X
    Categories: ทดลองอ่านพฤกษางามในห้วงเมามายมากกว่ารัก

ทดลองอ่าน พฤกษางามในห้วงเมามาย บทที่ 7-8

หน้าที่แล้ว1 of 8

บทที่ 7

จริงอยู่ว่าการครองคู่กับฉู่หลินหลางเต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวามีรสชาติสีสัน แต่นานวันเข้าก็ทำให้รู้สึกอยู่มิวายว่าขาดอะไรไปบางอย่าง

จวบจนได้อยู่ร่วมกับคุณหนูอิ่น เขาถึงรู้ว่าที่แท้เขาขาดความสุนทรีย์ของคนประเภทเดียวกันนั่นเอง

ในความคิดของโจวสุยอัน การผูกมิตรกันผ่านโคลงกลอนจะตีความว่าเป็นการลอบผูกสัมพันธ์ของชายหญิงได้อย่างไรกัน ต่อให้หลังจากนั้นเขากับคุณหนูอิ่นจะส่งจดหมายถึงกันเป็นครั้งคราว แต่ก็เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ในเชิงโคลงกลอนทั้งสิ้น นี่คือมิตรภาพที่บริสุทธิ์ระหว่างสหายปัญญาชนต่างหาก!

สำหรับเจตนาของผู้อาวุโสทั้งสองตระกูลนั้น สุดท้ายย่อมต้องให้ผู้เป็นบิดามารดาตัดสินใจ เกี่ยวอันใดกับผู้บริสุทธิ์อย่างเขาด้วย

แต่การอธิบายเกี่ยวกับมิตรภาพอันสูงส่งระหว่างสหายปัญญาชนผู้รู้ใจต่อภรรยาที่มีความรู้น้อยนั้นน่าเหนื่อยใจอยู่บ้าง

โจวสุยอันคิดถึงตรงนี้แล้ว ความรู้สึกร้อนตัวก่อนหน้านี้ของเขาก็จางหายไปอย่างไร้สาเหตุ “เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร วันๆ ข้าวุ่นวายอยู่กับงานจนปวดศีรษะ ทั้งยังต้องสะสางปัญหายุ่งยากที่เจ้าก่อไว้ เจ้าคิดว่าข้าจะมีเวลาว่างคิดอ่านวางแผนอะไรอีก”

ยามนี้ฉู่หลินหลางเหลือเพียงความโกรธเคืองที่ถูกปิดหูปิดตา…ที่แท้มิใช่ท่านแม่ถูกตาต้องใจ แต่เป็นเขาที่ลืมความรักครั้งเก่ามิได้ หมายจะสานต่อวาสนา!

พอนางคิดคำนึงเช่นนี้แล้วก็จ้องหน้าสามีโดยไม่พูดไม่จา น้ำตาเริ่มซึมที่หางตา

ฉู่หลินหลางโฉมงามอ่อนหวานก็จริง แต่กลับแฝงไว้ด้วยความทะนง นางมักทำสีหน้ายิ้มแย้มกับผู้คนเสมอ น้อยครั้งนักที่จะมีท่าทางโศกเศร้าหม่นหมอง แม้แต่โจวสุยอันยังนึกไม่ออกว่าครั้งสุดท้ายนางร้องไห้เมื่อไร

โจวสุยอันยังคงรักและให้ความสำคัญกับฉู่หลินหลางอยู่ พอเห็นนางมีน้ำตา แสดงท่าทางอ่อนแออย่างหาได้ยาก เขาก็รู้สึกปวดใจอย่างห้ามไม่อยู่ จึงอดมิได้ที่จะโอบไหล่ลูบหลังนาง

“ท่านแม่ก็แค่คบหากับสหายเก่า ไยเจ้าต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟถึงเพียงนี้ด้วย”

นางเห็นเขาไม่ยอมรับก็ไม่ฝืนใจ เพียงเงยหน้าขึ้นมองตาเขาพลางกล่าวว่า “ท่านแม่คิดอ่านอย่างไร หรือท่านไม่ล่วงรู้ ข้าเคยไปเสี่ยงเซียมซี ภิกษุชั้นผู้ใหญ่ในอารามบอกว่าดวงชะตาข้าจะมีบุตรชายสองคนบุตรสาวสองคนรวมกันเป็นอักษรคำว่า ‘ดี’*! ข้ายังได้ใบสั่งยาบำรุงร่างกายขนานใหม่มาแล้ว ท่านใจร้อนมากจนให้เวลาข้าอีกสักพักไม่ได้เชียวหรือเจ้าคะ”

