้าเฟื่องฟู มีชาวซีอวี้จมูกโด่งตาลึกหลายคนเดินอย่างสบายอารมณ์อยู่บนถนน ผู้สัญจรคนอื่นๆ ล้วนมีท่าทีว่าเคยชินแล้ว

หมิงหวาฉังตกตะลึงไม่หาย ประเดี๋ยวชมดูท้องถนนของเมืองฉางอัน ประเดี๋ยวชมดูขบวนพ่อค้าชาวซีอวี้ เพียงรู้สึกว่าละลานตาจนชมดูไม่หวาดไม่ไหว หมิงหวาจางเห็นเช่นนั้นจึงเอ่ยถาม

“แม้เจ้าเกิดที่เมืองฉางอัน แต่จากไปครั้งนั้นนานหลายปี คงจะไม่เหลือภาพจำนานแล้ว ถือได้ว่าครั้งนี้เจ้ามาเมืองฉางอันเป็นครั้งแรก อยากจะแวะดูที่ใดหรือไม่”

หมิงหวาฉังตกใจ ลองถามหยั่งเชิง “แต่ว่า…งานของพี่รองรีบมากไม่ใช่หรือไร พวกเราจะไม่ไปหาพี่เซี่ยกันก่อนหรือ”

หลังออกจากภูเขาจงหนาน พวกเขาก็ใช้ชื่อจริงเรียกขานกัน ความจริงแล้วนามแฝงใช้เพื่อป้องกันเผื่อหน่วยเค้าแมวนิลมีคนทรยศ คนทั้งหมดจะได้ไม่พลอยถูกเปิดโปง เมื่อกลับสู่โลกภายนอก หากพวกเขาเรียกขานกันด้วยนามแฝงต่อย่อมเป็นเรื่องแปลก

พวกเขาหารือกันเรียบร้อยระหว่างลงเขา ห้าคนเข้าเมืองพร้อมกันสะดุดตาเกินไป กอปรกับหมิงหวาฉังขี่ม้าไม่คล่อง จึงตกลงให้หมิงหวาจางรั้งท้ายเป็นเพื่อนนางค่อยๆ เดินทาง พวกเซี่ยจี้ชวนจึงล่วงหน้าเข้าเมืองรอสมทบกันที่หอเยวี่ยหม่าน

หมิงหวาฉังนึกว่าพอเข้าเมืองหมิงหวาจางจะตรงไปที่หอเยวี่ยหม่านทันที นึกไม่ถึงว่าเขากลับไม่รีบร้อน บอกนางอย่างเย็นใจ

“ไม่ต้องรีบ เจ้าเพิ่งมาเมืองฉางอัน ข้าจะเดินเล่นเป็นเพื่อนเจ้าก่อน”

หมิงหวาจางเป็นคนที่เชื่อถือได้ ไม่ว่าทำสิ่งใดล้วนมีแบบแผน นางได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้จึงไม่ปฏิเสธ จูงม้าเดินเล่นในตัวเมืองฉางอันกับเขา

ตะวันรอนสีดั่งทองหลอมละลาย ผืนฟ้าปุยเมฆราวกับถูกเพลิงแดงลามเลีย หมิงหวาฉังกับหมิงหวาจางเดินเคียงไหล่กันในตัวเมืองฉางอันยามอาทิตย์อัสดง สองข้างคือคนเดินถนนที่มีทรงผมหลากหลายแบบ มีหญิงชาวหูงามดุจบุปผาบรรเลงเพลงกลองเป็นระยะ มีหนุ่มสาวบ้างจับกลุ่มบ้างเคียงคู่เดินผ่านไป อารมณ์ของหมิงหวาฉังผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว

สองคนเดินไปจนถึงหน้าวัดแห่งหนึ่ง มีหลายคนรายล้อมอยู่หน้ากำแพงเพื่อเขียนกลอนและติชมกลอน กำแพงซึ่งเดิมทีสะอาดสะอ้านบัดนี้ถูกรอยน้ำหมึกต่างๆ ปกคลุม บ้างเป็นตัวอักษรพลิ้วไหว บ้างเป็นตัวอักษรบรรจง บ้างเป็นตัวอักษรหวัด ชั่วขณะนี้ล้วนแออัดอยู่บนกำแพงด้านเดียวกัน เขียนพรรณนาถึงสถานที่แห่งเดียวกัน…เมืองฉางอัน

เมืองฉางอันที่มีนามเลื่องลือไปทั่วหล้า ปัญญาชนที่คิดว่าตนเองมีฝีมือไม่ว่าอยู่ในวัยใดล้วนอยากมาที่นี่สักครั้ง วิธีสร้างชื่อเสียงที่นี่จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก วิธีนั้นก็คือการเขียนกลอน

วัดวาอาราม หอสุราหอน้ำชา งานเลี้ยงชนชั้นสูง ทุกที่สามารถแปรเป็นกระดาษของพวกเขาได้ แต่การเขียนคำกลอนบนกำแพงขาวของวัดคือวิธีที่สิ้นเปลืองน้อยที่สุดและได้รับความนิยมที่สุดจากคนตระกูลชนชั้นล่าง

เณรน้อยในวัดเห็นจนชินตาเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ปัญญาชนเขียนกลอนไม่เพียงนำพากลิ่นอายแห่งความรู้มาสู่วัด ผู้มีจิตศรัทธาจุดธูปไหว้พระเสร็จก็ยินดีจะรั้งอยู่ในวัดอีกสักครู่ ขณะเดียวกันผู้มาเยือนวัดจำนวนมากยังเป็นผู้ชมและมอบชื่อเสียงให้กับปัญญาชน สองฝ่ายต่างเอื้อผลประโยชน์กัน ดังนั้นพอกำแพงด้านหนึ่งเขียนจนเต็มแล้ว ทางวัดก็จะทาสีใหม่อย่างเอาใจใส่เพื่อให้เหล่าปัญญาชนมาเขียนกันอีก

