บทที่ 57.1
ดูเหมือนว่าสตรีผู้นี้ไม่ล่วงรู้ว่าเวลาที่นางงดงามที่สุดหาใช่ยามยิ้มหวานประจบเอาใจคน แต่เป็นท่าทางที่นางเบิกตาจนกลมโต เลิกคิ้วเรียวสูงอย่างดุดัน ทั่วร่างแผ่รัศมีความมีชีวิตชีวาและเปี่ยมด้วยพลังออกมา เสมือนพริกเผ็ดทำให้แสบร้อนไปทั้งกาย ทว่าหลังได้ลิ้มชิมรสแล้วกลับติดใจมิรู้ลืม…
แน่นอนว่าตัวนางก็มีจุดที่ควรค่าแก่การลิ้มลองมากมายเหลือเกิน ซือถูเซิ่งคล้ายย้อนเวลากลับไปสมัยวัยเยาว์เมื่อครั้งที่ฉู่หลินหลางตัวน้อยหาเงินได้เป็นครั้งแรกแล้วพาเขาไปที่ร้านขายขนมหวาน เขาเห็นขนมหวานสารพัดชนิดละลานตาแล้วก็ไม่รู้ว่าควรเลือกเช่นไรดี
ชิ้นเดียวไม่พอ เขาอยากได้ทั้งหมด!
ระหว่างที่กำลังคลอเคลียกันก็ได้ยินเสียงเคาะประตูห้องหนังสือดังขึ้น
ก้อนน้ำตาลที่ยังอ่อนนุ่มนิ่มในอ้อมแขนเขาเมื่อครู่ลุกขึ้นยืนทันควันราวกับถูกฟ้าผ่า หยิบไม้ขนไก่ตรงด้านข้างโต๊ะขึ้นมาแล้วเริ่มทำทีปัดฝุ่นตามเคย
แต่ฉู่หลินหลางลุกเร็วเกินไปจนหัวเข่ากระแทกขอบโต๊ะโดยไม่ทันระวัง นางจึงต้องลอบกัดฟันแน่นด้วยความเจ็บ
คนที่เข้ามาคือตงเสวี่ย นางยกน้ำชามาให้
ขณะที่ตงเสวี่ยรินชาอยู่ คุณหนูใหญ่คงจะทำความสะอาดเสร็จแล้ว นางเหน็บไม้ขนไก่ในวงแขนพลางเดินกะโผลกกะเผลกอ้อมผ่านด้านหลังตงเสวี่ยออกไปโดยไม่เหลียวหลัง
ซือถูเซิ่งเห็นฉู่หลินหลางไปแล้วก็เงยหน้าขึ้นพูดกับสาวใช้ “วันหน้าหากไม่มีคำสั่งข้าห้ามเข้ามาในห้องหนังสือ”
เนื่องจากก่อนหน้านี้ในจวนไม่มีกฎระเบียบข้อนี้ ตงเสวี่ยจึงถามตรงๆ “เพราะอะไรหรือเจ้าคะ”
พอได้ยินคำถามกำเริบเสิบสานเช่นนี้ ซือถูเซิ่งกลับอธิบายสั้นๆ อย่างใจเย็นว่า “ไม่ดีต่อหัวเข่า”
“เอ๊ะ?” ตงเสวี่ยงุนงงอยู่บ้าง นางนึกไม่ออกชั่วขณะว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร แค่เห็นว่าใต้เท้าซือถูเอาใจใส่ต่อบ่าวไพร่เหลือเกิน หรือกลัวว่านางยกน้ำชามาให้บ่อยๆ จะปวดเมื่อยหัวเข่า
ทว่าซือถูเซิ่งไม่ให้คำอธิบายต่อ เพียงโบกมือเป็นเชิงบอกให้นางออกไป
ซือถูเซิ่งเริ่มตรวจแก้หนังสือราชการบนโต๊ะอย่างขะมักเขม้นต่อไป เขาต้องรีบอ่านทั้งหมดนี้ให้หมดโดยไว ไม่แน่ว่าอาจมีเวลาว่างไปดูหัวเข่าของคนผู้นั้นก็เป็นได้
ในเวลาเดียวกันทางด้านจวนรองผู้บัญชาการกองทหารม้ากลับไม่ใคร่สุขสงบนัก
หลังจากได้ยินท่านอาบอกเล่าคำพูดของฉู่หลินหลางให้ฟังแล้ว เฉินฟั่งก็แค่นเสียงเยาะอย่างสุดระงับ “ช่างไม่รู้ดีรู้ชั่วจริงๆ”
ตามที่เขาคิดไว้ในทีแรก แค่วางกับดักอะไรสักอย่าง สตรีนางนี้ย่อมตกอยู่ใต้อำนาจของเขาแล้วมิใช่หรือ
นับตั้งแต่เห็นคราแรกที่ริมถนน เฉินฟั่งก็ตกตะลึงในความงามของฉู่หลินหลางและรู้สึกคันยุบยิบในใจแล้ว สตรีในวัยสาวสะพรั่งเต็มตัวเช่นนี้คือผลไม้ที่สุกกำลังดีในฤดูร้อน เด็ดเร็วกว่านี้ก็ดิบไปสักนิด เด็ดช้ากว่านี้ก็งอมไปสักหน่อย
เขายกตนเป็นบุรุษเจ้าสำราญมาแต่ไหนแต่ไร เห็นผลไม้หวานที่สดใหม่น่ากินเช่นนี้มีเหตุผลอะไรไม่ฉวยโอกาสลองลิ้มชิมรสเล่า
แต่สตรีที่เคยออกเรือนแล้วอย่างฉู่หลินหลางไม่รู้ดีรู้ชั่ว ไม่ยอมทำงานรับใช้พวกเขา เห็นทีว่าคงต้องคิดหาหนทางอื่น ถึงอย่างไรคนในจวนรองเสนาบดีที่จะซื้อตัวให้เป็นไส้ศึกได้นั้นไม่ได้มีแค่นางคนเดียว
เขาคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็เอ่ยอย่างเสียดายเหลือแสน “น่าเสียดาย…”
ท่านอาที่พิศดูสีหน้าของหลานชายอยู่ด้านข้างเข้าใจความหมายของเขาทันที เจ้าหัวมันอ้วนเตี้ยพูดกลั้วหัวเราะ
“ถึงสตรีผู้นั้นจะไม่มีไหวพริบ แต่จะละเว้นนางเช่นนี้มิได้ หาไม่แล้ววันหน้าคนอื่นจะเห็นว่าถ้อยคำของรัชทายาทเป็นดั่งผายลม ไม่มีใครให้ความสำคัญโดยสิ้นเชิง”
เฉินฟั่งมองเขาตาขวาง “อย่าเอ่ยถึงรัชทายาท! บัดนี้องค์ชายสี่กลับมามีอำนาจอีกครั้ง กระทั่งรัชทายาทเองจะกระทำการใดก็ต้องระวังรอบคอบไม่ให้เป็นเป้าสายตา”
คหบดีเฉินรับคำอย่างคล้อยตามด้วยรอยยิ้มประจบประแจง จากนั้นก็โน้มกายไปกระซิบพูดสองสามคำที่ข้างหูอีกฝ่าย
เฉินฟั่งมองเขาด้วยหางตาคราหนึ่ง “เหลวไหล นี่มันเรื่องเลวทรามต่ำช้าอันใดกัน”
คหบดีเฉินกลับไม่เดือดเนื้อร้อนใจ “คนของข้ากลุ่มนี้เมื่อก่อนเคยทำเรื่องเช่นนี้อยู่กลางป่ากลางเขา เชี่ยวชาญอย่างยิ่ง! อีกทั้งนางเป็นใครมาจากที่ใดกัน แค่อาศัยว่าตนเองรูปโฉมงดงามอยู่หลายส่วนแล้วไปพึ่งพาบารมีบุรุษไม่เลือกหน้าเท่านั้นเอง ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นนางจะชี้ตัวว่าเป็นใครได้หรือ ดูเหมือนว่านางเองยังต้องถือเสียว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเกรงว่าหากมีเสียงเล่าลือออกไปแล้วจะเสื่อมเสียชื่อเสียง”
เฉินฟั่งเห็นว่ามีเหตุผล เขาเหลือบมองท่านอาด้วยสายตาแฝงนัยลึกล้ำก่อนวางท่าเป็นผู้ทรงคุณธรรมจอมปลอมแล้วกล่าวขึ้น
“วันนี้หูข้าไม่ได้ยินถ้อยคำนี้ ข้าไม่รู้อะไรทั้งสิ้น!”
