บทที่ 60 ซานฉา
ซานฉาไม่รู้ว่าเหตุใดหมิงหวาฉังต้องการจะดูห้องพักของพวกตน ทว่าเบื้องหลังของหมิงหวาฉังคือเจียงซื่อจื่อ ซานฉาไม่กล้าล่วงเกิน ถึงอย่างไรตนเองก็อยู่ว่างๆ จึงพาอีกฝ่ายเดินไปดูที่ต่างๆ
หมิงหวาฉังแวะที่ชั้นสองก่อน เลี้ยวพ้นช่องบันไดก็พบประตูที่ไม่สะดุดตาบานหนึ่งอยู่ข้างช่องบันได นางผลักเปิดประตูบานนั้น ด้านในมืดสลัวอย่างยิ่ง เพียงมองเห็นเค้าโครงได้รางๆ
อาศัยแสงสว่างที่สาดเข้ามาทางด้านหลังของนางก็เห็นได้ว่ามีชั้นไม้อันหนึ่งวางชิดผนังทางทิศใต้ บนชั้นไม้มีชุดสุรา ชุดน้ำชา และเครื่องมือเล่นพนัน นางเดินเข้าประตูไปอย่างระมัดระวังก่อนถาม
“เหตุใดที่นี่ถึงมืดเช่นนี้”
ซานฉาพิงผนังอย่างรำคาญใจ “ทั้งสามด้านล้วนเป็นผนัง ไม่มืดได้อย่างไร”
มิผิด ห้องเล็กสำหรับเก็บของห้องนี้ทั้งสามด้านล้วนเป็นผนัง มีเพียงผนังทางทิศเหนือเจาะช่องลมขนาดเล็กไว้ช่องหนึ่ง ทว่าช่องลมติดกับช่องบันได ไม่อาจช่วยรับแสง ทำได้เพียงระบายอากาศขจัดกลิ่นอับเท่านั้น
หมิงหวาฉังเดินวนอยู่ในห้อง มองออกได้ว่าที่นี่ใช้งานบ่อยครั้งทว่าไม่มีคนจัดเก็บ ข้าวของเครื่องใช้ล้วนวางกองกันตามใจชอบ นางหยุดยืนตรงหน้าผนังทางทิศใต้ ด้านหลังของผนังนี้คือห้องลมคะนึง…สถานที่ที่จางจื่ออวิ๋นเสียชีวิต นางมองพิจารณาอยู่นาน แต่ก็ไม่พบความเป็นไปได้ที่จะทะลุจากห้องนี้ไปยังห้องที่อยู่ติดกัน
หมิงหวาฉังจึงได้แต่ก้าวออกจากประตูมาพร้อมกับความเสียดาย เดินต่อไปจนถึงหน้าห้องลมคะนึง มองคราแรกก็เห็นตัวอักษรคำว่า ‘ผนึก’ บนบานประตูอย่างชัดเจน ซานฉาเห็นหมิงหวาฉังวนเวียนพิจารณาแถบปิดผนึกนั้นก็เอ่ยอย่างคลางแคลง
“ข้างในเคยมีคนตาย เหตุใดท่านถึงไม่หลบเลี่ยง มิหนำซ้ำยังดูหมายมุ่งยิ่ง คงไม่ใช่อยากเข้าไปกระมัง”
ถูกมองออกเสียแล้ว หมิงหวาฉังจึงแค่นเสียงอย่างเย็นชาไว้ตัว “ข้าก็แค่ตรวจดูว่าพวกเจ้าโป้ปดหรือไม่ และคุณชายสามสกุลจางผู้นั้นฆ่าตัวตายเองจริงๆ หรือ ข้าขอเตือนเจ้าไว้ก่อน จวนเจียงอันโหวของพวกข้าไม่ใช่พวกกินผักหญ้า* หากซื่อจื่อเกิดเรื่องในหอของพวกเจ้า เจียงอันโหวต้องเล่นงานพวกเจ้าแน่นอน”
