บทที่ 58.1
วันงานเทศกาลคึกคักพลุกพล่านเช่นนี้มักเป็นช่วงที่มีสตรีในห้องหอกับเด็กน้อยหายตัวไปมากที่สุด
ซุนซื่อมารดาของฉู่หลินหลางเคยเล่าเหตุการณ์สมัยวัยเยาว์ว่าตนเองถูกคนแปลกหน้าอุ้มไปแล้วถูกขายต่อเป็นทอดๆ อย่างไรให้นางฟัง
อาจเป็นเพราะมารดานางมีชะตากรรมที่น่าสลดใจ ตอนฉู่หลินหลางเป็นเด็ก มารดาจึงไม่เคยให้นางไปเที่ยวงานครึกครื้นเช่นนี้คนเดียวสักครั้ง และไม่ว่าจะเดินไปที่ใดก็ต้องจับมือเล็กๆ ของนางไว้แน่น
พอมารดาคอยพร่ำสอนเป็นประจำ ก็ทำให้นางกลายเป็นคนระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
เพียงแต่นางไม่นึกว่าที่นี่อยู่ใต้เบื้องบาทโอรสสวรรค์ หาใช่ชนบทห่างไกลความเจริญไม่ อีกทั้งนางไม่ได้อยู่คนเดียวเพียงลำพัง ทว่ายามกลางวันแสกๆ ก็เริ่มมีพวกโจรร้ายสะกดรอยตามสตรีอย่างอุกอาจแล้วหรือ
จุดนี้ค่อนข้างเปลี่ยวเงียบ ส่วนพวกที่ตามหลังมาแต่ละคนก็ร่างใหญ่กำยำ ถ้าตอนนี้ร้องตะโกนเสียงดังจะเป็นการเร่งให้พวกเขาเข้ามาจับตัวคน อีกทั้งข้างกายนางก็มีแต่สาวใช้น้อยสองคนกับบ่าวรับใช้หนึ่งคน น่าจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขา
เดินต่อไปข้างหน้าอีกจะเป็นหัวถนนสายหนึ่ง ตรงนั้นมีรถม้าซึ่งตัวรถทำจากไม้หลิวคันหนึ่งจอดอยู่ บนนั้นมีสารถีหน้าดำคล้ำนั่งอยู่ ดูเหมือนจะมองดูนางอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้างเช่นกัน…
ฉู่หลินหลางจงใจชะงักฝีเท้าหยุดยืนชมดอกซิ่งบนกิ่งไม้ที่ทอดตัวออกมาเหนือกำแพงครึ่งหนึ่งในตรอกพลางขบคิดครู่เดียวก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งแล้ว
นางรู้ว่าเหตุใดคนด้านหลังถึงได้รีรอไม่ลงมือเสียที…พวกเขากำลังรอให้นางเดินไปถึงปากตรอกที่รถม้าจอดอยู่อย่างแน่นอน
ถึงตอนนั้นคนด้านหลังจะกรูกันเข้ามาจับนางที่ไม่ทันระวังตัวยัดเข้าไปในรถม้าที่เตรียมไว้โดยที่พวกสาวใช้ที่มาด้วยกันก็ยังตั้งตัวไม่ติด
พอนางอยู่บนรถม้าก็จะถูกปิดปากมัดมือมัดเท้าไว้กลายเป็นปลาบนเขียง จะทำอย่างไรกับนางก็ได้
ฉู่หลินหลางพยายามสูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่งให้ตนเองสงบอกสงบใจลงอย่างรวดเร็ว นางมองสำรวจไปรอบด้านแล้วหันไปกระซิบถามบ่าวรับใช้ด้านข้าง
“หวังอู่ ปกติเจ้าทำหน้าที่ผ่าฟืนจุดเตา ได้พกแท่งจุดไฟติดตัวไว้หรือไม่”
หวังอู่ฉงนสงสัย แต่ยังคงพยักหน้ากล่าวว่า “มีขอรับ ผู้ดูแลฉู่ต้องการใช้หรือ”
เห็นฉู่หลินหลางพยักหน้า เขาก็เอาแท่งจุดไฟที่พกไว้ส่งให้นาง
ฉู่หลินหลางหักแท่งจุดไฟเป็นสองท่อนแล้วขว้างไปทางรั้วไม้เตี้ยๆ จากนั้นกองฟืนที่วางกองไว้ของเรือนหลังหนึ่งก็เริ่มติดไฟลุกไหม้
กองฟืนพวกนั้นใช้การได้ไม่เลวจริงๆ ด้านบนยังวางกิ่งต้นสนเล็กๆ ซึ่งเป็นเชื้อไฟ พอเปลวไฟลามเลียก็ลุกพึ่บ ชั่วพริบตาก็มีควันลอยโขมงขึ้นมา
ซย่าเหอกับตงเสวี่ยจับต้นชนปลายไม่ถูก พากันมองไปทางคุณหนูใหญ่ของตนอย่างแตกตื่น
เหตุใดคุณหนูใหญ่ของพวกนางต้องวางเพลิงยามกลางวันแสกๆ หรือมีความแค้นกับคนในเรือนหลังนี้
จังหวะนี้เองฉู่หลินหลางก็ตะโกนเสียงดังลั่น “แย่แล้ว! ไฟไหม้แล้ว! รีบมาดับไฟกันเร็วเข้า” พอตะโกนจบนางก็กระซิบบอกอีกสามคนที่อยู่ข้างกาย “เร็วเข้า! ตะโกนพร้อมกับข้า”
แม้ตงเสวี่ยจะไม่เข้าใจเหตุผล แต่เห็นไฟไหม้รุนแรงขึ้นทุกที ขืนไม่รีบดับไฟคงเผารั้วไม้จนหมดแล้ว นางจึงเริ่มตะโกนเสียงดังตามไปด้วย ส่วนอีกสองคนก็ส่งเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนก
ชั่วขณะนั้นเสียงร้องตะโกนของพวกเขาก็ดังไปทั่วตรอกที่เงียบเชียบ
ครั้นสถานการณ์พลิกผันกะทันหัน พวกบุรุษฉกรรจ์ร่างใหญ่ที่สะกดรอยตามพวกนางล้วนตั้งตัวไม่ติด
ฉู่หลินหลางเห็นบุรุษฉกรรจ์ที่ตามหลังมาโดยตลอดพวกนั้นมีสีหน้าตกตะลึง คงคิดไม่ถึงเช่นกันว่าจู่ๆ นางจะจุดไฟแล้วตะโกนเรียกคน
บุรุษฉกรรจ์ที่เป็นหัวหน้าตระหนักได้ในทันใด
สตรีผู้นี้ช่างเจ้าเล่ห์เสียจริง! นางต้องรู้ทันพวกเขาถึงได้ใช้อุบายนี้เป็นแน่
เมื่อนึกถึงคำสั่งของคหบดีเฉิน บุรุษฉกรรจ์ผู้นั้นมองดูระยะห่างอีกคราแล้วตั้งใจจะวิ่งเข้าไปถีบผู้ติดตามสองสามคนนั้นให้ล้มลงแล้วค่อยฉุดฉู่หลินหลางผู้นั้นขึ้นรถม้าอีกที
ถึงอย่างไรเรื่องชั่วช้าพรรค์นี้พวกเขาก็เคยทำมาก่อนและเชี่ยวชาญอย่างมาก อีกทั้งพวกเขาไม่คิดจะหลบเลี่ยงหูตาผู้คนเพราะหมายจะทำลายชื่อเสียงของสตรีผู้นี้ให้นางจดจำเป็นบทเรียน
เขาคิดเช่นนี้แล้วก็โบกมือบอกให้บุรุษฉกรรจ์ที่อยู่ข้างหลังกรูเข้าไปพร้อมกัน
ฉู่หลินหลางเตรียมตัวไว้แต่แรกแล้ว นางดึงท่อนฟืนติดไฟมาถือไว้ในมือพร้อมกับตะโกนเสียงดังขึ้นอีก
“แย่แล้ว…ไฟจะไหม้เรือนแล้ว!”
ปากตะโกนว่าไฟไหม้ แต่มือกลับกวัดแกว่งท่อนฟืนติดไฟใส่บุรุษฉกรรจ์พวกนั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
บุรุษฉกรรจ์ที่พุ่งเข้ามาเป็นคนแรกถูกท่อนฟืนนั้นฟาดมือ เขาถูกไฟลวกจนร้องโอดครวญ
เวลานี้ซย่าเหอกับตงเสวี่ยเข้าใจแล้ว แต่ซย่าเหอไม่ทันระวังตัวจึงถูกบุรุษฉกรรจ์คนหนึ่งคว้าตัวไว้แล้วรัดคอจากทางด้านหลังทันควัน ขณะที่ตงเสวี่ยทำตามฉู่หลินหลาง ดึงท่อนฟืนติดไฟมาถือไว้พร้อมกับตะโกนเสียงดังกว่า!
แม้ว่าทุกเหย้าเรือนจะออกไปเดินเที่ยวชมถนนและไปอารามเทพบุปผาเพราะเป็นเทศกาลบุปผชาติ แต่ก็มีพวกคนชราหรือคนที่ไม่ชอบความครึกครื้นที่อยู่เฝ้าเรือน
ครั้นจู่ๆ ได้ยินคนตะโกนว่าไฟไหม้แล้วมองไปทางต้นเสียงก็เห็นว่ามีควันหนาทึบลอยอยู่จริงๆ จึงมีคนเปิดประตูออกมารุมล้อมมองดู
พอเห็นว่าไฟไหม้รั้วไม้ของเรือนติดกัน เพื่อนบ้านทั้งซ้ายขวากลัวว่าไฟจะลุกลาม จึงรีบตะโกนว่าไฟไหม้เสียงดังลั่น เมื่อเป็นเช่นนี้ตรอกที่แต่เดิมเงียบสงบก็มีคนมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อยๆ
คนในเรือนหลังที่เกิดไฟไหม้ก็ออกมาแล้ว พวกเขาเห็นกองฟืนลุกไหม้จนเกิดเปลวเพลิงสูงก็รีบเอาน้ำมาดับไฟแล้วถามอย่างฉุนเฉียวว่าเป็นเด็กเรือนใดที่ซุกซนมาเผากองฟืนในเรือนพวกเขา
ฉู่หลินหลางชี้บุรุษฉกรรจ์ที่รัดคอซย่าเหอไว้ทันที “เป็นบุรุษฉกรรจ์พวกนี้! พวกข้าเห็นกับตาว่าพวกเขาวางเพลิง สาวใช้ของข้าจะขัดขวาง แต่กลับพวกเขาถูกพวกเขารัดคอไว้”
บุรุษฉกรรจ์หลายคนนั้นไม่คิดว่าฉู่หลินหลางจะพูดโกหกหน้าตาเฉยเช่นนี้ จึงโต้กลับอย่างโมโหโกรธา “บัดซบ! เจ้าเป็นคนวางเพลิงแท้ๆ”
น่าเสียดายที่ท่าทางรูปโฉมของบุรุษฉกรรจ์พวกนี้คล้ายอันธพาล อีกทั้งจับสตรีอ่อนแอไร้ทางสู้คนหนึ่งไว้ มองคราเดียวก็รู้ว่าไม่ใช่คนดี
ด้วยเหตุนี้คนในเรือนหลังนั้นพร้อมด้วยเพื่อนบ้านที่มุงดูอยู่หลายคนก็ตีวงล้อมบุรุษฉกรรจ์พวกนี้ไว้แล้วเอะอะโวยวายว่าจะแจ้งทางการ
ระหว่างนั้นหัวหน้าบุรุษฉกรรจ์พยายามจะพูดปรักปรำว่าพวกฉู่หลินหลางเป็นบ่าวไพร่ในเรือนของพวกเขาที่หลบหนีมา พวกเขาจึงมาจับพวกนางกลับไปพบเจ้านาย
