หมิงหวาฉังขบคิดไม่แตก จึงตัดสินใจไปสำรวจสภาพพื้นที่ในหอเทียนเซียงให้ทั่วก่อน นางไม่เชื่อว่าใต้หล้านี้จะมีภูตผีสังหารคนหรือมีผู้รู้แจ้งเข้าสู่ภาพวาดได้ ห้องปิดตายที่เรียกกันนั้นจะต้องอาศัยเล่ห์กลสักอย่างที่ซ่อนอยู่ในโครงสร้างของหอเทียนเซียงแน่นอน
หมิงหวาฉังกล่าว “พวกเราไปดูชั้นสามกันเถิด”
ห้องพักของพวกแม่นางในหอล้วนอยู่ชั้นสาม ห้องพิเศษชั้นสองแม้หรูหรางดงาม ทว่านั่นไม่มีความเกี่ยวข้องกับพวกนางแต่อย่างใด แม้กระทั่งดาวรุ่งที่กำลังโด่งดังเช่นซานฉา พออยู่ชั้นสามก็ได้รับแบ่งมาแค่ห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง กินนอนแต่งกายรวมถึงรับแขกล้วนต้องอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องนี้
ซานฉาไม่อาจปฏิเสธหมิงหวาฉัง จำต้องพาอีกฝ่ายขึ้นไปดู บันไดจากชั้นสองถึงชั้นสามนี้สร้างด้วยไม้กระดาน ด้านล่างว่างโหวงลอยอยู่กลางอากาศ ยามหมิงหวาฉังเดินอยู่บนไม้กระดานจึงรู้สึกแข้งขาอ่อนอยู่บ้าง ต้องจับราวแน่นอย่างห้ามไม่อยู่ กระนั้นยังคงพลาดถูกร่องไม้เกี่ยวชายชุดเข้า
นางร่างสั่นพลางนั่งยองๆ ลงไปดึงชายชุด แค่เหลือบมองชั้นล่างโดยไม่ตั้งใจก็วิงเวียนตาลายในชั่วพริบตา จึงอดพร่ำบ่นออกมาไม่ได้
“เวทีกับห้องพิเศษพวกเจ้าสร้างงดงามหรูหราปานนั้น เหตุใดไม่ซ่อมแซมปรับปรุงบันไดนี่สักหน่อย”
ซานฉาพ่นลมขึ้นจมูกเบาๆ “จุดที่ไม่เห็นชัดใครจะยินดีออกเงินกัน ถึงอย่างไรคนที่ใช้บ่อยก็ไม่ใช่แขกผู้ทรงเกียรติ มามาย่อมไม่แยแส”
หมิงหวาฉังหมดคำจะโต้แย้ง พยายามควบคุมดวงตาไม่ให้มองลงไป ตั้งใจดึงชายชุดของตนออกจากร่องไม้อย่างระมัดระวัง เนื่องจากอยู่ใกล้ ตอนที่ดึงชายชุดจึงเห็นด้ายแดงเส้นหนึ่งคล้ายติดคาอยู่กับไม้กระดาน
ก่อนหน้านี้คงมีคนโชคร้ายถูกเกี่ยวชุดตรงนี้เช่นกัน นางจึงไม่ได้ใส่ใจ พอดึงชายชุดของตนออกมาได้ก็เดินขึ้นไปต่อ
ซานฉากล่าวเมื่อทั้งสองคนขึ้นไปถึงชั้นสาม “นี่คือห้องพักของพวกข้า ไม่รู้จริงๆ ว่ามีอะไรน่าดู”
ภาพที่สะท้อนสู่สายตาคือประตูห้องเรียงรายเป็นระเบียบราวกับกรงพิราบหนึ่งแถว ค่ำคืนต้นฤดูคิมหันต์อบอ้าวอยู่บ้าง ห้องส่วนใหญ่จึงเปิดหน้าต่างไว้ หากเดินไปตามทางระเบียงก็จะเห็นสภาพภายในห้องได้