ซานฉายืนยัน “จริงแท้แน่นอน คุณชายสามสกุลจางมาถึงราวยามโหย่ว อวี้ฉยงบอกว่าเลื่อมใสทักษะวาดภาพของเขา จึงพาเขาไปดื่มสุราเพียงลำพังในห้องลมคะนึง ราวยามซวี** มีแขกมามากขึ้นเรื่อยๆ ข้าอยู่ชั้นสามเตรียมจะแสดงระบำก็ได้ยินเสียงทะเลาะกันที่ชั้นสอง ที่แท้แขกผู้ทรงเกียรติที่เหมาเวลาของอวี้ฉยงเป็นประจำมาถึงแล้ว ระบุชื่อให้อวี้ฉยงมาอยู่เป็นเพื่อน มามาจึงไปเรียกอวี้ฉยงที่ห้องลมคะนึง คุณชายสามสกุลจางบอกว่าภาพยังวาดไม่เสร็จ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้อวี้ฉยงไป กระทั่งมามาให้ท่านอาใบ้ส่งสุรามาหลายไห คุณชายสามสกุลจางค่อยสงบลง หึๆ พวกบัณฑิตคร่ำครึล้วนมีพฤติกรรมเช่นนี้”
หมิงหวาฉังถาม “เขาดื่มสุราอยู่ดีๆ ฆ่าตัวตายได้อย่างไรกัน”
“เรื่องนี้ใครจะรู้เล่า” ซานฉากล่าว “ช่วงยามซวีข้าลงมาแสดงระบำที่โถงใหญ่ชั้นล่างแล้ว แขกหลายคนมาให้กำลังใจข้า ข้าจะสังเกตบัณฑิตเพียงคนเดียวได้อย่างไร พอจบระบำก็ถึงยามไฮ่ ข้าเหนื่อยแทบตาย เพิ่งจะขึ้นชั้นสามไปพักได้ครู่เดียว มามาที่ชั้นสองก็กรีดร้อง ข้าส่งคนไปสอบถามค่อยรู้ว่าชั้นสองเกิดเหตุคนตาย บัณฑิตทึ่มทื่อผู้นั้นวาดภาพจนลุ่มหลง ถึงกับเชือดคอตายแล้ว”
หมิงหวาฉังเลิกคิ้ว “เชือดคอตนเองหรือ”
“ใช่” ซานฉาเอ่ยอย่างแน่ใจ “ตั้งแต่ต้นยามซวีประตูห้องลมคะนึงปิดอยู่ตลอด ในโถงใหญ่มีแขกมากปานนั้น มีดวงตาหลายคู่ปานนั้น ล้วนเห็นกันอย่างชัดเจน ภายใต้สายตาของฝูงชนยังจะมีใครอ้อมหลบสายตาของผู้คนเข้าห้องไปสังหารเขาได้หรือ พอถึงยามไฮ่มามาก็หาเวลาจนได้ เดิมทีนางไปห้องลมคะนึงเพื่อจะเร่งให้เขากลับไปเสีย นึกไม่ถึงว่าพอผลักประตูเข้าไปกลับเห็นคนตาย ตอนนั้นข้างกายมามามีผู้ติดตามไม่น้อย ทุกคนล้วนเห็นว่าประตูหน้าต่างของห้องลมคะนึงปิดมิดชิด บนพื้นสะอาดไร้ร่องรอย คุณชายสามสกุลจางพิงอยู่ข้างโต๊ะ มีดตกอยู่ข้างมือ ลำคอมีเลือดไหล ไม่รู้ว่าตายไปนานเท่าใดแล้ว บนโต๊ะมีภาพวาดวางอยู่ ผู้คนต่างพูดกันว่าเขารักภาพวาดถึงขั้นลุ่มหลง รู้แจ้งถึงแก่นแท้ จิตวิญญาณจึงเข้าสู่ภาพวาดไปเป็นเทพเซียนแล้ว”
หมิงหวาฉังเงียบงัน หากไม่ใช่รู้ว่าภาพแบบล้ำค่าที่จางจื่ออวิ๋นพกติดตัวหายไป นางเองก็อาจรู้สึกว่านี่เป็นการฆ่าตัวตาย
นางก้าวเท้าอยู่นอกห้องลมคะนึง วัดขนาดพื้นที่ดูช้าๆ มองผ่านช่องหน้าต่างก็พอจะเห็นได้ว่าทิศเหนือและทิศใต้ของห้องนี้เป็นผนัง หน้าต่างทางทิศตะวันออกคือฝั่งที่ติดถนน ประตูหน้าต่างทางทิศตะวันตกคือฝั่งที่ติดกับทางระเบียงชั้นสอง