ท่ามกลางบรรยากาศเช่นนี้ หัวถนนท้ายตรอกของเมืองฉางอันล้วนมีแต่กวี แม้แต่เด็กน้อยห้าขวบก็อ้าปากขับกลอนได้

หมิงหวาฉังเองก็หยุดอยู่หน้ากำแพงวัด ไล่อ่านกลอนที่เขียนอยู่บนนั้น เพียงดูจากลายมือกับเนื้อความหลากรูปแบบ นางก็แทบจะเห็นภาพว่ามีคนเช่นไรบ้างมายืนอยู่หน้ากำแพงยกพู่กันเขียนตัวอักษรเหล่านี้

นางชมดูอย่างเพลิดเพลิน ครั้นเห็นกลอนดีบทหนึ่งก็หันไปเรียกหมิงหวาจาง แต่กลับพบว่าเขาฉวยพู่กันด้ามหนึ่งมาจากที่ใดก็สุดรู้ กำลังเขียนกลอนห้าคำสี่ประโยค* บทหนึ่งตรงที่ว่างเล็กๆ ซึ่งเหลืออยู่ตรงมุมกำแพง

นางประหลาดใจจึงรีบเดินไปดู “พี่รอง ท่านเขียนอะไร”

ท่ามกลางช่องว่างของตัวอักษรหวัดคุกคามสายตานั้นมีตัวอักษรที่งามเด่นเป็นระเบียบเขียนแทรกอยู่ ตัวอักษรของหมิงหวาจางเพรียวบางสูงสง่า ลื่นไหลเป็นอิสระ ยามตวัดเฉียบขาดมีพลัง แฝงความทะนงอยู่ในตัว เทียบกันแล้วกลอนดีบทนั้นไม่มีจุดเด่นอันใด สี่ประโยคเขียนถึงทิวทัศน์ ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ใช้คำสุภาพงดงาม ไม่อาจบอกว่าด้อย เพียงแต่ไม่ค่อยคู่ควรกับตัวอักษรของเขานัก

หมิงหวาจางเขียนเสร็จก็จับจูงข้อมือนาง บอกนางเสียงเรียบว่า “เขียนส่งเดชไปตามอารมณ์เท่านั้น ไม่คู่ควรจะเอ่ยถึง ไปกันเถิด พวกเราไปดูข้างหน้ากัน”

นิ้วมือของเขาเรียวยาว โอบล้อมข้อมือนางได้อย่างง่ายดาย นางเดินตามเขาไปพลางเหลียวหลังไปพลาง ปากก็เอ่ยชมอย่างจริงจัง

“พี่รอง ท่านบังเกิดอารมณ์สุนทรีย์เขียนส่งเดชก็เขียนได้เนื้อความประณีตแปลกใหม่เช่นนี้แล้ว เห็นได้ชัดว่าท่านรอบรู้ พื้นฐานแน่น หากกลับไปขัดเกลาอีกสักครู่ต้องทำให้ผู้คนรอบด้านตกตะลึงแน่นอน!”

หมิงหวาจางหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ย “ผู้มีพรสวรรค์ในเมืองฉางอันมีอยู่มากมาย ตัวอักษรที่ข้าเขียนไว้นับเป็นอะไรเล่า”

“นั่นเป็นเพราะท่านไม่ช่วงชิง” หมิงหวาฉังแย้ง “คนที่มีพรสวรรค์กว่าท่านไม่ได้ซื่อตรงพากเพียรเท่าท่าน คนที่พากเพียรกว่าท่านไม่ได้ตื่นรู้มีแบบแผนเท่าท่าน คนที่ตื่นรู้กว่าท่านไม่ได้ยึดมั่นคุณธรรมความถูกต้องเท่าท่าน เพียงหยิบยกออกมาหนึ่งด้าน ท่านอาจไม่นับเป็นที่หนึ่ง ทว่าท่านจัดอยู่ลำดับต้นๆ ได้ทุกด้าน สรุปแล้วท่านก็คือคนที่เก่งกาจที่สุด”

ในหน่วยเค้าแมวนิล เซี่ยจี้ชวนผ่านตาไม่ลืมเลือน กล่าวได้ว่าได้เปรียบ จึงเป็นที่หนึ่งในการสอบเชิงบุ๋นได้อย่างไม่แพ้ใคร ส่วนเหรินเหยามุ่งมั่นจะช่วงชิงเกียรติยศแทนบิดา ยามฝึกยุทธ์ทุ่มเทสุดชีวิต ในด้านความบากบั่นจึงไม่มีใครเทียบนางได้ ทว่ายามที่หานเจี๋ยมอบหมายภารกิจกลับยังคงมอบให้หมิงหวาจางเป็นหัวหน้า

เพราะว่าเขาเป็นคนหนักแน่น เขาอาจไม่ใช่สุดยอดของด้านใดด้านหนึ่ง ทว่าเขาสามารถทำได้ดีทุกด้านในเวลาเดียวกัน หากบอกว่าเซี่ยจี้ชวนคือผู้ที่ได้กินอาหารเพราะสวรรค์ประทานให้ เหรินเหยาคือผู้ที่ได้กินอาหารเพราะยื้อแย่งจากสวรรค์ เช่นนั้นหมิงหวาจางก็คือผู้ที่คิดหมายจะเป็นสวรรค์เสียเอง

