หมิงหวาฉังยืนบนพื้นห้อง มองเครื่องตกแต่งสีแดงรอบด้านแล้วก็ไม่รู้จะก้าวเท้าตรงไปที่ใดดี ครั้นเห็นด้านข้างมีแถบแพรแดงกองอยู่เต็มหีบที่ลงรักประดับมุกใบหนึ่ง มองไม่ออกจริงๆ ว่าเป็นชุดอะไร นางจึงเอ่ยถาม
“ซานฉา นี่คืออะไร”
ซานฉากำลังหาชุดน้ำชา พอได้ยินคำถามก็หันมามอง “อ้อ นั่นคือแถบแพรแดงที่ข้าใช้แสดงระบำ”
หมิงหวาฉังหยิบขึ้นมาดูเล็กน้อย ยากจะเข้าใจได้ “ยามแสดงระบำต้องใช้แถบแพรแดงยาวถึงเพียงนี้เชียวหรือ ไม่เกี่ยวขาตนเองล้มหรือไร”
ในห้องมีแต่ชาเย็นชืด ซานฉารินชาถ้วยหนึ่งแล้วยกมาตรงหน้าหมิงหวาฉัง ดวงตาเชิดคู่นั้นเหลือบลงเล็กน้อยก่อนเอ่ยเยาะ
“มีแต่คนซุ่มซ่ามถึงจะถูกเกี่ยวล้ม”
หมิงหวาฉังรู้สึกว่าประโยคนี้อีกฝ่ายกำลังพูดถากถางนางอยู่ นางยังไม่ทันจะตอบ ซานฉาก็ยัดถ้วยชาใส่มือนาง ก้มตัวเกี่ยวแถบแพรแดงแล้วเริ่มหมุนคว้างอยู่ในห้องที่เล็กจนแทบไม่มีที่จะเดินนี้
แถบแพรแดงประหนึ่งเมฆพลิ้วน้ำไหลรายล้อมข้างกายซานฉา เกลียวคลื่นสีแดงเข้มซัดม้วนขึ้นลง ยิ่งม้วนยิ่งไว ชุดหรูฉวินข้างใต้พลิ้วไหวคล้ายบุปผาบานสะพรั่ง
ทั้งงามตระการทั้งน่าหวาดเสียว ทุกย่างก้าวหมิงหวาฉังล้วนกังวลว่าซานฉาจะเหยียบชายกระโปรงหรือถูกแถบแพรแดงรัดพัน ทว่าซานฉากลับสามารถหลบหลีกระหว่างจุดสะดุดล้มกับจุดหมุนตัวได้ถูกจังหวะทุกย่างก้าว สุดท้ายราวกับเล่นกล นางรวบแถบแพรแดงทั้งหมดมาอยู่ในกำมือ พร้อมกับหยุดร่างที่หมุนลงโดยพลัน
หมิงหวาฉังอดไม่ได้ที่จะปรบมือ “ยอดเยี่ยม ร่ายรำได้ดีเหลือเกิน!”
ซานฉาเก็บแถบแพรแดงเสร็จ พอได้ยินคำชมที่ตรงไปตรงมา ไม่ส่อนัยหยาบโลนเช่นแขกทั่วไปก็รู้สึกขัดเขินอยู่บ้าง จึงจับปอยผมที่หลุดลุ่ยตรงริมจอนไปไว้หลังหูแก้เก้อ
“แค่ฝีมือพื้นฐาน ความยอดเยี่ยมที่แท้จริงข้ายังไม่ได้แสดงออกมาเลย”
“เช่นนั้นหรือ” หมิงหวาฉังไม่เคยพบคนที่ร่ายรำได้เก่งกาจเช่นนี้มาก่อน จึงถามด้วยความอยากรู้ “ระบำที่เจ้าเชี่ยวชาญที่สุดคืออะไรเล่า”
ซานฉาชี้ไปด้านนอกพลางตอบ “ระบำเฟยเทียน*”
หมิงหวาฉังสนใจใคร่รู้ “คืออะไรหรือ”
นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีสตรีไถ่ถามเรื่องระบำกับนางอย่างจริงจัง ไม่มีเรื่องชู้สาว ไม่มีคำเสียดแทงดุจซ่อนเข็มแหลมในปุยฝ้าย ไม่มีคำชื่นชมบังหน้าแล้วหาโอกาสฉกฉวยความรู้จากนาง ซานฉาจึงรู้สึกพอใจ ชี้เพดานหอพลางชี้แจง