หน้าต่างทางทิศตะวันออกมีสายลับหน่วยเค้าแมวนิลจับตาดูอยู่ ยืนยันได้ว่าไม่มีใครเปิดหน้าต่าง ส่วนประตูหน้าต่างทางทิศตะวันตกก็มีเยวี่ยหูเฝ้ามองอยู่ตลอดโดยไม่คลาดสายตา ยืนยันได้ว่าไม่มีใครเข้าใกล้ทั้งสิ้น
แปลกยิ่งนัก คนร้ายรู้วิชาทะลวงผนังหรือไร ที่แท้คนร้ายเข้าห้องพิเศษไปสังหารจางจื่ออวิ๋นแล้วฉวยม้วนภาพแบบจากไปด้วยวิธีใดกัน
หรือข้าควรจะเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ หากหลังเข้าสู่ยามซวีไม่มีใครเข้าออกห้องลมคะนึงที่กลายเป็นห้องปิดตายนั้นจริงๆ จะเป็นเพราะคนร้ายได้วางบางสิ่งไว้ในห้องล่วงหน้า ทำให้จางจื่ออวิ๋นตายภายหลังใช่หรือไม่ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นภาพแบบวังต้าหมิงที่หายไปจะอธิบายอย่างไรเล่า
หมิงหวาฉังขบคิดไม่แตก จึงตัดสินใจไปสำรวจสภาพพื้นที่ในหอเทียนเซียงให้ทั่วก่อน นางไม่เชื่อว่าใต้หล้านี้จะมีภูตผีสังหารคนหรือมีผู้รู้แจ้งเข้าสู่ภาพวาดได้ ห้องปิดตายที่เรียกกันนั้นจะต้องอาศัยเล่ห์กลสักอย่างที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของหอเทียนเซียงแน่นอน
หมิงหวาฉังกล่าว “พวกเราไปดูชั้นสามกันเถิด”
ห้องพักของพวกแม่นางในหอล้วนอยู่ชั้นสาม ห้องพิเศษชั้นสองแม้หรูหรางดงาม ทว่านั่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกนางแต่อย่างใด แม้กระทั่งดาวรุ่งที่กำลังโด่งดังเช่นซานฉา พออยู่ชั้นสามก็ได้รับแบ่งมาแค่ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง กินนอนแต่งกายรวมถึงรับแขกล้วนต้องอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องนี้
ซานฉาไม่อาจปฏิเสธหมิงหวาฉัง จำต้องพาอีกฝ่ายขึ้นไปดู บันไดจากชั้นสองถึงชั้นสามนี้สร้างด้วยไม้กระดาน ด้านล่างว่างโหวงลอยอยู่กลางอากาศ ยามหมิงหวาฉังเดินอยู่บนไม้กระดานจึงรู้สึกแข้งขาอ่อนอยู่บ้าง ต้องจับราวแน่นอย่างห้ามไม่อยู่ กระนั้นยังคงพลาดถูกร่องไม้เกี่ยวชายชุดเข้า
นางร่างสั่นพลางนั่งยองๆ ลงไปดึงชายชุด แค่เหลือบมองชั้นล่างโดยไม่ตั้งใจก็วิงเวียนตาลายในชั่วพริบตา จึงอดพร่ำบ่นออกมาไม่ได้
“เวทีกับห้องพิเศษพวกเจ้าสร้างงดงามหรูหราปานนั้น เหตุใดไม่ซ่อมแซมปรับปรุงบันไดนี่สักหน่อย”
ซานฉาพ่นลมขึ้นจมูกเบาๆ “จุดที่ไม่เห็นชัดใครจะยินดีออกเงินกัน ถึงอย่างไรคนที่ใช้บ่อยก็ไม่ใช่แขกผู้ทรงเกียรติ มามาย่อมไม่แยแส”
