เจิ้งฟูเหรินยืดตัวตรง ขอบตาแดงระเรื่อ “เขาเดินทางมากับเจ้าถึงเป็นเช่นนี้หรือ”
มือเฟิงซุ่นอินที่อยู่ในแขนเสื้อกุมกัน ผงกศีรษะ “เจ้าค่ะ”
อีกทั้งไม่เคยคิดมาก่อนว่าไม่ได้พบหน้านานหกปี ประโยคแรกที่มารดาพูดกับนางจะกลายเป็นคำซักไซ้
เจิ้งฟูเหรินขอบตาแดงเรื่อ จ้องบุตรสาว “ทั้งๆ ที่เจ้าแต่งไปอยู่เหลียงโจวแล้ว เหตุใดไม่อยู่ที่นั่นดีๆ หรือว่ากระทั่งเรื่องนี้ยังทำให้ดีไม่ได้?”
เฟิงซุ่นอินลำคอบีบรัดแน่น นางพูดไม่ออก ทำเพียงกำมือแน่นขึ้น
เจิ้งฟูเหรินมีสีหน้าเย็นชา เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นกัน “รู้มานานแล้วว่าเจ้าไร้ประโยชน์ เฟิงซุ่นอิน ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้เจ้ายังต้องการให้ครอบครัวนี้กลายไปเป็นเช่นไร เจ้าอย่าได้ลืมว่าพี่ใหญ่กับพ่อเจ้าตายอย่างไร เจ้ายังจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกมากเพียงใด เคยทำตัวให้ไม่ผิดต่อพวกเขาที่ตายไปบ้างหรือไม่!”
ความเศร้ากระแทกใส่ใจ เฟิงซุ่นอินใบหน้าเผือดสีในชั่วพริบตา เม้มริมฝีปากแน่น ความอึดอัดที่ลำคอแผ่ขยายมาถึงใจ ประหนึ่งถูกดาบคมกริบกรีดเปิดแผลนั้นให้เลือดไหลอาบลงมา
เจิ้งฟูเหรินจ้องมองบุตรสาวอย่างกรุ่นโกรธ “ทุกครั้งล้วนมีเพียงเจ้าที่ปลอดภัยสบายดี!”
เฟิงซุ่นอินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างห้ามตนเองไม่ได้ ส้นเท้าติดกับธรณีประตู มองดูสีหน้ากรุ่นโกรธของมารดา บางทีในดวงตามารดาอาจแฝงความเกลียดชังเอาไว้ด้วย ร่างกายนางสั่นสะท้าน หันตัวกลับเดินจากมาทันที
บนตั่งไม้ในห้องคล้ายมีความเคลื่อนไหว เฟิงอู๋จี๋ตื่นขึ้นมาแล้ว เขาพยายามคว้าแขนเสื้อของเจิ้งฟูเหรินพร้อมทั้งเอ่ยเสียงเบาอย่างร้อนใจ “ท่านแม่อย่าโทษท่านพี่…”
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด ทั้งไม่ได้หันหน้ากลับไปมอง นางแค่รีบก้าวรุดออกมาประหนึ่งกำลังหลบหนีอะไรบางอย่าง
จวบจนเดินถึงด้านหน้าจวนออกพ้นประตูใหญ่ เหมือนจะมีเสียงฝีเท้าไล่ตามมา รวมถึงทหารคุ้มกันหลายนายก้าวเข้ามาหา คงอยากถามว่านางมีอะไรจะสั่งการหรือไม่
นางยืนอยู่อย่างไม่รู้ควรทำเช่นไรสักพัก ในหูมีเพียงเสียงดังอึงอลได้ยินอะไรไม่ชัดทั้งนั้น ก่อนยื่นมือไปจับสายบังเหียน เหยียบโกลนขึ้นหลังม้า ควบตะบึงจากไปทันที
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว เสียงกลองบอกเวลาห้ามออกนอกเคหสถานดังขึ้น
นางควบตะบึงม้ามาถึงประตูเมือง พุ่งตรงออกไปยังทุ่งโล่งอย่างไม่สนใจอะไรทั้งสิ้นโดยไม่หยุดพัก ปะทะกับลมแรงท่ามกลางแสงอาทิตย์อัสดง
เหตุใดคนที่เกิดเรื่องถึงไม่ใช่นาง พี่ใหญ่ไม่อยู่แล้ว บิดาไม่อยู่แล้ว ตอนนี้มาเป็นเฟิงอู๋จี๋ เหตุใดคนที่เกิดเรื่องถึงไม่ใช่นาง!