แต่ฉู่หลินหลางยืนอยู่บนแท่นหินทรงกลมในตรอกพลางพูดเสียงดังว่า “ทุกท่าน คนพวกนี้เป็นโจรลักพาตัว! ข้าได้ยินพวกเขาพูดก่อนวางเพลิงว่าจะฉวยโอกาสตอนที่พวกท่านดับไฟย่องเข้าเรือนพวกท่านแล้วลักพาตัวบุตรสาว รีบจับตัวพวกเขาไว้ มิฉะนั้นจะต้องมีบุตรสาวของครอบครัวสุจริตเคราะห์ร้ายอีกเป็นแน่”
พอถ้อยคำนี้ดังขึ้นก็เกิดเสียงฮือฮาในตรอกทันควัน พวกบุรุษฉกรรจ์ถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนา มียายเฒ่ากลับเรือนไปหยิบถังเทเศษอาหารมาสาดใส่พวกเขา ทั้งยังมีคนด่าทอไม่หยุด เงื้อไม้คานหาบน้ำฟาดหลังฟาดศีรษะคนพวกนี้
มีบุรุษฉกรรจ์สองสามคนไม่ยอมจำนน ยังคิดจะไปฉุดฉู่หลินหลาง แต่กลับยิ่งเป็นการยืนยันคำกล่าวหาว่าเป็นโจรลักพาตัว
คราวนี้ไม่จำเป็นต้องให้ฉู่หลินหลางต่อสู้ขัดขืนด้วยซ้ำ ชาวบ้านแถวนั้นที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่นกลุ่มหนึ่งก็คอยคุ้มกันนางพลางทุบตี ‘โจรลักพาตัว’ พวกนี้อย่างไม่ปรานี
ในสภาพการณ์เช่นนี้พวกเขาไม่อาจฝ่าฝูงชนเข้าไปฉุดฉู่หลินหลางขึ้นรถม้าได้สักนิด
ก่อนหน้านี้บุรุษฉกรรจ์พวกนั้นล้วนเป็นโจรร้ายที่ออกปล้นสะดมชาวบ้าน เคยต้องทนอัปยศอดสูเช่นนี้เมื่อใดกัน สุดท้ายหัวหน้าบุรุษฉกรรจ์ก็ชักดาบสั้นที่ซ่อนไว้ในสาบเสื้อออกมาตั้งท่าจะทำร้ายคน ทำให้ชาวบ้านพวกนั้นตกใจจนพากันถอยหลัง
ตอนนี้เองก็มีคนตะโกนเสียงดัง “เจ้าหน้าที่มาแล้ว!”
เดิมทีบุรุษฉกรรจ์อีกสองสามคนคิดจะชักดาบออกมาเช่นกัน แต่พอเห็นสถานการณ์ไม่เข้าทีก็ปล่อยตัวซย่าเหอ ผลักคนที่รุมล้อมทุบตีพวกตนออกไปสุดแรงแล้ววิ่งขึ้นรถม้าหนีไปอย่างไม่เห็นร่องรอย
ฉู่หลินหลางเห็นคนพวกนั้นขึ้นรถม้าซึ่งจอดอยู่ตรงปากตรอกแล้วจากไปในที่สุดก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อครู่ตอนส่งเสียงดังดึงดูดความสนใจของชาวบ้านละแวกนั้นให้ออกมา นางก็สั่งให้หวังอู่บ่าวรับใช้ไปแจ้งเจ้าหน้าที่ที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของถนนที่อยู่ใกล้ๆ พวกเขาจึงมาถึงอย่างรวดเร็วด้วยเหตุนี้
แม้ว่าพวกบุรุษฉกรรจ์จะหนีไปอย่างไร้ร่องรอย แต่ฉู่หลินหลางยังต้องไปที่ว่าการให้ปากคำในฐานะพยาน ซึ่งนางก็อยากไปที่นั่นใจจะขาดอยู่แล้ว!
นางไม่รู้ว่าพวกโจรเดนตายหนีไปไกลแล้วหรือยัง ถ้าพวกตนกลับจวนไปกันเองเพียงลำพังจะยังพบกับพวกนั้นอีกหรือไม่
เมื่อไปถึงที่ว่าการฉู่หลินหลางสารภาพความจริงว่านางเป็นคนวางเพลิงเพื่อเอาตัวรอดจากโจรร้าย และยินยอมจ่ายเงินชดใช้ค่าเสียหายให้เจ้าของเรือนหลังนั้น อีกทั้งมอบสินน้ำใจให้พวกชาวบ้านละแวกนั้นเป็นการตอบแทนที่ช่วยให้นางพ้นภัย
ขณะที่นางกำลังพูดคุยตกลงเรื่องเงินชดใช้ค่าเสียหายกับเจ้าทุกข์ ซือถูเซิ่งก็มาถึงด้วยท่าทางรีบร้อน ที่แท้หลังหวังอู่แจ้งทางการแล้วยังลอบกลับไปที่จวนรองเสนาบดีรายงานให้ผู้เป็นนายรับทราบ
ฉู่หลินหลางเดินตามหลังซือถูเซิ่ง เอ่ยถามเสียงเบาว่า “ใต้เท้า ท่านมาได้อย่างไร ข้าตกลงเรื่องเงินชดใช้ค่าเสียหายกับเจ้าทุกข์เรียบร้อยแล้ว พอจ่ายเงินก็กลับไปได้ ท่านมาที่นี่เพื่ออันใด จะหาเรื่องให้ชื่อเสียงเสียหายไปไย”
นางยังไม่บอกเจ้าหน้าที่ทางการว่าตนมีฐานะเป็นผู้ดูแลของจวนรองเสนาบดีกรมอากร เพราะกลัวซือถูเซิ่งจะถูกครหาว่าชุบเลี้ยงบ่าวไพร่ชั่วร้ายไว้ในจวนจนส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเขาไปด้วย
