บทที่ 61
เรือของจุดพักม้าลำหนึ่งแล่นอยู่บนแม่น้ำสายกว้าง ภายในห้องโดยสารปูเบาะนุ่มหนาชั้น เฟิงอู๋จี๋นอนคว่ำร่างแน่นิ่งอยู่บนนั้น หัวไหล่พันผ้าหลายทบ บนแผ่นหลังคลุมทับด้วยเสื้อนอกเปื้อนเลือดของเขา
เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่ในห้องโดยสาร จวบจนตอนนี้กระทั่งเสื้อคลุมกันลมที่ผ่านการเช็ดเลือดมายังไม่ทันปลดออกด้วยซ้ำ นางเพียงเฝ้าอยู่ด้านข้างเงียบๆ
วันนั้นไม่มีเวลาสนใจว่าบริเวณที่เจอการดักซุ่มชุลมุนเพียงใด พวกเขารีบเดินทางโดยเร็วที่สุดมาหาหมอในหยวนโจวซึ่งอยู่ใกล้ๆ ให้ช่วยรักษาบาดแผลให้เขาก่อน ทั้งยังดูแลทหารคุ้มกันในขบวนที่ได้รับบาดเจ็บให้เรียบร้อยถึงค่อยแบ่งคนออกเดินทางเป็นสองเส้นทาง ทางหนึ่งเดินทางบนบกไปสำรวจเส้นทางเพื่อเตรียมรับช่วงต่อ อีกทางหนึ่งติดตามนางคอยคุ้มกันเฟิงอู๋จี๋ อาศัยเรือจากจุดพักม้าแล่นไปตามน้ำ มุ่งหน้าไปยังฉินโจว
จวบจนตอนนี้นางล้วนจัดการทุกอย่างอย่างเป็นระเบียบ ไม่กระวนกระวายเลยสักนิด ทว่าพอมานั่งอยู่ที่ตรงนี้หัวใจนางกลับเหลือเพียงอาการบีบรัดแน่น
เขารับลูกธนูดอกนี้แทนนาง ต่อให้นางไม่อยากได้รับการปกป้องจากเขา เขาก็ยังคงไล่ตามมาป้องกันลูกธนูที่เฮ่อเส่อไชว่ยิงใส่นางอยู่ดี
บนลูกธนูไร้พิษ บางทีอาจเพราะเฮ่อเส่อไชว่รีบร้อนมาดักซุ่มโจมตีพวกเขาเลยไม่ทันอาบยาพิษบนลูกธนู ถึงอย่างนั้นบาดแผลก็ลึก หลังจากดึงลูกธนูออกมาแล้วเฟิงอู๋จี๋เสียเลือดมากเกินไป
ผ่านมาหลายวันมีเพียงเมื่อคืนที่เขาสะลึมสะลือฟื้นขึ้นมาครั้งหนึ่ง เอ่ยปลอบนางด้วยเสียงอ่อนแรงว่า ‘ท่านพี่ ไม่เป็นอะไร…ท่านไม่ต้องเป็นห่วง ข้าไม่เป็นอะไร…’ ไม่ทันพูดจบเขาก็สลบไปอีกครั้ง จนถึงตอนนี้เขาก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีก
เฟิงซุ่นอินคิดมาถึงตรงนี้พลันปิดตาลง ถึงรู้สึกตัวว่าเบ้าตาปวดหนึบ มาถึงตอนนี้นางแทบไม่ได้ปิดตาพักผ่อนเลย
มือที่กดมุมหนึ่งของเบาะนุ่มเอาไว้กำแน่นโดยไม่รู้ตัว เสียงแผ่วเบากดอยู่ในลำคอประหนึ่งเอ่ยกับตนเอง “เจ้าห้ามเป็นอะไรไปเชียวนะ ห้ามเกิดเรื่องกับคนสกุลเฟิงอีก…”
รอบด้านเงียบงัน มีเพียงเสียงน้ำที่เกิดจากไม้พายดังขึ้นเป็นระลอกดั่งกำลังนับชั่วยาม
ทั้งที่เรือแล่นเร็วมากกลับไม่โคลงเคลง เพียงให้คนรู้สึกว่าเวลาที่ผ่านมาช่างยาวนานเหลือเกิน
รอจนแสงแดดลำหนึ่งส่องเข้ามาภายในห้องโดยสาร ทหารคุ้มกันที่อยู่ข้างนอกก็เอ่ยรายงานว่า “ฮูหยิน มาถึงฉินโจวแล้วขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นทันที นางปล่อยมือ รักษาท่าทางสุขุมเอาไว้อีกครั้ง “เข้าเมืองเดี๋ยวนี้”
เรือของจุดพักม้าจอดเทียบฝั่ง บรรดาทหารคุ้มกันบังคับรถม้าคันหนึ่งมา เคลื่อนย้ายเฟิงอู๋จี๋จากเรือไปที่รถม้าอย่างระมัดระวัง ทั้งยังปูเบาะรองเพิ่มอีกหลายชั้น
เฟิงซุ่นอินเหยียบโกลนขึ้นขี่ม้าของเฟิงอู๋จี๋ ตอนที่จับสายบังเหียนร่างกายนางกลับโอนเอนเล็กน้อย
ทหารคุ้มกันที่อยู่ด้านข้างเอ่ยขึ้นทันที “ฮูหยินจำเป็นต้องพักผ่อนนะขอรับ”
นางรวบรวมสติ ควบม้าไปข้างหน้า “ไม่เป็นไร ไปได้”
ทหารคุ้มกันที่เฟิงอู๋จี๋สั่งให้กลับมาล่วงหน้าเพื่อเตรียมการรับช่วงต่อที่ฉินโจวคอยเฝ้ารออยู่ที่นอกเมืองหลายวันติดกัน ทันทีที่เห็นขบวนคนกลุ่มใหญ่เดินทางมาถึงก็รีบมาช่วยนำทางทันที พาพวกเขาเข้าไปในเมือง
ตลอดทางไม่มีหยุดพัก ในไม่ช้าก็มาถึงจวนแห่งหนึ่งทางตะวันออกของเมือง บรรดาทหารคุ้มกันหามเฟิงอู๋จี๋เข้าไปในห้องหลักที่เรือนหลังอย่างระมัดระวัง