พร้อมสรรพทั้งรุกรับ วางแผนทีละขั้นตอน ขอเพียงเขาปรารถนา ไม่ว่าเรื่องยากเข็ญสักเพียงใดก็ทำจนสำเร็จลุล่วงได้ ต่อให้เป็นสวรรค์ พอเห็นคนเช่นนี้แล้วก็ยังต้องส่ายหน้า

หมิงหวาจางรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่าตนเองยังไม่ดีพอ แต่ในสายตาของหมิงหวาฉังเขากลับดีพร้อมทุกด้าน หมิงหวาจางจึงหลุดหัวเราะ

“เจ้าไม่ตั้งใจเล่าเรียน รู้จักแต่ใช้วาจาน่าฟังมากล่อมผู้อื่น ไม่ว่าใครเป็นพี่ชายเจ้า เกรงว่าเจ้าก็คงพูดเช่นนี้หมด”

“ไม่แน่เสียหน่อย” หมิงหวาฉังท้วง “ข้าเพียงอยากให้ทุกคนเบิกบานใจ แต่ไม่ได้หมายความว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นเรื่องโกหก”

“เจ้ามีเหตุผลเสมอ” หมิงหวาจางหยุดฝีเท้า ชี้ไปยังทะเลสาบข้างหน้า “นั่นคืออุทยานชวีเจียงฉือ พวกเราไปที่ริมทะเลสาบกันเถิด”

หมิงหวาฉังตอบรับด้วยความยินดี สองคนนำม้าไปผูกกับต้นไม้ก่อนเดินเคียงไหล่กันไปที่ริมทะเลสาบ

 

อุทยานชวีเจียงฉือเป็นอุทยานหลวง ไม่ว่าผู้มียศศักดิ์หรือชาวบ้านสามัญล้วนชอบมาท่องเที่ยวที่นี่ ต่อให้ตะวันใกล้ลับทิศประจิม ผิวทะเลสาบก็ยังคงมีเรือลอยลำ เสียงดนตรีทอดไกล

หมิงหวาฉังนั่งยองๆ ริมทะเลสาบ วักน้ำเล่นเบาๆ

ครั้นนางล้างสองมือจนสะอาด กำลังจะหันไปเรียกหมิงหวาจางก็เห็นคนผู้หนึ่งเดินมาทางนี้ อีกฝ่ายแต่งกายเช่นบัณฑิต ในมือถือม้วนหนังสือ หน้าปกเขียนว่า ‘ท่องถ้ำเซียน’* เขาเห็นพวกหมิงหวาฉังก็ทักทายอย่างกระตือรือร้น

“ทั้งสองท่านมาเที่ยวชมทะเลสาบเช่นกันหรือ ข้ารู้มาว่าแถวนี้มีหลายจุดที่ทิวทัศน์ไม่เลว มิสู้พวกเราไปเดินเที่ยวด้วยกันเถิด”

หมิงหวาฉังคิดในใจว่าคนผู้นี้ไม่มีมารยาทนัก นางกำลังจะปฏิเสธ แต่ได้ยินหมิงหวาจางตอบรับ “ดี”

นางลำคอตีบตัน มองไปทางหมิงหวาจางด้วยความฉงนสงสัย เห็นเขามีสีหน้าเรียบเฉยเยือกเย็น ส่วนบัณฑิตกวาดตามองมาแล้วถามยิ้มๆ

“ทั้งสองท่านดูไม่คุ้นหน้า เพิ่งจะมาเมืองฉางอันหรือ”

“เพิ่งมาถึงวันนี้”

“ท่านมาจากที่ใด เหตุใดถึงมาเมืองฉางอันเล่า”

“มาจากทางใต้ ชื่นชมชื่อเสียงของเมืองฉางอันมานาน จึงมาเยือนราชธานีตะวันตก** เพื่อสืบเสาะชมภาพวาดโบราณสถาน”

“ท่านช่างมีความชอบที่สุนทรีย์ยิ่ง ที่แท้ก็เป็นคนคอเดียวกัน” บัณฑิตเอ่ยพลางยิ้ม “ไม่ทราบว่าท่านอยากจะชมภาพวาดของผู้ใด”

“เสนาบดีขวาเหยียน”

“ภาพวาดของเสนาบดีขวาเหยียนเสาะหาไม่ง่าย” บัณฑิตกล่าว “ตอนนี้ภาพของเขาหากไม่อยู่ในสถานที่ลับของราชวงศ์ก็ถวายวัดพุทธ คนนอกอยากชมไม่ต่างกับปีนป่ายขึ้นสวรรค์”

หมิงหวาจางหมดความอดทนจะพูดอ้อมค้อมต่อไป จึงยื่นป้ายคำสั่งออกมาครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็เก็บกลับคืนมาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอ่ยหน้านิ่ง

“ข้าซวงปี้ รับคำสั่งมาตรวจสอบ โปรดให้ความร่วมมือ”

บัณฑิตกวาดตามองป้ายคำสั่งอย่างแนบเนียนก่อนยิ้มพลางกล่าว “ซวงปี้? นามแฝงนี้แปลกใหม่ ไม่เคยได้ยินมาก่อน”

“เป็นนามแฝงที่เพิ่งตั้งใหม่” หมิงหวาจางเอ่ยเสียงเรียบ “ข้าให้คำรับรองภารกิจ* ไปแล้ว ภายในสิบวันจะต้องหาสิ่งที่สูญหายไปกลับคืนมา จึงไม่มีเวลาพูดอ้อมค้อม โปรดเห็นใจด้วย ไม่ทราบว่ารายละเอียดการตายของเว่ยถานเหตุการณ์เป็นเช่นไรกันแน่”