คหบดีเฉินเข้าใจความหมายโดยไม่ต้องบอก เขาพูดพร้อมรอยยิ้มประจบสอพลอ “เข้าใจๆ ได้ตัวคนมาแล้วก็ขังไว้ในห้องที่มืดมิด รับรองว่านางมองไม่เห็นว่าเป็นใครตั้งแต่ต้นจนจบแน่”
เมื่อก่อนเขาเคยทำเรื่องพรรค์นี้บ่อยครั้ง มิฉะนั้นพ่อค้าขายใบชาเช่นเขาจะวางอำนาจบาตรใหญ่ในเมืองหลวงได้อย่างไร คนฐานะต่ำต้อยผูกสัมพันธ์กับผู้สูงศักดิ์ต้องยอมแลกได้ทุกอย่าง ต้องทำงานสกปรกที่ไม่มีใครอยากทำ!
น่าเสียดายที่สตรีสกุลฉู่ผู้นั้นไม่รู้กาลเทศะ นางคิดจริงๆ หรือว่ามีขุนนางสุจริตที่เลื่อนฐานะขึ้นมาจากบุตรหลานตระกูลยากจนต่ำต้อยคนหนึ่งเป็นผู้หนุนหลังแล้วจะล่วงเกินคนในเมืองหลวงได้ตามใจชอบ
สักวันถึงนางจะนึกเสียใจภายหลังก็สายเกินการณ์ อยากร่ำไห้ก็ไร้น้ำตาแล้ว!
วันต่อมาเป็นวันเทศกาลบุปผชาติประจำปี
นอกจากฉู่หลินหลางจะเตรียมตะกร้าบุปผาให้ซือถูเซิ่งแล้ว นางยังเตรียมของตนเองอีกหลายใบ ตั้งใจจะมอบให้อาจารย์กับสหายร่วมห้องเรียนในสำนักศึกษาสตรี
ทว่านางเตรียมพวกของที่ราคาแพงเกินไปไม่ไหว ส่วนตะกร้าบุปผาในจวนที่ใช้เงินซื้อมาล้วนเป็นของที่เตรียมให้ซือถูเซิ่งสานไมตรีกับผู้คน
ยามนี้นางมีสถานะเป็นบ่าวรับใช้ ในการสานไมตรีพรรค์นี้แค่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจเท่านั้นเป็นพอ ดังนั้นตะกร้าบุปผาของนางจึงทำขึ้นเองล่วงหน้าหลายวันแล้ว
ซือถูเซิ่งถูกลงโทษให้อยู่จวนทบทวนตนเอง เขาจะเดินเอ้อระเหยไปทั่วในวันเทศกาลเช่นนี้ก็คงไม่เหมาะสม อีกทั้งแม่ทัพหลี่เฉิงอี้ก็มาเยี่ยมเยียนเช่นเคย ตอนนี้อยู่ในห้องหนังสือกับซือถูเซิ่งมานานพักใหญ่แล้ว
ฉู่หลินหลางดูเวลาแล้วก็พาซย่าเหอกับตงเสวี่ยออกจากจวนโดยมีบ่าวรับใช้นามหวังอู่ติดตามไปด้วยอีกคน นำตะกร้าบุปผาไปมอบให้ทีละตระกูลตามลำดับ
ตอนไปถึงจวนฉีกง หน้าประตูจวนของอาจารย์ใหญ่ใกล้จะจมหายไปท่ามกลางทะเลบุปผาอยู่แล้ว
เดิมทีฉู่หลินหลางตั้งใจว่าจะวางตะกร้าบุปผาตามธรรมเนียมมารยาทแล้วก็จะกลับ แต่หวาซื่อฮูหยินของฉีจิ่งถังเห็นนางแล้วก็เดินยิ้มแย้มเข้ามารับตะกร้าบุปผาของนาง
พอรับของมาไว้ในมือ หวาซื่อถึงพบว่าตะกร้าบุปผาที่ฉู่หลินหลางมอบให้นี้ต่างไปจากปกติอยู่บ้าง ในตะกร้าสานจากกิ่งหลิวมิใช่บุปผาสดแต่อย่างใด แต่เป็นบุปผาพับจากกระดาษเซวียนจื่อย้อมสีจางๆ
แม้ว่าในเทศกาลบุปผชาติผู้คนจะนิยมติดบุปผากระดาษสีแดงตามยอดกิ่งไม้ ทว่าตะกร้าบุปผาที่มอบให้แก่กันนั้นมีของใครบ้างที่ไม่ใช้บุปผาสดที่ประชันขันแข่งความงามกันในตะกร้า ไม่มีคนใช้บุปผากระดาษราคาถูกเช่นนี้มาลวงตาผู้อื่นอย่างไม่กระดากใจ
หวาซื่อประหลาดใจอยู่บ้าง นางจึงอดเงยหน้าขึ้นมองฉู่หลินหลางไม่ได้
จังหวะนี้เองฉีกงซึ่งยืนชมบุปผาอยู่หน้าประตูก็เดินมาแล้ว เขามองบุปผากระดาษตะกร้านั้นแล้วเลิกคิ้วสีดอกเลาขึ้นพลางกล่าว
“นางเด็กน้อย เจ้ามีจุดประสงค์ใด คิดจะสาปแช่งตาเฒ่าหนังเหนียวอย่างข้ารึ”
ขณะนี้มีศิษย์หญิงคนอื่นๆ ของสำนักศึกษามามอบตะกร้าบุปผาเช่นเดียวกัน
ท่านหญิงอี๋ซิ่วชำเลืองมองตะกร้าบุปผาของฉู่หลินหลางแล้วก็ปิดปากหัวเราะเบาๆ อย่างกลั้นไม่อยู่ ช่างน่าขายหน้าดีแท้ แต่สถานที่ที่คับคั่งไปด้วยชนชั้นสูงเช่นนี้ ด้วยฐานะของฉู่หลินหลางจะมอบสิ่งใดก็แลดูยากจนข้นแค้นอยู่ดี มิสู้รีบลาออกไปโดยไว อย่ามัวเสียเวลาอยู่รวมกับคนในแวดวงที่ไม่เหมาะสมกับตนให้ป่วยการ!