รอบด้านต่างกำลังยุ่งวุ่นวาย มีคนรีบไปเชิญหมอมาเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินทำทุกอย่างอย่างใจเย็น นางหยิบกองกระดาษใยปอห่อนั้นออกจากอานม้า เดินตามเข้าไปในห้องหลักแห่งนั้นโดยไม่อยู่ห่างเลยสักก้าว
เฟิงอู๋จี๋นอนฟุบอยู่บนตั่งไม้กว้างหลังหนึ่ง ใบหน้าซีดขาว ยังคงไม่ได้สติ
หัวใจเฟิงซุ่นอินบีบรัดแน่นกว่าเดิม นางยืนนิ่งอยู่ด้านข้างดั่งถูกคนสกัดจุด
หมอคนหนึ่งถูกพาตัวมาอย่างเร่งรีบ เขาช่วยเปลี่ยนยาให้เฟิงอู๋จี๋อย่างคล่องแคล่ว หลังเสร็จงานจึงหันมาคารวะนาง “คุณชายสูญเสียเลือดสูญเสียพลังกาย ยังดีที่อายุน้อย ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งไม่ได้รับบาดเจ็บถึงจุดสำคัญ ขอแค่ดูแลให้ดีก็น่าจะฟื้นขึ้นมาได้ขอรับ”
พูดจบหมอผู้นั้นก็ขอตัว
เฟิงซุ่นอินสบายใจขึ้น ภายในจมูกคล้ายเพิ่งสูดลมหายใจเข้าได้ในชั่วขณะนี้เอง แต่ต่อมานางก็กังวลขึ้นมาอีกครั้ง ย้อนนึกคำว่า ‘น่าจะ’ คำนั้นซ้ำๆ พลางมองดูซีกหน้าของเฟิงอู๋จี๋ นางกำกระดาษใยปอแนบอกแน่น
ทหารคุ้มกันนายหนึ่งเดินมาตรงประตู “ฮูหยิน จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อยหมดแล้วขอรับ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินว่า ‘จัดแจงทุกอย่างเรียบร้อย’ ความคิดก็พลันกระจ่างขึ้น นางนึกบางอย่างออก รีบก้าวออกจากห้องตรงไปยังเรือนหน้า ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ
ที่นี่เป็นที่พักอาศัยของเฟิงอู๋จี๋ เขาเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นนายกองเจาอู่แล้วถึงได้มีจวนส่วนตัว แต่ไม่นับว่าใหญ่โต แค่แบ่งเป็นเรือนหน้ากับเรือนหลัง ไม่มีอย่างอื่นอีก บ่าวรับใช้เองก็มีไม่มาก แค่บ่าวรับใช้ชายไม่กี่คนกับสาวใช้สองคน ตลอดทางที่เดินมานางก็เห็นทุกอย่างหมดแล้ว นอกจากพวกบ่าวรับใช้ก็มีเพียงทหารคุ้มกันที่นางพามาด้วยเท่านั้น
นางมองรอบๆ แล้วหันไปถาม “พวกคนก่อนหน้านี้เล่า”
ทหารคุ้มกันเดินเข้ามา “ฮูหยินถามถึงพวกทหารที่มาช่วยก่อนหน้านี้หรือขอรับ”
เฟิงซุ่นอินผงกศีรษะ “พวกเขาไปอยู่ที่ใดแล้ว”
ทหารคุ้มกันตอบ “วันนั้นหลังจากแน่ใจว่าฮูหยินไม่เป็นอะไรก็ถอยกันไปหมดแล้วขอรับ”
เฟิงซุ่นอินไร้คำพูด ยุ่งมาจนถึงวันนี้โดยไม่หยุดพัก ไม่ว่าเรื่องใดล้วนไม่ทันสอบถามโดยละเอียด คนก็จากไปทั้งอย่างนี้แล้ว…
เวลาหนึ่งวันใกล้จะล่วงเลย เฟิงอู๋จี๋นอนอยู่ในห้องหลักแห่งนั้นอย่างสงบ
ภายในห้องวางสำรับอาหารอุ่นร้อนกับชาร้อนเอาไว้ ทว่าผ่านการกินดื่มไปเพียงไม่กี่คำ
เฟิงซุ่นอินกลับมาอยู่ข้างกายเขานานแล้ว นางนั่งอยู่ด้านข้าง ในมือยังคงกำกระดาษใยปอปึกนั้นและเฝ้าอยู่อย่างเงียบงัน โดยหลงลืมไปนานแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้รีบเร่งเพียงใด เดินทางมานานเท่าไร นางเหนื่อยล้าทางกายจนถึงที่สุด ทว่าจิตใจเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา ไม่ผ่อนคลายลงสักนิดเดียว
สุดท้ายนางก็ฟุบลงข้างตั่งโดยไม่รู้ตัว ถึงได้ฝืนนอนหลับไปอย่างยากเย็น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด คล้ายได้ยินเสียงม้าร้องกับล้อรถม้าดังแว่วมาจากข้างนอก
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด รู้สึกว่าน่าจะเป็นความจริง คงเป็นพวกทหารคุ้มกันที่สั่งให้เดินทางบนบกมาถึงกันแล้ว ทว่าก็รู้สึกว่าเหมือนอยู่ในห้วงฝัน เสมือนได้ยินเสียงสบถด่าอันอำมหิตของเฮ่อเส่อไชว่อีกครั้ง ‘ที่แท้ก็เป็นคนสกุลเฟิงนี่เอง…วันนี้ข้าจะส่งเจ้าออกเดินทางไกลจากที่นี่นี่ล่ะ!’