โจวสุยอันไม่ชอบที่นางงมงายในเรื่องพรรค์นี้มากที่สุด เขาฟังถึงตรงนี้แล้วก็เริ่มรำคาญ “เจ้าต้องเห็นอกเห็นใจท่านแม่บ้าง ปกติท่านแม่ถูกคนถามเรื่องทายาทสืบสกุลบ่อยๆ ย่อมร้อนใจเช่นกัน เปรียบได้กับคนป่วยหนักวิ่งวุ่นหาหมอ** ไปทั่วเท่านั้นเอง ส่วนความตั้งใจของท่านแม่ ข้าไม่ตอบตกลงก็สิ้นเรื่อง! แต่เจ้าแสดงกิริยาอย่างไร เมื่อครู่แทบจะล้มโต๊ะเดินออกมา”

หากเป็นเมื่อหลายปีก่อน พอได้ยินสามีบอกว่าเขาไม่ตอบตกลง ฉู่หลินหลางต้องรู้สึกปลาบปลื้มหวานล้ำไปทั้งใจแน่นอน!

ทว่าบัดนี้หลังผ่านการอธิษฐานขอบุตรแล้วไม่สมหวังครั้งแล้วครั้งเล่าจนท้อถอย นางก็จับน้ำเสียงในคำว่า ‘ไม่ตอบตกลง’ ของโจวสุยอันได้ว่าแฝงแววจนปัญญาไว้รางๆ

ฉู่หลินหลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเช็ดน้ำตาออก สูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องอิ่นเสวี่ยฟางอีก เพียงพูดอย่างรวบรัดตัดความ

“ถ้าท่านแม่ยืนกรานให้ท่านรับอนุ ข้าในฐานะลูกสะใภ้คงคัดค้านไม่ได้ แต่…เป็นอิ่นเสวี่ยฟางไม่ได้”

โจวสุยอันขมวดคิ้วเล็กน้อย มองนางอย่างไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล “คุณหนูอิ่นพูดจาล่วงเกินเจ้าตรงที่ใด เหตุใดเจ้าต้องหมิ่นหยามนางเช่นนี้”

สองแม่ลูกรู้เห็นเป็นใจกันแต่แรกแล้วปิดบังนางคนเดียว ทั้งยังลอบพบเจอและส่งจดหมายถึงโจวสุยอัน แต่เขายังมีหน้ามาถามนางอีกว่าคุณหนูอิ่นล่วงเกินนางตรงที่ใด

นางเป็นคนช่างหึงหวงใจแคบเช่นนี้เอง! ทนเห็นเขาส่งสายตาหวานซึ้งกับสตรีอื่น แต่งกลอนไร้สาระต่อหน้าต่อตาไม่ได้

ฉู่หลินหลางคิดเช่นนี้แล้วก็ถลึงตามองเขาพลางพูด “ตอนแรกนึกว่าแค่สหายเก่าพบกันโดยบังเอิญแล้วท่านแม่บังเกิดความคิดนี้ขึ้นเอง เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถิด แต่ตอนนี้ดูไปแล้วกลับเป็นสกุลอิ่นรีบร้อนหาสามีใหม่ให้บุตรสาว เป็นฝ่ายมาสานสัมพันธ์เก่าๆ กับสกุลโจว ข้าเพียงอยากถามว่าในเมื่อท่านทั้งสองคนสมกันดั่งสวรรค์สร้างปานนี้ เหตุใดตอนนั้นถึงไม่มีอะไรคืบหน้าเล่า”

โจวสุยอันอึ้งงันไป เขาอายุมากกว่าอิ่นเสวี่ยฟางแปดปี ครั้งนั้นดูเหมือนทั้งสองตระกูลเคยพูดคุยตกลงกันไว้ว่าจะให้หมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก แต่พอเกิดเรื่องขึ้นกับบิดาย่อมไม่คืบหน้าเป็นธรรมดา