ทางด้านฉู่หลินหลางกลับมีท่าทีเปิดเผยอย่างยิ่ง นางเพียงคารวะอย่างอ่อนน้อม จากนั้นหยิบบุปผากระดาษในตะกร้าที่หวาซื่อถือไว้ออกมาหนึ่งดอกแล้วดึงเบาๆ บุปผาดอกนั้นก็คลี่ออกเป็นกระดาษแผ่นหนึ่ง
เพียงเห็นกระดาษที่ย้อมสีตามขอบแผ่นนั้นเขียนคำอวยพรว่า ‘อายุมั่นขวัญยืน’ เป็นตัวอักษรตัวใหญ่บ้างเล็กบ้างไว้เต็มแผ่น
ก่อนหน้านี้ฉีกงเคยเห็นลายมือของนางมาก่อน ส่วนตัวอักษรคำว่า ‘ฝ่า’ ที่เขียนโย้เย้ในงานเลี้ยงฉลองวันคล้ายวันเกิดของเขานั้นก็อย่าไปเอ่ยถึง
ทั้งยังมีตัวอักษรตัวใหญ่โดดเด่นหนึ่งบรรทัดบนกระดาษข้อสอบตอนจะเข้าเรียนในสำนักศึกษาสตรี ตอนนั้นก็แค่เขียนได้พอเป็นระเบียบเท่านั้น ไม่เห็นทักษะการเขียนพู่กันใดๆ โดยสิ้นเชิง
แต่ตอนนี้คำอวยพรว่า ‘อายุมั่นขวัญยืน’ บนกระดาษแผ่นนี้กลับดูออกว่าฝีมือนางก้าวหน้าอย่างรวดเร็วยิ่ง อีกทั้งเขียนด้วยแบบตัวอักษรแตกต่างกันไป แม้ยังไม่นับว่าเข้าขั้น แต่ก็ไม่ค่อยขัดตาแล้ว
นางเด็กน้อยผู้นี้ยอมทุ่มเทใจศึกษาเรียนรู้อย่างจริงจัง มีแววดี…
ฉู่หลินหลางยิ้มน้อยๆ แล้วกล่าวอย่างมีมารยาท “วันนี้เป็นเทศกาลบุปผชาติ เดิมทีควรมอบบุปผาสดให้ท่านอาจารย์ใหญ่กับท่านอาจารย์ฉี แต่พอคิดใคร่ครวญแล้วก็เห็นว่าท่านอาจารย์ใหญ่กับท่านอาจารย์ฉีมีศิษย์อยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ในจวนจะต้องพร้อมพรั่งไปด้วยบุปผานานาชนิดที่อวดประชันความงามกันเป็นแน่ ข้าได้รับค่าจ้างรายเดือนไม่มาก จนปัญญาจะซื้อบุปผาชื่อดังราคาแพงเกินไปได้ไหว ถึงกระนั้นก็อยากแสดงน้ำใจของผู้เป็นศิษย์ จึงใช้กระดาษเซวียนจื่อที่ฝึกคัดลายมือในช่วงที่ผ่านมานี้พับเป็นบุปผานับร้อยนับพัน ถือเป็นคำอธิษฐานอวยพรนำมามอบให้ท่านทั้งสองเจ้าค่ะ”
คำกล่าวของนางเป็นเรื่องจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ ทุกคราพอถึงเทศกาลบุปผชาติ บุปผาจะราคาสูงเทียบเท่าทองคำ ถ้าเป็นบุปผาที่ราคาแพงสักหน่อยต้องทุ่มเงินกันมากมายเพียงใดก็หาได้เกินจริงไม่
แต่ไหนแต่ไรฉู่หลินหลางใช้เงินแต่ในเรื่องที่จำเป็น นางไม่มีเงินจะอวดร่ำอวดรวยกับใคร
อีกประการหนึ่งต่อให้นางจ่ายเงินไปมากกว่านี้ ตะกร้าบุปผาของนางก็สู้ของพวกบุตรหลานตระกูลใหญ่ไม่ได้ เพราะเหตุนี้นางจึงคิดวิธีแสดงความขอบคุณต่ออาจารย์ผู้มีพระคุณอย่างประหยัดมัธยัสถ์เช่นนี้ออกมา
ตอนคัดลายมือนางก็ถือโอกาสเขียนคำอวยพรบนกระดาษเซวียนจื่อพวกนี้เสียเลย ทั้งยังสิ้นเปลืองเงินไม่กี่มากน้อย แต่ตอนที่เขียนนางตั้งใจมากก็แล้วกัน
แต่ถ้าหากพวกฉีกงไม่ชมชอบ…ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไร! ถึงอย่างไรฉีกงก็เห็นนางขัดตาอยู่แล้ว ถึงจะรับนางเข้าเรียน แต่เหตุผลหลักๆ ก็แค่เห็นแก่หน้าซือถูเซิ่งเท่านั้น
การแสดงน้ำใจไมตรีตามมารยาทที่มิได้คาดหวังแม้แต่น้อยนิดเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง แม้จะตระหนี่ถี่เหนียวแต่ก็ชอบด้วยเหตุผลดี
เพียงแต่นางคิดไม่ถึงว่าตอนมอบตะกร้าบุปผานี้ ฉีกงจะบังเอิญมาเห็นเข้าพอดี
ฉีกงยังแกะบุปผากระดาษอีกสองสามดอก ตัวอักษรในแต่ละแผ่นล้วนไม่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่ล้วนเป็นถ้อยคำอวยพร อีกทั้งบุปผาพวกนี้ยังพับได้เหมือนของจริง มิหนำซ้ำยังประพรมด้วยน้ำมันหอมไว้ ถ้าไม่มองดีๆ จะดูไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นบุปผากระดาษ
แม้จะเป็นสิ่งของไม่ล้ำค่า ทว่ามีความตั้งใจจริงเต็มเปี่ยม…
ฉีกงแค่นเสียงขึ้นจมูก “ผู้มีวาจาไพเราะปั้นหน้าแย้มยิ้มมักขาดเมตตาธรรม! จงใจทำสิ่งของประจบสอพลอพรรค์นี้เพื่อดึงดูดความสนใจของคนกระมัง”
ถ้อยคำนี้รุนแรงอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อพูดออกจากปากของผู้เฒ่าฉี เป็นการตีตราว่าอีกฝ่ายเป็นคนถ่อย สามารถตกอยู่ในสถานการณ์น่าอับอายได้ทีเดียว
เหนือสิ่งอื่นใดด้านข้างยังมีฉีจิ่งถังกับภรรยารวมถึงคนที่มามอบตะกร้าบุปผาจากจวนต่างๆ ดีไม่ดีอาจทำให้ฉู่หลินหลางถูกดุด่าจนร้องไห้ออกมาทันทีก็เป็นได้