นางเบิกตาโพลง เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองเผลอหลับไปจึงรีบเหยียดตัวขึ้นมา เฟิงอู๋จี๋ที่อยู่ตรงหน้ายังคงไม่ตื่น
ฉับพลันนั้นนางก็คล้ายกลับคืนสู่ความจริง หัวใจนางหนักอึ้งอีกครั้ง จับจ้องใบหน้าของเฟิงอู๋จี๋พลางพึมพำกับตนเอง “ไม่อาจให้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว…”
สาวใช้นางหนึ่งเดินมาด้านหลังเฟิงซุ่นอิน ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบาข้างกายนางว่า “ฮูหยิน คนจากฉางอันมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินค่อยๆ หันไปมอง ใคร่ครวญถึงประโยค ‘คนจากฉางอัน’ เหล่านี้ ก่อนขยับปากถามว่า “ท่านแม่ข้ามาถึงแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินนิ่งเงียบ ตอนนี้รู้แล้วว่าเสียงม้าร้องกับล้อรถม้าเมื่อครู่นี้คืออะไร นางค่อยๆ นั่งตัวตรง
สาวใช้ผายมือเชิญ “เชิญฮูหยินไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งนึกสภาพตอนนี้ของตนเองขึ้นมาได้ นางลุกขึ้นตามคำบอก มองเฟิงอู๋จี๋อีกครั้งก่อนหันตัวเดินออกไปข้างนอก แทบไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น
สัมภาระของนางถูกส่งเข้าห้องด้านข้าง ภายในห้องนั้นได้จัดเตรียมน้ำสะอาดรอไว้แล้ว
เฟิงซุ่นอินเดินเข้าห้อง เก็บกองกระดาษใยปอที่ถือเอาไว้จนถึงตอนนี้ให้เรียบร้อย ตามด้วยเก็บมีดสั้นไปเงียบๆ ตอนที่หันหน้ามาแม้มีสีหน้านิ่งเฉย ทว่าลึกๆ ในใจกลับวูบโหวง ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้กลับมาพบกับมารดาอีกครั้งในเวลาเช่นนี้
สาวใช้ที่ตามเข้ามาปิดประตู ก่อนปรนนิบัตินางอาบน้ำแต่งตัว
เดิมทีเฟิงซุ่นอินอยากบอกว่าให้นางทำเองก็พอ ทว่าไม่อาจพูดออกมาได้เพราะชั่วขณะนั้นนางถูกความคิดสับสนว้าวุ่นยึดครองจิตใจไปทั้งหมด
เสื้อคลุมกันลมเปื้อนเลือดถูกปลดออกในที่สุด สาวใช้ตกใจจนไม่กล้ามองนาน รีบไปเลือกชุดกระโปรงจากในสัมภาระเฟิงซุ่นอินมาให้นางผลัดเปลี่ยน พร้อมกับสอบถามเสียงเบาว่าอยากสวมเครื่องประดับชิ้นใด
นางนั่งอยู่หน้าคันฉ่องสำริด ไม่ได้ตั้งใจมองนัก เพียงผงกศีรษะไปส่งๆ
ในไม่ช้าก็ประทินโฉมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สาวใช้จึงล่าถอยออกไป
เฟิงซุ่นอินนั่งนิ่งอยู่สักพักหนึ่งถึงลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
ที่เรือนหน้าเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวอยู่เล็กน้อย เกรงว่าผู้ที่มาไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ เพียงค่อยๆ เดินไปทางห้องหลัก
เฟิงซุ่นอินเพิ่งเดินเข้าประตูมาก็เห็นคนผู้หนึ่งก้มตัวลง วางมือบนร่างเฟิงอู๋จี๋ที่อยู่บนตั่ง กำลังพินิจมองอย่างตั้งใจ ดูเหมือนจะมาถึงสักพักหนึ่งแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันหน้ามามอง
เฟิงซุ่นอินหยุดเดิน ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะยามมองคนตรงหน้า จากนั้นถึงได้เอ่ยเรียก “ท่านแม่”
คนผู้นี้คือเจิ้งฟูเหรินมารดาของนาง สวมชุดกระโปรงหรูฉวินแขนกว้างสีหม่นตัวหนึ่ง บนเรือนผมไม่ได้สวมเครื่องประดับ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงดูสง่างามดังเดิม ยังพอมองออกถึงฐานะจวิ้นฟูเหรินในอดีต
นานถึงหกปีแล้วที่พวกนางไม่ได้พบหน้ากันสักครั้ง ทว่ากลับเกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ไปเสียได้
เจิ้งฟูเหรินยืดตัวตรง ขอบตาแดงระเรื่อ “เขาเดินทางมากับเจ้าถึงเป็นเช่นนี้หรือ”
มือเฟิงซุ่นอินที่อยู่ในแขนเสื้อกุมกัน ผงกศีรษะ “เจ้าค่ะ”
อีกทั้งไม่เคยคิดมาก่อนว่าไม่ได้พบหน้านานหกปี ประโยคแรกที่มารดาพูดกับนางจะกลายเป็นคำซักไซ้
เจิ้งฟูเหรินขอบตาแดงเรื่อ จ้องบุตรสาว “ทั้งๆ ที่เจ้าแต่งไปอยู่เหลียงโจวแล้ว เหตุใดไม่อยู่ที่นั่นดีๆ หรือว่ากระทั่งเรื่องนี้ยังทำให้ดีไม่ได้?”
เฟิงซุ่นอินลำคอบีบรัดแน่น นางพูดไม่ออก ทำเพียงกำมือแน่นขึ้น
เจิ้งฟูเหรินมีสีหน้าเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นกัน “รู้มานานแล้วว่าเจ้าไร้ประโยชน์ เฟิงซุ่นอิน ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้เจ้ายังต้องการให้ครอบครัวนี้กลายไปเป็นเช่นไร เจ้าอย่าได้ลืมว่าพี่ใหญ่กับพ่อเจ้าตายอย่างไร เจ้ายังจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกมากเพียงใด เคยทำตัวให้ไม่ผิดต่อพวกเขาที่ตายไปบ้างหรือไม่!”
ความเศร้ากระแทกใส่ใจ เฟิงซุ่นอินใบหน้าเผือดสีในชั่วพริบตา เม้มริมฝีปากแน่น ความอึดอัดที่ลำคอแผ่ขยายมาถึงใจ ประหนึ่งถูกดาบคมกริบกรีดเปิดแผลนั้นให้เลือดไหลอาบลงมา
เจิ้งฟูเหรินจ้องมองบุตรสาวอย่างกรุ่นโกรธ “ทุกครั้งล้วนมีเพียงเจ้าที่ปลอดภัยสบายดี!”
เฟิงซุ่นอินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างห้ามตนเองไม่ได้ ส้นเท้าติดกับธรณีประตู มองดูสีหน้ากรุ่นโกรธของมารดา บางทีในดวงตามารดาอาจแฝงความเกลียดชังเอาไว้ด้วย ร่างกายนางสั่นสะท้าน หันตัวกลับเดินจากมาทันที
บนตั่งไม้ในห้องคล้ายมีความเคลื่อนไหว เฟิงอู๋จี๋ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาพยายามคว้าแขนเสื้อของเจิ้งฟูเหรินพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเบาอย่างร้อนใจ “ท่านแม่อย่าโทษท่านพี่…”
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด ทั้งไม่ได้หันหน้ากลับไปมอง นางแค่รีบก้าวรุดออกมาประหนึ่งกำลังหลบหนีอะไรบางอย่าง
จวบจนเดินถึงด้านหน้าจวนออกพ้นประตูใหญ่ เหมือนจะมีเสียงฝีเท้าไล่ตามมา รวมถึงทหารคุ้มกันหลายนายก้าวเข้ามาหา คงอยากถามว่านางมีอะไรจะสั่งการหรือไม่
นางยืนอยู่อย่างไม่รู้ควรทำเช่นไรสักพัก ในหูมีเพียงเสียงดังอึงอลได้ยินอะไรไม่ชัดทั้งนั้น ก่อนยื่นมือไปจับสายบังเหียน เหยียบโกลนขึ้นหลังม้า ควบตะบึงจากไปทันที
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เสียงกลองบอกเวลาห้ามออกนอกเคหสถานดังขึ้น
นางควบตะบึงม้ามาถึงประตูเมือง พุ่งตรงออกไปยังทุ่งโล่งอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นโดยไม่หยุดพัก ปะทะกับลมแรงท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง
เหตุใดคนที่เกิดเรื่องถึงไม่ใช่นาง พี่ใหญ่ไม่อยู่แล้ว บิดาไม่อยู่แล้ว ตอนนี้มาเป็นเฟิงอู๋จี๋ เหตุใดคนที่เกิดเรื่องถึงไม่ใช่นาง!
