บทที่ 62
มู่ฉางโจวยืนอยู่ในมุมหนึ่งของเมือง
ใกล้มืดแล้ว รอบด้านแสงสลัว คนเดินถนนต่างทยอยกันหายไป
เขาทำงานในที่ว่าการเสร็จเช่นปกติ กำลังจะแวะกลับไปยังจวนผู้บัญชาการสักครั้งอย่างหาได้ยาก ทว่าลงจากม้าแล้วหยุดอยู่ที่ตรงนี้ หากเดินหน้าต่อจะเป็นถนนมุ่งไปยังประตูเมืองทิศตะวันออก แต่สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ไปทางนั้น
จางจวินเฟิ่งจูงม้ายืนอยู่ด้านข้างพร้อมเอ่ยรายงานเสียงเบา “เรื่องก่อนหน้านี้ถูกส่งต่อเข้าจวนผู้บัญชาการใหญ่แล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ “ก็ควรได้ยินแล้ว”
เหตุการณ์ซุ่มโจมตีเกิดขึ้นแถวเขตแดนรอยต่อกับจงหยวน แต่ท้ายที่สุดยังคงเป็นพื้นที่ในเขตเมืองฮุ่ยโจวแห่งเหอซี แม่ทัพเมืองฮุ่ยโจวรู้เรื่องแล้วย่อมให้คนมาส่งข่าวทันที
สายตาเขามองไกลไปยังทิศตะวันออก สังเกตท้องฟ้าที่ค่อยๆ มืดลงก่อนกดเสียงเอ่ย “ทำตามแผนที่วางไว้ก่อนหน้านี้”
อิงตามแผนของเขา ในไม่ช้าทหารลาดตระเวนแถบฮุ่ยโจวจะได้รับข่าวเรื่องที่จงหยวนส่งคนมาสืบข่าว จากนั้นข่าวจะถูกส่งเข้าจวนผู้บัญชาการใหญ่ต่อ
เช่นนั้นก็หมายความว่าเหตุการณ์ซุ่มโจมตีที่เหอซีของเฮ่อเส่อไชว่ในครั้งนี้สร้างความตกใจไปถึงจงหยวนแล้ว บางทีราชสำนักอาจอยากสอดมือเข้ามายุ่ง ในเมื่อไม่ว่าอย่างไรผู้ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุซุ่มโจมตีก็เป็นขุนนางของจงหยวน
จางจวินเฟิ่งรับคำสั่งพร้อมหัวเราะเสียงเบา “หากเปลี่ยนเป็นข้าคงรีบเปลี่ยนคำพูดแล้วรับตัวฮูหยินกลับมา ป้องกันไม่ให้คนไปถึงฉางอัน กระจายเรื่องนี้ไปไกลกว่าเดิม นี่มิใช่มอบเหตุผลให้ราชสำนักเข้ามาแทรกแซงได้ยิ่งกว่าเดิมหรอกหรือขอรับ” เขาพูดจบแล้วมองมู่ฉางโจว รอยยิ้มเปลี่ยนเป็นความแปลกใจ เกือบถามออกไปแล้วว่าท่านคงไม่ได้วางแผนเช่นนี้เอาไว้หรอกนะ
มู่ฉางโจวสีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งนั้น เขาเอ่ยอย่างไม่รีบไม่ร้อนว่า “พวกเขาย่อมไม่มีทางไปรับ ทว่าก็ไม่มีเหตุผลขัดขวางไม่ให้อีกฝ่ายกลับมา”
เพียงแต่นางต้องเต็มใจกลับมาเอง
มู่ฉางโจวเหยียดมุมปากดั่งเย้ยหยันตนเอง ทันใดนั้นก็เก็บสายตากลับมาจากที่ไกลๆ ชำเลืองมองไปด้านหลัง
เสียงฝีเท้าที่ทั้งรีบร้อนและลนลานดังเข้าหูเขา ด้านหลังมีคนผู้หนึ่งเดินมา คล้ายจะเป็นบ่าวรับใช้ของจวนผู้บัญชาการใหญ่ ในมืออุ้มสิ่งของที่ดูเหมือนจะออกมาจากร้านค้าร้านหนึ่งกำลังจะจากไป สายตากลับเหลือบมองมาทางเขา