“เห็นรางไม้บนนั้นหรือไม่ นั่นคือรางที่สร้างไว้ให้ข้าโดยเฉพาะ ข้าคิดระบำใหม่ขึ้นมาชุดหนึ่ง ใช้แถบแพรแดงพาดบนรางไม้แล้วกระโดดลงไปจากชั้นสาม ผ่อนแถบแพรแดงไปพลางระบำไปพลางก็จะร่อนลงจากฟ้าได้เช่นเดียวกับเฟยเทียน ข้าฝึกอยู่นานมาก เมื่อวานเพิ่งแสดงเป็นครั้งแรก”
หมิงหวาฉังเพียงฟังก็ผุดเหงื่อเย็นโซมกาย “นี่อันตรายเกินไปกระมัง หากเจ้าจับแถบแพรแดงไม่แน่นพอ เกิดอุบัติเหตุขึ้นจะทำอย่างไร”
ซานฉาแค่นเสียงเบาๆ เชิดหน้าพลางกล่าว “ผู้ที่เรียนมาไม่แตกฉานถึงจะเกิดอุบัติเหตุ แต่ข้าไม่มีทาง”
นางพูดจบก็จะแสดงให้ดู อุ้มแถบแพรแดงเดินไปถึงทางระเบียง เห็นกันอยู่ว่าแถบแพรแดงแสนจะอ่อนนุ่ม ไม่รู้นางออกแรงเช่นไร โยนคราเดียวปลายผ้าก็พาดข้ามรางไม้ลอยละลิ่วลงไปแล้ว นางเหยียดขา มือกุมแถบแพรแดงอีกด้าน เหลียวหลังมาคลี่ยิ้มอย่างทะนง
“ไม่ได้ฝึกวันเดียว แข้งขาฝืดอยู่บ้าง เอาล่ะ ท่านดูให้ดี”
ไม่ขาดคำสองมือนางก็กระตุกแถบแพรแดงจนตึง ตัวคนดุจผีเสื้อเริงระบำ สะกิดเท้าบนราวกั้นเบาๆ น้ำหนักตัวที่กระโดดลงไปก็ลากแถบแพรแดงบนรางไม้ให้เลื่อนไปด้วย สุดท้ายแถบแพรแดงก็เลื่อนไปติดกับคานใหญ่กึ่งกลางเพดานจึงได้หยุดนิ่ง
หมิงหวาฉังคาดไม่ถึงว่าซานฉาจะกระโดดหอ หัวใจจึงกระดอนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ขณะที่ซานฉากำลังจะชนกับราวกั้นฝั่งตรงข้ามก็รั้งผ้าเปลี่ยนท่าในชั่วพริบตา
หมิงหวาฉังเกือบจะกรีดร้องออกมา ซานฉากลับคล้ายล้อคนเล่น เหวี่ยงตัวผ่านราวกั้นไปอย่างฉิวเฉียด แถบแพรแดงพานางหมุนวนกลับมาดุจวิหคเหิน บินวนอยู่เหนือโถงใหญ่รอบแล้วรอบเล่า
เหตุพลิกผันนี้เหนือความคาดหมาย คนทั้งหมดล้วนเงยหน้ามองด้านบน กระโปรงสีทับทิมของซานฉาคลี่สะบัดล้อลม ทางหนึ่งนางรั้งผ้าให้สั้นกับผ่อนผ้าให้ยาวเพื่อควบคุมความเร็วของการหมุน อีกทางหนึ่งก็ทำท่าร่ายรำต่างๆ กลางอากาศ แลดูคล้ายเฟยเทียนบนภาพผนังจริงๆ อ่อนช้อยพลิ้วไหว แถบแพรแดงว่อนฟ้า งามล้ำหาใดเปรียบปาน
หมิงหวาฉังกลั้นใจอยู่นานค่อยพรูลมหายใจออกมาช้าๆ ยกมือขึ้นปรบด้วยความเลื่อมใสจากใจจริง
ทางด้านเจียงหลิงกับเหรินเหยากำลังเค้นสมองล้วงคำพูดของอวี้ฉยงอยู่ จู่ๆ ก็ได้ยินเสียงอุทานดังมาจากด้านนอก เจียงหลิงหันไปเห็นหญิงงามชุดสีแดงเข้มผู้หนึ่งโฉบผ่านหน้าต่างพอดี ทั้งยังมีกลีบดอกไม้โปรยปรายลงมาด้านหลัง เขาก็ตกตะลึง
“เมื่อครู่คือสิ่งใดเหาะผ่านไป”
อวี้ฉยงเห็นทุกคนพากันจับจ้องไปทางโถงใหญ่ จึงหยุดเสียงผีผาลงเงียบๆ แม่เล้าเองแม้ตกใจ แต่การตอบสนองแรกคือความเสียดาย