นางเต็มใจให้เฮ่อเส่อไชว่โผล่มาตรงหน้าเวลานี้ ตอนนี้นางไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่ได้เอามีดสั้นมาด้วยซ้ำ เอาชีวิตนางไปเลยก็พอ…
ม้าหยุดลงกะทันหัน สายลมพัดผ่านมาจากรอบด้านเป็นระลอก ท่ามกลางผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ประหนึ่งหลงเหลือนางเพียงผู้เดียว
เฟิงซุ่นอินถูกลมพัดจนตัวเย็นเฉียบ หัวใจเองก็เย็นวาบ สติเริ่มแจ่มใสขึ้น นางเอ่ยเสียงดั่งคนละเมอว่า “ไม่ ไม่ได้ ข้ายังตายไม่ได้ ข้าต้องรับผิดชอบสกุลเฟิงต่อ ไม่อาจทำให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ผิดหวัง…”
หูซ้ายเฟิงซุ่นอินเจ็บขึ้นมาเป็นระยะ นางลงจากหลังม้าแล้วก้าวขึ้นหน้าไปรับลมสองสามก้าว ทว่าก็ไม่รู้ควรไปที่ใด หูขวากลับมีเสียงดังอึงอลอยู่ตลอดเวลา คล้ายได้ยินคำพูดของมารดาอีกครั้ง นางหยุดฝีเท้าลงอย่างเคว้งคว้าง
‘รู้มานานแล้วว่าเจ้าไร้ประโยชน์ เฟิงซุ่นอิน ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้เจ้ายังต้องการให้ครอบครัวนี้กลายไปเป็นเช่นไร เจ้าอย่าได้ลืมว่าพี่ใหญ่กับพ่อเจ้าตายอย่างไร เจ้ายังจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกมากเพียงใด เคยทำตัวให้ไม่ผิดต่อพวกเขาที่ตายไปบ้างหรือไม่!’
เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ท่ามกลางสายลม พึมพำกับตนเองเสียงเบาเฉกเช่นปลอบตนเองตามปกติ “ไม่เป็นไรๆ” เสียงนางยิ่งเอ่ยยิ่งเบาลง กลายมาเป็นการตำหนิตนเองอีกครั้ง “ขอโทษเจ้าค่ะท่านพ่อ ขอโทษเจ้าค่ะพี่ใหญ่…ข้ามันไร้ประโยชน์ ข้าไร้ประโยชน์เอง…”
หูซ้ายนางเจ็บแปลบขึ้นมากะทันหันอีกครั้ง นางยกมือขึ้นปิดหู นิ้วพลันแตะถูกบางอย่างเข้า สิ่งนั้นแกว่งไกวอยู่ นางชะงักอึ้งไปทันใด
เป็นตุ้มหู ตุ้มหูไข่มุกเม็ดเล็กกลมที่พันด้วยทองคำกำลังติดอยู่บนติ่งหูนาง
ยามลมวูบหนึ่งพัดผ่านคล้ายปลายนิ้วปัดผ่านใบหู ดั่งมีเสียงแผ่วเบาอบอุ่นดังขึ้น ‘ของไร้ประโยชน์ ทว่าสามารถขับเน้นคนมีประโยชน์อย่างอินเหนียงถึงเพียงนี้’
เฟิงซุ่นอินค่อยๆ นั่งยองลง มือกอดเข่าก้มหน้า ภาพตรงหน้าพร่ามัว
บทที่ 62
มู่ฉางโจวยืนอยู่ในมุมหนึ่งของเมือง
ใกล้มืดแล้ว รอบด้านแสงสลัว คนเดินถนนต่างทยอยกันหายไป
เขาทำงานในที่ว่าการเสร็จเช่นปกติ กำลังจะแวะกลับไปยังจวนผู้บัญชาการสักครั้งอย่างหาได้ยาก ทว่าลงจากม้าแล้วหยุดอยู่ที่ตรงนี้ หากเดินหน้าต่อจะเป็นถนนมุ่งไปยังประตูเมืองทิศตะวันออก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ไปทางนั้น
จางจวินเฟิ่งจูงม้ายืนอยู่ด้านข้างพร้อมเอ่ยรายงานเสียงเบา “เรื่องก่อนหน้านี้ถูกส่งต่อเข้าจวนผู้บัญชาการใหญ่แล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “ก็ควรได้ยินแล้ว”
เหตุการณ์ซุ่มโจมตีเกิดขึ้นแถวเขตแดนรอยต่อกับจงหยวน แต่ท้ายที่สุดยังคงเป็นพื้นที่ในเขตเมืองฮุ่ยโจวแห่งเหอซี แม่ทัพเมืองฮุ่ยโจวรู้เรื่องแล้วย่อมให้คนมาส่งข่าวทันที
สายตาเขามองไกลไปยังทิศตะวันออก สังเกตท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงก่อนกดเสียงเอ่ย “ทำตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้”
อิงตามแผนของเขา ในไม่ช้าทหารลาดตระเวนแถบฮุ่ยโจวจะได้รับข่าวเรื่องที่จงหยวนส่งคนมาสืบข่าว จากนั้นข่าวจะถูกส่งเข้าจวนผู้บัญชาการใหญ่ต่อ
เช่นนั้นก็หมายความว่าเหตุการณ์ซุ่มโจมตีที่เหอซีของเฮ่อเส่อไชว่ในครั้งนี้สร้างความตกใจไปถึงจงหยวนแล้ว บางทีราชสำนักอาจอยากสอดมือเข้ามายุ่ง ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุซุ่มโจมตีก็เป็นขุนนางของจงหยวน
จางจวินเฟิ่งรับคำสั่งพร้อมหัวเราะเสียงเบา “หากเปลี่ยนเป็นข้าคงรีบเปลี่ยนคำพูดแล้วรับตัวฮูหยินกลับมา ป้องกันไม่ให้คนไปถึงฉางอัน กระจายเรื่องนี้ไปไกลกว่าเดิม นี่มิใช่มอบเหตุผลให้ราชสำนักเข้ามาแทรกแซงได้ยิ่งกว่าเดิมหรอกหรือขอรับ” เขาพูดจบแล้วมองมู่ฉางโจว รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นความแปลกใจ เกือบถามออกไปแล้วว่าท่านคงไม่ได้วางแผนเช่นนี้เอาไว้หรอกนะ