หมิงหวาฉังเบิกตาโตมองพวกเขาอย่างมึนงง ต่อให้นางไร้สมอง ชั่วขณะนี้ก็ควรเดาออกว่าบัณฑิตที่ดูเสียมารยาทเสเพลผู้นี้คือผู้ประสานงานของหน่วยเค้าแมวนิล นางพลาดอะไรไป เหตุใดเหตุการณ์ดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้วเล่า

นางอยู่กับหมิงหวาจางตลอด ระหว่างทางไม่ได้พูดคุยกับใครทั้งสิ้น บัณฑิตหาพวกนางพบได้อย่างไร

ไม่ถูก หมิงหวาฉังพลันมีท่าทีตอบสนอง ใช่ว่าหมิงหวาจางไม่ได้ทำอะไร ไม่นานก่อนหน้านี้เขาเขียนกลอนบทหนึ่งไว้บนกำแพงวัด

กำแพงด้านนั้นเปิดกว้างสำหรับทุกคนในเมืองฉางอัน ใครก็เข้าไปดูใกล้ๆ ได้ ใครก็ลบแก้บนนั้นได้โดยไม่ดึงดูดความสนใจของผู้อื่น หมิงหวาจางเขียนซ่อนฐานะของตนเองกับจุดนัดพบไว้ในกลอน จากนั้นก็มารอตามนัดหมาย ผู้ประสานงานเห็นแล้วก็ตามมา

อารมณ์ของหมิงหวาฉังซับซ้อนอยู่บ้าง ที่แท้นางอ่อนประสบการณ์เกินไป หลงนึกจริงๆ ว่าหมิงหวาจางมาเดินเล่นเป็นเพื่อนนาง มิหนำซ้ำนางยังอุตส่าห์แจกแจงอย่างจริงจังว่ากลอนบทนั้นของเขาเขียนได้ดี หารู้ไม่ว่าเจตนาของเฒ่าสุรามิได้อยู่ที่สุรา** นางต่างหากคือคนโง่เขลา

หมิงหวาฉังนึกถึงการแสดงออกของตนเมื่อครู่ ความเศร้าสลดก็ผุดขึ้นกลางใจ

หมิงหวาจางพบว่านางไม่มีความเคลื่อนไหวอยู่นานจึงหันไปมอง จากนั้นก็ดึงนางขึ้นจากริมทะเลสาบแล้วเช็ดมือให้นางจนแห้ง

“ฟ้ามืดแล้ว ระวังจะถูกความเย็นเล่นงาน พี่ชายท่านนี้ ข้ายังต้องพานางไปกินอาหาร พวกเรารีบจบงานเถิด มีข่าวใดโปรดรีบกล่าว”

บัณฑิตกวาดตามองหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉัง ไม่ได้สอบถามว่าทั้งสองคนเกี่ยวข้องเป็นอะไรกัน “มิกล้ารับ ข้ามีนามแฝงว่าเยวี่ยหู*** สัญลักษณ์ลับเป็นรูปจิ้งจอก”

หมิงหวาจางกับบัณฑิตโต้ตอบรหัสลับกันก็แน่ใจแล้วว่าแต่ละฝ่ายไม่ใช่ผู้แอบอ้าง แต่สามคนยืนนานเช่นนี้จะสะดุดตาเกินไป หมิงหวาจางจึงเสนอให้เดินวนรอบทะเลสาบ เดินไปพลางสนทนาไปพลาง

พวกเขาทำทีเป็นเที่ยวชมทะเลสาบด้วยกัน หมิงหวาจางเอ่ยถาม “วันที่เว่ยถานตาย ท่านอยู่ในที่เกิดเหตุหรือไม่”

“ข้าไม่ได้อยู่ในที่เกิดเหตุ” เยวี่ยหูตอบ “เว่ยถานเป็นศิษย์คนเดียวของเหยียนลี่เปิ่น มองตนเองสูงส่งยิ่ง แขกที่เขาเชิญมางานเลี้ยงล้วนเป็นสหายที่ใกล้ชิดและผู้มีความรู้สูง ข้าเป็นเพียงปัญญาชนเล็กๆ ผู้หนึ่ง ย่อมไม่เข้าตาเขา แต่เมื่อวานข้าได้รับคำสั่ง ได้ความว่าเว่ยถานตายอย่างกะทันหันในงานเลี้ยงที่เรือน ภาพแบบวังต้าหมิงที่เขาแกะแบบออกมาและเพิ่งจะวาดเสร็จนั้นก็หายไป ผู้ขโมยภาพแบบน่าจะเป็นสหายสนิทของเขานามว่าจางจื่ออวิ๋น จางจื่ออวิ๋นนับเป็นลำดับที่สามในหมู่พี่น้องบุรุษรุ่นเดียวกัน ปกติทุกคนจึงเรียกเขาว่าจางซัน*

หมิงหวาฉังกับหมิงหวาจางสบตากัน ต่างรู้สึกผิดคาดอยู่บ้าง ที่แท้…จางซันมีชื่อเรียกว่าจางซันจริงๆ

หมิงหวาจางถาม “จางซัน…จางจื่ออวิ๋นเป็นใคร”