หมิงหวาฉังไม่ใส่ใจคำประชดประชันของซานฉา เดินไปพลางถามอีกฝ่ายไปพลาง ขณะเดียวกันก็ร่างภาพเจ้าของห้องแต่ละห้องไว้ในสมอง
นางไม่ได้คิดว่าขณะที่ตนเองเดินอยู่จะโชคดีค้นพบคนร้ายทันที เพียงแค่จะทำความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของหอเทียนเซียงเท่านั้น ดังคำว่าน้ำดินถิ่นหนึ่งหล่อเลี้ยงได้ผู้คนถิ่นหนึ่ง* มีแต่เข้าใจสภาพแวดล้อมจึงจะรู้ว่าคนที่อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้นึกคิดอย่างไร จากนั้นจะทำเช่นไร
เทียบกับแม่นางคนอื่นที่โบกพัดอย่างเบื่อหน่าย เปิดประตูหน้าต่างไว้ไม่ไยดีความเป็นส่วนตัว ห้องของอวี้ฉยงแลดูมีเอกลักษณ์ยิ่ง นางปิดประตูหน้าต่างมิดชิด กรุหน้าต่างด้วยผ้าไหมดิบ มองเข้าไปมีแต่ความพร่ามัว อย่าคิดหวังว่าจะใช้นิ้วมือเจาะรูลอบมองได้เช่นหน้าต่างที่กรุด้วยกระดาษ
ครั้นเห็นหมิงหวาฉังจ้องมองหน้าต่างบานนั้น ซานฉาก็เอ่ยอย่างเอื่อยเฉื่อย “นั่นคือห้องของอวี้ฉยง นางพิถีพิถันเสียไม่มี ห้ามใครแตะต้องข้าวของของนาง ใครเข้าห้องนางโดยไม่ได้รับอนุญาต นางจะโกรธใส่อีกด้วย”
หมิงหวาฉังกล่าว “อวี้ฉยงเป็นดาวเด่นมาหลายปี ในห้องน่าจะมีของมีค่าหลายอย่าง ไม่ชอบให้ผู้อื่นแตะต้องก็เป็นเรื่องปกติ”
ซานฉาแค่นหัวเราะ กลอกตาอย่างแรง “ตรงกันข้ามต่างหาก ดาวเด่นผู้นี้อุปนิสัยพิลึก หากในห้องนางก่อด้วยทองหยกข้าย่อมเข้าใจได้ แต่ในห้องนางไม่ต่างจากถ้ำหิมะ สี่ด้านมีเพียงผนังสีขาว ข้าเข้าไปแล้วขนลุกแทบแย่”
หมิงหวาฉังประหลาดใจ “มองไม่ออกจริงๆ ว่าอวี้ฉยงถึงกับชอบความสมถะ”
ซานฉาพ่นลมขึ้นจมูกแล้วเอ่ยอย่างดูแคลน “ก็แค่แสร้งทำสูงส่งเท่านั้น”
ทั้งสองคนค่อยๆ เดินมาจนถึงหน้าห้องของซานฉา ซานฉาคิดในใจว่าผู้ที่มาคือแขก ถึงอย่างไรคืนนี้นางก็ไม่ต้องทำงานรับแขก จึงเชิญหมิงหวาฉังเข้าไปนั่งสักครู่
พอดีหมิงหวาฉังก็อยากสังเกตการใช้ชีวิตในหอคณิกาอย่างใกล้ชิด จึงตอบรับด้วยความยินดี
ห้องพักของซานฉาเป็นเช่นเดียวกับอุปนิสัยของเจ้าของ ในนั้นกองสุมไปด้วยสิ่งของสีแดงเข้มและสีทองอร่าม หมิงหวาฉังเข้ามาแล้วก็รู้สึกแสบตา ซานฉาเพียงคว้าผ้าคลุมไหล่ที่วางอยู่บนตั่งออก
“นั่งได้ตามสบาย”