มู่ฉางโจวสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งนั้น เขาเอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “พวกเขาย่อมไม่มีทางไปรับ ทว่าก็ไม่มีเหตุผลขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายกลับมา”
เพียงแต่นางต้องเต็มใจกลับมาเอง
มู่ฉางโจวเหยียดมุมปากดั่งเย้ยหยันตนเอง ทันใดนั้นก็เก็บสายตากลับมาจากที่ไกลๆ ชำเลืองมองไปด้านหลัง
เสียงฝีเท้าที่ทั้งรีบร้อนและลนลานดังเข้าหูเขา ด้านหลังมีคนผู้หนึ่งเดินมา คล้ายจะเป็นบ่าวรับใช้ของจวนผู้บัญชาการใหญ่ ในมืออุ้มสิ่งของที่ดูเหมือนจะออกมาจากร้านค้าร้านหนึ่งกำลังจะจากไป สายตากลับเหลือบมองมาทางเขา
จางจวินเฟิ่งมองตามสายตาของมู่ฉางโจวเงียบๆ ก่อนหันกลับมาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “ระยะนี้ท่านผู้บัญชาการย่อมถูกจับตามองเช่นกัน”
บนถนนโล่งขึ้น ใกล้ไม่เหลือใครแล้ว มีคนเดินออกมาจากร้านฝั่งตรงข้าม เพิ่งคิดจากไปกลับหยุดลงแล้วหันคารวะมาทางนี้ “ท่านผู้บัญชาการ”
มู่ฉางโจวมองไป เป็นสตรีสวมชุดชาวหูนางหนึ่ง เดิมเขาไม่ได้ใส่ใจ เห็นนางคารวะแล้วถึงนึกขึ้นได้ ดูเหมือนจะเป็นคุณหนูจากสกุลเหยียนที่มีนามว่า…เหยียนฮุ่ยเจิน เขาเดินไปหานางทันที “ช้าก่อน”
ถึงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานแล้ว เหยียนฮุ่ยเจินที่ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเดินเล่นในเมืองมาถึงตอนนี้เพิ่งรีบร้อนจะกลับไป ย่อมนึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอกับผู้บัญชาการที่นี่ อีกทั้งไม่เคยคิดว่าเขาจะมาสนใจตนเอง ตอนที่นางคารวะเขายังนึกถึงสายตาที่เขามองฮูหยินในตอนนั้นได้อยู่ เพียงนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาส่งฮูหยินไปก็ไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัว นางกำลังจะไปอยู่แล้วกลับถูกเขาเรียกรั้งไว้อย่างคาดไม่ถึง จึงหยุดลงด้วยความแปลกใจ
มู่ฉางโจวก้าวเข้ามาใกล้ ปากถามคำถามส่งๆ “ช่วงนี้ท่านแม่ทัพเมืองซีโจวกับฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง”
เหยียนฮุ่ยเจินตอบกลับอย่างเก้อกระดาก “ท่านพี่กับท่านพี่เขยอยู่ที่ซีโจวสุขสบายดี ขอบคุณท่านผู้บัญชาการที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ยืนหันข้าง สายตาชำเลืองมองไปข้างหลังอีกครั้ง บ่าวรับใช้ของจวนผู้บัญชาการใหญ่คนนั้นจากไปไกลแล้ว มองจากทางอีกฝ่ายน่าจะรู้สึกว่าเขายืนอยู่ใกล้ชิดกับนางมาก
เหยียนฮุ่ยเจินไม่รู้เรื่องราวด้วยสักนิด มองเขาพลางถาม “ท่านผู้บัญชาการมีอะไรจะสั่งการหรือไม่”
มู่ฉางโจวเอ่ย “ไม่มีอะไร ฝากทักทายท่านแม่ทัพเมืองซีโจวกับฮูหยินแทนข้าด้วย” พูดจบก็หันตัวจากไป โดยรวมแล้วเสียเวลาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เหยียนฮุ่ยเจินมุ่นหัวคิ้ว มองดูเขาเดินกลับไปยังฝั่งตรงข้าม ถึงเพิ่งรู้ว่าเขาแค่เข้ามาทักทายนางเล็กน้อย ทันใดนั้นพลันนึกถึงคำพูดของเฟิงอู๋จี๋ก่อนกลับไปขึ้นมาได้ นางรีบหันตัวกลับ เอ่ยพึมพำกับตนเอง “ข้าไม่ใช่คนต่ำช้าที่จะฉวยโอกาสผู้อื่นเสียหน่อย!” พึมพำจบแล้วก็ไม่หันกลับไปมองผู้บัญชาการอีกสักครั้ง เพียงรีบเร่งจากไปทันที
เสียงกลองช่วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานดังขึ้น ตามท้องถนนเริ่มจุดโคม รอบด้านว่างเปล่าลงในชั่วพริบตา
มู่ฉางโจวตวัดกายขึ้นขี่ม้า กระชากสายบังเหียนเดินทางกลับ
จางจวินเฟิ่งขี่ม้าตามมาก่อนถามคล้ายเจตนาคล้ายไม่เจตนา “ข้านึกว่าท่านผู้บัญชาการจะฉวยโอกาสตอนที่ฮูหยินไม่อยู่ เกิดความคิดเกาะเกี่ยวกลุ่มอำนาจใหม่แล้วเสียอีกขอรับ”
มู่ฉางโจวไม่พูดอะไร หากเป็นเช่นนี้จริงๆ คิดว่าเฟิงซุ่นอินคงไม่ถือสาอยู่ดี
สายตาของเขามองไปทางทิศตะวันออกอีกครั้ง ขอบฟ้ามืดสนิทลง รอบด้านบรรยากาศคล้ายหนักอึ้ง ลมราตรีนี้บาดผิวเป็นพิเศษ ทั้งยังกระโชกแรงเหมือนโอ้อวด
ไม่รู้ว่าไปถึงจงหยวนจะสัมผัสไม่ได้แล้วหรือไม่…
ม้าเร็วตัวหนึ่งควบมา หูเป้ยเอ๋อร์ไล่ตามมาพร้อมกดเสียงเข้มเอ่ยรัวเร็ว “ท่านผู้บัญชาการ มีข่าวแล้วขอรับ!”