เขาไม่กล่าววาจา ทว่าฉู่หลินหลางคาดเดาได้รางๆ จากบทสนทนาบางส่วนของมารดาสามีกับหลิวซื่อ “เพราะว่าในอดีตสกุลโจวประสบเคราะห์ภัย ท่านพ่อพัวพันกับการกระทำผิดจนถูกปลดจากตำแหน่ง พวกเขาถึงหนีหน้าแทบไม่ทันมิใช่หรือ ตอนข้าเพิ่งแต่งเข้าสกุลโจวต้องอยู่กันอย่างยากแค้นแสนเข็ญ ไม่เห็นฝ่ายนั้นจะส่งบุตรสาวมาเยี่ยมเยียน พอตอนนี้ทนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ในที่สุด ท่านมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ตรวจการ จู่ๆ ก็จะเชื่อมสัมพันธ์ฉันพี่น้องกันขึ้นมาแล้ว นี่มันอะไรกัน หรือว่าพอสกุลโจวมีฐานะดีขึ้นจึงมีคุณสมบัติพอที่จะทดแทนที่ว่างในสกุลอิ่นของพวกเขาได้ ใต้เท้าโจว เรื่องนี้ท่านกลับไม่อาฆาตแค้น ถ้าท่านใจกว้างเป็นแม่น้ำเช่นนี้ เหตุใดต้องตอแยกับจางเสี่ยนโดยไม่ลดละ ทำอย่างไรก็ไม่ก้มศีรษะยอมจำนนเช่นนั้นเล่า”

เมื่อนึกถึงท่าทางไม่รับฟังเหมือนลาดื้อของโจวสุยอันตอนนางพูดโน้มน้าวให้เขาไปขออภัยจางเสี่ยน ฉู่หลินหลางก็โมโหจนควันออกหู

โจวสุยอันเถียงสู้นางไม่ได้ หลังโต้ตอบกันไปมาครู่หนึ่งเขาก็ถูกนางไล่ต้อนจนมุม ทั้งยังกระตุ้นความทรงจำเมื่อครั้งสกุลโจวมีเคราะห์ภัยบากหน้าไปพึ่งพาใครไม่ได้ขึ้นมาอีก

ยามนั้นคนสกุลอิ่นไม่อยู่ในจวน อ้างว่ากลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด หลบหน้าพวกเขาที่เป็นหญิงม่ายบุตรกำพร้าจริงๆ

ชั่วขณะนั้นความรู้สึกอับอายระคนโกรธแค้นเดือดพล่านก็เอ่อท้นขึ้นกลางอก เขาลุกขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด

“ถึงเจ้าไม่เคยเล่าเรียนเขียนอ่าน ดีชั่วก็ต้องเข้าใจเหตุผลบ้าง จู่ๆ ก็หึงหวงขึ้นมาในเวลานี้ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทั้งยังโยงไปถึงเรื่องงานส่งเดช เจ้าไม่กลัวขายหน้า แต่ข้าไม่อยากเสียเวลาด้วย เจ้าเอาเรื่องเลื่อนลอยไร้สาระพวกนี้ไปพูดให้ท่านแม่ฟังเถิด ข้ามีงานรัดตัว วันนี้จะนอนค้างในห้องหนังสือ!” ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลัง

โจวสุยอันเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่เคยเป็นคนผิด

ถ้าเถียงสู้ไม่ได้ก็จะวางท่าเป็นวิญญูชนไม่ต่อปากต่อคำกับสตรีแล้วย้ายไปนอนที่ห้องหนังสือ หลังจากนั้นฉู่หลินหลางต้องเป็นฝ่ายลดศักดิ์ศรีไปขออภัยเขาถึงจะอัญเชิญท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ลงจากเขาได้

ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขากล่าวโทษผู้อื่นก่อนแล้วหลบไปอยู่ห้องหนังสือ หนีห่างจากเรื่องวุ่นวายในเรือนหลังที่น่ารำคาญใจเหล่านี้

ฉู่หลินหลางไม่ได้ห้ามเขา นางโยนเข็มกับด้ายในมือทิ้งลงด้านข้าง เปิดหน้าต่างออกหยิบหิมะกำหนึ่งใส่ปาก

ทางด้านซย่าเหอกับตงเสวี่ยกลับมาจากเรือนครัวตั้งแต่ตอนที่ทั้งคู่มีปากเสียงกัน

ซย่าเหอเป็นบุตรสาวคนงานบนเรือของสกุลฉู่ ก่อนจะเป็นสาวใช้ติดตามฉู่หลินหลางออกเรือน พวกนางเติบโตมาด้วยกัน เป็นธรรมดาที่จะรู้ข้อเสียของผู้เป็นนายดี

