บทที่ 60.1
ทว่าคนที่เดินทางไปอำเภอเฉียนโจวกับซือถูเซิ่งยังมีองค์ชายหกด้วย
พอเกิดเรื่องกับรัชทายาท ทำให้องค์ชายหกใจคอไม่ดีอยู่บ้าง เขาจึงใช้โอกาสนี้ไปปฏิบัติงานที่อำเภอเฉียนโจว ขณะเดินทางเขาก็ไต่ถามซือถูเซิ่งเป็นการส่วนตัว
“ท่านอาจารย์ เกิดเรื่องกับรัชทายาทครานี้ เขาจะโทษว่าเป็นความผิดของข้าไปด้วยหรือไม่”
คราวก่อนหลานชายที่ขูดรีดชาวบ้านของสกุลอันผู้นั้นเห็นสินค้าบนเรือรัชทายาทโดยบังเอิญ ในนั้นล้วนเป็นเงินทองที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนเป็นหีบๆ
เพราะเหตุนี้องค์ชายหกจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาดสังหารหลานชายของสกุลอันปิดปาก
เขาเองก็เพิ่งเข้าใจแจ่มแจ้งว่ารัชทายาทกระทำความผิดอะไรไว้บ้างในคดีที่สืบสาวราวเรื่องจนพบการลักลอบขายดินประสิวเถื่อนเมื่อไม่นานมานี้
ซือถูเซิ่งรู้ว่าศิษย์ของตนใจเสาะ มักกลัวถูกใบไม้ทับตายเสมอ จึงกล่าวเสียงเคร่งขรึม “คนที่เข้าวังหลวง ‘ถวายลิ้นจี่’ มิใช่องค์ชายหกสักหน่อย พระองค์เกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้พ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกฟังแล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผล ครั้งนี้องค์ชายสี่ต่อสู้ฟาดฟันกับรัชทายาท เขาหลบอยู่ด้านข้างไม่พูดไม่จาก็หมดเรื่อง
กระนั้นเรื่องที่เขากังวลใจมากที่สุดมิใช่เรื่องนี้ แต่เป็นเบื้องลึกเบื้องหลังที่บิดาออกหน้าเองจนกลายเป็นเรื่องใหญ่
“ท่านอาจารย์ ข้าหวังดีต่อท่าน เรื่องอดีตนั่น…อย่ายุ่งเกี่ยวจะดีกว่า น้ำลึกเกินไป!”
ซือถูเซิ่งมององค์ชายหกด้วยสายตาแฝงนัยชวนขบคิด “ตรัสให้กระหม่อมฟังดูก็ไม่เสียหายพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายหกชะโงกมองด้านนอกรถม้าก่อนจะกระซิบที่ข้างหูเขา “ท่านก็รู้ว่าข้ายังมีพี่สามอีกคน ขุนนางบุ๋นบู๊ทั่วราชสำนักไม่มีใครเคยพบเห็นองค์ชายสาม แต่เสด็จพ่อทรงเก็บรักษาตำแหน่งยศศักดิ์ทั้งหมดของเขาเอาไว้ มิหนำซ้ำยังเก็บรักษาคฤหาสน์ให้เป็นจวนประจำตัวเขาและพระราชทานรางวัลส่งไปที่นั่นทุกเทศกาลวันตรุษ เพียงบอกต่อคนนอกว่าพี่สามของข้าป่วยหนักไม่สะดวกจะพบใคร…”
เขาไม่ได้รู้เรื่องนี้คนเดียว ขุนนางเก่าแก่อาวุโสของราชสำนักมีคนใดไม่รู้บ้าง
ทว่าแต่ละคนต่างปิดปากเงียบดุจจักจั่นในฤดูหนาว ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง แต่ลับหลังกลับเรียกจวนขององค์ชายสามว่า ‘คฤหาสน์ผี’ ส่วนองค์ชายสามผู้นี้ก็คือองค์ชายผี!
องค์ชายหกเล่าต่อเสียงเบา “เขาถือกำเนิดจากฟางเหลียงตี้* ในตำหนักของรัชทายาทเมื่อครั้งอดีต แต่ถูกโจรลักพาตัวไปในงานเทศกาลโคมไฟตอนอายุสามขวบ…ข้าก็เพิ่งได้ยินในภายหลังว่าพี่สามหายตัวไปอย่างมีเงื่อนงำยิ่ง วันนั้นเดิมทีฟางเหลียงตี้ไม่ได้ตั้งใจพาบุตรชายที่ยังเด็กเพียงนั้นไปงานเทศกาลโคมไฟ แต่เผอิญว่าฮองเฮาซึ่งยังเป็นชายาเอกของรัชทายาทในเวลานั้นนึกสนุกอยากพาสนมชายาในวังไปที่หอคอยชมทิวทัศน์ แต่ทั้งที่มีบ่าวไพร่ติดตามไปมากมาย กลับปล่อยให้เด็กคนหนึ่งหายไปได้! ตอนนั้นเสด็จพ่อกริ้วจัด มีพระบัญชาให้ตรวจค้นทั้งเมือง แม้จะจับกุมโจรลักพาตัวได้หลายคน แต่พวกเขาต่างพูดว่าไม่มีเด็กวัยเท่านี้ตกอยู่ในมือตน…ทางด้านฟางเหลียงตี้สูญเสียบุตรชายก็ตรอมใจจนล้มป่วย ภายหลังนางป่วยตายด้วยเหตุใดก็สุดรู้ นับจากนั้นเรื่องนี้ก็กลายเป็นปมในพระทัยเสด็จพ่อ ทรงกลัวว่าพี่สามของข้าจะไม่กลับมาจึงตั้งพระทัยเก็บรักษาจวนกับบรรดาศักดิ์ของเขาเอาไว้โดยเฉพาะ แล้วอาการจดจ่อกับการตามหาคนของเสด็จพ่อมักจะกำเริบทุกสองสามปี พอคนที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ทำไม่สำเร็จก็จะกลายเป็นที่ระบายโทสะของเสด็จพ่อ…”