มู่ฉางโจวรั้งสายบังเหียนหยุด หันหัวม้ากลับมา
หูเป้ยเอ๋อร์ประชิดเข้าใกล้ เอ่ยอย่างรวดเร็วข้างหูเขา “คลำหาร่องรอยของโจรสุนัขเฮ่อเส่อไชว่เจอแล้วขอรับ!”
มู่ฉางโจวถาม “นางเล่า”
หูเป้ยเอ๋อร์นิ่งอึ้ง ก่อนเข้าใจทันทีว่ากำลังถามถึงฮูหยิน “ฮูหยินไปถึงฉินโจวแล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวมองผู้ใต้บังคับบัญชาทั้งสองคนก่อนเอ่ยเสียงเบาลง “เตรียมตัวออกเดินทางทันที” พูดจบก็ยกมือขึ้น ควบม้าห้อตะบึงจากไป…
ฉินโจวฟ้าสางแล้ว
เฟิงซุ่นอินนั่งส่องคันฉ่องสำริดอยู่ในห้อง มองดวงหน้าสะอาดสะอ้านของตนเอง
เมื่อคืนกลับมายามใดนางไม่ได้ใส่ใจนัก รู้แค่เพียงว่าเป็นเวลาดึกมากแล้ว ม่านราตรีหนาหนักอยู่เคียงข้างมาตลอดทางที่ค่อยๆ ควบม้ากลับมา แทบจะมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้าเลยด้วยซ้ำ
จนกระทั่งมาถึงกำแพงเมืองกลับเห็นว่าพวกทหารคุ้มกันที่ติดตามนางออกมาแต่แรกต่างรออยู่บริเวณประตูเมือง ถึงทำให้นางกลับเข้าเมืองหลังพ้นช่วงห้ามออกนอกเคหสถานมาได้
นางยกมือขึ้นลูบหูซ้าย หูไม่ได้เจ็บแปลบอีกต่อไป หนึ่งราตรีผ่านพ้นเหมือนไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งนั้น
ตอนที่ผละมือออกได้กุมตุ้มหูที่ถอดออกเอาไว้ เฟิงซุ่นอินก้มหน้าลงมอง ปลายนิ้วลูบไล้เบาๆ โดยไม่รู้ตัว เพิ่งรู้สึกตัวว่าสิ่งที่ดูเล็กจ้อยชิ้นนี้กลับมีน้ำหนักเหลือเกิน พอนางลูบนานเข้าก็รู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา
เสียงพูดคุยพลันดังขึ้นจากข้างนอก คล้ายจะเป็นเสียงของเฟิงอู๋จี๋
เฟิงซุ่นอินหลุดจากภวังค์ ถึงเพิ่งแน่ใจว่าเมื่อคืนเขาฟื้นขึ้นมาแล้วจริงๆ นางเก็บตุ้มหูทั้งคู่ให้เรียบร้อยแล้วลุกเดินไปที่ประตู ทว่าพอนึกถึงมารดานางกลับหยุดลงอีกครั้ง เนิ่นนานถึงค่อยเปิดประตูออกไป
ภายในห้องหลักไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร ไม่รู้เช่นกันว่ามารดานางยังอยู่ที่นั่นหรือไม่
นางไม่ได้รีบร้อนเดินไปทางนั้น แต่หันตัวเดินไปทางเรือนหน้า
เพิ่งมาถึงระเบียงทางเดินของเรือนหน้า ตรงหน้าก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้าหากะทันหัน พร้อมหยุดลงตรงหน้านางอย่างไม่ทันตั้งตัว “คุณหนูเฟิง”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้น มองเห็นอีกฝ่ายแล้วตกตะลึงไปเล็กน้อย “คุณชายอวี๋?”
บุคคลตรงหน้าอยู่ในชุดขุนนางสีแดง รูปร่างงามสง่า นึกไม่ถึงว่าจะเป็นอวี๋จิ้นชิงที่ไม่ได้พบหน้านานแล้ว เขายกมือขึ้นคารวะ “คุณหนูเฟิงต้องแปลกใจเป็นแน่ว่าเหตุใดข้ามาอยู่ที่นี่ได้”
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองซ้ายขวา พลันนึกถึงเสียงที่ได้ยินเมื่อวานขึ้นมาได้ ตอนนั้นก็รู้สึกอยู่ว่าผู้ที่มาไม่ได้มีเพียงมารดานางคนเดียว ที่แท้ก็ไม่ได้คิดไปเอง นางคารวะกลับคืน “เหตุใดคุณชายอวี๋ถึงมาอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ”
อวี๋จิ้นชิงนึกไม่ถึงว่าจะไม่ได้เห็นสีหน้าแปลกใจมากมายจากนาง เขารู้สึกเพียงว่านางในเวลานี้มีใบหน้าซีดขาว ดวงตายังแฝงสีแดงระเรื่อ จึงอดมองนานขึ้นเล็กน้อยไม่ได้ ก่อนตอบออกมา “ได้ยินว่าตอนเหลียงโจวกับทูเจวี๋ยตะวันตกเจรจาสงบศึกกัน ยังเอาทุ่งร้างกลับมาได้ เรื่องนี้ถูกส่งไปถึงฉางอันแล้ว เมื่อไม่นานมานี้เคยมีทูตทูเจวี๋ยตะวันตกมาเยือนฉางอันเพื่อพบกับท่านพ่อข้า ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นเพราะมีความไม่เต็มใจบางอย่างหรือไม่ถึงอยากพึ่งพาท่านพ่อข้าให้ส่งต่อคำพูดไปถึงฝ่าบาท แต่ท่านพ่อข้าล้มป่วยไม่สนใจกิจของบ้านเมืองมานานแล้วจึงไม่ได้สอดมือเข้าไปยุ่ง ทุกวันนี้ข้ารับตำแหน่งอยู่ในกองงานการทูต ดูแลกิจธุระของชนกลุ่มน้อยต่างๆ ถึงได้เสนอตัวรับหน้าที่นี้ เต็มใจเดินทางไปทำความเข้าใจสถานการณ์ที่ทูเจวี๋ยตะวันตก บังเอิญทราบเรื่องมารดาท่านจะเดินทางมายังฉินโจวจึงขอร่วมเดินทางมาด้วย จะได้ดูแลกันได้พอดีขอรับ”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเรื่องทูเจวี๋ยตะวันตก ทั้งยังนึกถึงกลุ่มชู่มู่คุนขึ้นมา สีหน้าจึงเย็นชาเล็กน้อย ฟังคำอ้างของเขาก็รู้สึกว่าฝืดฝืน การเจรจาสงบศึกจบลงแล้ว จะเดินทางมาอีกรอบเพื่ออะไร อิงจากสถานการณ์ในปัจจุบันของราชสำนักกับเหอซีก็ไม่มีทางให้เข้าร่วมได้มากมาย แต่ปากยังคงเอ่ยว่า “เช่นนั้นคุณชายอวี๋ก็อ้อมทางมาไกลแล้ว”