แต่พอเขามาแล้วความพยายามของนางจะไม่สูญเปล่าหรือ
ซือถูเซิ่งไม่กล่าววาจาใด เพียงชายตามองนางคราหนึ่งก่อนเอาชุดคลุมของตนเองคลุมตัวนาง ตอนนี้ล่วงเข้ายามเย็นแล้ว อากาศจึงหนาวเย็นอยู่บ้าง
เขาพานางไปขึ้นรถม้าแล้วพูดเหมือนเป็นเรื่องปกติ “เจ้าเป็นคนของข้า ข้าไม่มาแล้วใครจะมา คนพวกนั้นทำร้ายเจ้าหรือไม่ ตอนอยู่ข้างในได้รับความคับข้องหมองใจหรือไม่”
พูดจบเขาก็ฉวยจังหวะนี้มองสำรวจฉู่หลินหลางว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่
ฉู่หลินหลางนิ่งงันไปเล็กน้อย ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่แม้แต่มารดาแท้ๆ ยังไม่เคยพูดจาปกป้องนางเช่นนี้ พอบิดาทุบตีนาง มารดาก็แค่บอกให้นางอดทนไว้และหลบหลีกไปเสีย
หลังแต่งเข้าสกุลโจวนางก็คุ้นชินกับเอาตัวขวางอยู่ตรงหน้าสามี ช่วยกันลมกันฝนให้เขา
แล้วปัญหาที่นางก่อขึ้นโดยไร้สาเหตุเช่นในวันนี้ ถ้าเปลี่ยนเป็นอดีตสามีโจวสุยอันมารับตัวนางจากที่ว่าการเกรงว่าคงไม่ถามเหตุผลก็ดุด่านางแล้วว่าทำตัวเหลวไหล หาเรื่องเดือดร้อนมาให้เขาโดยใช่เหตุ
ส่วนซือถูเซิ่งไม่ถามเหตุผลที่นางก่อเรื่อง ทั้งยังห่วงใยว่านางถูกรังแกหรือถูกทำร้ายหรือไม่…
ความรู้สึกอกสั่นขวัญแขวนหลังถูกบุรุษฉกรรจ์แปลกหน้ากลุ่มหนึ่งสะกดรอยตามแล้วเอาตัวรอดจากอันตรายมาได้ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นทีละน้อย ดูเหมือนนางจะมีคนให้ออดอ้อนร้องไห้ระบายความรู้สึกได้ นางสามารถเป็นคนอ่อนแอได้แล้ว…
ฉู่หลินหลางมองเขาแล้วขอบตาก็ร้อนผ่าวขึ้นเรื่อยๆ นางข่มใจแล้วข่มใจอีก แต่สุดท้ายก็เบ้ปากโผเข้าไปซบอกกว้างแข็งแรงของซือถูเซิ่งแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเสียงดัง
ซือถูเซิ่งทนเห็นสตรีนางนี้ร้องไห้ไม่ได้มากที่สุด สมัยวัยเยาว์นางซึ่งเป็นเพื่อนบ้านตัวน้อยเคยร้องไห้ทั้งคืนจนทำให้เขานอนหลับไม่เป็นสุข หัวใจใต้แผ่นอกเจ็บแปลบไปตามจังหวะเสียงสะอึกสะอื้นของแม่นางน้อย…
บัดนี้คล้ายว่ามันยังเป็นจุดอ่อนของเขาไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ซือถูเซิ่งได้แต่ขมวดคิ้วสะกดกลั้นความปวดใจพลางสวมกอดนางไว้แน่นแล้วโยกไปมาเบาๆ คล้ายปลอบประโลมทารกน้อย
“ไม่เป็นไรแล้ว บอกมา เรื่องราวเป็นมาอย่างไรกันแน่ แล้วใครที่รังแกเจ้า”
ฉู่หลินหลางไม่สนใจอะไรแล้ว นานๆ ทีจะได้แสดงความอ่อนแอของสตรีออกมาอย่างเต็มที่สักครา หากไม่ร้องไห้ให้สาแก่ใจคงพูดไม่ออก
จนกระทั่งท้ายที่สุดเขาก็ช้อนร่างนางขึ้นมาอุ้มในอ้อมแขน จุมพิตไปตามหน้าผากและมุมปากนาง นางถึงค่อยๆ บรรเทาความรู้สึกคับแค้นใจลงได้ จากนั้นก็เล่าเรื่องที่มีคนสะกดรอยตามนางในวันนี้อย่างละเอียด
สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปทีละน้อย ท่าทางแลดูเคร่งเครียดอย่างยิ่ง เขากระชับวงแขนที่กอดนางไว้แน่นขึ้นทุกที
ฉู่หลินหลางรู้สึกว่าตนเองทำให้ซือถูเซิ่งตกใจแล้ว นางรีบพูดเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศ “น่าจะเป็นพวกโจรเร่ร่อนเห็นสตรีอยู่เพียงลำพังจึงคิดจะลักพาตัวกระมัง”
แต่เขาส่ายหน้าแล้วกล่าวอย่างมั่นใจ “พวกเขารู้ว่าเจ้าเป็นใคร แล้วก็รู้ว่าเจ้าจะไปที่ใด ดังนั้นรถม้าคันนั้นถึงได้อ้อมไปดักรออยู่ที่ปากตรอกล่วงหน้ารอเจ้ามาติดกับเอง!”
พอได้ฟังเขาใคร่ครวญเช่นนี้แล้ว ฉู่หลินหลางก็ใจหาย จริงด้วย ไม่ทันได้คิดถึงจุดนี้สักนิด!