หมิงหวาฉังหมดคำจะโต้แย้ง พยายามควบคุมดวงตาไม่ให้มองลงไป ตั้งใจดึงชายชุดของตนออกจากร่องไม้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากอยู่ใกล้ ตอนที่ดึงชายชุดจึงเห็นด้ายแดงเส้นหนึ่งคล้ายติดคาอยู่กับไม้กระดาน
ก่อนหน้านี้คงมีคนโชคร้ายถูกเกี่ยวชุดตรงนี้เช่นกัน นางจึงไม่ได้ใส่ใจ พอดึงชายชุดของตนออกมาได้ก็เดินขึ้นไปต่อ
ซานฉากล่าวเมื่อทั้งสองคนขึ้นไปถึงชั้นสาม “นี่คือห้องพักของพวกข้า ไม่รู้จริงๆ ว่ามีอะไรน่าดู”
ภาพที่สะท้อนสู่สายตาคือประตูห้องเรียงรายเป็นระเบียบราวกับกรงพิราบหนึ่งแถว ค่ำคืนต้นฤดูคิมหันต์อบอ้าวอยู่บ้าง ห้องส่วนใหญ่จึงเปิดหน้าต่างไว้ หากเดินไปตามทางระเบียงก็จะเห็นสภาพภายในห้องได้
หมิงหวาฉังไม่ใส่ใจคำประชดประชันของซานฉา เดินไปพลางถามอีกฝ่ายไปพลาง ขณะเดียวกันก็ร่างภาพเจ้าของห้องแต่ละห้องไว้ในสมอง
นางไม่ได้คิดว่าขณะที่ตนเองเดินอยู่จะโชคดีค้นพบคนร้ายทันที เพียงแค่จะทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของหอเทียนเซียงเท่านั้น ดังคำว่าน้ำดินถิ่นหนึ่งหล่อเลี้ยงได้ผู้คนถิ่นหนึ่ง* มีแต่เข้าใจสภาพแวดล้อมจึงจะรู้ว่าคนที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้นึกคิดอย่างไร จากนั้นจะทำเช่นไร
เทียบกับแม่นางคนอื่นที่โบกพัดอย่างเบื่อหน่าย เปิดประตูหน้าต่างไว้ไม่ไยดีความเป็นส่วนตัว ห้องของอวี้ฉยงแลดูมีเอกลักษณ์ยิ่ง นางปิดประตูหน้าต่างมิดชิด กรุหน้าต่างด้วยผ้าไหมดิบ มองเข้าไปมีแต่ความพร่ามัว อย่าคิดหวังว่าจะใช้นิ้วมือเจาะรูลอบมองได้เช่นหน้าต่างที่กรุด้วยกระดาษ
ครั้นเห็นหมิงหวาฉังจ้องมองหน้าต่างบานนั้น ซานฉาก็เอ่ยอย่างเอื่อยเฉื่อย “นั่นคือห้องของอวี้ฉยง นางพิถีพิถันเสียไม่มี ห้ามใครแตะต้องข้าวของของนาง ใครเข้าห้องนางโดยไม่ได้รับอนุญาต นางจะโกรธใส่อีกด้วย”
หมิงหวาฉังกล่าว “อวี้ฉยงเป็นดาวเด่นมาหลายปี ในห้องน่าจะมีของมีค่าหลายอย่าง ไม่ชอบให้ผู้อื่นแตะต้องก็เป็นเรื่องปกติ”
ซานฉาแค่นหัวเราะ กลอกตาอย่างแรง “ตรงกันข้ามต่างหาก ดาวเด่นผู้นี้อุปนิสัยพิลึก หากในห้องนางก่อด้วยทองหยกข้าย่อมเข้าใจได้ แต่ในห้องนางไม่ต่างจากถ้ำหิมะ สี่ด้านมีเพียงผนังสีขาว ข้าเข้าไปแล้วขนลุกแทบแย่”
หมิงหวาฉังประหลาดใจ “มองไม่ออกจริงๆ ว่าอวี้ฉยงถึงกับชอบความสมถะ”