“เขาสอบผ่านเป็นจิ้นซื่อในรัชศกฉุยก่งปีที่สาม ทว่าตลอดมาไม่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นจึงละทิ้งเส้นทางขุนนาง จดจ่อแต่วาดภาพขับกลอน หลงใหลในด้านกวี คบหาสนิทสนมกับเว่ยถานดียิ่ง เขาถึงกับสังหารเว่ยถานเพื่อชิงภาพแบบ ช่างเหลือเชื่อจริงๆ แต่ในเมื่อเบื้องบนสั่งให้ข้าจับตามองจางจื่ออวิ๋น ข้าจึงติดตามเขาไปจนถึงหอเทียนเซียงในย่านผิงคังฟาง เขาโชคดีไม่น้อย ถึงกับได้รับเกียรติจากอวี้ฉยงดาวเด่นของหอ นางเชื้อเชิญเขาขึ้นชั้นสองต้อนรับเขาเพียงลำพัง ข้าไม่ได้รับเกียรติแนบชิดคนงาม จึงดื่มสุราฟังลำนำอยู่ในโถงใหญ่ชั้นล่าง ได้แต่ลอบจับตาประตูห้องของพวกเขา ต่อมามีแขกผู้ทรงเกียรติมาถึง ระบุชื่อจะให้อวี้ฉยงอยู่เป็นเพื่อนเช่นกัน แม่เล้าจึงไปเชิญอวี้ฉยง จางจื่ออวิ๋นย่อมไม่ยินยอม จึงทะเลาะกับแม่เล้ายกใหญ่ อาละวาดเสียจนไม่น่าดู ข้าอยู่ที่โถงใหญ่ก็เห็นเช่นกัน สุดท้ายเป็นอวี้ฉยงออกหน้าปลอบประโลมจางจื่ออวิ๋นแล้วค่อยจากไปกับแม่เล้า”

แม้หมิงหวาฉังไม่เคยไปย่านผิงคังฟาง ทว่าตั้งแต่ได้ยินชื่อ ‘หอเทียนเซียง’** ก็รู้ว่าเป็นสถานที่เช่นไรแล้ว นางกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง แต่ก็สนใจอยากรู้เรื่องของจางจื่ออวิ๋นจริงๆ พอได้ยินว่าอวี้ฉยงจากไปกับแม่เล้า นางก็อุทานเสียงดังแล้วเอ่ยอย่างเหลือเชื่อ

“นางจากไปเช่นนี้เลยหรือ”

“ย่อมเป็นเช่นนี้” เยวี่ยหูมองไปทางหมิงหวาฉัง พิจารณานางขึ้นๆ ลงๆ คล้ายรู้สึกว่านางอ่อนประสบการณ์รู้น้อย “แต่ไหนแต่ไรในหอคณิกาผู้ใดให้ราคาสูงกว่าหรือมีอำนาจมากกว่าก็ฟังคำของผู้นั้น จางจื่ออวิ๋นไม่มีทั้งสองอย่าง จะเอาอะไรไปช่วงชิงกับผู้อื่นเล่า”

หมิงหวาฉังได้ยินก็พูดไม่ออก นางย่อมรู้ว่าหญิงคณิกาไม่เป็นตัวของตัวเอง ต่อให้เป็นดาวเด่นก็ไม่มีหนทางให้เลือก นางเพียงคาดไม่ถึงว่าพวกบุรุษที่ไปหาความสำราญจะเห็นพ้องยอมรับกฎเกณฑ์นี้ถึงเพียงนี้

หมิงหวาจางเพิ่มแรงที่มือเล็กน้อย ดึงนางมาอยู่ด้านหลังของเขาช้าๆ กิริยาท่าทางเช่นนี้ของเขาเรียบง่าย แต่ทำให้เยวี่ยหูเข้าใจเจตนาของเขาได้ในทันที

เยวี่ยหูจึงกล่าวต่อโดยไม่มองหมิงหวาฉังอีก “เดิมทีแม่เล้าจะเปลี่ยนแม่นางคนอื่นมาอยู่เป็นเพื่อนจางจื่ออวิ๋น แต่เขาไม่ยินยอม ข้าอยู่ที่โถงใหญ่ได้ยินคล้ายเขาโวยวายว่าจะอยู่ในห้องรออวี้ฉยงกลับมา แม่เล้าจะรีบไปต้อนรับแขกผู้ทรงเกียรติจึงไม่ได้สนใจเขา เพียงสั่งให้คนนำสุราเลิศรสมาส่งแล้วปิดประตูให้เขาอยู่เพียงลำพัง ข้ารออยู่ในโถงใหญ่ต่อ แสร้งทำทีเป็นเมามาย ตั้งใจว่ารอถึงกลางดึกจะลอบเข้าห้องไปฉวยภาพแบบ ทว่าไม่รอให้ข้าเคลื่อนไหว แม่เล้าก็กรีดร้องบอกว่ามีคนตาย ข้าจึงฉวยจังหวะชุลมุนขึ้นไปชั้นสอง เห็นจางจื่ออวิ๋นนอนอยู่ในห้องพร้อมกับเลือดเปรอะพื้นจริงๆ ต่อมาข้าหาโอกาสตรวจดูไม้เท้าของเขาก็พบว่าด้านในว่างเปล่าเสียแล้ว”

หมิงหวาฉังบังเกิดความสนใจ จึงรีบซักถาม “ในหอคณิกามีผู้คนมากมายเพียงนั้น คนตายไปทั้งคน พวกท่านถึงกับไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเลยหรือ”

เยวี่ยหูส่ายหน้า “ไม่ได้ยิน แม้วันนั้นซานฉาจะแสดงระบำอยู่ เสียงลำนำดนตรีดังตลอดค่ำ แต่การต่อสู้สังหารคนเป็นเสียงที่สะดุดหู ต่อให้ข้าไม่ได้ยิน คนอื่นในโถงใหญ่ก็ต้องได้ยิน ข้าแน่ใจว่าไม่มีเสียงผิดปกติใดๆ”