แต่ถ้ารู้ทั้งรู้ว่านางคือผู้ดูแลของจวนรองเสนาบดี เช่นนั้นพวกเขาคิดจะลักพาตัวนางเพื่ออะไรกันแน่
ซือถูเซิ่งมีคำตอบอยู่ในใจแล้ว ถึงอย่างไรในเมืองหลวงแห่งนี้คนที่กล้าก่อเรื่องชั่วช้ายามกลางวันแสกๆ ก็มีอยู่ไม่กี่คน
เขากอดฉู่หลินหลางไว้เงียบๆ แล้วกล่าวโทษตนเอง “เป็นความผิดของข้าเอง ตอนนั้นข้าควรสะสางเรื่องบ่าวไพร่ทั้งนอกและในจวนตามที่เจ้าบอก…ช่วงนี้เห็นทีว่าต้องให้เจ้าฝืนใจแล้ว นอกจากจวนกับสำนักศึกษาสตรี เจ้าอย่าเพิ่งออกไปที่ใดชั่วคราวเลย”
พอเห็นเขาไม่อยากบอกอย่างละเอียด นางก็ไม่ถามอย่างรู้ความ
บทที่ 58.2
หลังกลับถึงจวน ซือถูเซิ่งก็ดูแลให้ฉู่หลินหลางเข้าห้องพักผ่อนแล้วยังให้ดื่มยากล่อมอารมณ์จนหมด จากนั้นก็จุมพิตหน้าผากของนาง บอกให้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ส่วนตัวเขาไปอยู่ในห้องหนังสือคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เมื่อครู่ที่นางเล่าให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
เรื่องนี้เป็นความผิดของเขา เขาถึงกับลืมไปว่าขณะนี้ตนเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เขาให้ที่พักพิงแก่คนที่ไม่อาจไม่เอาใจใส่ แล้วจะเปิดโอกาสให้ใครทำอะไรตามใจชอบได้หรือ
ซือถูเซิ่งคิดถึงจุดนี้แล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่ข้างชั้นวางหนังสือ ล้วงมีดพกเล่มหนึ่งในช่องลับข้างหลังออกมาเก็บไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็เรียกกวนฉีเข้ามา
“สารถีที่พาผู้ดูแลฉู่ออกจากจวนวันนี้ชื่อว่าอะไร”
กวนฉีเอ่ยตอบ “ชื่อว่าจี้ชางขอรับ เป็นญาติห่างๆ ของครอบครัวป้าหวังคนครัว ป้าหวังเป็นคนแนะนำเข้ามาในจวนขอรับ”
ซือถูเซิ่งพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เรียกบ่าวรับใช้ที่ตามผู้ดูแลฉู่ออกไปวันนี้มาด้วย แล้วให้จี้ชางเอาม้าเทียมรถ ส่วนเจ้าออกไปข้างนอกกับข้า”
แม้พระอาทิตย์ใกล้จะลับฟ้าเต็มที แต่ซือถูเซิ่งไปยังที่ว่าการเพื่อปฏิบัติงานแล้วค้างคืนที่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กวนฉีพยักหน้าแล้วไปสั่งให้สารถีเตรียมรถม้า
แต่พอรถม้าแล่นออกจากตรอก ซือถูเซิ่งก็บอกให้สารถีบังคับรถม้าออกจากประตูเมืองไปเรื่อยๆ จนถึงข้างสุสานร้างตรงชานเมือง
เวลานี้พระอาทิตย์ลาลับยอดเขาไปแล้ว พวกนกกายืนเกาะเต็มกิ่งไม้ พอได้ยินเสียงล้อรถม้าก็ตื่นตกใจจนกู่ร้องเสียงแหลมดังระงมคล้ายเสียงภูตผีร้องโหยหวนอย่างน่าสะพรึง
จี้ชางผู้นั้นจอดรถม้าไว้ข้างทางแล้วไต่ถามอย่างขลาดกลัว “ใต้…ใต้เท้า ท่านจะไปที่ใดกันแน่ขอรับ นี่ก็มาถึงข้างสุสานร้างแล้ว”
ซือถูเซิ่งเปิดม่านประตูออกมองดูแล้วลงจากรถม้า เขาเอามือไพล่หลังเดินวนสองรอบ จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปในสุสานร้างคนเดียว
จี้ชางยกมือลูบแขนพลางมองไปรอบตัว เขาเอ่ยถามกวนฉี “ใต้เท้ามาที่นี่จะเซ่นไหว้บรรพบุรุษท่านใดหรือ”
กวนฉีถลึงตาใส่เขา พูดเสียงห้วน “มีแต่บรรพบุรุษตระกูลเจ้ากระมังที่ฝังศพอยู่ในสุสานร้าง!”