ศิษย์สองสามคนที่อยู่ใกล้ๆ เห็นแล้วยังรู้สึกอับอายแทนฉู่หลินหลาง โดยเฉพาะกวนจินเหอที่ยังนับว่ามีไมตรีอันดีกับนาง เด็กสาวตาแดงก่ำก่อนมองนางอย่างเห็นอกเห็นใจอย่างยิ่ง
กระนั้นฉู่หลินหลางกลับมีพื้นฐานจิตใจที่ดี แม้ถูกดุด่าตำหนิต่อหน้าผู้คนหน้าก็ไม่เปลี่ยนสี นางหลุดหัวเราะก่อนกล่าว
“ท่านอาจารย์ใหญ่ดุด่าได้ถูกต้อง ตอนข้าเรียนพงศาวดารในสำนักศึกษาได้ยินว่ามีผู้ประเสริฐในราชวงศ์ก่อนต้องการแสดงกตัญญู จึงคัดลอกคัมภีร์มอบให้แก่อาจารย์เพื่อแสดงความจริงใจของตน ด้วยเหตุนี้ข้าจึงคิดวิธีนี้ออกมา เพียงแต่คัมภีร์มีตัวอักษรมากมายเหลือเกิน ข้ากลัวว่าจะคัดลอกไม่เสร็จ ถึงได้เลือกสรรเฉพาะถ้อยคำที่เป็นมงคล และเพื่อให้ดูมีจำนวนมากข้ายังอุตส่าห์เขียนตัวใหญ่ด้วย ท่านเก่งกาจจริงๆ ดูคราเดียวก็รู้เท่าทันว่าข้าเกียจคร้าน เช่นนั้นคราวหน้าคงจะเกียจคร้านไม่ได้แล้ว ข้าจะตั้งอกตั้งใจคัดคัมภีร์หนาๆ สักเล่มมาอวยพรท่านนะเจ้าคะ”
ชั่วชีวิตนี้ของฉีกงสั่งสอนศิษย์มานับไม่ถ้วน ยามเขาดุดันเข้มงวดขึ้นมาจะอบรมเทศนาศิษย์จนร้องไห้ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้ง
แต่สำหรับนางเด็กน้อยผู้นี้ ไม่ว่าเขาจะปฏิบัติกับนางอย่างไร นางก็ทำหน้าระรื่นไม่สะทกสะท้านเสมอ ไม่ต่างจากพวกหนังหนาฟันแทงไม่เข้า นับได้ว่ามีลักษณะของแม่ทัพหญิงที่มีหนทางรับศึกได้ทุกสถานการณ์ ดังคำกล่าวที่ว่ากองทัพมาขุนพลต้าน น้ำบ่ามาเขื่อนดินกั้น*
คำกล่าวที่คล้ายตำหนิตนเองว่าเกียจคร้านนี้แท้จริงแล้วกำลังบอกเขาเป็นนัยว่า ‘ขออภัยด้วย อุบายเหลวไหลที่เอาอย่างผู้ประเสริฐพวกนั้นล้วนเรียนรู้มาจากสำนักศึกษาของบุตรชายท่าน’
ฉีกงถูกนางเด็กน้อยตอบโต้เบาๆ อีกคราหนึ่ง เขาก็แค่นเสียงพูด “บุตรชายข้าใจอ่อนไปชั่วขณะ ถึงได้รับเจ้าเอาไว้ กลับทำให้เจ้าปากคมปากกล้ายิ่งขึ้น”
ฉู่หลินหลางจึงพูดยิ้มๆ “ถ้าเช่นนั้นวันหน้าข้าพบท่านจะสงบปากสงบคำ จะได้ไม่ยั่วโทสะท่านดีหรือไม่เจ้าคะ”
พูดจบนางก็ค้อมกายคารวะแล้วตั้งใจจะขอตัวกลับ
บทที่ 57.2
ทว่าฉีกงกลับเรียกนางไว้แล้วกำชับว่า “ในเมื่อมาถึงแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยว มิฉะนั้นหากเจ้ากลับไปพร้อมลมเย็นเต็มท้องจะไม่พูดจาถากถางประชดประชันกันอีกหรือ ไปเถิด ไปที่ห้องโถงกินขนมบุปผาสดกับสหายร่วมห้องเรียนของเจ้า แล้วห่อกลับไปฝากใต้เท้าของเจ้าด้วย!”
หวาซื่อได้ยินแล้วก็รำพึงในใจ น่าแปลกยิ่งนัก เมื่อครู่มีคนมามอบตะกร้าบุปผามากมายเช่นนั้นก็ไม่เห็นท่านพ่อจะรั้งใครให้อยู่กินขนม
เนื่องจากมีแขกมาเยือนมากเกินไป อีกทั้งในห้องโถงมีพื้นที่จำกัด คนที่จะเข้าไปดื่มชาชมบุปผาในห้องโถงของแขกสตรีได้จะต้องเป็นสตรีเรือนในของขุนนางที่มีหน้ามีตาเท่านั้น
พวกขุนนางในราชสำนักที่ไม่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักหลายคนได้แต่มอบตะกร้าบุปผาแล้วกลับไป ไม่มีสิทธิ์ได้ดื่มชาในห้องโถงนี้ด้วยซ้ำ
ดังเช่นใต้เท้าโจวอดีตสามีของฉู่หลินหลางผู้นี้ เมื่อครู่เขามามอบตะกร้าบุปผาที่หน้าประตู ผู้ดูแลก็เชิญเขากลับไปด้วยเหตุผลที่ว่ามีรถม้าที่หน้าจวนมากเกินไปจนเริ่มขวางทางเข้าออกที่ปากตรอกแล้ว
แต่บิดาสามีกลับเอ่ยปากรั้งตัวนางเด็กน้อยซึ่งมีศักดิ์ฐานะต่ำต้อย ทั้งยังดุด่าเหน็บแนมนาง ช่างน่าประหลาดโดยแท้
จากจุดนี้เห็นได้ชัดว่าผู้เฒ่าฉีถูกชะตากับฉู่หลินหลาง
เมื่อเป็นเช่นนี้ความใจร้ายใจดำในการปะทะคารมเมื่อครู่ก็ลดลงไปหลายส่วนทันใด คล้ายเป็นท่านปู่อบรมสั่งสอนหลานสาวคนเล็กที่ซุกซนมากกว่า
ฉู่หลินหลางย่อมรับรู้ได้ถึงความเอ็นดูของฉีกงเป็นธรรมดา นางคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยขอบคุณทันที จากนั้นก็เข้าไปคล้องแขนหวาซื่ออย่างสนิทสนม เดินพูดคุยยิ้มแย้มไปที่ห้องโถงเพื่อดื่มชากินขนมด้วยกัน
ทางด้านท่านหญิงอี๋ซิ่วเดิมทีนึกว่าจะได้ชมเรื่องขบขัน คิดไม่ถึงว่าฉีกงจะให้เกียรติฉู่หลินหลางถึงเพียงนี้ ทำให้นางรู้สึกตกตะลึงอย่างสุดระงับ
หลังจากหวาซื่อถอยเปิดทางให้ไปก่อน ท่านหญิงอี๋ซิ่วก็สาวเท้าเดินนำหน้าฉู่หลินหลางเข้าสู่ห้องโถง