ซานฉาพ่นลมขึ้นจมูกแล้วเอ่ยอย่างดูแคลน “ก็แค่แสร้งทำสูงส่งเท่านั้น”
ทั้งสองคนค่อยๆ เดินมาจนถึงหน้าห้องของซานฉา ซานฉาคิดในใจว่าผู้ที่มาคือแขก ถึงอย่างไรคืนนี้นางก็ไม่ต้องทำงานรับแขก จึงเชิญหมิงหวาฉังเข้าไปนั่งสักครู่
พอดีหมิงหวาฉังก็อยากสังเกตการใช้ชีวิตในหอคณิกาอย่างใกล้ชิด จึงตอบรับด้วยความยินดี
ห้องพักของซานฉาเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของเจ้าของ ในนั้นกองสุมไปด้วยสิ่งของสีแดงเข้มและสีทองอร่าม หมิงหวาฉังเข้ามาแล้วก็รู้สึกแสบตา ซานฉาเพียงคว้าผ้าคลุมไหล่ที่วางอยู่บนตั่งออก
“นั่งได้ตามสบาย”
หมิงหวาฉังยืนบนพื้นห้อง มองเครื่องตกแต่งสีแดงรอบด้านแล้วก็ไม่รู้จะก้าวเท้าตรงไปที่ใดดี ครั้นเห็นด้านข้างมีแถบแพรแดงกองอยู่เต็มหีบที่ลงรักประดับมุกใบหนึ่ง มองไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นชุดอะไร นางจึงเอ่ยถาม
“ซานฉา นี่คืออะไร”
ซานฉากำลังหาชุดน้ำชา พอได้ยินคำถามก็หันมามอง “อ้อ นั่นคือแถบแพรแดงที่ข้าใช้แสดงระบำ”
หมิงหวาฉังหยิบขึ้นมาดูเล็กน้อย ยากจะเข้าใจได้ “ยามแสดงระบำต้องใช้แถบแพรแดงยาวถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่เกี่ยวขาตนเองล้มหรือไร”
ในห้องมีแต่ชาเย็นชืด ซานฉารินชาถ้วยหนึ่งแล้วยกมาตรงหน้าหมิงหวาฉัง ดวงตาเชิดคู่นั้นเหลือบลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยเยาะ
“มีแต่คนซุ่มซ่ามถึงจะถูกเกี่ยวล้ม”
หมิงหวาฉังรู้สึกว่าประโยคนี้อีกฝ่ายกำลังพูดถากถางนางอยู่ นางยังไม่ทันจะตอบ ซานฉาก็ยัดถ้วยชาใส่มือนาง ก้มตัวเกี่ยวแถบแพรแดงแล้วเริ่มหมุนคว้างอยู่ในห้องที่เล็กจนแทบไม่มีที่จะเดินนี้
แถบแพรแดงประหนึ่งเมฆพลิ้วน้ำไหลรายล้อมข้างกายซานฉา เกลียวคลื่นสีแดงเข้มซัดม้วนขึ้นลง ยิ่งม้วนยิ่งไว ชุดหรูฉวินข้างใต้พลิ้วไหวคล้ายบุปผาบานสะพรั่ง
ทั้งงามตระการทั้งน่าหวาดเสียว ทุกย่างก้าวหมิงหวาฉังล้วนกังวลว่าซานฉาจะเหยียบชายกระโปรงหรือถูกแถบแพรแดงรัดพัน ทว่าซานฉากลับสามารถหลบหลีกระหว่างจุดสะดุดล้มกับจุดหมุนตัวได้ถูกจังหวะทุกย่างก้าว สุดท้ายราวกับเล่นกล นางรวบแถบแพรแดงทั้งหมดมาอยู่ในกำมือ พร้อมกับหยุดร่างที่หมุนลงโดยพลัน
หมิงหวาฉังอดไม่ได้ที่จะปรบมือ “ยอดเยี่ยม ร่ายรำได้ดีเหลือเกิน!”