หมิงหวาจางนึกถึงความเป็นไปได้หลายอย่างทันที “ยาสลบ ยาพิษ อาวุธลับ ปาดคอ รัดคอ ล้วนเป็นไปได้ที่จะไม่เกิดเสียงใดๆ”

ทว่าใช้วิธีสังหารเหล่านี้…อย่างน้อยก็ต้องเห็นตัวผู้ลงมือ ในห้องที่เสมือนถูกปิดตายไม่มีคนเข้าออกจะสังหารคนได้อย่างไรกัน

หมิงหวาฉังลองเสนอความเห็น “ในวิธีเหล่านี้มีแต่ยาพิษที่ยืดเวลาเสียชีวิตได้ ก่อนหน้านี้อวี้ฉยงเป็นคนเดียวที่อยู่กับจางจื่ออวิ๋นเพียงลำพัง เป็นอวี้ฉยงวางยาพิษหรือไม่”

“ไม่แน่” หมิงหวาจางกล่าว “ต่อมาแม่เล้าเองก็ให้คนส่งสุรามา เป็นไปได้เช่นกันที่สุรานั้นจะมีปัญหา”

“เจ้าอุตส่าห์คิดไปถึงอวี้ฉยงได้อย่างไร” เยวี่ยหูพ่นลมขึ้นจมูกคราหนึ่ง คิดในใจว่าสตรีก็คือสตรี เขาบรรยายเหตุฆาตกรรมเสียละเอียด แต่นางกลับเอ่ยคำถามโง่งมพรรค์นี้ออกมาได้ ไม่มีสมองจริงๆ

เหตุใดเบื้องบนส่งคนเช่นนี้มารับช่วงภารกิจ คนหนึ่งอายุน้อย คนหนึ่งเป็นแค่สตรี จะทำอะไรสำเร็จได้

ในใจเขารู้สึกหยามหยัน ใบหน้าฉายแววดูแคลนออกมา “ต่อให้นางวางยาพิษจางจื่ออวิ๋น แต่หลังจากนั้นนางถูกเรียกตัวไป อยู่เป็นเพื่อนแขกผู้ทรงเกียรติตลอดไม่ได้กลับมา จนกระทั่งตอนที่แม่เล้าไปพบศพ นางก็ยังอยู่ข้างกายแขกผู้ทรงเกียรติ หากนางเป็นคนร้าย ภาพแบบจะหายไปได้อย่างไร”

“แล้วถ้ายาพิษอยู่ในสุราเล่า”

“ก็เป็นไปไม่ได้อยู่ดี” เยวี่ยหูกล่าว “ไม่ว่าผู้ที่วางยาพิษเป็นใคร ช่วงเวลาหลังจากนั้นไม่มีใครเข้าออกห้องทั้งสิ้น ต่อมาแม่เล้าเปิดประตูห้อง ข้าก็ตามเข้าไปติดๆ เช่นนั้นเจ้าลองบอกข้ามาที ภาพแบบถูกขโมยไปด้วยวิธีใด”

ก็ถูก การสังหารใช้วิธีลงมือระยะไกลและยืดเวลาได้ แต่การขโมยของถึงอย่างไรก็คงต้องออกหน้าเอง หมิงหวาฉังไม่ได้ใส่ใจน้ำเสียงดูแคลนของเยวี่ยหู ยังคงถามเขาอย่างกระตือรือร้น

“ตอนนั้นท่านดื่มจนเมาแล้วใช่หรือไม่ นึกว่าตนเองแสร้งเมา ที่แท้ท่านเมาจริงต่างหาก มีคนลอบเข้าประตูไปตอนที่ท่านไม่ทันสังเกต จากนั้นก็สังหารจางจื่ออวิ๋น ฉวยภาพแบบแล้วหลบหนีไปตอนที่ท่านไม่รู้ตัว”

“ไม่มีทาง” เยวี่ยหูปฏิเสธเสียงแข็ง “ข้าไม่ได้ดื่มสุราด้วยซ้ำ จะเมาได้อย่างไรกัน ตำแหน่งที่นั่งของข้าอยู่ตรงข้ามกับห้องของจางจื่ออวิ๋น เงยหน้าก็เห็นประตูห้องเขาแล้ว หากมีใครสักคนเดินผ่านเบื้องหน้าสายตา ข้ามีหรือจะไม่เห็น”

“ห้องนั้นมีหน้าต่างหรือไม่” หมิงหวาฉังถามอีก “คนร้ายอาจเข้าออกทางหน้าต่างหรือไม่”

เยวี่ยหูยังคงส่ายหน้า “ห้องนั้นข้าเคยเข้าไปดูแล้ว ฝั่งติดถนนมีหน้าต่างบานเดียว บนถนนมีคนของพวกเราจับตาดูอยู่ พวกเขาเองก็พูดว่าไม่เห็นใครเข้าออกทั้งสิ้น”

หมิงหวาฉังพึมพำเบาๆ พลางครุ่นคิด น่าสนใจจริงๆ หน้าต่างปิดมิดชิด ไม่มีใครเข้าออกประตู ภายใต้สายตาของฝูงชน คนในห้องกลับเสียชีวิต เหตุฆาตกรรมในห้องปิดตาย…น่าสนใจ

เยวี่ยหูเห็นหมิงหวาฉังตั้งคำถามโง่งมซ้ำซาก ทั้งยังสงสัยในตัวเขาอีก ความรู้สึกหยามหยันจึงปรากฏบนใบหน้าของเขาอย่างเปิดเผย