ฉู่หลินหลางจงใจชะลอฝีเท้าเดินเคียงข้างหวาซื่ออยู่ตลอด ทั้งยังคอยช่วยอีกฝ่ายรับของที่คนรอบข้างส่งให้ไปด้วย ตลอดทางที่เดินไปด้วยกันหวาซื่อรู้สึกว่าฉู่หลินหลางที่อายุยังน้อยและรู้หนังสือไม่มากนักผู้นี้น่ารักน่าเอ็นดูอย่างปราศจากเหตุผล
ทุกคำพูดของนางล้วนเหมาะสมชวนให้สบายใจ เป็นคนที่รู้จักอ่านสีหน้าคนและมีวาทศิลป์โดยแท้ มิน่าเล่าบิดาสามีถึงได้รู้สึกถูกชะตาแล้วรับเข้าสำนักศึกษา
หวาซื่อได้ยินเรื่องที่ก่อนหน้านี้ฉู่หลินหลางต้องประสบกับการหย่ามาบ้าง คงเป็นความรู้สึกของคนหัวอกเดียวกันระหว่างสตรี นางถึงได้มีความเห็นใจสงสารอีกฝ่ายอยู่สามส่วน เป็นธรรมดาที่จะให้ความอบอุ่นเป็นมิตรมากเป็นพิเศษไปด้วย
จนกระทั่งเข้าสู่ห้องโถงแล้ว ฉู่หลินหลางถึงพบว่าเถาหยาซูสหายร่วมห้องเรียนของตนอยู่ในนั้นตั้งแต่แรกแล้ว อีกฝ่ายกำลังดื่มชาแกล้มขนมกับสตรีเรือนในคนอื่นๆ สองสามคน
ยามที่เห็นนางเข้ามาพร้อมกับหวาซื่อ เดิมทีเถาหยาซูก็อึ้งงันไป จากนั้นก็คลายยิ้มอย่างไว้ตัวแล้วพยักหน้าเป็นเชิงทักทายนาง
ในสำนักศึกษาสตรีหรงหลิน คุณหนูเถาผู้นี้นับเป็นผู้โดดเด่นโด่งดังอันดับหนึ่ง มิใช่แค่ชาติตระกูลของนาง ทว่ายังมีรูปลักษณ์ที่สง่างามมีราศี กอปรกับความรู้ความสามารถลึกซึ้งสูงส่ง ล้วนไม่เปิดทางให้ใครมองข้ามนางได้
กระนั้นคุณหนูเถาไม่เคยยกตนข่มเหงผู้อื่น แม้จะไม่กระตือรือร้นกับสหายร่วมห้องเรียน แต่ก็รังเกียจการพูดซุบซิบนินทาผู้อื่นแตกต่างจากพวกท่านหญิงอี๋ซิ่ว
หลังจากฉู่หลินหลางไปเรียนหนังสือมาหลายครั้ง นางพบว่าคุณหนูเถาผู้นี้มีจุดที่ไม่เหมือนใครอยู่บ้าง…นั่นคือใส่ใจกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ อย่างยิ่ง
เป็นต้นว่ามวยผมของคุณหนูเถาเป็นแบบเดิมเสมอ กระทั่งตำแหน่งปิ่นปักผมก็เป็นตำแหน่งเดิมไม่เคยเปลี่ยนแปลง
เสื่อนั่งกับโต๊ะของนางจะต้องห่างกันสามกำปั้น ขาดไปเพียงเล็กน้อยก็ไม่ได้ ส่วนสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ* ซึ่งอยู่บนโต๊ะก็ต้องวางให้ตรงตามตำแหน่งเฉพาะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ดังนั้นต่อให้คุณหนูเถามีสาวใช้คอยรับใช้อยู่ข้างกายก็มีบางครั้งที่สิ่งของไม่ได้อยู่ในที่ประจำ
แต่คุณหนูเถากลับอารมณ์เย็นอย่างยิ่ง นางไม่ตำหนิดุด่าใคร เพียงลงมือจัดวางใหม่ไปทีละอย่างด้วยตนเอง
แน่นอนว่ามีบางครั้งที่นางจนปัญญาเช่นกัน ในระหว่างคาบเรียนคราหนึ่งพวกสหายร่วมห้องเรียนเล่นซนกันแล้วชนของบนโต๊ะของคุณหนูเถาหล่นเกลื่อนกลาด
จนใจที่ขณะนั้นนางยืนอยู่หน้าห้องเรียน กำลังถูกอาจารย์ซักถามสอบทานความรู้จากบทเรียนอยู่ จึงกลับไปจัดให้เข้าที่เดิมไม่ได้
ปรากฏว่าพอคุณหนูเถาเห็นโต๊ะที่ข้าวของระเกะระกะแล้วแววตาก็นิ่งขึงไป ร่างแข็งทื่อ แทบจะเปล่งเสียงท่องตำราไม่รู้เรื่องอยู่แล้ว
ยังคงเป็นฉู่หลินหลางที่ตาไวสังเกตเห็น นางจึงเดินสองสามก้าวเข้าไปช่วยจัดวางของให้อย่างเรียบร้อยด้วยมือไม้คล่องแคล่ว อีกทั้งไม่ผิดตำแหน่งแม้เพียงสักนิด คุณหนูเถาจึงปรับลมหายใจให้เป็นปกติดังเดิมแล้วตอบคำถามได้อย่างเยือกเย็นและไร้ที่ติ
การเอาใจใส่ซึ่งกันและกันในจุดเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้ นอกจากตัวเถาหยาซูกับฉู่หลินหลางแล้วก็ไม่มีใครจับสังเกตได้
ทว่านับแต่นั้นมาฉู่หลินหลางก็พบว่าทุกครั้งที่เถาหยาซูเห็นนางแล้วก็จะพยักหน้าส่งยิ้มให้น้อยๆ ดูเหมือนจะแฝงไว้ด้วยความจริงใจอยู่หลายส่วน
การพบเจอผู้รู้ใจอย่างแปลกประหลาดเช่นนี้ชวนให้ขบขันอยู่บ้างจริงๆ
กระนั้นฉู่หลินหลางก็ไม่คิดที่จะสานมิตรภาพระหว่างตนเองกับเถาหยาซูต่อไป
ตามหลักแล้วตระกูลทรงอำนาจเช่นสกุลเถานี้ ต่อให้ใต้เท้าซือถูของนางไม่ทุ่มเทใจผูกสัมพันธ์ นางก็สมควรทำดีกับอีกฝ่ายจึงจะถูก
แต่วันนั้นนางเอารายชื่อของศิษย์ในสำนักศึกษาสตรีให้ซือถูเซิ่งแบ่งเป็นระดับหนึ่งถึงสาม ตอนไล่ไปถึงชื่อของคุณหนูเถาผู้โด่งดังสูงศักดิ์ ซือถูเซิ่งก็ชะงักพู่กันนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเขียนคำว่า ‘ระดับสาม’ ซึ่งหมายถึงให้เกียรติแต่ควรอยู่ห่างๆ
ในความคิดของนาง ท่าทีที่เขาชะงักไปนั้นผิดปกติอย่างมาก หรือซือถูเซิ่งรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้วว่าเขาต้องล่วงเกินสกุลเถาของท่านกั๋วกงด้วยเรื่องที่นาตามศักดิ์
นางไม่เคยไต่ถามเรื่องงานของเขา คนที่ทำให้เขาต้องตรึกตรองซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงจะแบ่งระดับได้ต้องมีเหตุผลที่เขากริ่งเกรงเป็นแน่
ดังนั้นตอนหาที่นั่ง ฉู่หลินหลางจึงจงใจเลือกจุดที่ห่างจากพวกคุณหนูเถา จากนั้นก็ดื่มชาแกล้มขนมให้มาก พูดจาให้น้อยเข้าไว้
ไม่นานนักคุณหนูกวนก็เข้ามาเช่นกัน พอนางเห็นฉู่หลินหลางก็ดึงเพื่อนรักในห้องหอของตนวิ่งมานั่งด้วยกัน
ก่อนหน้านี้พวกนางฝากฉู่หลินหลางซื้อชาดกับแป้งน้ำที่มีเฉพาะในอำเภอเจียงโข่ว วันนี้ฉู่หลินหลางคิดอยู่ว่าอาจได้พบกับพวกนางจึงนำติดตัวมาด้วย ยามนี้สามารถเอาของมาแบ่งให้พวกนางได้พอดี
การอบรมเลี้ยงดูบุตรของสกุลกวนนั้นเข้มงวดกวดขันอย่างยิ่ง ปกติกวนจินเหอจะซื้อหาแป้งน้ำดีๆ ไม่ได้
แต่โชคดีที่นางมีสหายร่วมห้องเรียนที่เปิดร้านค้า ของดีของแปลกอะไรล้วนสรรหามาได้หมด ส่วนคุณหนูคนอื่นๆ สองสามคนก็คิดเช่นเดียวกัน จึงพากันขอบคุณที่ฉู่หลินหลางมีลู่ทางกว้างขวาง ช่วยหาของขายดีที่ซื้อหายากพวกนี้มาได้
ฉู่หลินหลางอมยิ้มมองเด็กสาววัยแรกแย้มเหล่านี้พลางคิดคำนึงในใจ ดูเหมือนนางไม่เคยผ่านช่วงเวลาที่เป็นเด็กสาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเช่นนี้มาก่อน
ใครจะคาดคิดว่าบัดนี้นางจะได้เข้าสู่ห้องเรียนเมื่อเป็นผู้ใหญ่ในวัยยี่สิบสี่ปีแล้ว ได้คบหากับสหายอ่อนวัยกว่ากลุ่มหนึ่ง และได้รับการชดเชยในเรื่องที่แม้แต่จะคิดก็ยังไม่กล้าคิดสมัยเป็นเด็กสาวทีละน้อยจนครบถ้วนแล้ว…
เวลานี้สตรีชนชั้นสูงตรงกลางห้องโถงกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มีนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งใกล้จะเข้าวังในอีกสามเดือนให้หลังกันอย่างออกรส
ดูไปแล้วเป็นเพียงการรับนางข้าหลวงไปถวายตัวรับใช้ไทเฮา แต่ทุกคนต่างรู้แก่ใจดีว่าในบรรดานางข้าหลวงที่เข้าวังคราวนี้จะเลือกคนที่โดดเด่นส่งเข้าสู่ตำหนักในของฮ่องเต้
สตรีที่เข้าวังกลุ่มนี้จะมีเกียรติยศแตกต่างไปจากสนมชายาที่ผ่านการคัดเลือกคนอื่นๆ
แม้ว่าต้องอีกสามเดือนถึงจะเข้าวัง แต่รายชื่อคนที่ได้รับคัดเลือกเปิดเผยออกมาแล้ว ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าคุณหนูเถาเป็นหนึ่งในนั้น นางต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดตลอดสามเดือนนี้ก่อนจะเข้าวังรับตำแหน่ง ดังนั้นนอกจากวิชาเรียนในสำนักศึกษาแล้ว ยังมีนางข้าหลวงอาวุโสจากในวังมาสอนส่วนตัวที่จวนอีกด้วย
คนที่หูตาไวล้วนรู้ว่านี่แค่ทำตามขั้นตอนพอเป็นพิธีเท่านั้น ฮ่องเต้น่าจะแต่งตั้งคุณหนูเถาผู้นี้เป็นชายา
หากใคร่ครวญจากชาติตระกูลรวมถึงรูปสมบัติและคุณสมบัติของนาง อีกทั้งในภายภาคหน้านางให้กำเนิดบุตร เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างมาโดยตลอดคงตกเป็นของคุณหนูเถาผู้นี้อย่างง่ายดาย
แม้จะเป็นเพียงการคัดเลือกนางข้าหลวง แต่ยามนี้คุณหนูเถาได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากเหล่าสตรีสูงศักดิ์รอบด้านแล้ว
ถึงขั้นมีคนกล่าวชมอย่างเปิดเผยว่านางมีรูปโฉมละม้ายคล้ายคลึงเถาฮองเฮาในอดีตอย่างยิ่งอีกทั้งมีกิริยาท่าทางนุ่มนวลเช่นเดียวกัน
คุณหนูเถาคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างเหมาะสม นางรับฟังเงียบๆ ขณะที่มือซึ่งอยู่ภายใต้แขนเสื้อกำลังลูบรอยยับที่แทบไม่สังเกตเห็นรอยหนึ่งบนกระโปรงไปมาอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นเถาหยาซูถูกผู้คนห้อมล้อมประหนึ่งดาวล้อมเดือน ท่านหญิงอี๋ซิ่วที่อยู่ด้านข้างก็รู้สึกขัดตาอยู่บ้าง นางรอจังหวะแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“แค่เข้าวังเป็นนางข้าหลวงถวายตัวรับใช้ไทเฮาเท่านั้น ผู้ที่ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าเป็นการแต่งตั้งชายาของราชวงศ์ ได้รับเกียรติยศและความโปรดปรานจากฮ่องเต้เหนือผู้ใดในหกตำหนัก!”
พอถ้อยคำเหน็บแนมของนางดังขึ้น ทั่วทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนล้วนไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
แต่ไหนแต่ไรคุณหนูเถาเป็นคนพูดน้อย ทว่าในงานเลี้ยงเช่นนี้ท่านหญิงอี๋ซิ่วกลับไม่ไว้หน้านาง นางย่อมมีเหตุผลเต็มที่ที่จะโต้กลับ
คุณหนูเถาพูดยิ้มๆ อย่างสุขุม “ท่านหญิงอี๋ซิ่วกล่าวได้ถูกต้อง สตรีเช่นข้าเพียงเข้าวังไปถวายการรับใช้ข้างพระวรกายไทเฮาเพื่อแสดงความกตัญญูแทนบรรดาพี่ชายในตระกูลบิดาเท่านั้น หาได้มีอะไรน่าโอ้อวด ข้ามีวิชาความรู้ตื้นเขิน คุณสมบัติก็ธรรมดาสามัญ แต่กลับได้รับความสำคัญจากไทเฮา ชวนให้หวาดหวั่นจริงๆ พอข้าหวนนึกถึงวันนั้นที่ไทเฮาทรงเรียกตัวเข้าเฝ้าแล้วยังรู้สึกใจหายอยู่บ้าง ถ้าอุตส่าห์ตั้งใจเตรียมตัวเป็นอย่างดีแล้วกลับด้อยกว่าคนอื่นจนไม่ได้รับคัดเลือกจะสู้หน้าผู้คนได้หรือ”
วาจานี้ฟังดูคล้ายถ่อมตน แต่ความจริงแล้วจี้ใจดำของท่านหญิงอี๋ซิ่วทุกคำ
ใครบ้างไม่รู้ว่าตอนนั้นท่านหญิงอี๋ซิ่วไปเข้าเฝ้าไทเฮาในวังหลวงเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าสกุลอวิ๋นอยากส่งบุตรสาวเข้าวังอีกคนเพื่อไปช่วยท่านอาหญิงมัดพระทัยฮ่องเต้
น่าเสียดายที่ไทเฮาเห็นรายชื่อแล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า ‘ในเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นท่านหญิงแล้วก็เป็นผู้เยาว์ของฮ่องเต้ จะเข้าวังมาเพื่ออันใด’ แล้วก็คัดชื่อของท่านหญิงอี๋ซิ่วออก
วันนั้นท่านหญิงอี๋ซิ่วเดินหน้าเสียออกจากวังหลวงโดยไม่ได้เข้าเฝ้าไทเฮาด้วยซ้ำ
เถาหยาซูพูดเช่นนี้มิใช่เยาะเย้ยนางว่าไม่ได้รับคัดเลือกอย่างเปิดเผยหรือ
ท่านหญิงอี๋ซิ่วใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ถ้าไม่ใช่เพราะมารดานางที่อยู่ด้านข้างดึงมือนางไว้ เกรงว่านางคงจะดึงดันปะทะคารมกับเถาหยาซูซึ่งหน้าอย่างอดรนทนไม่ไหว
พอเห็นบุตรสาวถูกประชดประชัน อวิ๋นฮูหยินผู้นั้นก็ไม่ใช่จะยอมใครง่ายๆ นางจงใจกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ได้รับคัดเลือกก็ต้องรู้สึกหวาดหวั่นกันบ้าง ถึงอย่างไรนี่ก็เกี่ยวพันถึงความรุ่งเรืองและเกียรติยศของตระกูลว่าจะสืบทอดต่อไปได้หรือไม่…ส่วนอวิ๋นซิ่วของข้านั้นไม่เหมือนกัน นางไม่สุขุมหนักแน่นอย่างคุณหนูเถา ถึงเข้าวังไปก็ต้องอับอายขายหน้า มิสู้เลี้ยงดูนางอยู่ในจวนดีกว่า มิบังอาจไปสร้างปัญหาให้ไทเฮาเพิ่ม อีกสักพักบิดานางก็จะพูดคุยเรื่องแต่งงานของนางแล้ว นางไม่ได้วาสนาดีเหมือนคุณหนูเถาที่ได้เข้าวังแสดงความกตัญญู”
ยามกล่าววาจานี้อวิ๋นฮูหยินอยากจะหัวเราะเสียงดังๆ ออกมาอย่างยิ่ง
คนอื่นที่ไม่ล่วงรู้ต่างเข้าใจกันว่าฮ่องเต้รักและให้ความสำคัญกับอดีตฮองเฮาผู้ล่วงลับ ถึงได้รีรอไม่แต่งตั้งฮองเฮาพระองค์ใหม่สักที
แต่สกุลอวิ๋นของนางมีสายสัมพันธ์กับจิ้งเฟย จึงรู้ดีว่าอะไรเป็นอะไร
ในครั้งนั้นสตรีที่ฮ่องเต้รักและให้ความสำคัญไม่ใช่เถาซื่อผู้เป็นชายาเอกหรือจิ้งเฟย แต่เป็นญาติผู้พี่ของจิ้งเฟยที่จากไปนานแล้ว
ส่วนที่ชายารองนามว่าฟางเสี่ยวเนี่ยนผู้นั้นตายก่อนวัยอันควรดูเหมือนจะมีเบื้องลึกเบื้องหลังซ่อนอยู่และคล้ายว่าเถาฮองเฮาก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
สมัยฮ่องเต้ยังอยู่ในวัยเยาว์และดำรงตำแหน่งรัชทายาท เขากับชายาเอกเกิดเรื่องหมางใจกันตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ดังนั้นตำนานความรักของ ‘ฮ่องเต้กับฮองเฮา’ ที่คนนอกสรรเสริญกันมาโดยตลอด ทั้งยังมีเสียงโจษจันว่า ‘ฮ่องเต้รีรอไม่ยอมแต่งตั้งฮองเฮาสักทีเพราะคะนึงหาเถาฮองเฮา’ ล้วนเป็นคำพูดเหลวไหลทั้งสิ้น!
จะมีสักกี่คนที่ล่วงรู้ว่าต่อให้ยามนั้นเถาฮองเฮาไม่สวรรคต ฮ่องเต้ก็เกือบออกพระราชโองการปลดนางแล้ว
เถาฮองเฮาก็กลัวเสียหน้า อีกทั้งเพื่อตำแหน่งรัชทายาทของบุตรชาย นางไม่เคยบอกเล่าเรื่องพวกนี้กับคนนอกและคนสกุลเถา เพียงมุ่งหวังรักษาภาพจอมปลอมในสายตาคนนอกว่าฮ่องเต้กับนางกลมเกลียวปรองดองกันเอาไว้
สุดท้ายทั้งสองคนล้วนไม่เปิดเผยความจริงออกมา เป็นเหตุให้คนสกุลเถาที่ไร้ยางอายกระหยิ่มยิ้มย่อง นึกว่าฮ่องเต้กับเถาฮองเฮารักใคร่ผูกพันอย่างลึกซึ้งจริงๆ จึงไม่อาจลืมเลือนคนเก่า อีกทั้งตอนนี้ยังคิดจะส่งเถาหยาซูที่มีรูปโฉมคล้ายเถาฮองเฮาเข้าวังไปอีกคน
ต่อให้นางมีไทเฮาหนุนหลัง แต่เข้าวังไปแล้วอย่างไร แค่รูปโฉมของนางก็ทำให้ฮ่องเต้บังเกิดความรังเกียจเดียดฉันท์ได้แล้ว
ตำหนักในคือถ้ำเสือแดนมังกร ยังไม่ต้องเอ่ยถึงเรื่องอื่น ลำพังแค่อุบายชั้นเชิงของจิ้งเฟยซึ่งเป็นท่านอาหญิงของบุตรสาวก็สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้อวิ๋นฮูหยินได้แล้ว
โชคดีที่ไทเฮาไม่ชอบหน้าคนสกุลอวิ๋นจึงคัดชื่อของบุตรสาวออก ไม่จำเป็นต้องเข้าวังไปขอความโปรดปรานจากตาเฒ่า ขอแค่เสาะหาสามีชาติตระกูลดีถึงจะพึ่งพาได้ทั้งชีวิต
อวิ๋นฮูหยินคิดเช่นนี้แล้วจิตใจก็ปลอดโปร่งเป็นพิเศษ นางเปลี่ยนไปพูดเรื่องที่บุตรสาวใกล้จะแต่งงาน
ทางด้านฉู่หลินหลาง เมื่อครู่ตอนเกิดศึกฟาดฟันกันด้วยวาจาในห้องโถง นางหยิบเมล็ดแตงกำหนึ่งนั่งหลบมุมฟังตามสบาย
ที่แท้คุณหนูเถาที่สุภาพเรียบร้อยและเงียบขรึมเสมอผู้นี้คารมคมคายอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่ามิใช่ผู้ที่จะตอแยได้
เพียงแต่ไม่รู้ว่าเพราะสกุลอวิ๋นมีจิ้งเฟยหนุนหลังหรือไม่ ทำให้สองแม่ลูกคู่นั้นไม่เห็นคนที่อาจได้เป็นฮองเฮาในอนาคตอยู่ในสายตาโดยสิ้นเชิง
แต่ถ้าว่ากันอย่างเป็นธรรม ท่านหญิงอี๋ซิ่วโชคดีกว่าจริงๆ
ในความคิดของฉู่หลินหลาง ถ้าเป็นสามีวัยชรากับภรรยาวัยสาว ทั้งยังไม่ใช่ฮ่องเต้กับฮองเฮาที่เติบโตเคียงคู่กันมาตั้งแต่วัยหนุ่มสาว สำหรับเด็กสาวในวัยแรกแย้มผู้หนึ่งที่ต้องออกเรือนให้ตาเฒ่าซึ่งเป็นท่านปู่ของนางได้ ถึงเขาจะเป็นฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ แต่จะมีความสุขสำราญใจอะไรให้น่าพูดถึง
ถ้านางเป็นมารดาคุณหนูเถาคงหักใจให้บุตรสาวของตนเองเข้าวังไปปรนนิบัติตาเฒ่าไม่ได้
เมื่อฟังข่าวซุบซิบจบและดื่มชาแกล้มขนมจนหมด ฉู่หลินหลางก็ปัดมือแล้วคิดจะขอตัวกลับ
หวาซื่อห่อขนมบุปผาสดหลายกล่องให้นางนำไปฝากใต้เท้าซือถู
หลังจากฉู่หลินหลางกล่าวอำลาหวาซื่อแล้วก็ขึ้นรถม้าเตรียมตัวกลับจวน
เนื่องจากวันนี้เป็นเทศกาลบุปผชาติ ต้นไม้ที่ยังไม่ออกดอกริมถนนล้วนติดบุปผาสีแดงทำจากผ้าแพรหรือกระดาษ
ผู้คนแต่งกายสีสันสดใสงดงามพากันแห่ไปที่อารามเทพบุปผาในเมืองพร้อมเสียงหัวเราะร่าเริงไปตลอดทาง ทำให้การสัญจรติดขัด รถม้าก็แล่นได้ไม่เร็วนัก
ฉู่หลินหลางมองถนนแล้วขมวดคิ้วไต่ถามสารถี “เหตุใดมาทางนี้เล่า ถนนจอแจเพียงใดกัน”
สารถีผู้นั้นทำสีหน้าขอลุแก่โทษ “เมื่อครู่มาถึงหัวถนนแล้วข้าเผลอไปขอรับ ตอนนี้จะหันหัวม้ากลับก็ไม่ทัน แต่ถนนหนทางยามนี้ทิวทัศน์งดงามไม่เลว ผู้ดูแลฉู่อยากลงไปเดินดูสักหน่อยหรือไม่ขอรับ”
ฉู่หลินหลางนั่งในรถม้าจนขาชา พอได้ยินคำเสนอแนะของเขาก็ลงจากรถม้าพาสาวใช้กับบ่าวรับใช้เดินกลับไป ทั้งยังถือโอกาสนี้ชมบุปผาสดที่ตั้งประดับไว้ตามทางไปด้วย
เพียงแต่จุดหมายปลายทางของพวกนางนั้นสวนทางกับคนที่ไปอารามเทพบุปผา ต้องเดินเบียดฝ่าฝูงชนอย่างยากลำบาก
ดังนั้นพอเลี้ยวตรงหัวมุมถนนอีกที พวกนางก็ออกจากถนนสายหลัก เปลี่ยนไปใช้เส้นทางตามตรอกเล็กๆ แม้จะไม่เห็นบุปผาสดประดับริมถนนอีก แต่เดินได้สะดวกสบายกว่ามาก
ฉู่หลินหลางมัวแต่จัดมวยผมที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยเพราะถูกเบียดเสียดให้เข้าที่ ไม่ได้สังเกตเห็นว่ามีบุรุษฉกรรจ์หลายคนเดินตามหลังพวกนางมาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็สุดรู้
แต่นิสัยโดยปกติทั่วไปของสตรีนั้น เวลาเห็นสิ่งของที่สะท้อนเงาคนได้ก็จะอยากส่องดูตนเอง
ขณะที่เลี้ยวผ่านหัวมุมถนนสายหนึ่ง นางส่องดูความเรียบร้อยของจอนผมตนเองผ่านกระจกอินหยางซึ่งแขวนไว้หน้าประตูเรือนหลังนี้ แต่กลับเห็นทางหางตาว่ามีบุรุษฉกรรจ์หลายคนที่ดูเหมือนเดินมาทางเดียวกับพวกนางอยู่ห่างไปไม่ไกลนัก
เริ่มแรกนางเพียงเห็นเข้าโดยไม่ตั้งใจ แต่จิตใจที่ละเอียดอ่อนตามประสาสตรีทำให้นางเริ่มจับตาดูข้างหลังอย่างตั้งใจบ้างไม่ตั้งใจบ้าง จึงพบว่าไม่ว่านางจะเดินไปทางใด บุรุษฉกรรจ์กลุ่มนั้นก็จะติดตามมาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกลเสมอ…
* กองทัพมาขุนพลต้าน น้ำบ่ามาเขื่อนดินกั้น เป็นสำนวน หมายถึงการใช้ไหวพริบรับมือกับสถานการณ์อย่างเหมาะสม
* ตามค่านิยมของชาวจีนสมัยโบราณ ‘สี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือ’ คืออุปกรณ์สำคัญสี่อย่างในห้องหนังสือ ได้แก่ พู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึก
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 26 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.