นางรีบหยิบเสื้อกันหนาวหนาๆ มาห่มตัวฉู่หลินหลาง ปัดหิมะในมืออีกฝ่ายออกแล้วปิดหน้าต่างพูดว่า “ลมแรงเพียงนี้จะตากอากาศเย็นๆ ไม่ได้…ถ้ารู้สึกเหมือนมีไฟสุมอก ประเดี๋ยวบ่าวจะให้เรือนครัวทำส้มตุ๋นน้ำตาลคลายร้อนให้…โตจนป่านนี้แล้วยังจะกินหิมะอีก! ลืมความทรมานตอนท้องเสียไปแล้วหรือเจ้าคะ”

ฉู่หลินหลางจึงทิ้งตัวลงในอ้อมแขนซย่าเหอ พิงซบหัวไหล่นางพลางพูดเสียงเบา “เมื่อก่อนข้าคิดเสมอว่าพอได้แต่งงานแล้วออกจากสกุลฉู่ก็จะปิดประตูใช้ชีวิตอย่างสงบสุขของตนเองได้ แต่พอพยายามดิ้นรนต่อสู้มาจนถึงวันนี้ ราวกับทุกอย่างก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ยังคงมีปัญหามากมายเพียงนั้น ซย่าเหอ เจ้าว่า…เพราะข้าโลภมากเกินไป เรียกร้องมากเกินไปใช่หรือไม่”

ซย่าเหอกอดฉู่หลินหลางแน่นอย่างเวทนา ไม่เรียกนางว่าฮูหยินใหญ่อีกแล้ว เพียงพูดเสียงเบาว่า “คุณหนูใหญ่คิดเช่นนี้ได้อย่างไร ท่านเคยบอกว่าตอนนี้พวกเราดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้วมิใช่หรือ ตอนนั้นบ่าวเกือบถูกบิดาแท้ๆ ยกให้เป็นภรรยาของตาเฒ่าขาพิการ ถ้าไม่ใช่เพราะท่านซื้อบ่าวมาจากบิดาบ่าวตอนออกเรือน ชาตินี้บ่าวคงมีชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น แค่ทะเลาะกับนายท่านเท่านั้น เหตุใดถึงท้อแท้หมดกำลังใจเช่นนี้เล่าเจ้าคะ”

ฉู่หลินหลางหัวเราะเยาะตนเอง พอนางได้กินหิมะเย็นๆ ก็คล้ายว่าอารมณ์สงบลง จึงเอ่ยปากกล่าวว่า “หิมะเพิ่งตก ห้องหนังสือต้องหนาวเหน็บเป็นแน่ เจ้ายกอ่างไฟไปที่นั่นที ประเดี๋ยวท่านพี่จะต้องความเย็นเอาได้”

ตงเสวี่ยด้านข้างกลับแค่นเสียง “ในจวนมีแขกมาเยือน แต่นายท่านกลับไปนอนที่ห้องหนังสือเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าต้องการทำให้ฮูหยินใหญ่อับอายขายหน้าคนนอกไม่ใช่หรือเจ้าคะ ปล่อยให้เขาทนหนาวไปก็ดี จะได้ไม่ใช้ห้องหนังสือเป็นรังลับปักหลักอยู่ถาวร”

ตงเสวี่ยไม่เหมือนซย่าเหอ นางเป็นสาวใช้ที่ฉู่หลินหลางซื้อมาจากครอบครัวชาวบ้าน แม้ว่าจะมีฐานะยากจนข้นแค้น แต่บิดามารดารักใคร่เอ็นดู นางทำสัญญาขายตัวเป็นทาสสิบปี พอเก็บเงินเป็นสินเดิมเจ้าสาวได้มากพอ อีกไม่กี่ปีก็ออกจากจวนไปแต่งงานอย่างมีเกียรติได้แล้ว นางมีนิสัยตรงไปตรงมา ยามพูดจาก็แข็งกร้าวกว่าซย่าเหอ

ฉู่หลินหลางรู้สึกขบขันกับคำกล่าวนี้ นางจึงจิ้มหน้าผากตงเสวี่ยเบาๆ

ท้ายที่สุดอ่างไฟใบนั้นไม่ได้ถูกยกไปที่ห้องหนังสือ แต่ฉู่หลินหลางไปที่นั่นด้วยตนเอง เพราะตงเสวี่ยเอ่ยเตือนได้ถูกต้อง ต่อให้โจวสุยอันจะฉุนเฉียววางท่าเย็นชาก็ไม่ควรเป็นเวลานี้

โจวสุยอันกลัวขายหน้า แต่ใบหน้าของฉู่หลินหลางก็มิใช่พื้นรองเท้า จะปล่อยให้คนเหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้าตามใจชอบได้อย่างไร