ว่ากันว่าสมัยบิดายังเป็นรัชทายาท บิดากับฟางเหลียงตี้มีความรักต่อกันอย่างลึกซึ้ง ถึงขั้นรักใคร่โปรดปรานพระโอรสองค์ที่สามมากกว่าพระโอรสองค์โตสายเลือดชายาเอก ถ้าเขายังอยู่เป็นไปได้ว่ารัชทายาทองค์ปัจจุบันอาจไม่มีสิทธิ์เป็นผู้สืบทอดราชสมบัติในตอนนี้ ดังคำกล่าวที่ว่ารักเรือนย่อมรักอีกาบนหลังคาเรือน
ซือถูเซิ่งเข้าใจความหมายของศิษย์แล้ว หากใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างลงโทษรัชทายาทก็ให้ยุติเท่านี้เป็นการดี อย่าไปกระตุ้นให้ฮ่องเต้กลับมาจดจ่ออยู่กับตามหาพระโอรสอีกเด็ดขาดจนได้รับหน้าที่ที่สลัดไม่หลุด
ใช่ว่าจะเป็นเทพมาจากที่ใด เวลาผ่านไปเนิ่นนานปานนี้แล้วจะไปตามหาตัวเด็กคนนั้นได้อย่างไร
ซือถูเซิ่งฟังถึงตรงนี้แล้วก็ตบไหล่องค์ชายหกเบาๆ เขาเปลี่ยนเรื่องอย่างแนบเนียน ถามไถ่ถึงงานในหน้าที่ขององค์ชายหกตอนนี้
สองสามงานที่ผ่านมาองค์ชายหกได้รับคำชี้แนะจากซือถูเซิ่งจนปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างราบรื่น อีกทั้งช่วงนี้เขายังชอบดื่มชาข้าวคั่วรสขมเป็นอย่างมาก พูดชมไม่ขาดปากว่ายังคงเป็นวิธีของพระอาจารย์ผู้มีพระคุณที่ช่วยชูกำลังเขา ทำให้เขารู้สึกกระฉับกระเฉงเป็นร้อยเท่ายามปฏิบัติงาน
หลังจากอาจารย์ศิษย์สรรเสริญเยินยอกันไปตามธรรมเนียมแล้ว องค์ชายหกก็ลงจากรถม้าในที่สุด โจวสุยอันคู่เขยของเขาก็ติดตามเขาเดินทางไปตรวจงานชลประทานพร้อมกัน
โจวสุยอันฉวยจังหวะระหว่างรอคอยองค์ชายหกหลบอยู่ด้านข้างลอบมองสำรวจฉู่หลินหลางซึ่งนั่งอยู่ในรถม้าคันหนึ่ง นางชะโงกหน้าออกมาเมื่อครู่โดยไม่เป็นที่สังเกต
ไม่รู้เพราะเหตุใดหลังไม่ได้พบนางเนิ่นนานเช่นนี้ เขารู้สึกว่านางงดงามเฉิดฉายยิ่งกว่าในกาลก่อน ไม่ว่าจะเป็นทรงผมหรือเสื้อผ้าอาภรณ์ล้วนแลดูสง่างามละเมียดละไมและสูงส่งผิดไปจากเดิม
ความรู้สึกตกตะลึงในความงามเช่นนี้ประหนึ่งย้อนเวลากลับไปช่วงที่เพิ่งรู้จักกับนางใหม่ๆ เขายังจำได้ว่าครั้งแรกที่ตนเองเห็นเด็กสาวโฉมงามผุดผาดคล้ายเทพธิดาบนเรือก็คะนึงหาจนยากจะนอนหลับ
น่าเศร้าที่เขาเป็นเช่นเดียวกับบุรุษยากจนที่ได้แต่งงานกับเทพธิดาอย่างไม่ง่ายดาย แต่กลับสูญเสียนางไปโดยไม่ทันระวัง…
พอถึงอำเภอเฉียนโจว ซือถูเซิ่งกล่าวอำลาพวกองค์ชายหกแล้วไปปฏิบัติงานกับพวกใต้เท้าหลี่
ส่วนหลี่ฮูหยินจัดโต๊ะน้ำชาเลี้ยงรับรองฉู่หลินหลางที่หอน้ำชาในตัวอำเภอ
นอกจากจะขอบคุณที่นางช่วยชี้แนะเรื่องทำการค้า หลี่ฮูหยินในฐานะมิตรสหายยังห่วงใยเรื่องการแต่งงานซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตสตรีของสหายรักอยู่มาก
ครั้งนี้นางจึงนัดหมายฉู่หลินหลางออกมาดื่มชา ทั้งยังจะใช้โอกาสนี้ทำหน้าที่เป็นแม่สื่อจับคู่ให้อีกฝ่ายสักครา
ในความคิดของหลี่ฮูหยิน ฉู่หลินหลางมีรูปสมบัติและคุณสมบัติชั้นหนึ่ง แต่ได้ยินจ้าวซื่ออดีตมารดาสามีของนางพูดกับคนอื่นลับหลังว่าความจริงแล้วนางมีบุตรไม่ได้ กระทั่งบุตรสาวนางก็มิใช่ผู้ให้กำเนิด เช่นนั้นในการแต่งงานใหม่ เรื่องมีบุตรไม่ได้ย่อมเป็นข้อเสียที่ค่อนข้างร้ายแรงทีเดียว
แต่ถ้าหาบุรุษม่ายที่มีบุตรชายบุตรสาวได้จะไม่เป็นผลดีต่อทุกฝ่ายหรือ
สามีนางมีญาติผู้น้องคนหนึ่ง อายุสามสิบปีเศษ ฐานะร่ำรวย มีบุตรชายสามคน บุตรสาวสองคนกับภรรยาคนเก่า เขาเป็นขุนนางชั้นผู้น้อยใต้อาณัติใต้เท้าหลี่ซึ่งเป็นญาติผู้พี่ ถือว่าหน้าที่การงานมั่นคง
เมื่อก่อนเขาก็เคยเป็นผู้ติดตามของใต้เท้าหลี่ที่เมืองเหลียน เป็นธรรมดาที่จะรู้จักบุปผางามประจำเมืองอย่างฉู่หลินหลาง
เวลานั้นฉู่หลินหลางที่ผิวขาวผ่องเป็นยองใยนางนี้เป็นยอดพธูที่ทำให้ขุนนางเมืองเหลียนตกตะลึงในความงามได้เสมอ
ใครๆ ล้วนพูดว่าโจวสุยอันมีวาสนากับหญิงงามเหลือเกิน ถึงได้มีภรรยาโฉมงามอ่อนหวานและมีความสามารถเช่นนี้
ครั้นได้ข่าวว่านางกับโจวสุยอันหย่ากัน ญาติผู้น้องที่กลายเป็นบุรุษม่ายพอดีก็ขอให้หลี่ฮูหยินเป็นแม่สื่อพูดทาบทามฉู่หลินหลางทันที
ฉู่หลินหลางได้ยินหลี่ฮูหยินเอ่ยเช่นนี้แล้วก็พอจะจำรูปโฉมของคนผู้หนึ่งในบรรดาขุนนางผิวดำคล้ำที่ติดหน้าตามหลังใต้เท้าหลี่ได้รางๆ
นางจึงฉวยจังหวะที่หลี่ฮูหยินพูดถึงทรัพย์สมบัติของญาติผู้น้อง รีบรินชาให้อีกฝ่ายถ้วยหนึ่งแล้วเอ่ยขึ้น “ก่อนอื่นต้องขอบคุณที่ฮูหยินคำนึงถึงข้า แต่ตอนนี้ข้ายังไม่คิดเรื่องออกเรือนใหม่เจ้าค่ะ”
หลี่ฮูหยินถามอย่างประหลาดใจ “เพราะอะไร หรือเจ้าอยากเป็นบ่าวไพร่ในจวนรองเสนาบดีไปทั้งชาติ” พอพูดถึงตรงนี้แล้วก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ จึงถามหยั่งเชิง “หรือเจ้ามีตัวเลือกที่เหมาะสมแล้ว คงมิใช่…ใต้เท้าซือถูกระมัง”
ฉู่หลินหลางเกือบพ่นชาในปากออกมา
วันนี้ตอนออกจากจวนนางตั้งใจสวมเสื้อคอตั้งปกปิดรอยยุงกัดทั่วคอไว้อย่างมิดชิด หลี่ฮูหยินไม่น่าจะจับพิรุธได้
นางรีบจัดคอเสื้อให้เข้าที่อย่างอึดอัดแล้วหัวเราะอย่างฝืดฝืนพลางโบกมือไปมา “เหตุใดฮูหยินถึงพูดเช่นนี้…ไปได้ยินใครพูดซุบซิบนินทามาหรือเจ้าคะ”
หลี่ฮูหยินไม่ได้คิดจะพูดเรื่องนี้ต่อ “ข้าแค่เดาส่งเดชเท่านั้น ไม่ใช่เขาย่อมดีที่สุด! อย่าถือโทษพี่สาวคนนี้ที่แก่ชราแล้วชอบพร่ำบ่นชอบยุ่งวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง ข้าเป็นห่วงเจ้าเช่นกัน เจ้าอายุเท่านี้แล้ว อย่าสิ้นเปลืองวัยสาวอันมีค่าไปกับเรื่องที่ไม่มีความหวังเลย”
ฉู่หลินหลางพยายามอ้างเหตุผล “ท่านก็รู้ว่าข้ามีนิสัยค่อนข้างมากความในเรื่องรูปโฉม หากไม่ใช่บุรุษรูปงามข้าไม่ถูกตาต้องใจ”
หลี่ฮูหยินเห็นว่านางอ่อนประสบการณ์เกินไป ยังลิ้มรสความทุกข์ของชีวิตมนุษย์ไม่มากพอ “รูปโฉมเทียบเคียงพานอันแล้วเป็นอย่างไร กินข้าวคลุกน้ำมันหมูสามเดือนก็อ้วนฉุจนกลายเป็นแม่ทัพเทียนเผิง* ได้เช่นกัน บุรุษรูปงามนั้นจะมีสักกี่คนที่พึ่งพาได้ โจวสุยอันก็รูปงาม แล้วเจ้ารั้งเขาไว้ได้หรือไม่”
นานๆ ทีฉู่หลินหลางจะถูกคนอื่นโต้กลับให้จนคำพูด นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เพราะว่าโจวสุยอันมีรูปโฉมชวนมองถึงได้มีสตรีมาติดพันคนแล้วคนเล่าทั้งที่แต่งงานแล้ว
หลี่ฮูหยินเห็นนางจนคำพูดก็รู้สึกว่าการจับคู่วันนี้ยังคงมีความหวัง จึงพยายามหว่านล้อมอย่างไม่ลดละ “ส่วนญาติผู้น้องของใต้เท้าข้านั้นไม่เหมือนกัน เขาประพฤติตนอยู่ในกรอบ กระทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนั้นไม่เป็น” พอเอ่ยถึงตรงนี้แล้วก็ลดเสียงลงกระซิบที่ข้างหูฉู่หลินหลาง “เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ ปลายจมูกของเขาใหญ่มาก ปีนี้เขาอายุสามสิบสี่ปี เป็นช่วงที่กำลังวังชาล้นปรี่ ถ้าสูงวัยกว่านี้ก็จะเหมือนตาเฒ่าในจวนข้า ปัสสาวะยังเปียกเลอะหลังเท้า ใช้การไม่ได้แล้ว! เจ้าเคยออกเรือนแล้ว ข้าขอพูดตรงๆ คงไม่เสียหาย พอเป่าตะเกียงดับก็ต้องดูว่าบุรุษยังไหวหรือไม่ มิฉะนั้นแต่งงานมีสามีไปก็เหมือนเป็นหญิงม่ายในวัยสาว เจ้าเห็นว่าเหตุผลนี้ถูกต้องหรือไม่”
สมแล้วที่เป็นฮูหยินขุนนางชนบท พอปริปากก็พูดได้ทุกอย่าง ไม่เหมือนพวกฮูหยินตระกูลสูงศักดิ์ที่ต้องระมัดระวังปากคำ
ในเรื่องชีวิตคู่นั้นหลี่ฮูหยินจะพูดอย่างตรงไปตรงมามาแต่ไหนแต่ไร
ฉู่หลินหลางจนคำพูดจะโต้ตอบ ได้แต่หัวเราะแก้เก้อ
หลี่ฮูหยินเห็นว่านางไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งสักที จึงพูดต่ออย่างไม่ละความพยายาม “อย่างเช่นใต้เท้าของเจ้าผู้นั้น รูปโฉมคมคายเข้าที แต่ข้าว่าเขามีปัญหาใหญ่! เมื่อครั้งที่อยู่เมืองเหลียนสามีข้าอยากประจบเอาใจองค์ชายหก อุตส่าห์เสาะหานางขับร้องโฉมงามอ่อนเยาว์หลายคนมาปรนนิบัติ เจ้าอย่าเห็นว่าองค์ชายหกผอมแห้งเชียว เรื่องพรรค์นั้นไม่มีอุปสรรคแม้แต่น้อย ส่วนใต้เท้าซือถูไม่แม้แต่จะชายตามองสักครา ตาเฒ่าของข้านึกว่าเขาช่างเลือก ไม่ชมชอบสตรีจากสถานเริงรมย์ จึงเลือกสาวใช้ในจวนที่รูปโฉมพริ้มเพราสองคนส่งไปให้ แต่ก็ถูกเขาไล่ตะเพิดออกมาอยู่ดี”
ฉู่หลินหลางฟังถึงตรงนี้แล้วก็เริ่มสนใจมากขึ้น นางจึงเอ่ยถาม “แล้ว…ต่อมาเล่าเจ้าคะ”
หลี่ฮูหยินถอนหายใจ “อย่าเอ่ยถึงเลย ตาเฒ่าของข้าไปฟังคำแนะนำมาจากใครก็ไม่รู้ นึกว่าเขามีใจเสน่หาบุรุษ จึงหาชายบำเรอรูปโฉมหมดจดสองคนส่งไปให้อีก…”
ฉู่หลินหลางใจหาย นางดื่มชาเรียกขวัญไปพลางไต่ถามอย่างหวาดหวั่นไปพลาง “เขา…รับไว้หรือไม่เจ้าคะ”
หลี่ฮูหยินดื่มชาหนึ่งถ้วยแล้วกระซิบที่ข้างหูนาง “ใต้เท้าซือถูส่งชายบำเรอคืนกลับมา พอพบตาเฒ่าของข้าก็ชี้หน้าแล้วพูดว่าหากรู้ว่าท่านเจ้าเมืองชอบส่งคนมาให้เช่นนี้ จะชำระกายตนเองให้สะอาดแล้วมาอยู่เป็นเพื่อนเขาก็ไม่เสียหาย”
ฉู่หลินหลางฟังแล้วก็เกือบพ่นน้ำชาที่เพิ่งดื่มออกมา
นางไม่รู้จริงๆ ว่าซือถูเซิ่งมีความชมชอบที่หลากหลายไม่จำกัดเช่นนี้
หลี่ฮูหยินเห็นนางหัวเราะก็หัวเราะตามแล้วพูดเสียงเบาว่า “บัดนี้เจ้าอยู่ในจวนของเขา น่าจะแจ่มแจ้งแล้วเช่นกันว่าใต้เท้าผู้นี้ไม่ใกล้ชิดสตรี ไม่แม้แต่จะรู้จักหาความสุขใส่ตัว ดังนั้นบุรุษจะดูแต่เพียงเปลือกนอกอย่างเดียวไม่ได้”
อืม…ฉู่หลินหลางคิดคำนึงในใจ นางดูไม่ออกจริงๆ ว่าซือถูเซิ่งไม่ใกล้ชิดสตรี เพราะช่วงนี้เขาเอาแต่คลอเคลียนาง แต่ทุกครั้งที่เล้าโลมให้นางร้อนรุ่มไปทั้งร่างจนยากจะหักห้ามอารมณ์ไว้ได้ เขากลับไม่เดินไปจนถึงก้าวสุดท้าย
หรือว่า…หลี่ฮูหยินจะคาดเดาได้ถูกต้อง ก่อนหน้านี้ถึงเขาจะมีท่าทีน่าเกรงขามสารพัด ทว่าความจริงแล้วไร้ความสามารถ เข้าตำราที่ว่ามีใจแต่กำลังไม่เพียงพอ
หลี่ฮูหยินก็มองออกว่าฉู่หลินหลางไม่พึงใจญาติผู้น้องของครอบครัวตน กระนั้นความกระตือรือร้นอยากเป็นแม่สื่อของนางหาได้ลดลงไม่ นางกล่าวอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
“เจ้าไม่ถูกใจคนนี้ก็ไม่เป็นไร ในเมืองหลวงหาคู่ครองได้ไม่ยาก ครั้งหน้าข้าจะหาคนที่มีรูปโฉมท่าทางเข้าทีให้เจ้าใหม่แล้วกัน”
ฉู่หลินหลางคิดจะรับคำพอให้พ้นตัว นางจึงตอบว่า “ได้เจ้าค่ะ หากพี่สาวเสาะหาคนดีๆ ให้ข้าได้ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะลองดู…”
“ดูอะไร ข้าดูด้วยได้หรือไม่”
บทที่ 60.2
นางกำลังดื่มชาอยู่ พอได้ยินเสียงคุ้นหูนี้แล้วก็สะดุ้งด้วยความตกใจ ทั้งยังพ่นชาออกมาคำหนึ่งอย่างห้ามไม่อยู่
แล้วชาคำนี้ก็ไม่เสียเปล่า พ่นใส่คนที่ก้าวเท้าเข้ามาในห้องส่วนตัวพอดี
ฉู่หลินหลางเอาผ้าเช็ดปากปิดปากพลางมอง ตายจริง…ข้าก็ไม่เผื่อแผ่ให้ผู้อื่นโดยแท้ ชาคำนี้พ่นใส่เขาเพียงคนเดียว!
คนที่ติดตามอยู่ข้างหลังเขาคือใต้เท้าหลี่นายอำเภอที่เกือบต้องนอนค้างคืนปรนนิบัติผู้อื่นนั่นเอง…
ที่แท้ระหว่างที่ซือถูเซิ่งตรวจที่นาและตรวจราชการ ใต้เท้าหลี่อดไม่ได้ที่จะแสดงความสนิทสนมกับเขาและรื้อฟื้นมิตรภาพที่เกือบได้นอนใต้ผ้าห่มเดียวกันตอนอยู่เมืองเหลียน
ขณะสนทนากันไปเรื่อยเปื่อย ใต้เท้าหลี่เอ่ยถึงเรื่องที่ฮูหยินของตนกำลังหาคู่ครองให้ฉู่หลินหลางได้อย่างไรก็สุดรู้
เขาพูดตามตรงว่าถ้าผู้ดูแลฉู่แต่งงานแล้ว ในจวนใต้เท้าซือถูไม่มีผู้ดูแลที่เชื่อมือได้ จะลองพิจารณารับญาติผู้น้องห่างๆ ของเขาไปรับหน้าที่นี้ก็ไม่เสียหลาย นางอายุยี่สิบปีและหย่ากับสามีแล้วเช่นกัน ผิวขาวนวลเนียนไม่ด้อยไปกว่าผู้ดูแลฉู่
ในการหยั่งเชิงความชมชอบของใต้เท้าซือถูนั้น ใต้เท้าหลี่นับว่าเพียรพยายามได้ไม่รู้เบื่อ
ตอนที่พูดคุยกันอยู่ ใต้เท้าหลี่พลันนึกสงสัยขึ้นมาว่าใต้เท้าซือถูจะเป็นพวกที่ชื่นชอบภรรยาของผู้อื่นหรือไม่ ถึงดลใจให้เขาหลุดปากพูดออกมาโดยไม่ยั้งคิดเช่นนี้
ทว่าพอกล่าวคำนี้จบ ใต้เท้าหลี่ก็หนาวสะท้านไปทั้งร่าง เพราะใต้เท้าซือถูได้ยินคำพูดนี้แล้วก็ถลึงตามองเขาด้วยสายตาน่ากลัวอยู่บ้าง คล้ายกับครั้งนั้นที่ชี้แนะให้เขาค้างคืนเป็นเพื่อน…
หรือว่าใต้เท้าซือถูมีความคิดเป็นอื่นกับผู้ดูแลฉู่ แย่แล้ว…เช่นนั้นการที่ภรรยาของเขาเป็นแม่สื่อให้อีกฝ่ายมิใช่ล้วงคองูเห่าหรือ
ใต้เท้าหลี่คิดเช่นนี้แล้วก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย เขารีบเปลี่ยนเรื่องพูดว่าสถานที่ที่ฮูหยินของตนกับผู้ดูแลฉู่ดื่มชาด้วยกันคือหอน้ำชาในตัวอำเภอซึ่งอยู่ไม่ไกลจากที่นาตามศักดิ์ของขุนนาง ใต้เท้าซือถูตากแดดมานานเพียงนี้จะไปดื่มชาสักถ้วยหรือไม่
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงพาผู้ติดตามนั่งรถม้ามาดื่มชาดับกระหายที่หอน้ำชาในตอนที่ฉู่หลินหลางพ่นชาถ้วยใหญ่นี้ออกมาพอดี
ทางด้านหลี่ฮูหยินเห็นสามีตนกับใต้เท้าซือถูราวกับโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินก็แตกตื่นอยู่บ้างเช่นกัน
เมื่อครู่นางพูดนินทาใต้เท้าซือถู ไม่รู้ว่าเขาได้ยินหรือไม่ นางได้แต่ส่งสายตาให้ใต้เท้าหลี่อย่างว่องไว แทบอยากจะควักลูกตาปาใส่หน้าอ้วนฉุของสามีใจจะขาด
ขณะที่ฉู่หลินหลางรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดหน้ากับสาบเสื้อของซือถูเซิ่งพร้อมกับตัดพ้อต่อว่าเล็กน้อย
“ใต้เท้า เหตุใดจู่ๆ ท่านก็เข้ามาเงียบๆ เช่นนี้เล่า จะให้คนอื่นตกใจตายหรือเจ้าคะ”
เขาปล่อยให้มือเรียวเล็กของนางเช็ดหน้าตนเองตามสบาย ขณะชายตามองหลี่ฮูหยินที่ขยิบตาเป็นพัลวันพลางพูดเสียงเฉยชา
“มีอะไรรึ ข้ารบกวนผู้ดูแลฉู่กับหลี่ฮูหยินหารือ ‘เรื่องสำคัญ’ กันหรือ”
ใต้เท้าหลี่กลัวภรรยาจะกล่าววาจาโฉดเขลาอะไรออกมา จึงชิงตัดหน้าพูดขึ้นทันที “ฮูหยินของข้าอยู่ว่างๆ ชอบพูดจาเหลวไหลส่งเดช ผู้ดูแลฉู่อย่าถือเป็นจริงเป็นจังเลย ฮ่าๆๆ…”
เขาพูดจบก็สะกิดภรรยาของตนเองเป็นเชิงบอกให้นางรีบตามเขากลับไป
ถึงหลี่ฮูหยินจะไม่เข้าใจเจตนาของสามี นางก็จำต้องตามเขาลงไปชั้นล่างก่อน แต่ก่อนจะก้าวลงบันไดนางยังส่งสายตาให้ฉู่หลินหลาง
“ที่ข้าบอกเจ้าต้องเก็บไปใคร่ครวญให้ดีๆ ไว้พบกันคราวหน้า”
นางกล่าวคำนี้จบก็เดินตามใต้เท้าหลี่ลงบันไดไป
ซือถูเซิ่งทำหน้าบึ้งตึงอยู่สักหน่อย รอจนกระทั่งพวกเขาลงไปแล้วก็ไต่ถาม “หลี่ฮูหยินพูดเรื่องอะไรกับเจ้า”
ฉู่หลินหลางไม่อยากพูดเรื่องไม่เป็นเรื่องกับเขา นางคิดจะตอบอย่างส่งเดช
แต่น่าเสียดายที่ซือถูเซิ่งนั้นเคยปฏิบัติหน้าที่ในศาลยุติธรรม เวลาสอบปากคำคนยึดถือหลักการจับให้มั่นคั้นให้ตาย ไม่ยอมให้โกหกเอาตัวรอดเด็ดขาด
ฉู่หลินหลางจนปัญญา ได้แต่พูดอย่างอ่อนใจ “หลี่ฮูหยินหวังดีอยากเป็นแม่สื่อให้ข้า…”
เมื่อได้ยินนางบอกว่าหลี่ฮูหยินจะจับคู่นางกับใครกันแน่นั้น เขาก็ขมวดคิ้วพลางใช้ความคิด แต่ทบทวนความจำอย่างไรก็นึกไม่ออกว่าข้างกายใต้เท้าหลี่มีบุรุษที่หล่อเหลามากความสามารถด้วย
ฉู่หลินหลางนึกถึงคำกล่าวของหลี่ฮูหยินแล้วก็พูดกลั้วหัวเราะ “ดูบุรุษมิใช่ดูที่รูปโฉมโนมพรรณ ต้องดูว่าปลายจมูกใหญ่มากพอหรือไม่…”
แต่ไหนแต่ไรขอบเขตความรู้ที่ซือถูเซิ่งศึกษาค้นคว้านั้นไม่เคยมีด้าน ‘จมูกของบุรุษ’ มาก่อน เป็นธรรมดาที่จะไม่เข้าใจถึงความนัยลึกล้ำระหว่างขนาดจมูกของบุรุษกับระดับความสามารถ
ทว่าเขาคาดเดาได้ว่าไม่คล้ายเป็นคำชมธรรมดา จึงพูดเสียงห้วน “เห็นข้าเป็นคนตายรึ ถึงมาตามนัดหมายเช่นนี้”
นางรำพึงในใจ ข้ากับท่านก็ไม่ได้จะอยู่ด้วยกันชั่วฟ้าดินสลาย จะเป็นหรือตายก็มิใช่อุปสรรค!
ถึงกระนั้นนางก็เคยแต่งงานมีสามีมาแล้วแปดปี ย่อมรู้ดีว่าพวกบุรุษนั้นต้องพูดเอาอกเอาใจ นางรินชาให้เขาพลางพูดเสียงอ่อนเสียงหวาน
“ข้าก็แค่ฟังนางพูดส่งเดชเท่านั้น อย่างที่ท่านบอกในเมืองเหลียนมีแต่หัวมันเกลื่อนกลาด กระทั่งฟักเขียวลูกใหญ่สักลูกก็ยังหาไม่ได้ ไม่ถูกตาต้องใจข้าสักนิด”
พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ สีหน้าของซือถูเซิ่งก็ดีขึ้นเล็กน้อย เขาเอ่ยถามนาง “จะกลับด้วยกันหรือไม่ เรื่องตรวจที่นาก็ใกล้จะเรียบร้อยแล้ว”
แต่นางนึกถึงตอนที่มาพร้อมกับซือถูเซิ่ง โจวสุยอันติดตามองค์ชายหกมาที่อำเภอเฉียนโจว พวกเขาน่าจะกลับด้วยกัน ตอนมาก็กระอักกระอ่วนใจอยู่แล้ว ตอนกลับไม่จำเป็นต้องไปด้วยกันอีก ด้วยเหตุนี้นางจึงลังเลครู่หนึ่งก่อนกล่าว
“…อย่าดีกว่า ประเดี๋ยวข้านั่งรถม้ากลับไปเอง”
นางบอกเช่นนี้ก็มีเหตุผลอยู่ เพราะนางคิดจะฉวยจังหวะที่พวกซือถูเซิ่งกินอาหารกันไปพูดเรื่องส่วนตัวกับโจวสุยอัน
เมื่อครู่ฉู่หลินหลางสนทนากับหลี่ฮูหยินนานพักใหญ่ หลี่ฮูหยินเป็นคนหูตาไว ไปมาหาสู่กับสตรีเรือนในของขุนนางเมืองหลวงมากมาย จึงรู้เรื่องของสกุลโจวไม่น้อย
หลี่ฮูหยินซุบซิบนินทากับนางว่าสกุลโจวในเวลานี้ยุ่งเหยิงวุ่นวายไปหมด ตอนที่ฉู่หลินหลางหย่ากับโจวสุยอันแล้วเอาร้านค้าสองแห่งไป แม้ว่าจ้าวซื่อจะเสียดาย แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่านี่จะทำให้สกุลโจวอยู่ไม่ได้
ถึงอย่างไรโจวสุยอันก็เป็นขุนนางเมืองหลวง ทั้งยังมีเบี้ยหวัดกับที่นาตามศักดิ์บ้าง กระนั้นเมื่อต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัวจริงๆ กลับชักหน้าไม่ถึงหลัง
เมื่อก่อนฉู่หลินหลางเป็นคนทำบัญชีในจวน กินอยู่ใช้สอยอย่างประหยัดมัธยัสถ์ ถึงขั้นที่วันใดกินปลามื้อใดมีเนื้อสัตว์ล้วนต้องวางแผนอย่างรอบคอบ
เช่นนี้คนทั้งครอบครัวจึงไม่ต้องกังวลเรื่องปากท้อง มิหนำซ้ำยังมีเงินทองเหลือไว้เก็บออมอีกด้วย จ้าวซื่ออยู่ดีมีสุขมาเป็นเวลานาน ทำให้ลืมเลือนการใช้ชีวิตอย่างประหยัดมัธยัสถ์ไปแล้ว
ตอนที่เซี่ยโยวหรานแต่งเข้ามาในตระกูล จ้าวซื่อฉวยโอกาสแย่งอำนาจในการดูแลจวนกลับคืนไป ทางด้านเซี่ยโยวหรานก็ไม่ใคร่ใส่ใจดูแลเรื่องเงินทองพวกนี้เช่นกัน จึงปล่อยให้จ้าวซื่อรับหน้าที่ไปตามใจชอบ
หลังจากจ้าวซื่อดูแลจวนก็ต้องเก็บรวบรวมเงินทองไว้ในมือ นางบอกให้บุตรชายนำเบี้ยหวัดมามอบให้นางทั้งหมด
ทางด้านโจวสุยอันเริ่มรู้สึกว่าใช้สอยเงินทองได้ไม่คล่องมือแล้ว เมืองหลวงไม่เหมือนชนบท แค่ดื่มสุราดื่มชากับสหายขุนนางคราหนึ่งก็ต้องใช้ถึงสิบกว่าตำลึง แล้วเขาจะให้คนอื่นจ่ายเงินให้ทุกครั้งโดยไม่กระดากใจได้อย่างไร
หลังจากพร่ำบ่นกับมารดาหลายครั้ง จ้าวซื่อเห็นว่าบุตรชายเป็นขุนนางใหญ่เช่นนี้จะปล่อยให้เขาไม่มีเงินติดตัวไม่ได้ ดังนั้นการกินการอยู่ในจวนต้องกระเบียดกระเสียรมากขึ้นทุกที นอกจากอาหารประจำบนโต๊ะจะกลายเป็นเต้าหู้ผักกาดขาว จ้าวซื่อยังไม่ให้ยวนเอ๋อร์ไปเล่าเรียนที่สำนักศึกษาสตรีแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้เซี่ยโยวหรานก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรมกับตนเอง ทะเลาะเบาะแว้งกับจ้าวซื่อทุกวัน นางพูดว่าขุนนางขั้นหกของเมืองหลวงต้องทนใช้ชีวิตอย่างอัตคัดฝืดเคืองเพียงนี้ด้วยหรือ
เซี่ยโยวหรานมีสินเดิมเจ้าสาวไม่มาก แต่โชคดีที่นางสามารถลอบพบกับซูซื่อตามงานเลี้ยงสังสรรค์แล้วขอเงินจากมารดาเพิ่มได้ นางจึงทำห้องครัวเล็กตั้งเตาแยกต่างหากไว้ในเรือนตน ซื้อกุ้งหอยปูปลาหมูเห็ดเป็ดไก่มาทำอาหารส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั้งลานเรือน
แต่นางก็เหลือเกินจริงๆ เพียงจุดเตาหุงหาอาหารให้ตนเองกับโจวสุยอันโดยไม่แบ่งให้คนทั้งครอบครัว
พอจ้าวซื่อ บุตรสาว และหูซื่อได้กลิ่นหอมแล้วจะกลืนน้ำแกงผักกาดขาวลงคอได้อย่างไร
นางเรียกลูกสะใภ้มาพูดอบรมตักเตือน บอกว่าอดีตลูกสะใภ้จุนเจือค่าใช้จ่ายในจวนอย่างไร แต่เซี่ยโยวหรานกลอกตาแล้วกล่าวว่า ‘ทั่วทั้งเมืองหลวงนี้มีอยู่ไม่กี่เหย้าเรือนที่กินอยู่ใช้สอยยังต้องขอจากลูกสะใภ้ ข้าแต่งเข้าตระกูลยากจนหรือไร ตอนนี้ข้าตั้งครรภ์อยู่ ตระกูลเดิมเอาอาหารดีๆ มาเจือจานข้า ข้ายังต้องนำมาแบ่งกับคนอื่นด้วยหรือ’
จ้าวซื่อโกรธจนพูดไม่ออก นางออกจากจวนไปพร่ำบ่นกับฮูหยินที่คุ้นเคยกันดีว่าเดิมทีสกุลโจวของพวกนางมีชีวิตสุขสบายดี หากมิใช่เซี่ยโยวหรานไม่รักนวลสงวนตัวมาพัวพันกับบุตรชายนาง เป็นเหตุให้เกิดคลื่นลมขึ้น สกุลโจวจะต้องอยู่กันอย่างประหยัดมัธยัสถ์ถึงเพียงนี้ด้วยหรือ
เพียงแต่จ้าวซื่อหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนเองพูดระบายอย่างสาแก่ใจกลับกลายเป็นหัวข้อซุบซิบนินทายามว่างของผู้อื่น ส่วนหลี่ฮูหยินก็นำมาเล่าให้ฉู่หลินหลางฟังเป็นเรื่องชวนขัน
ฉู่หลินหลางได้ยินแล้วก็รู้สึกคับอกคับใจอยู่บ้าง
นางมิได้ปวดใจที่คนสกุลโจวอยู่กันอย่างอดอยาก แต่พอได้ยินว่าจ้าวซื่อไม่ให้ยวนเอ๋อร์ไปสำนักศึกษาสตรีแล้วนางก็สะกดกลั้นความขุ่นเคืองไว้ไม่อยู่
ตอนนั้นนางเป็นคนเดียวที่ยืนกรานให้ส่งยวนเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษาสตรี เพราะในสมัยวัยเยาว์นางเสียเปรียบคนอื่นที่ไม่รู้หนังสือ เวลาที่เห็นคุณหนูสูงศักดิ์พวกนั้นก็จะอิจฉายิ่ง นางเห็นว่าต่อให้สตรีไม่ต้องสอบขุนนางก็ควรเล่าเรียนเขียนอ่านเพื่อให้เข้าใจเหตุผลแยกแยะถูกผิดได้
การเรียนของยวนเอ๋อร์อยู่ในขั้นดีมาโดยตลอด หลังจากเข้าเมืองหลวงนางให้ยวนเอ๋อร์ย้ายไปเรียนในสำนักศึกษาที่ไม่เลวแห่งหนึ่ง เล่าเรียนต่ออีกสักสองปีก็จะสำเร็จการศึกษาสามารถคารวะขอบคุณอาจารย์ได้แล้ว
แต่ตอนนี้ไม่ให้ยวนเอ๋อร์ไปสำนักศึกษาจะมิใช่ละทิ้งการเรียนกลางคันหรือ
เพราะเหตุนี้นางจึงอยากพบโจวสุยอันเป็นการส่วนตัวเพื่อบอกเขาว่านางจะส่งเสียยวนเอ๋อร์เอง อย่าให้เด็กน้อยต้องหยุดเล่าเรียน
ฉวยจังหวะยามเที่ยงใต้เท้าหลี่จัดโต๊ะเลี้ยงอาหารสหายขุนนางในกรมอากรรวมทั้งพวกองค์ชายหก นางเห็นโจวสุยอันเดินตามหลังสหายขุนนางอยู่พอดี จึงบอกให้ซย่าเหอไปตามเขามาพบ
นางจะพูดสั้นๆ กับเขาสองสามคำที่ข้างคอกม้าด้านหลังหอสุรา
โจวสุยอันเห็นซย่าเหอมาหาแล้วก็ดีใจอย่างยิ่ง นึกว่าฉู่หลินหลางระลึกถึงความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาในวันวาน รู้สึกคิดถึงคะนึงหากันและกันเช่นเดียวกับตนเอง
จวบจนได้พบหน้ากันที่คอกม้า ฉู่หลินหลางจึงพูดเข้าเรื่องด้วยการไต่ถามว่าส่งยวนเอ๋อร์เข้าสำนักศึกษายังขาดเงินอีกเท่าไร นางจะจ่ายแทนให้
โจวสุยอันหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายที่ถูกหมิ่นศักดิ์ศรีครั้งใหญ่
“หากสกุลโจวของข้าไม่มีเงินจากคนทำการค้าเช่นเจ้าแล้วจะไม่มีปัญญาเลี้ยงดูบุตรหรือ ฉู่หลินหลาง นี่เจ้าจะเอาเงินทองมาหลู่เกียรติข้าใช่หรือไม่”
ฉู่หลินหลางไม่ประหลาดใจที่โจวสุยอันจะโมโหโกรธา เขายังคงกลัวเสียหน้าเช่นเดียวกับในกาลก่อน
นางเพียงพูดด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง “บุรุษกับสตรีอยู่ในสถานะต่างกัน การมองเรื่องต่างๆ ด้วยอคติก็ไม่เหมือนกัน ท่านเห็นว่าข้ากล่าวเช่นนี้เป็นการฉีกหน้าท่าน แต่ท่านต้องรู้ว่าข้าทำเช่นนี้ล้วนเพื่อยวนเอ๋อร์เด็กคนนั้น หาได้เกี่ยวข้องกับท่านไม่…เมื่อก่อนเพราะข้าเล่าเรียนมาน้อย ถูกท่านหัวเราะเยาะมามากเท่าไร หรือว่าท่านยังจะให้บุตรสาวของตนเองถูกสามีดูแคลนว่าความคิดอ่านตื้นเขินในวันหน้าเช่นกัน นางเล่าเรียนมาถึงขั้นนี้อย่างไม่ง่ายดาย เหตุใดต้องละทิ้งกลางคันเล่า”
โจวสุยอันเห็นท่าทางที่นางพูดตักเตือนระคนถากถางเขาอย่างไม่เร็วไม่ช้าก็ราวกับเวลาย้อนกลับไปก่อนหย่ากัน
ยามนั้นทุกครั้งที่นางพูดโน้มน้าวเขาล้วนมีสีหน้าท่าทางและน้ำเสียงเช่นนี้ ทำให้ไม่อาจไม่หวนรำลึกถึง…
เขาคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็ทอดน้ำเสียงอ่อนลง “นับตั้งแต่เจ้าจากไป ยวนเอ๋อร์ก็คิดถึงเจ้าเสมอ หากเจ้ารักและสงสารนาง ตอนนั้นก็ไม่ควรหย่า…”
ฉู่หลินหลางไม่ปล่อยให้เขาพูดต่ออีก นางรีบยกมือขึ้นตัดบท “ข้ารักและสงสารยวนเอ๋อร์ แต่มิใช่เหตุผลที่ข้าจะให้ตนเองฝืนทนคับข้องหมองใจ นางกับข้าล้วนมิใช่บุตรสาวภรรยาเอก ภายภาคหน้าต้องพบกับความลำบากด้วยเรื่องศักดิ์ฐานะอย่างเลี่ยงไม่ได้ ข้าถึงรู้สึกเหมือนคนหัวอกเดียวกัน บิดาข้าเป็นคนเช่นไรท่านก็รู้ดี หวังเพียงว่าใต้เท้าโจวอย่ากลายเป็นคนพาลที่ใจร้ายใจดำกับบุตรสาวแล้วไม่รู้สึกรู้สาเช่นเดียวกับเขา” นางพูดถึงตรงนี้แล้วก็ล้วงตั๋วเงินใบหนึ่งออกมาวางบนราวรั้วคอกม้า “นี่เป็นเงินไม่มาก แต่เพียงพอเป็นค่าเล่าเรียนให้ยวนเอ๋อร์ได้สองปี แน่นอนว่าถ้านำไปจัดงานเลี้ยงร่ำสุราสรวลเสเฮฮากัน เงินก้อนนี้ก็มากพอจะให้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยได้หลายครา ส่วนที่ว่าจะใช้สอยอย่างไรก็สุดแท้แต่ใจใต้เท้าแล้ว…”
พอพูดจบนางก็หันกายจากไปพร้อมกับสาวใช้
สำหรับเรื่องของยวนเอ๋อร์นางคงช่วยเหลือได้มากที่สุดเพียงเท่านี้ ถึงอย่างไรโจวสุยอันต่างหากคือบิดาของยวนเอ๋อร์
* เหลียงตี้ คือตำแหน่งอนุภรรยาของรัชทายาท อยู่ในลำดับรองจากชายาเอก
* แม่ทัพเทียนเผิง เป็นแม่ทัพอยู่บนสวรรค์ มีหน้าที่ดูแลลำน้ำสวรรค์ ถูกลงโทษให้ลงมาจุติในท้องหมู กลายเป็นจูปาเจี้ย (ตือโป๊ยก่าย) ติดตามถังเซิง (พระถังซัมจั๋ง) ไปชมพูทวีป
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือน กันยายน 2569)
Comments
comments
No tags for this post.