ซานฉาเก็บแถบแพรแดงเสร็จ พอได้ยินคำชมที่ตรงไปตรงมา ไม่ส่อนัยหยาบโลนเช่นแขกทั่วไปก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง จึงจับปอยผมที่หลุดลุ่ยตรงริมจอนไปไว้หลังหูแก้เก้อ
“แค่ฝีมือพื้นฐาน ความยอดเยี่ยมที่แท้จริงข้ายังไม่ได้แสดงออกมาเลย”
“เช่นนั้นหรือ” หมิงหวาฉังไม่เคยพบคนที่ร่ายรำได้เก่งกาจเช่นนี้มาก่อน จึงถามด้วยความอยากรู้ “ระบำที่เจ้าเชี่ยวชาญที่สุดคืออะไรเล่า”
ซานฉาชี้ไปด้านนอกพลางตอบ “ระบำเฟยเทียน*”
หมิงหวาฉังสนใจใคร่รู้ “คืออะไรหรือ”
นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีสตรีไถ่ถามเรื่องระบำกับนางอย่างจริงจัง ไม่มีเรื่องชู้สาว ไม่มีคำเสียดแทงดุจซ่อนเข็มแหลมในปุยฝ้าย ไม่มีคำชื่นชมบังหน้าแล้วหาโอกาสฉกฉวยความรู้จากนาง ซานฉาจึงรู้สึกพอใจ ชี้เพดานหอพลางชี้แจง
“เห็นรางไม้บนนั้นหรือไม่ นั่นคือรางที่สร้างไว้ให้ข้าโดยเฉพาะ ข้าคิดระบำใหม่ขึ้นมาชุดหนึ่ง ใช้แถบแพรแดงพาดบนรางไม้แล้วกระโดดลงไปจากชั้นสาม ผ่อนแถบแพรแดงไปพลางระบำไปพลางก็จะร่อนลงจากฟ้าได้เช่นเดียวกับเฟยเทียน ข้าฝึกอยู่นานมาก เมื่อวานเพิ่งแสดงเป็นครั้งแรก”
หมิงหวาฉังเพียงฟังก็ผุดเหงื่อเย็นโซมกาย “นี่อันตรายเกินไปกระมัง หากเจ้าจับแถบแพรแดงไม่แน่นพอ เกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำอย่างไร”
ซานฉาแค่นเสียงเบาๆ เชิดหน้าพลางกล่าว “ผู้ที่เรียนมาไม่แตกฉานถึงจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ข้าไม่มีทาง”
นางพูดจบก็จะแสดงให้ดู อุ้มแถบแพรแดงเดินไปถึงทางระเบียง เห็นกันอยู่ว่าแถบแพรแดงแสนจะอ่อนนุ่ม ไม่รู้นางออกแรงเช่นไร โยนคราเดียวปลายผ้าก็พาดข้ามรางไม้ลอยละลิ่วลงไปแล้ว นางเหยียดขา มือกุมแถบแพรแดงอีกด้าน เหลียวหลังมาคลี่ยิ้มอย่างทะนง
“ไม่ได้ฝึกวันเดียว แข้งขาฝืดอยู่บ้าง เอาล่ะ ท่านดูให้ดี”
ไม่ขาดคำสองมือนางก็กระตุกแถบแพรแดงจนตึง ตัวคนดุจผีเสื้อเริงระบำ สะกิดเท้าบนราวกั้นเบาๆ น้ำหนักตัวที่กระโดดลงไปก็ลากแถบแพรแดงบนรางไม้ให้เลื่อนไปด้วย สุดท้ายแถบแพรแดงก็เลื่อนไปติดกับคานใหญ่กึ่งกลางเพดานจึงได้หยุดนิ่ง
หมิงหวาฉังคาดไม่ถึงว่าซานฉาจะกระโดดหอ หัวใจจึงกระดอนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ขณะที่ซานฉากำลังจะชนกับราวกั้นฝั่งตรงข้ามก็รั้งผ้าเปลี่ยนท่าในชั่วพริบตา