ไม่นานนักซือถูเซิ่งก็กลับมา เขาให้จี้ชางกับหวังอู่ไปเอาพลั่วลงมาสองเล่ม จากนั้นก็มองหาพื้นดินราบเรียบจุดหนึ่งแล้วบอกให้ทั้งสองขุดหลุม
หวังอู่ถามอย่างฉงนสงสัย “ใต้เท้า นี่จะทำอะไรหรือขอรับ”
ซือถูเซิ่งยืนอยู่ข้างรถม้า เขาเลิกคิ้วสูงพูดอย่างสงบนิ่ง “จะฝังสุนัขที่ไม่เชื่อฟังตัวหนึ่ง…เร่งมือเร็วเข้า พวกเรายังกลับไปทันอาหารเย็นที่จวน”
หวังอู่ไม่สงสัยเป็นอื่น เขาถือพลั่วเริ่มขุดดินทันที ทั้งยังพูดยิ้มๆ กับกวนฉี “ได้ยินว่าเย็นนี้มีเนื้อตุ๋นน้ำแดงสุราฮวาเตียวที่ผู้ดูแลฉู่เข้าครัวลงมือทำเองด้วย รสชาติอร่อยเหลือหลาย! ไม่รู้ว่าข้าจะขอน้ำตุ๋นเนื้อมาคลุกข้าวกินได้หรือไม่…”
ส่วนจี้ชางนั้นรีรออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบพลั่วขึ้นมาแล้วเริ่มขุดหลุม
พอขุดหลุมเสร็จแล้วคนทั้งคู่ที่เหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วมศีรษะก็เกาะขอบหลุมจะปีนขึ้นมา
จังหวะนี้เองสองมือของพวกเขาถูกเหยียบไว้เต็มแรงโดยพลัน ซือถูเซิ่งกับกวนฉีเอาเชือกกระสอบมัดมือของพวกเขา
ขณะนั้นก็มีลิ่มไม้สำหรับยึดฝาโลงศพสองแท่งถูกตอกลงไปในดินตรงขอบหลุมไว้แน่นสนิท พอเอาเชือกที่มัดมือพวกเขาคล้องไว้กับลิ่มปักดิน ทั้งสองคนที่ยังยืนอยู่ในหลุมก็เท้าลอยขึ้นจากพื้น ร่างห้อยอยู่ข้างขอบหลุมดิน พวกเขาส่งเสียงร้องโวยวายไม่หยุด
ซือถูเซิ่งยอบกายมองดูคนทั้งสองพูดอ้อนวอนสลับกับร้องครวญครางว่าเจ็บมือ จากนั้นก็กล่าวช้าๆ
“รู้ใช่หรือไม่ว่าเมื่อก่อนข้าปฏิบัติงานอยู่ที่ใด”
ขุนนางโฉดแห่งศาลยุติธรรมของเมืองหลวงผู้มี ‘ชื่อเสียงเลื่องลือ’ และเชี่ยวชาญการใช้ยอดทัณฑ์ทรมานทั้งสิบของราชวงศ์ต้าจิ้นมีใครบ้างที่ไม่รู้จัก
เห็นทั้งสองคนพยักหน้ารัวเร็ว ซือถูเซิ่งก็ล้วงมีดพกออกจากอกเสื้อมาตีแก้มพวกเขาเบาๆ พลางพูดว่า “ข้าถามเรื่องอะไรพวกเจ้าก็ตอบเรื่องนั้น ถ้าทำตัวมากความ อย่าโทษว่ามีดของข้าไม่ปรานีก็แล้วกัน” เขาพูดถึงตรงนี้แล้วก็หยุดเว้นจังหวะก่อนเอ่ยต่อ “วันนี้เรื่องที่ผู้ดูแลฉู่จะออกไปข้างนอก พวกเจ้าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้หรือไม่”
หวังอู่ได้ยินแล้วก็ชิงตอบก่อน “ข้ากำลังกินอาหารเช้าอยู่ ตงเสวี่ยก็ให้ข้าช่วยยกตะกร้าบุปผา บอกว่าผู้ดูแลฉู่จะออกไปมอบของขวัญ ข้าไม่ได้พูดกับคนอื่นเลยขอรับ”
จี้ชางก็รีบตอบทันที “ข้าก็เช่นกันขอรับ ซย่าเหอบอกว่าผู้ดูแลฉู่จะออกไปข้างนอก ข้าจึงเตรียมรถม้า ไม่ได้พูดอะไรกับใคร”
ซือถูเซิ่งถามอีกว่าแล้วตอนไปถึงจวนฉีกงเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง
หวังอู่ชิงตอบก่อนอีกว่าเขาช่วยสาวใช้สองคนยกตะกร้าบุปผาเข้าไปในจวน ฉู่หลินหลางยังเอาขนมบุปผาสดให้สาวใช้สองคนแล้วแบ่งให้เขาด้วย เขากับสาวใช้สองคนก็แบ่งกันกินขนมที่ระเบียงทางเดิน ไม่ได้พูดจากับใคร ขณะที่จี้ชางบอกว่าพอส่งฉู่หลินหลางไปถึงจวนฉีกงแล้วเขาก็รออยู่ที่รถม้าตลอด
น่าเสียดายที่คำตอบของสองคนนี้ไม่อาจทำให้ซือถูเซิ่งพึงพอใจได้ เขาจึงกล่าวด้วยสีหน้าเหี้ยมเกรียม “ข้ารู้ว่าวันนี้มีคนหักหลังผู้ดูแลฉู่ ดังนั้นจึงมีคนดักฉุดนางกลางทาง ถ้าพวกเจ้าสองคนปากแข็งก็ไม่เป็นไร มีดเล่มนี้ของข้าตีขึ้นจากเหล็กกล้า ต่อให้ใช้มันหั่นไปตามร่องกระดูกพวกเจ้าทีละชิ้นจนหมดก็ไม่ทำให้คมมีดทื่อ ปกติข้าจะเริ่มจากนิ้วมือ หากพวกเจ้าไม่สารภาพ ข้าจะตัดนิ้วของพวกเจ้าก่อน…”
ซือถูเซิ่งพูดจบก็เอาเท้าเหยียบบนข้อมือของหวังอู่ พอเสียงร้องโหยหวนของหวังอู่ดังขึ้น เขาก็โยนนิ้วมือโชกเลือดหลายนิ้วไปตรงหน้าจี้ชาง
หวังอู่ร้องไห้น้ำตานองหน้า ตะโกนเสียงดังว่าตนเองถูกใส่ร้าย
ภาพที่ทารุณโหดร้ายนองเลือดเช่นนี้ คนธรรมดาอย่างจี้ชางจะเคยเห็นได้อย่างไร เขาตกใจจนปัสสาวะราดกางเกง
รอจนกระทั่งซือถูเซิ่งเหยียบข้อมือของเขาตั้งท่าจะตัดนิ้วเช่นเดียวกัน จี้ชางก็แผดเสียงดังลั่นราวกับถูกประตูหนีบปานนั้น
“อย่า! ข้าสารภาพแล้วๆ เป็นข้าเองที่เอาเรื่องผู้ดูแลฉู่จะออกไปข้างนอกไปบอกญาติผู้น้องของข้า…”
ที่แท้ก่อนหน้านี้ญาติผู้น้องของจี้ชางที่ทำงานอยู่ในร้านใบชาเฉินจี้มาหาเขา บอกว่าขอแค่คอยส่งข่าวความเคลื่อนไหวของผู้ดูแลกับประมุขของจวนรองเสนาบดีเป็นระยะจะตกรางวัลให้เขาห้าตำลึงเงิน
ตอนแรกจี้ชางรู้สึกว่าเรื่องนี้มีสายสนกลในจึงไม่กล้าตอบตกลง แต่เขาไม่อาจต้านทานการล่อใจของญาติผู้น้องคนนั้นที่สัญญาว่าจะให้ผลประโยชน์อย่างอื่นอีก ทั้งยังบอกว่ารองเสนาบดีซือถูล่วงเกินคนในราชสำนัก คงเป็นขุนนางได้อีกไม่นาน ขอเพียงจี้ชางรู้จักดูทิศทางลม วันหน้าจะหาทางให้เขาไปเป็นผู้ดูแลเล็กๆ คนหนึ่งในเรือนของคหบดีเฉิน
คหบดีเฉินนั้นมีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ในเมืองหลวง มิหนำซ้ำยังได้ชื่อว่าเป็นวาณิชหลวง
จี้ชางโอนเอนเสียแล้ว หลังจากญาติผู้น้องบอกว่าเวลาฉู่หลินหลางออกจากจวนก็ส่งข่าวให้รู้แล้วคอยทำตามคำสั่งต่อจากนี้
วันนี้เขาพาฉู่หลินหลางไปส่งถึงจวนฉีกงแล้วหันหลังกลับใช้ทางลัดวิ่งไปแจ้งข่าวญาติผู้น้อง
หลังจากนั้นเขาก็ทำตามคำสั่งของญาติผู้น้อง เจตนาบังคับรถม้าไปตามถนนที่คนพลุกพล่านแล้วพูดชักจูงให้ฉู่หลินหลางลงจากรถม้า ส่วนเรื่องราวต่อจากนั้นเขาไม่รู้จริงๆ
ซือถูเซิ่งหรี่ตาซักถาม “เหตุใดญาติผู้น้องของเจ้าต้องสืบข่าวของผู้ดูแลฉู่ผู้เดียว”
จี้ชางพูดตอบด้วยสีหน้าเหมือนจะร้องไห้ “ญาติผู้น้องของข้าก็ไม่ได้บอกไว้อย่างชัดเจน เพียงบอกว่านางไม่รู้ดีรู้ชั่ว นอกจากนี้มีผู้สูงศักดิ์ถูกตาต้องใจในรูปโฉมของผู้ดูแลฉู่ อยากนัดหมายนางออกมาลักลอบพบปะกัน…”
เขาพูดไม่ทันจบ ซือถูเซิ่งก็กระทืบมือเขาคราหนึ่งสุดแรง จี้ชางทำตาเหลือกร้องโหยหวนเสียงดังด้วยความเจ็บปวดไม่หยุด
ตอนนี้เองกวนฉีก็ดึงหวังอู่ที่มองดูอยู่ด้านข้างอย่างตกตะลึงขึ้นมาจากหลุมแล้วตบไหล่เขาก่อนแก้มัดให้
หวังอู่มองนิ้วมือที่ครบถ้วนสมบูรณ์ของตนเองแล้วมองนิ้วมือที่หล่นอยู่ในหลุมอีกครา ท่าทางงงงันไปหมด
กวนฉีไขความกระจ่างอย่างมีเมตตา “ใต้เท้าของเราเป็นผู้สุจริตเที่ยงธรรม จะลงทัณฑ์โดยพลการได้อย่างไร นั่นเป็นนิ้วที่ใต้เท้าตัดจากศพไร้ญาติที่ห่อด้วยเสื่อในสุสานร้าง สหาย…เมื่อครู่เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเท่านั้น ขออภัยด้วยที่ทำให้เจ้าต้องขวัญเสีย…”
กวนฉีโอบไหล่หวังอู่พาเดินไปที่ข้างรถม้าอย่างอบอุ่นเป็นมิตร และพูดย้ำว่าใต้เท้าซือถูของตนเคารพอาญาบ้านเมืองอย่างเคร่งครัด สำหรับเสียงโจษจันว่าเป็นขุนนางโฉดนั้นเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระทั้งสิ้น!