นางไปถึงห้องหนังสือแล้วก็บอกโจวสุยอันอย่างเกรงใจว่าในจวนมีแขก ถ้าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะหักหน้านางก็เขียนหนังสือหย่าเสีย นางจะรับไว้แล้วจากไป ไม่กล้าถ่วงเวลาเขาแต่งงานกับสหายวัยเยาว์แน่นอน

หากไม่คิดจะทำเช่นนั้นก็เลิกร่ำไรแล้วรีบกลับห้องไปเสีย จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองอ่างไฟเพิ่ม…คราวก่อนเขาทำร้ายจเรทหารสกุลจาง คนผู้นั้นขู่กรรโชกให้ชดใช้เงินค่ายาถึงห้าสิบตำลึง ยามนี้ในจวนต้องมัธยัสถ์ จะสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้!

โจวสุยอันมาอยู่ในห้องหนังสือเพราะถูกซักถามจนร้อนตัว แต่เขาก็รู้นิสัยของนางดีว่าเป็นคนพูดจริงทำจริง หากทะเลาะจนเข้าหน้าไม่ติดจะสะสางให้เรียบร้อยได้ยาก

เมื่อฉู่หลินหลางเปิดทางลงให้แล้ว เขาก็เดินเชิดหน้าคอแข็งตามนางกลับห้องอย่างเสียมิได้

ทว่าคืนนั้นสองสามีภรรยานอนหันหลังให้กันไม่พูดไม่จาตลอดทั้งคืน ต่างคนต่างโกรธขึ้งต่อไป

วันต่อมา เดิมทีจ้าวซื่อตั้งใจจะมาพูดคุยกับโจวสุยอันเรื่องเตรียมการเปิดศาลบรรพชน บันทึกชื่ออิ่นเสวี่ยฟางลงผังวงศ์ตระกูล

แต่นางเพิ่งกล่าวขึ้นต้นก็ถูกโจวสุยอันยับยั้งไว้

จ้าวซื่อได้ยินบุตรชายปฏิเสธเสียงแข็งกะทันหัน นางก็เริ่มร้อนรนอย่างช่วยไม่ได้ “เจ้าเป็นอะไรไป ตอนแรกตกลงจะรับอนุแล้วมิใช่หรือ”

เขาดูหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าตกลงเมื่อไรกันขอรับ เป็นท่านแม่ที่ตัดสินใจเอาเองตลอด ข้ามีงานรัดตัว องค์ชายหกเสด็จมาที่เมืองนี้แล้ว ท่านคิดว่าข้าจะมีแก่ใจจัดการเรื่องในเรือนหลังพรรค์นี้หรือ ตอนนี้หลินหลางสงสัยว่าข้ากับคุณหนูอิ่นลักลอบคบหากัน หากท่านเอ่ยขึ้นมาจะมิใช่กลายเป็นเรื่องจริงหรือไร”

จ้าวซื่อชิงชังที่บุตรชายถูกลูกสะใภ้ครอบงำที่สุด ตอนนี้เห็นโจวสุยอันจะกลับคำ นางก็ตบโต๊ะอย่างโมโห “ต่อให้ฮ่องเต้เสด็จมาก็ไม่มีเหตุผลจะห้ามราษฎรแต่งงานออกเรือน! อีกทั้งถึงเป็นเรื่องจริงแล้วมีอะไรต้องกลัวนาง นางมีบุตรไม่ได้เอง แล้วจะให้สกุลโจวของข้าไร้ผู้สืบสกุลหรือ”

โจวสุยอันยังจดจำถ้อยคำของฉู่หลินหลางได้ เขายกมาพูดเสียงขุ่น “หากสกุลอิ่นมองว่าข้ามีอนาคตไกลเพียงนี้ แล้วเมื่อก่อนมัวไปทำอะไรอยู่เล่าขอรับ นี่มิใช่เห็นข้าได้เป็นขุนนางแล้วจึงหวนกลับมาสร้างสัมพันธ์อย่างเอาแต่ได้หรือ ในเมื่อไม่มีคนส่งถ่านกลางหิมะ* ช่วยเหลือข้าตอนยากลำบาก ข้าโจวสุยอันก็ไม่ต้องการให้ใครมาเพิ่มบุปผาบนผ้าทอลาย** เช่นเดียวกัน! ตามความเห็นข้า ท่านแม่อย่าเอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย…”