หมิงหวาจางไม่ชอบท่าทีของเยวี่ยหูอย่างยิ่ง แต่เห็นแก่ที่อีกฝ่ายเป็นผู้ประสานงาน เขาจึงได้ฝืนอดกลั้นไว้ รอจนรายละเอียดที่อีกฝ่ายรู้ถูกบอกเล่าออกมาพอสมควร เขาก็จบการสนทนาอย่างเฉยชาทันที

“ได้ พวกเรารู้เหตุการณ์แล้ว ประเดี๋ยวพวกเราจะไปสืบทุกอย่างที่หอเทียนเซียงให้กระจ่าง หากต่อไปต้องให้ท่านร่วมมือ ข้าจะทิ้งข้อความไว้บนกำแพงวัดเหมือนอย่างวันนี้”

เยวี่ยหูตอบรับ “ได้ หากข้ามีธุระไม่อาจมาหรือถูกคนสะกดรอย ข้าจะไปวางดอกไม้กำมะหยี่สีขาวหนึ่งดอกไว้บนโต๊ะบูชาในวิหารปีกตะวันตกของวัด จากนั้นจะหาวิธีใช้รหัสลับติดต่อไป ใช้หนังสือ ‘ท่องถ้ำเซียน’ เล่มนี้ถอดรหัสลับ ท่านเห็นรหัสลับแล้วก็ค้นไปที่เลขหน้ากับเลขแถวตามนั้นก็จะรู้ข้อความได้”

หมิงหวาฉังเป็นมือใหม่ ยังฝึกฝนมาไม่ถึงขั้นนี้ ฟังแล้วคล้ายเข้าใจทว่าก็ไม่เชิง ผิดกับหมิงหวาจางที่ดูรู้เรื่องในคราเดียว เขารับหนังสือมาก่อนประสานมือกล่าว

“ขอบคุณอย่างยิ่ง เย็นมากแล้ว พวกเราต้องขอตัวก่อน ถนอมตัวด้วย”

“ถนอมตัวด้วย” เยวี่ยหูประสานมือคารวะเช่นเดียวกัน ราวกับคนเดินถนนมาพบกันโดยบังเอิญ สนทนากันถูกคอ จากนั้นก็ประสานมือจากอำลาอย่างสง่างาม

พวกเขาต่างไม่มีใครกล่าวคำว่าพบกันใหม่ สำหรับพวกเขาแล้วไม่พบกันใหม่จึงจะเป็นเรื่องดี

หลังได้รับข่าวจากผู้ประสานงานในเมืองฉางอัน หมิงหวาจางก็ไปหาพวกเซี่ยจี้ชวนที่จุดนัดพบหอเยวี่ยหม่าน

นาม ‘หอเยวี่ยหม่าน’* นี้ตั้งได้สุนทรีย์ยิ่ง แต่แท้จริงแล้วเป็นฐานปฏิบัติการแห่งหนึ่งของหน่วยเค้าแมวนิลในเมืองฉางอัน ครั้นหมิงหวาจางพาหมิงหวาฉังเดินเข้าประตูหอ เสี่ยวเอ้อร์ก็รีบมาต้อนรับด้วยไมตรี

“ลูกค้าทั้งสองท่าน แวะกินอาหารหรือค้างแรมขอรับ”

หมิงหวาจางตอบเสียงเรียบ “อิ้งเจียงหงบ่มสิบเจ็ดปีของหอเจ้ายังมีอยู่หรือไม่”

เสี่ยวเอ้อร์ชะงักเพียงครู่หนึ่งก็คลี่ยิ้ม “มีขอรับ ท่านต้องการกี่ไห”

“ช่างเถิด ประเดี๋ยวยังมีธุระ ดื่มอิ้งเจียงหงยุ่งยาก เปลี่ยนเป็นจู๋เยี่ยชิง** หนึ่งป้าน เอากลับบ้านแล้วกัน”

เสี่ยวเอ้อร์ขานตอบอย่างกระตือรือร้น ค้อมกายกล่าว “ได้ขอรับ ลูกค้าทั้งสองท่านโปรดตามข้าน้อยมา”

นี่ฟังดูเป็นบทสนทนาที่แสนจะธรรมดาทั่วไป หากเป็นเมื่อก่อนหมิงหวาฉังย่อมไม่สังเกต ทว่าเวลานี้นางกลับฟังออก

ดูคล้ายสั่งสุราไปตามอารมณ์ ที่แท้ล้วนเป็นภาษาลับ ชื่อสุราสื่อถึงลักษณะภารกิจ อย่างเช่นหมิงหวาจางสั่งอิ้งเจียงหง บ่งบอกว่าเขากับนางมาที่นี่เพื่อติดต่อคน ส่วนจำนวนปีของสุราเป็นรหัสที่หมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนหารือกันระหว่างทาง เซี่ยจี้ชวนล่วงหน้ามาก่อน สั่งอิ้งเจียงหงบ่มสิบเจ็ดปีแล้วบอกเสี่ยวเอ้อร์ว่าพวกเขากำลังรอคน เช่นนี้ต่อให้คนนอกรู้ความนัยของอิ้งเจียงหง แต่หากไม่รู้รหัสภายในก็ไม่มีทางต่อรหัสบอกจำนวนปีได้ถูกต้อง

ส่วนที่เสี่ยวเอ้อร์ถามว่าต้องการกี่ไหนั้นเป็นหลุมพราง เป็นการยืนยันอีกรอบเพื่อป้องกันรหัสรั่วไหลหรือมีคนต่อรหัสได้โดยบังเอิญ หากผู้ที่มาพูดคล้อยตามเสี่ยวเอ้อร์ แสดงว่าผู้ที่มาเชื่อถือไม่ได้ ดังนั้นวิธีที่ถูกต้องคือปฏิเสธแล้วสั่งสุราอีกชนิดแทน ซึ่งจู๋เยี่ยชิงคือรหัสแก้ที่หมิงหวาจางกับเซี่ยจี้ชวนหารือไว้ก่อนแล้วเช่นกัน