หวังอู่รับฟังอย่างอกสั่นขวัญแขวน เขาเกือบจะเชื่อแล้ว แต่น่าเสียดายที่ด้านหลังมีเสียงร้องดังลั่นของจี้ชางที่กำลังถูกทุบตี เสียงหนักคล้ายหมัดเหล็กชกกระสอบทรายดังลอยมาไม่ขาดสาย ฟังดูแล้วเหมือนจี้ชางใกล้หมดลมเต็มที
หลังจากนั้นรถม้าก็พาคนทั้งกลุ่มกลับมาในยามดึก จี้ชางถูกทุบตีจนหน้าบวมเหมือนหัวหมู ดวงตาทั้งคู่ลืมไม่ขึ้น ร่างอ่อนระทวยโงนเงนล้มไปหาหวังอู่อยู่ตลอด ทำให้หวังอู่ตกใจจนหันหน้าแนบติดผนังรถม้าไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย
ตอนไปถึงศาลยุติธรรม กวนฉีก็ถีบจี้ชางลงจากรถม้า บอกให้เจ้าหน้าที่ที่รู้จักมักคุ้นกันจับจี้ชางไปขังคุก รอไต่สวนความผิดในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับโจรลักพาตัวหญิงชาวบ้าน จากนั้นกวนฉีก็ถือจดหมายที่ซือถูเซิ่งเขียนบนรถม้าเร่งรุดไปที่จวนขององค์ชายสี่
ซือถูเซิ่งกับพวกขุนนางซึ่งปฏิบัติหน้าที่เวรในศาลยุติธรรมเป็นอดีตสหายขุนนางกัน ซือถูเซิ่งบอกเพียงว่าสาวใช้สองสามคนของตนเองเกือบถูกโจรร้ายที่สมคบคิดกับคนในจวนลักพาตัวไป จำเป็นต้องไต่สวน
เมื่อก่อนเจ้าหน้าที่เวรหลายคนนี้เคยขอร่วมวงกินอาหารในกล่องอาหารของซือถูเซิ่งบ่อยครั้ง จึงคุ้นเคยกับผู้ดูแลฉู่ที่รูปโฉมงดงามและมีฝีมือในการทำอาหารเป็นอย่างดี พอได้ยินว่านางกับพวกสาวใช้เกือบถูกคนลักพาตัวในอาณาเขตใต้เบื้องบาทโอรสสวรรค์อันทรงเกียรติก็พากันเป็นเดือดเป็นแค้น
ถึงอย่างไรก็กินอาหารในกล่องอาหารกับน้ำมันเป็ดของคนอื่นเปล่าๆ มิได้! เจ้าหน้าที่จึงยกกำลังออกไปจับตัวญาติผู้น้องของจี้ชางโดยไม่รอช้า จากนั้นก็เปิดศาลไต่สวนคดีในคืนนั้นทันที
ปกติการสอบปากคำในคดีลักพาตัวเช่นนี้ไม่ใช่หน้าที่ของศาลยุติธรรม แต่ตอนนี้พอพวกเขาออกหน้าเอง ดูไปแล้วเหมือนการใช้มีดเชือดวัวฆ่าไก่* อยู่สักหน่อย
ทางด้านใต้เท้าเฉิงเสนาบดีศาลยุติธรรมนั้นเพิ่งรู้ว่ามีการไต่สวนคดีนี้กลางดึกในยามเที่ยงของวันถัดมา เพราะทางตำหนักของรัชทายาทส่งคนมาสอบถาม
เวลานี้ห้องลงทัณฑ์ของศาลยุติธรรมได้ตัวคหบดีเฉินมาแล้วตามคำสารภาพจากญาติผู้น้องของจี้ชาง
กว่าใต้เท้าเฉิงจะรุดไปถึง คหบดีเฉินก็อยู่ในสภาพเหมือนหัวมันถูกปอกเปลือก ถูกตรึงกับเสาไม้ใช้เหล็กเผาไฟนาบตัวอยู่!
ใต้เท้าเฉิงตวาดเสียงดังอย่างโกรธแค้น “ใครอนุญาตให้พวกเจ้ากระทำส่งเดชเช่นนี้!”
ซือถูเซิ่งที่สอบปากคำนักโทษกับอดีตสหายขุนนางในศาลยุติธรรมมาทั้งคืนลุกขึ้นแล้วพูดเสียงเรียบ “แค่คดีลักพาตัวสตรีเท่านั้น ข้าจึงไม่ให้ใครไปรบกวนใต้เท้าขอรับ”
ใต้เท้าเฉิงเลิกคิ้วสูงแล้วแค่นเสียงพูด “ใต้เท้าซือถู ท่านไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในศาลยุติธรรมแล้ว กลับมาใช้กำลังคนของที่นี่ ก้าวก่ายอำนาจเช่นนี้มีเหตุผลใดหรือ”
ซือถูเซิ่งกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใต้เท้าเฉิง เพราะเป็นน้ำใจไมตรีระหว่างสหายขุนนาง ข้าถึงช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้ท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่างานเทศกาลบุปผชาติเมื่อวานนี้มีเด็กน้อยกับสตรีถูกโจรลักพาตัวไปมากเท่าไร”
เรื่องพรรค์นี้เกิดขึ้นทุกปี ถ้าเด็กน้อยกับสตรีที่ถูกลักพาตัวไปไม่มีชาติตระกูล ส่วนใหญ่ก็ปล่อยไปตามยถากรรม ไม่มีใครไปรายงานเบื้องบน แล้วจะมีอะไรน่าประหลาดใจเล่า
ซือถูเซิ่งยิ้มแล้วพูดอีก “เมื่อวานพวกสาวใช้ในจวนข้าเกือบถูกโจรลักพาตัวไป ที่แท้โจรร้ายสมคบคิดกับสารถีของจวนข้าหมายจะล่อลวงสตรี เรื่องเช่นนี้คงไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากปล่อยปละละเลยไม่สนใจ ไม่ใช่แค่สตรีในครอบครัวสามัญชน ต่อให้เป็นบุตรสาวตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงก็เกรงว่าคงจะประสบเคราะห์ร้ายเช่นกัน ดังนั้นเมื่อคืนนี้ข้าจึงเขียนหนังสือฎีกาถวายรายงานเรื่องนี้ต่อฮ่องเต้แล้ว หวังว่าจะอาศัยโอกาสนี้กำจัดเภทภัยอันตรายในเมืองหลวงที่ค้างคามานานให้หมดไปได้”
สวรรค์! ใต้เท้าเฉิงอยากเกาะผนังหัวเราะออกมาจริงๆ
ถึงซือถูเซิ่งจะเป็นคนโปรดของฮ่องเต้มากเพียงใดก็ไม่ควรเอาปัญหาการรักษาความสงบเรียบร้อยซึ่งเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ไปทำให้ระคายเคืองเบื้องพระบาท
หรือคดีในท้องที่อย่างคดีเด็กน้อยกับสตรีหายไปเช่นนี้จะเทียบเคียงกับงานแผ่นดินที่ซับซ้อนยุ่งยากได้
* มาจากสำนวน ‘ฆ่าไก่ไยต้องใช้มีดเชือดวัว’ หมายถึงเรื่องเพียงเล็กน้อยไม่จำเป็นต้องลงทุนลงแรงมากโดยใช่เหตุ ตรงกับสำนวนไทยที่ว่า ‘ขี่ช้างจับตั๊กแตน’
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 28 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.