จางจวินเฟิ่งมองตามสายตาของมู่ฉางโจวเงียบๆ ก่อนหันกลับมาเอ่ยเสียงลอดไรฟัน “ระยะนี้ท่านผู้บัญชาการย่อมถูกจับตามองเช่นกัน”
บนถนนโล่งขึ้น ใกล้ไม่เหลือใครแล้ว มีคนเดินออกมาจากร้านฝั่งตรงข้าม เพิ่งคิดจากไปกลับหยุดลงแล้วหันคารวะมาทางนี้ “ท่านผู้บัญชาการ”
มู่ฉางโจวมองไป เป็นสตรีสวมชุดชาวหูนางหนึ่ง เดิมเขาไม่ได้ใส่ใจ เห็นนางคารวะแล้วถึงนึกขึ้นได้ ดูเหมือนจะเป็นคุณหนูจากสกุลเหยียนที่มีนามว่า…เหยียนฮุ่ยเจิน เขาเดินไปหานางทันที “ช้าก่อน”
ถึงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานแล้ว เหยียนฮุ่ยเจินที่ไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระเดินเล่นในเมืองมาถึงตอนนี้เพิ่งรีบร้อนจะกลับไป ย่อมนึกไม่ถึงว่าจะบังเอิญเจอกับผู้บัญชาการที่นี่ อีกทั้งไม่เคยคิดว่าเขาจะมาสนใจตนเอง ตอนที่นางคารวะเขายังนึกถึงสายตาที่เขามองฮูหยินในตอนนั้นได้อยู่ เพียงนึกถึงภาพเหตุการณ์ตอนที่เขาส่งฮูหยินไปก็ไม่อยากจะหาเรื่องใส่ตัว นางกำลังจะไปอยู่แล้วกลับถูกเขาเรียกรั้งไว้อย่างคาดไม่ถึง จึงหยุดลงด้วยความแปลกใจ
มู่ฉางโจวก้าวเข้ามาใกล้ ปากถามคำถามส่งๆ “ช่วงนี้ท่านแม่ทัพเมืองซีโจวกับฮูหยินเป็นอย่างไรบ้าง”
เหยียนฮุ่ยเจินตอบกลับอย่างเก้อกระดาก “ท่านพี่กับท่านพี่เขยอยู่ที่ซีโจวสุขสบายดี ขอบคุณท่านผู้บัญชาการที่เป็นห่วงเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ยืนหันข้าง สายตาชำเลืองมองไปข้างหลังอีกครั้ง บ่าวรับใช้ของจวนผู้บัญชาการใหญ่คนนั้นจากไปไกลแล้ว มองจากทางอีกฝ่ายน่าจะรู้สึกว่าเขายืนอยู่ใกล้ชิดกับนางมาก
เหยียนฮุ่ยเจินไม่รู้เรื่องราวด้วยสักนิด มองเขาพลางถาม “ท่านผู้บัญชาการมีอะไรจะสั่งการหรือไม่”
มู่ฉางโจวเอ่ย “ไม่มีอะไร ฝากทักทายท่านแม่ทัพเมืองซีโจวกับฮูหยินแทนข้าด้วย” พูดจบก็หันตัวจากไป โดยรวมแล้วเสียเวลาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
เหยียนฮุ่ยเจินมุ่นหัวคิ้ว มองดูเขาเดินกลับไปยังฝั่งตรงข้าม ถึงเพิ่งรู้ว่าเขาแค่เข้ามาทักทายนางเล็กน้อย ทันใดนั้นพลันนึกถึงคำพูดของเฟิงอู๋จี๋ก่อนกลับไปขึ้นมาได้ นางรีบหันตัวกลับ เอ่ยพึมพำกับตนเอง “ข้าไม่ใช่คนต่ำช้าที่จะฉวยโอกาสผู้อื่นเสียหน่อย!” พึมพำจบแล้วก็ไม่หันกลับไปมองผู้บัญชาการอีกสักครั้ง เพียงรีบเร่งจากไปทันที
เสียงกลองช่วงเวลาห้ามออกนอกเคหสถานดังขึ้น ตามท้องถนนเริ่มจุดโคม รอบด้านว่างเปล่าลงในชั่วพริบตา