จ้าวซื่อเห็นว่าบุตรชายกล่าววาจายอกย้อนเช่นนี้ไม่เป็น จะต้องเป็นฉู่หลินหลางสอนเขาพูดแน่นอน นางจึงเอ่ยอย่างเดือดดาลทันที

“เจ้าจะเข้าใจอะไร ตอนนั้นสกุลอิ่นกลับชนบทจริงๆ พอกลับมาอีกทีอิ่นฮูหยินก็ล้มป่วยอีก ดูแลตนเองก็แทบไม่ไหวแล้ว บัดนี้แม้เจ้าจะเป็นผู้ตรวจการ ทว่าถึงที่สุดแล้วก็ยังมีฐานอำนาจไม่มั่นคง ถึงนายท่านผู้เฒ่าอิ่นจะเป็นแค่ขุนนางบุ๋นตำแหน่งเล็กๆ แต่คู่เขยของเขาเป็นขุนนางอยู่ในที่ว่าการเมืองหลวง สายสัมพันธ์เช่นนี้จะเป็นประโยชน์ใหญ่หลวงต่อเจ้าในภายภาคหน้า”

โจวสุยอันฟังประโยคนี้แล้วก็รู้สึกระคายหูทันใด เขาเป็นคนถือตัวหยิ่งในศักดิ์ศรี เกลียดชังการใช้เส้นสายเครือญาติพวกพ้องจำพวกนี้ที่สุด เขาถอนหายใจอย่างจนปัญญา

“เอาเถิด ท่านแม่ชอบตั้งแง่กับหลินหลางเสมอ ครอบครัวนางก็แค่ค้าเกลือ ไม่ได้เป็นโจรภูเขาหรืออันธพาลข้างถนนสักหน่อย ท่านจะดูถูกดูแคลนนางเช่นนี้ให้ได้อะไรขึ้นมา อีกทั้งนางบอกแล้วว่าไม่ขัดขวางหากข้าจะรับอนุ ถ้าท่านแม่ดึงดันยืนกราน นางจะเลือกให้คนหนึ่งเอง ไม่มีทางปล่อยให้สกุลโจวไร้ทายาทแน่นอน”

ความจริงแล้วประโยคครึ่งหลังนี้โจวสุยอันแต่งขึ้นเอง

ภรรยาเขาช่างหึงหวงยิ่ง เรื่องเป็นฝ่ายรับอนุให้เองพรรค์นี้เกรงว่าต้องถูกวิญญาณเร่ร่อนสิงร่างถึงจะพูดออกมาได้

เขาพูดเช่นนี้เพียงเพื่อทำให้อารมณ์ของมารดาสงบลง อย่าให้เขาเป็นคนกลางระหว่างมารดากับภรรยาจนต้องวางตัวลำบากเลย

บทที่ 8

จ้าวซื่อฟังแล้วก็แค่นหัวเราะ “มีแต่เจ้าที่เชื่อคำโกหกของนาง! สกุลโจวเรามีลูกสะใภ้ที่ไม่รู้จักธรรมเนียมแล้ว นางจะหาสตรีดีๆ ให้เจ้าได้หรือ คงเลือกพวกสาวใช้บ้านนอกโง่เขลาใสซื่อจะได้ไม่ข่มรัศมีนาง! อิ่นฮูหยินสนิทสนมกับข้า พอนางคิดถึงเรื่องที่ครั้งนั้นไม่ได้ช่วยเหลือครอบครัวเราก็รู้สึกทรมานใจเสมอ ตามหลักแล้วถึงอิ่นเสวี่ยฟางจะเป็นหญิงม่าย ทว่าหากพิจารณาจากฐานะครอบครัวของนาง รวมถึงรูปโฉมและนิสัยใจคอของนาง จะแต่งงานใหม่เป็นภรรยาเอกก็ยังได้ แต่นางมีใจให้เจ้า ยินยอมพร้อมใจแต่งเข้าสกุลโจวเป็นอนุ เจ้ายังไม่รู้สึกภาคภูมิใจอีกหรือ”

โจวสุยอันได้ยินมารดากล่าวเช่นนี้แล้วก็คลายความขุ่นข้องลงเล็กน้อย โดยเฉพาะพอได้ยินว่าหลังอิ่นเสวี่ยฟางได้พบเขาอีกครา นางก็ตั้งมั่นว่าจะออกเรือนให้เขาผู้เดียว ในใจก็บังเกิดความลำพองอยู่บ้าง