นางเต็มใจให้เฮ่อเส่อไชว่โผล่มาตรงหน้าเวลานี้ ตอนนี้นางไม่มีอะไรทั้งนั้น ไม่ได้เอามีดสั้นมาด้วยซ้ำ เอาชีวิตนางไปเลยก็พอ…
ม้าหยุดลงกะทันหัน สายลมพัดผ่านมาจากรอบด้านเป็นระลอก ท่ามกลางผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ประหนึ่งหลงเหลือนางเพียงผู้เดียว
เฟิงซุ่นอินถูกลมพัดจนตัวเย็นเฉียบ หัวใจเองก็เย็นวาบ สติเริ่มแจ่มใสขึ้น นางเอ่ยเสียงดั่งคนละเมอว่า “ไม่ ไม่ได้ ข้ายังตายไม่ได้ ข้าต้องรับผิดชอบสกุลเฟิงต่อ ไม่อาจทำให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่ผิดหวัง…”
หูซ้ายเฟิงซุ่นอินเจ็บขึ้นมาเป็นระยะ นางลงจากหลังม้าแล้วก้าวขึ้นหน้าไปรับลมสองสามก้าว ทว่าก็ไม่รู้ควรไปที่ใด หูขวากลับมีเสียงดังอึงอลอยู่ตลอดเวลา คล้ายได้ยินคำพูดของมารดาอีกครั้ง นางหยุดฝีเท้าลงอย่างเคว้งคว้าง
‘รู้มานานแล้วว่าเจ้าไร้ประโยชน์ เฟิงซุ่นอิน ตั้งแต่ตอนนั้นถึงตอนนี้เจ้ายังต้องการให้ครอบครัวนี้กลายไปเป็นเช่นไร เจ้าอย่าได้ลืมว่าพี่ใหญ่กับพ่อเจ้าตายอย่างไร เจ้ายังจะสร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นอีกมากเพียงใด เคยทำตัวให้ไม่ผิดต่อพวกเขาที่ตายไปบ้างหรือไม่!’
เฟิงซุ่นอินยืนอยู่ท่ามกลางสายลม พึมพำกับตนเองเสียงเบาเฉกเช่นปลอบตนเองตามปกติ “ไม่เป็นไรๆ” เสียงนางยิ่งเอ่ยยิ่งเบาลง กลายมาเป็นการตำหนิตนเองอีกครั้ง “ขอโทษเจ้าค่ะท่านพ่อ ขอโทษเจ้าค่ะพี่ใหญ่…ข้ามันไร้ประโยชน์ ข้าไร้ประโยชน์เอง…”
หูซ้ายนางเจ็บแปลบขึ้นมากะทันหันอีกครั้ง นางยกมือขึ้นปิดหู นิ้วพลันแตะถูกบางอย่างเข้า สิ่งนั้นแกว่งไกวอยู่ นางชะงักอึ้งไปทันใด
เป็นตุ้มหู ตุ้มหูไข่มุกเม็ดเล็กกลมที่พันด้วยทองคำกำลังติดอยู่บนติ่งหูนาง
ยามลมวูบหนึ่งพัดผ่านคล้ายปลายนิ้วปัดผ่านใบหู ดั่งมีเสียงแผ่วเบาอบอุ่นดังขึ้น ‘ของไร้ประโยชน์ ทว่าสามารถขับเน้นคนมีประโยชน์อย่างอินเหนียงถึงเพียงนี้’
เฟิงซุ่นอินค่อยๆ นั่งยองลง มือกอดเข่าก้มหน้า ภาพตรงหน้าพร่ามัว