อวี๋จิ้นชิงยิ้มกล่าว “ไม่เป็นไรขอรับ ข้าพาคนมาด้วยไม่มาก อีกทั้งไม่ได้รีบร้อนอันใด แค่ไม่กี่วันนี้ไม่เป็นปัญหา”
เฟิงซุ่นอินไม่ได้พูดอะไร เพียงรู้สึกว่าได้รับบุญคุณแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเช่นนี้ไม่ได้รู้สึกดีนัก หลายปีมานี้นางชินกับการไม่รับบุญคุณจากใครแล้ว เพราะไม่รู้ว่าเบื้องหลังบุญคุณพวกนั้นแอบแฝงข้อเรียกร้องอะไรเอาไว้บ้าง นางผงกศีรษะรับเล็กน้อย “ขอบคุณคุณชายอวี๋มากเจ้าค่ะ”
“คุณหนูเฟิง…” อวี๋จิ้นชิงสังเกตสีหน้าของนาง เท้าขยับเข้าใกล้หนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัวก่อนเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินถึงรู้ว่าเมื่อคืนเขาเห็นนางออกไปข้างนอก มิน่ายามนั้นรู้สึกว่ามีคนมากมายเข้ามาใกล้ ยังนึกว่ามีแต่ทหารคุ้มกันเสียอีก ที่แท้ยังรวมเขาด้วย
“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ข้าแค่เป็นห่วงน้องชายที่ได้รับบาดเจ็บเท่านั้น”
อวี๋จิ้นชิงไม่รู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ แต่ได้ยินมาจริงๆ ว่าคุณชายสกุลเฟิงเพิ่งฟื้นจากอาการบาดเจ็บ จึงไม่ได้ถามต่อเช่นกัน เขากวาดตามองซ้ายขวา รู้สึกว่าที่เรือนหน้าของจวนแห่งนี้มีแต่ทหารคุ้มกันพักอยู่ที่นี่จนเต็มหมดแล้ว แค่มองก็รู้ว่าพามาจากเหลียงโจวทั้งนั้น
เขาเอ่ยเสียงเบา “ปกติเวลาแต่งงานไปไกลยากจะมีโอกาสได้กลับไปเยี่ยมครอบครัว คุณหนูเฟิงสามารถออกจากเหลียงโจวมาเยี่ยมครอบครัวได้เร็วเพียงนี้เพราะมีเหตุผลอะไรหรือไม่”
เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างอดไม่ได้ อีกทั้งถามกลับ “เหตุใดคุณชายอวี๋จึงถามเช่นนี้เจ้าคะ”
อวี๋จิ้นชิงเอ่ย “เพราะว่า…” เขาอยากพูดว่าเป็นเพราะรู้สึกว่ามู่ฉางโจวไม่เหมือนคนที่จะยอมปล่อยใครมาง่ายๆ ทว่าพูดแล้วกลับหยุดลงอีกครั้ง เพียงมองใบหน้าของนาง
เฟิงซุ่นอินถูกเขาจ้องมองจนอึดอัดใจ นางเบี่ยงกายเอ่ย “คุณชายอวี๋ตามสบายเจ้าค่ะ ข้ายังมีเรื่องอื่นให้จัดการ”
อวี๋จิ้นชิงเห็นนางจะจากไปแล้วก็รีบเอ่ย “ข้ายังมีบางอย่างที่อยากจะพูด”
เฟิงซุ่นอินหยุดฝีเท้า “เชิญเจ้าค่ะ”
อวี๋จิ้นชิงกำลังจะเอ่ยปาก พลันมีเสียงเรียกของเฟิงอู๋จี๋ดังมาแต่ไกล “ท่านพี่!”
เฟิงซุ่นอินได้ยินเสียงของเขาก็เดินไปทางนั้นทันที ก้าวไปแล้วสองสามก้าวถึงได้หันกลับมา ผงกศีรษะให้กับอวี๋จิ้นชิง “ข้าขอตัวไปเยี่ยมน้องชายก่อน คุณชายอวี๋มีอะไรจะพูดมิสู้ค่อยพูดคราวหน้าเจ้าค่ะ”
อวี๋จิ้นชิงที่ก้าวตามไปหนึ่งก้าวหยุดลงอีกครั้ง ในฐานะคนนอกไม่สะดวกเข้าไปในเรือนหลังจึงผงกศีรษะ “เช่นนั้นเอาไว้ค่อยว่ากันขอรับ”
เฟิงซุ่นอินหันตัวกลับ เดินไปทางเรือนหลังอย่างรวดเร็ว
เฟิงอู๋จี๋ออกมาจากห้องแล้ว คลุมเสื้อนอกยืนอยู่หน้าประตูห้องพักของนาง กำลังมองเข้าไปข้างใน เมื่อหันหน้ามาถึงรู้ตัวว่านางเดินมาจากทางเรือนหน้า
ระหว่างเฟิงซุ่นอินเดินมาก็ไม่เห็นเงาร่างของมารดานาง พอเดินถึงประตูจึงมองสำรวจอีกฝ่ายโดยละเอียด เวลานี้ได้เห็นกับตาว่าเขาสามารถลุกเดินเคลื่อนไหวได้แล้ว หัวใจที่หวาดหวั่นถึงวางใจลงได้เต็มที่จริงๆ “เจ้าเพิ่งฟื้น เหตุใดถึงออกมาแล้วเล่า”
ใบหน้าเฟิงอู๋จี๋ยังคงซีดเซียว ทว่าเขากลับไม่สนใจ สายตามองสำรวจนางเช่นกัน “ข้าฟื้นก็พอแล้ว แค่เป็นห่วงว่าจะเกิดเรื่องกับท่าน”
เฟิงซุ่นอินไม่อยากให้เขาเป็นห่วงเลยไม่ได้พูดถึงเรื่องเมื่อคืนแม้แต่คำเดียว นางก้าวเข้าไปในห้องพร้อมเอ่ยเสียงเบา “ข้าไม่เป็นอะไร ข้ามีเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ ไม่มีทางเป็นอะไรไปเด็ดขาด”
เฟิงอู๋จี๋เดินตามเข้าไป เดิมอยากพูดถึงเรื่องเมื่อคืน แต่ก็กลัวนางจะรู้สึกไม่ดี จึงกดคำพูดเอาไว้ ถึงขั้นไม่ได้เอ่ยถึงมารดาด้วยซ้ำ เขาขยับเสื้อนอกนั่งลงบนเก้าอี้ข้างประตูแล้วถึงได้ถามด้วยน้ำเสียงอึดอัดใจ “คนที่ซุ่มโจมตีพวกเรา…ใช่ศัตรูของสกุลเฟิงพวกเราหรือไม่ขอรับ”
แววตาเฟิงซุ่นอินนิ่งขึงในชั่วพริบตา ก่อนผงกศีรษะ
เฟิงอู๋จี๋ยกมือข้างหนึ่งขึ้นกุมขมับ ตอนที่เขาได้ยินคำพูดพวกนั้นของเฮ่อเส่อไชว่ก็สัมผัสถึงความผิดปกติได้แล้ว มิน่าถึงเล่นงานคนสกุลเฟิงในทุกเรื่อง
สมัยที่เกิดเรื่องขึ้นกับสกุลเฟิงเขาเพิ่งอายุสิบขวบ รู้เรื่องราวกระจ่างชัดสู้เฟิงซุ่นอินไม่ได้ ขณะนี้ถึงเพิ่งรู้ว่าพลาดอะไรไป เขาเงยหน้าขึ้นเอ่ยอย่างชิงชัง “ข้าจดจำเขาได้แล้ว”
เฟิงซุ่นอินเอ่ยเสียงเรียบ “เวลานี้เจ้าไม่จำเป็นต้องมาสนใจเรื่องนี้” นางเดินไปด้านข้าง หยิบห่อกระดาษใยปอห่อนั้นมายื่นให้เขา “เจ้ารักษาตัวอยู่ที่นี่ให้ดี เรียบเรียงพวกนี้ให้เรียบร้อยแล้วถวายไปยังฉางอันถึงจะคว้าโอกาสคลี่คลายสถานการณ์มาได้”
เฟิงอู๋จี๋เห็นสีหน้าพี่สาวยังคงนิ่งเฉยมากมาจนถึงตอนนี้ เพียงแค่ดูหน้าซีดเซียวกว่าปกติเล็กน้อย เขาก็ตอบรับอย่างเชื่อฟัง
เขาเข้าใจเจตนาของนางนานแล้ว ตอนที่นางตัดสินใจแต่งงานบอกว่าจะแลกกับอนาคตของนางเองก็คือตั้งใจอาศัยความเสี่ยงนี้มาสร้างความดีความชอบเพื่อแลกกับโอกาสของสกุลเฟิง โอกาสนั้นก็คือขอให้มีการไต่สวนคดีของฎีกาทัดทานในตอนนั้นขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
เขาพลันรู้สึกถึงความผิดปกติ “ข้าทำสิ่งนี้ เช่นนั้นท่านพี่เล่า”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ข้าทำเรื่องที่ข้าควรทำ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง เพียงรักษาตัวให้ดีพอ”
ข้างนอกคล้ายมีเสียงดังขึ้น เฟิงอู๋จี๋มองไปข้างนอกแล้วหันมามองนาง สีหน้าจืดเจื่อน ไม่อาจถามอะไรอีก
เฟิงซุ่นอินรู้ว่าน่าจะเป็นมารดานางไปยังห้องหลัก นางเอ่ยเสียงเบา “กลับไปพักผ่อนเถิด”
เฟิงอู๋จี๋ขยับริมฝีปากอยากพูดบางอย่าง แต่นึกถึงบรรยากาศที่ตึงเครียดเพียงนั้นระหว่างแม่ลูกเมื่อคืนแล้วก็กลัวนางจะเสียใจอีกครั้ง ยังคงหุบปากลุกขึ้นเดินกลับไป
เฟิงซุ่นอินไม่ออกจากห้องอีก นางนั่งเรียบเรียงความคิดอยู่เงียบๆ
จวบจนผืนฟ้าเริ่มมืดลง นางจึงลุกขึ้นคว้าเสื้อคลุมกันลมมาสวม เหน็บมีดสั้นที่เอว แล้วเปิดประตูเดินออกไป
ภายในห้องหลักจุดตะเกียงสว่าง นางมองไปปราดหนึ่ง บางทีเฟิงอู๋จี๋อาจกำลังเรียบเรียงสถานการณ์แนวป้องกันพวกนั้นแล้ว เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยก็ทำให้เขาอยู่อย่างสบายใจได้
ตอนที่เดินออกไปข้างนอกนางเหลียวหลังกลับไปมองอีกคราหนึ่ง มองเห็นเงาร่างสตรียืนอยู่ตรงนั้น น่าจะเป็นมารดาของนาง เฟิงซุ่นอินไม่แน่ใจ เพียงมองเงียบๆ ไม่รู้เช่นกันว่าอีกฝ่ายมองเห็นนางหรือไม่ ก่อนจะหันหน้ากลับมาเดินต่อไปยังเรือนหน้า
ไม่รู้ว่าอวี๋จิ้นชิงไปพักผ่อนอยู่ที่ใด นางจงใจก้าวเท้าให้เสียงเบาลงกว่าเดิม เดินตรงออกไปจากประตูใหญ่ของจวน
บรรดาทหารคุ้มกันกลับทยอยกันตามมา โดยตั้งแถวอยู่ทางด้านหลังประหนึ่งรอฟังคำสั่งตามปกติ
ฟ้ามืดลงอีกชั้นหนึ่ง เฟิงซุ่นอินถามเสียงเบา “ทิศทางที่พวกดักซุ่มหนีไปวันนั้น คนที่เห็นกับตาให้ก้าวออกมาหนึ่งก้าว”
เวลานี้มีคนสองกลุ่มย่อยก้าวออกมา ประมาณยี่สิบคน
เฟิงซุ่นอินกวาดตามอง เสียงที่เอ่ยท่ามกลางม่านราตรีทั้งแผ่วเบาและเย็นยะเยือก “เตรียมตัวออกเดินทางไปกับข้าทันที”
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 27 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.