แต่เขาเพิ่งเอ่ยเสียงแข็งออกไป จะพูดกลับไปกลับมาก็ไม่เป็นการดี “ตอนแรกข้านึกว่าท่านแม่จะบอกหลินหลางก่อนแล้วค่อยเชิญคนสกุลอิ่นมาที่นี่ ใครจะนึกว่าท่านแม่กลับปิดหูปิดตานาง…นางยื่นคำขาดแล้วว่าไม่ยอมรับอิ่นซื่อ…เช่นนั้นข้าว่าก็แล้วกันไปเถิดขอรับ”

จ้าวซื่อทำเสียงขึ้นจมูก มิได้บอกโจวสุยอันว่านางมีเจตนาไม่บอกให้ฉู่หลินหลางรับรู้เอง

บุตรชายถูกสตรีจากครอบครัวพ่อค้าเกลือผู้นั้นควบคุมไว้แล้ว แต่นางรู้เท่าทันว่า…ลูกสะใภ้เป็นพวกเจ้าเล่ห์กลับกลอกยิ่ง! ถ้าฉู่หลินหลางรู้แต่แรกว่านางมีความคิดจะรับอนุสามัญชน* ที่มีชาติตระกูลและวิชาความรู้สูง ดีไม่ดีอาจคิดแผนชั่วอะไรไว้ในใจก็เป็นได้! ตอนแรกนางตั้งใจว่าเมื่อคนสกุลอิ่นมาถึง พอผ่านด่านผู้อาวุโสในสกุลโจวแล้วก็บันทึกชื่ออิ่นเสวี่ยฟางลงผังวงศ์ตระกูลแล้วค่อยบอกให้ฉู่หลินหลางรู้

ถึงตอนนั้นท่อนไม้กลายเป็นเรือแล้ว ต่อให้ฉู่หลินหลางมีแผนชั่วเต็มสมองก็เปล่าประโยชน์!

ไม่คิดว่าบุตรสาวจะหลุดปากออกมาตอนกินอาหารด้วยกัน เป็นเหตุให้ฉู่หลินหลางรู้ล่วงหน้าและทำให้บุตรชายเปลี่ยนใจในเวลาเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้จ้าวซื่อซึ่งชอบเอาชนะลูกสะใภ้อยู่ลับๆ เรื่อยมาตกเป็นเบี้ยล่าง นางถึงได้ขุ่นเคืองมากเพียงนี้

ฉู่หลินหลางเป็นคนช่างหึงหวง แต่เมื่อก่อนนางเห็นแก่ที่สกุลโจวเริ่มมีเงินทองใช้สบายมือขึ้นก็ฝืนอดทนข่มกลั้นไว้ ยามนี้บุตรชายมีตำแหน่งสูงศักดิ์เป็นถึงผู้ตรวจการ มิใช่บุตรหลานตระกูลตกอับในอดีตอีกต่อไป ขณะที่ฉู่หลินหลางมีความรู้น้อย เห็นแก่เงินทอง จะคู่ควรกันได้อย่างไร

ครั้นเห็นฉู่หลินหลางพยายามกีดกัน จ้าวซื่อก็ยิ่งตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่าต้องเป็นอิ่นเสวี่ยฟางผู้เดียว!

นางเพียงวาดหวังให้บุตรชายมีอนุสามัญชนที่มีการศึกษามารยาทดี ช่วยแผ่กิ่งก้านสาขาให้สกุลโจวและอบรมสั่งสอนบุตรหลานให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ อีกทั้งต้องมีฐานะทัดเทียมฉู่หลินหลาง บุตรชายจะได้ไม่หลงคารมคำหวานของบุตรสาวพ่อค้าเกลือจนถูกครอบงำ

พอโจวสุยอันได้ฟังว่าทั้งที่อิ่นเสวี่ยฟางสามารถออกเรือนใหม่เป็นภรรยาเอกได้ แต่นางกลับมีใจให้เขาตั้งแต่แรกพบจนเต็มใจจะเป็นอนุ ท่าทีของเขาก็โอนอ่อนลงเล็กน้อย

เขาเห็นมารดาพูดยืนกรานซ้ำๆ ก็ไม่พูดต่ออีก รีบออกจากจวนราวกับถูกสุนัขล่าเนื้อวิ่งไล่ตาม

ปกติโจวสุยอันรู้สึกว่างานของทางการซับซ้อนและละเอียดยิบย่อย มักอยากรีบออกจากที่ว่าการกลับจวนไปอยู่อย่างสุขสงบใจจะขาด ทว่าเวลานี้เขาตระหนักได้ว่าเมื่อเทียบกับเรื่องวุ่นวายในเรือนหลัง งานยังคงเป็นเรื่องง่ายกว่า