หมิงหวาฉังเกือบจะกรีดร้องออกมา ซานฉากลับคล้ายล้อคนเล่น เหวี่ยงตัวผ่านราวกั้นไปอย่างฉิวเฉียด แถบแพรแดงพานางหมุนวนกลับมาดุจวิหคเหิน บินวนอยู่เหนือโถงใหญ่รอบแล้วรอบเล่า
เหตุพลิกผันนี้เหนือความคาดหมาย คนทั้งหมดล้วนเงยหน้ามองด้านบน กระโปรงสีทับทิมของซานฉาคลี่สะบัดล้อลม ทางหนึ่งนางรั้งผ้าให้สั้นกับผ่อนผ้าให้ยาวเพื่อควบคุมความเร็วของการหมุน อีกทางหนึ่งก็ทำท่าร่ายรำต่างๆ กลางอากาศ แลดูคล้ายเฟยเทียนบนภาพผนังจริงๆ อ่อนช้อยพลิ้วไหว แถบแพรแดงว่อนฟ้า งามล้ำหาใดเปรียบปาน
หมิงหวาฉังกลั้นใจอยู่นานค่อยพรูลมหายใจออกมาช้าๆ ยกมือขึ้นปรบด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง
ทางด้านเจียงหลิงกับเหรินเหยากำลังเค้นสมองล้วงคำพูดของอวี้ฉยงอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอุทานดังมาจากด้านนอก เจียงหลิงหันไปเห็นหญิงงามชุดสีแดงเข้มผู้หนึ่งโฉบผ่านหน้าต่างพอดี ทั้งยังมีกลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาด้านหลัง เขาก็ตกตะลึง
“เมื่อครู่คือสิ่งใดเหาะผ่านไป”
อวี้ฉยงเห็นทุกคนพากันจับจ้องไปทางโถงใหญ่ จึงหยุดเสียงผีผาลงเงียบๆ แม่เล้าเองแม้ตกใจ แต่การตอบสนองแรกคือความเสียดาย
ซานฉานางเด็กคนนี้นี่ เมื่อวานให้นางแสดงระบำเฟยเทียนเป็นครั้งแรกก็ไม่เห็นว่าจะระบำได้ดีเท่านี้ วันนี้เกิดเสียสติอะไรขึ้นมา เหตุใดจู่ๆ ถึงเริ่มระบำเสียได้ แม่เล้าได้แต่แค้นใจที่วันนี้ไม่มีแขกอื่นมาชม สิ้นเปลืองภาพฉากนี้ไปอย่างสูญเปล่า ไม่อาจใช้เพิ่มค่าตัวซานฉาให้สูงขึ้นได้
ทว่าดีชั่วอย่างไรก็ยังมีเจียงอันโหวซื่อจื่ออยู่ทั้งคน แม่เล้าปรายตาไปทางเจียงหลิง ปลอบใจตนเองว่ายังมีปลาใหญ่ตัวนี้อยู่ ไม่นับว่าขาดทุน
ตรงมุมอับมีคนงานทั่วไปสองคนยืนอยู่ กำลังทอดสายตามองสตรีที่เหินวนอยู่กลางหอ ตอนนี้ทุกคนล้วนมองแต่นาง พวกเขาสองคนจึงไม่นับว่าแปลกแยก บุรุษที่ร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อยเอาไหล่ชนคนด้านข้างแล้วลดเสียงลงเอ่ยยิ้มๆ
“นึกไม่ถึงจริงๆ น้องหญิงรองอยู่ในสถานที่เช่นนี้ยังเป็นปลาได้น้ำ* เริ่มจากชิงรักหักสวาทกับดาวเด่นคนปัจจุบัน ตอนนี้ยังทำให้ว่าที่ดาวเด่นคนถัดไประบำเพื่อนางได้ ข้ารู้สึกละอายใจโดยแท้ที่ไม่อาจเทียบนางได้”