เสี่ยวเอ้อร์นำทางหมิงหวาจางกับหมิงหวาฉังขึ้นมาชั้นสอง พาทั้งสองคนมาถึงหน้าประตูห้องพิเศษห้องหนึ่งแล้วจากไป หมิงหวาจางผลักเปิดประตูห้องก็เห็นเซี่ยจี้ชวน เจียงหลิง และเหรินเหยานั่งอยู่ข้างในจริงๆ

เจียงหลิงได้ยินเสียงก็หันมาเอ่ยว่า “พวกเรากินเสร็จไปมื้อหนึ่งแล้ว พวกเจ้ามาได้เสียที”

เหรินเหยากล่าว “อาหารบนโต๊ะเย็นชืดหมดแล้ว สั่งใหม่อีกสองสามอย่างเถิด”

“ไม่ต้องวุ่นวาย” หมิงหวาจางนั่งลงพลางตอบ “เวลาเร่งด่วน ทำภารกิจก่อนสำคัญกว่า ภารกิจข้าบอกพวกเจ้าระหว่างทางแล้ว ขอย้ำอีกรอบ สิ่งที่พวกเราต้องหาคือภาพแบบที่ถูกจางจื่ออวิ๋นขโมยไป จางจื่ออวิ๋นถูกสังหารในหอคณิกา ภาพแบบที่เขาซ่อนในไม้เท้าก็หายไปเช่นกัน ข้าคาดเดาเบื้องต้นว่าภาพแบบถูกคนร้ายขโมยไปแล้ว ตอนนี้พวกเราจะไปสืบหอคณิกาที่จางจื่ออวิ๋นเสียชีวิต…ซึ่งก็คือหอเทียนเซียง พวกเราจะแบ่งกำลังเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งอยู่ในที่แจ้ง กลุ่มหนึ่งอยู่ในทางลับ ร่วมกันหาตัวคนร้ายที่สังหารจางจื่ออวิ๋น”

ผู้ฟังทั้งสี่คนผงกศีรษะรับคำ ฟังจากสถานการณ์แล้วคาดเดาได้ไม่ยากว่าจางจื่ออวิ๋นคือจางซัน หมิงหวาจางสั่งการต่อ

“ข้ากับเซี่ยจี้ชวนจะอยู่ในทางลับ ลอบปะปนเข้าหอเทียนเซียงไปสืบเงียบๆ เจียงหลิง เจ้าอยู่ในที่แจ้งกับเอ้อร์เหนียงและเหรินเหยา เข้าหอเทียนเซียงไปค้างแรมในฐานะแขก ดึงดูดสายตาคนในหอ คอยอำพรางให้พวกเราในยามจำเป็น”

 

* กลอนห้าคำสี่ประโยค หรืออู่เหยียนเจวี๋ยจวี้ คือรูปแบบกลอนโบราณของจีนที่กำหนดให้ 1 บทมี 4 ประโยค ใน 1 ประโยคมี 5 คำ

* ท่องถ้ำเซียน เป็นนิยายประโลมโลกสมัยราชวงศ์ถัง เขียนโดยจางจั๋ว สำนวนภาษางดงามเข้าใจง่ายและมีชีวิตชีวา ถือเป็นวรรณกรรมจีนเก่าแก่ที่สุดที่เขียนถึงบทอัศจรรย์โดยตรง

** ราชธานีตะวันตก หมายถึงเมืองฉางอัน เมืองหลวงเดิมของราชวงศ์ถัง เนื่องจากอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองลั่วหยาง จึงเรียกขานว่าราชธานีตะวันตก

* ให้คำรับรองภารกิจ คือเขียนหนังสือรับรองหลังได้รับภารกิจสำคัญ เป็นการแสดงออกว่ายินดีรับโทษหากไม่อาจทำภารกิจสำเร็จลุล่วง

** เจตนาของเฒ่าสุรามิได้อยู่ที่สุรา หมายถึงมีจุดประสงค์อื่นแอบแฝง หรือเจตนาแท้จริงอยู่ที่เรื่องอื่น มีที่มาจากร้อยแก้วเรื่อง ‘บันทึกศาลาเฒ่าขี้เมา’ ของโอวหยางซิว ขุนนางนักประพันธ์สมัยราชวงศ์ซ่ง เจ้าของฉายาเฒ่าขี้เมา ซึ่งใจความของร้อยแก้วสื่อว่าจุดประสงค์แท้จริงที่เฒ่าขี้เมานั่งในศาลานี้ก็เพื่อจะชมทิวทัศน์ ไม่ใช่เพื่อจะร่ำสุรา

*** เยวี่ยหู แปลว่าจิ้งจอกจันทรา

* ซัน แปลว่าสาม

** เทียนเซียง แปลว่าสรวงสุคนธ์ หรือกลิ่นหอมจากสวรรค์

* เยวี่ยหม่าน แปลว่าจันทร์เพ็ญ

** จู๋เยี่ยชิง คือสุราสมุนไพรจากหมู่บ้านซิ่งฮวาชุน อำเภอเฝินหยาง มณฑลซานซี ได้รับยกย่องเป็นสุราบำรุงสุขภาพอันดับหนึ่งของจีน

 

 

ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 .. 69

หน้าที่แล้ว1 of 7

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: