เวลาหนึ่งวันใกล้จะล่วงเลย เฟิงอู๋จี๋นอนอยู่ในห้องหลักแห่งนั้นอย่างสงบ
ภายในห้องวางสำรับอาหารอุ่นร้อนกับชาร้อนเอาไว้ ทว่าผ่านการกินดื่มไปเพียงไม่กี่คำ
เฟิงซุ่นอินกลับมาอยู่ข้างกายเขานานแล้ว นางนั่งอยู่ด้านข้าง ในมือยังคงกำกระดาษใยปอปึกนั้นและเฝ้าอยู่อย่างเงียบงัน โดยหลงลืมไปนานแล้วว่าการเดินทางครั้งนี้รีบเร่งเพียงใด เดินทางมานานเท่าไร นางเหนื่อยล้าทางกายจนถึงที่สุด ทว่าจิตใจเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา ไม่ผ่อนคลายลงสักนิดเดียว
สุดท้ายนางก็ฟุบลงข้างตั่งโดยไม่รู้ตัว ถึงได้ฝืนนอนหลับไปอย่างยากเย็น
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเพียงใด คล้ายได้ยินเสียงม้าร้องกับล้อรถม้าดังแว่วมาจากข้างนอก
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด รู้สึกว่าน่าจะเป็นความจริง คงเป็นพวกทหารคุ้มกันที่สั่งให้เดินทางบนบกมาถึงกันแล้ว ทว่าก็รู้สึกว่าเหมือนอยู่ในห้วงฝัน เสมือนได้ยินเสียงสบถด่าอันอำมหิตของเฮ่อเส่อไชว่อีกครั้ง ‘ที่แท้ก็เป็นคนสกุลเฟิงนี่เอง…วันนี้ข้าจะส่งเจ้าออกเดินทางไกลจากที่นี่นี่ล่ะ!’
นางเบิกตาโพลง เพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองเผลอหลับไปจึงรีบเหยียดตัวขึ้นมา เฟิงอู๋จี๋ที่อยู่ตรงหน้ายังคงไม่ตื่น
ฉับพลันนั้นนางก็คล้ายกลับคืนสู่ความจริง หัวใจนางหนักอึ้งอีกครั้ง จับจ้องใบหน้าของเฟิงอู๋จี๋พลางพึมพำกับตนเอง “ไม่อาจให้เกิดขึ้นอีกครั้งแล้ว…”
สาวใช้นางหนึ่งเดินมาด้านหลังเฟิงซุ่นอิน ก้มหน้าเอ่ยเสียงเบาข้างกายนางว่า “ฮูหยิน คนจากฉางอันมาถึงแล้วเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินค่อยๆ หันไปมอง ใคร่ครวญถึงประโยค ‘คนจากฉางอัน’ เหล่านี้ ก่อนขยับปากถามว่า “ท่านแม่ข้ามาถึงแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินนิ่งเงียบ ตอนนี้รู้แล้วว่าเสียงม้าร้องกับล้อรถม้าเมื่อครู่นี้คืออะไร นางค่อยๆ นั่งตัวตรง
สาวใช้ผายมือเชิญ “เชิญฮูหยินไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดเจ้าค่ะ”
เฟิงซุ่นอินถึงเพิ่งนึกสภาพตอนนี้ของตนเองขึ้นมาได้ นางลุกขึ้นตามคำบอก มองเฟิงอู๋จี๋อีกครั้งก่อนหันตัวเดินออกไปข้างนอก แทบไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น
สัมภาระของนางถูกส่งเข้าห้องด้านข้าง ภายในห้องนั้นได้จัดเตรียมน้ำสะอาดรอไว้แล้ว
เฟิงซุ่นอินเดินเข้าห้อง เก็บกองกระดาษใยปอที่ถือเอาไว้จนถึงตอนนี้ให้เรียบร้อย ตามด้วยเก็บมีดสั้นไปเงียบๆ ตอนที่หันหน้ามาแม้มีสีหน้านิ่งเฉย ทว่าลึกๆ ในใจกลับวูบโหวง ไม่เคยนึกมาก่อนว่าจะได้กลับมาพบกับมารดาอีกครั้งในเวลาเช่นนี้
สาวใช้ที่ตามเข้ามาปิดประตู ก่อนปรนนิบัตินางอาบน้ำแต่งตัว
เดิมทีเฟิงซุ่นอินอยากบอกว่าให้นางทำเองก็พอ ทว่าไม่อาจพูดออกมาได้เพราะชั่วขณะนั้นนางถูกความคิดสับสนว้าวุ่นยึดครองจิตใจไปทั้งหมด
เสื้อคลุมกันลมเปื้อนเลือดถูกปลดออกในที่สุด สาวใช้ตกใจจนไม่กล้ามองนาน รีบไปเลือกชุดกระโปรงจากในสัมภาระเฟิงซุ่นอินมาให้นางผลัดเปลี่ยน พร้อมกับสอบถามเสียงเบาว่าอยากสวมเครื่องประดับชิ้นใด
นางนั่งอยู่หน้าคันฉ่องสำริด ไม่ได้ตั้งใจมองนัก เพียงผงกศีรษะไปส่งๆ
ในไม่ช้าก็ประทินโฉมแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย สาวใช้จึงล่าถอยออกไป
เฟิงซุ่นอินนั่งนิ่งอยู่สักพักหนึ่งถึงลุกขึ้นเดินออกไปข้างนอก
ที่เรือนหน้าเหมือนจะมีความเคลื่อนไหวอยู่เล็กน้อย เกรงว่าผู้ที่มาไม่ได้มีแค่คนเดียว แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ เพียงค่อยๆ เดินไปทางห้องหลัก
เฟิงซุ่นอินเพิ่งเดินเข้าประตูมาก็เห็นคนผู้หนึ่งก้มตัวลง วางมือบนร่างเฟิงอู๋จี๋ที่อยู่บนตั่ง กำลังพินิจมองอย่างตั้งใจ ดูเหมือนจะมาถึงสักพักหนึ่งแล้ว
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันหน้ามามอง
เฟิงซุ่นอินหยุดเดิน ตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะยามมองคนตรงหน้า จากนั้นถึงได้เอ่ยเรียก “ท่านแม่”
คนผู้นี้คือเจิ้งฟูเหรินมารดาของนาง สวมชุดกระโปรงหรูฉวินแขนกว้างสีหม่นตัวหนึ่ง บนเรือนผมไม่ได้สวมเครื่องประดับ ถึงอย่างนั้นก็ยังคงดูสง่างามดังเดิม ยังพอมองออกถึงฐานะจวิ้นฟูเหรินในอดีต
นานถึงหกปีแล้วที่พวกนางไม่ได้พบหน้ากันสักครั้ง ทว่ากลับเกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ไปเสียได้