บุรุษในเงามืดฟังจบก็เหลือบมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา รูปโฉมของเขาแม้สามัญ แต่ดวงตาคู่นั้นกลับลุ่มลึกปานธารดารา ดวงตาเช่นนี้อยู่บนใบหน้าเช่นนี้ช่างน่าเสียดายโดยแท้
“หุบปาก” เขาลดเสียงพูดให้ฟังดูแหบแผ่ว คล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นได้ยินเสียงของเขาอย่างชัดเจน “ไปที่ห้องเก็บสุราใต้ดิน ตรวจสอบบ่าวใบ้ที่ไปส่งสุราวันนั้น อย่ามัวเอ้อระเหยอยู่ตรงนี้”
“ข้าเอ้อระเหยเมื่อไรกัน” เซี่ยจี้ชวนไม่ได้รับความเป็นธรรม “เจ้าจะเข้าไปดูดาวเด่น แต่กลับให้ข้าไปหาบุรุษที่ทั้งแก่ชราและเป็นใบ้ ว่ามา เจ้าจงใจใช่หรือไม่”
หมิงหวาจางยินดีจะไปตรวจสอบบ่าวใบ้ผู้นั้นเสียมากกว่า ทว่าหมิงหวาฉังอยู่ในหอทำเอิกเกริกสะดุดตาอย่างยิ่ง เขากลัวว่านางจะเกิดเรื่อง จึงได้แต่คอยจับตาดูนางไว้ เขาถลึงตาใส่เซี่ยจี้ชวนอย่างเย็นชา ไม่รับคำล้อเล่นของอีกฝ่าย เอ่ยย้ำอย่างไม่หวั่นไหว
“รีบไปเสีย”
“น่าเบื่อ” เซี่ยจี้ชวนบ่นพึมพำ จากนั้นก็หันกายอย่างช้าๆ ขณะที่เขาจะเดินเข้าสู่มุมมืดก็ได้ยินเสียงร้องแหลมดังมาทางด้านหลัง
“ระวัง!”
เซี่ยจี้ชวนกับหมิงหวาจางหันไปอย่างพร้อมเพรียงก็เห็นแถบแพรแดงฉีกขาด ซานฉาเสียหลักร่วงลงมาทันที
* ไม่ใช่พวกกินผักหญ้า เปรียบเปรยถึงไม่ใช่พวกที่ตอแยได้ง่าย ที่มาของสำนวนนี้บ้างอธิบายว่าไม่ใช่ผู้มีจิตเมตตาถือศีลกินเจ บ้างอธิบายว่าไม่ใช่สัตว์กินพืชซึ่งอ่อนแอและมักเป็นผู้ถูกล่า
** ยามซวี คือช่วงเวลา 19.00 น. ถึง 21.00 น. ตรงกับยามหนึ่ง
* น้ำดินถิ่นหนึ่งหล่อเลี้ยงได้ผู้คนถิ่นหนึ่ง หมายถึงสภาพแวดล้อมวิถีชีวิตที่ต่างกันในแต่ละพื้นที่ย่อมส่งผลให้ผู้คนในแต่ละพื้นที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง
* เฟยเทียน เรียกอีกชื่อว่ากั้นท่าผอ ถอดเสียงจากภาษาบาลีคำว่า ‘คนฺธพฺพ’ (คัน-ทับ-พะ) หรือคนธรรพ์ ในมหาปรัชญาปารมิตาสูตรกล่าวว่าเป็นผู้ขับร้องร่ายรำของเทพ คอยติดตามบรรเลงดนตรีแก่เหล่าเทพ เฟยเทียนไม่แบ่งแยกชายหญิง เสพควันธูปกำยานเป็นอาหาร ยามที่พุทธองค์ปรากฏตัวจะมีเฟยเทียนอยู่ด้วยเสมอ
* ปลาได้น้ำ หมายถึงการพบเจอคนที่นิสัยใจคอไปในทางเดียวกัน หรือการพบเจอสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกับตน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 ส.ค. 69
Comments
comments
No tags for this post.