เขาถึงขั้นตกลงใจแน่วแน่แล้วว่าสองสามวันนี้จะอยู่ในที่ว่าการเสียเลย ส่วนปัญหาในจวนก็ปล่อยให้มารดากับฉู่หลินหลางเปิดศึกฟาดฟันกันเองตามสบาย เมื่อทุกอย่างยุติลงแล้วสมควรทำอย่างไรก็ได้ เขายอมรับทั้งหมดเป็นอันสิ้นเรื่อง

พอบุตรชายไปแล้ว จ้าวซื่อก็หงุดหงิดอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ตัดสินใจเรียกฉู่หลินหลางมาอบรมเทศนา…นางมีบุตรไม่ได้ มีสิทธิ์อะไรมาห้ามสามีไม่ให้รับอนุ

แต่พอส่งหญิงรับใช้นำความไปบอกถึงรู้ว่าลูกสะใภ้ออกไปเดินตลาดดื่มชากับอิ่นเสวี่ยฟางแต่เช้าแล้ว

จ้าวซื่อฟังถึงตรงนี้ก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนลอบร้องในใจว่าแย่แล้ว ฉู่หลินหลางคิดจะเล่นอุบายอะไร

อันที่จริงจ้าวซื่อเข้าใจลูกสะใภ้ผิดเสียแล้ว เช้าวันนี้ฉู่หลินหลางตื่นนอนแล้วเตรียมตัวออกจากจวนนำแบบผ้าซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในเมืองหลวงไปให้ฮูหยินเจ้าเมือง ทั้งยังจะแวะไปสำรวจดูหอสุราที่ตนเองตั้งใจจะซื้อไว้สักหน่อย

เพียงแต่ตอนเดินไปถึงหน้าประตูก็พบกับอิ่นเสวี่ยฟางที่รออยู่นานแล้ว คุณหนูอิ่นเป็นฝ่ายขอตามไปด้วย นางจะบอกปัดก็ไม่เหมาะจึงตอบตกลง

คนที่ไปพร้อมกับพวกนางยังมียวนเอ๋อร์ บุตรสาวที่ฉู่หลินหลางรับเลี้ยงไว้เป็นบุตรของตนเอง

บัดนี้เด็กหญิงตัวน้อยได้รับการเลี้ยงดูจนผิวขาวผุดผ่อง ไม่ผ่ายผอมหนังหุ้มกระดูกเหมือนเมื่อแรกที่ถูกพากลับมา ดวงตาคู่โตสุกใสเป็นประกายคล้ายฉู่หลินหลางมากขึ้นทุกที

เพราะคนสกุลโจวบอกกับคนนอกเป็นเสียงเดียวกันว่าฉู่หลินหลางให้กำเนิดเด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้ ดังนั้นอิ่นเสวี่ยฟางจึงนึกว่านางเป็นบุตรแท้ๆ ของฉู่หลินหลาง

ตอนอยู่บนรถม้า นางส่งส้มลูกหนึ่งให้ยวนเอ๋อร์ เด็กหญิงตัวน้อยก้มหน้าปอกเปลือกแล้วแบ่งครึ่ง จากนั้นก็ยื่นส่วนที่ใหญ่กว่าไปที่ริมฝีปากของฉู่หลินหลาง

อิ่นเสวี่ยฟางอดกล่าวชมไม่ได้ “พี่สาวมีบุตรสาวที่น่ารักรู้ความ ทั้งยังกตัญญูเช่นนี้ ช่างน่าพึงใจจริงๆ”

ฉู่หลินหลางกลืนกลีบส้มลงคอพร้อมกับลูบผมยาวเส้นเล็กละเอียดของยวนเอ๋อร์

ก่อนเด็กคนนี้ถูกอุ้มกลับมามีชีวิตเช่นไรก็สุดรู้ ใต้รักแร้มีแต่ขี้ไคล เหาขึ้นเต็มศีรษะ มองคนอย่างหวาดระแวง มีคนแปลกหน้าเข้าใกล้ก็อ้าปากกัด

จวบจนภายหลังฉู่หลินหลางดูแลนางด้วยตนเอง ช่วยอาบน้ำถักเปีย ทั้งยังมอบลูกแมวสีขาวราวหิมะตัวหนึ่งให้ นางถึงค่อยๆ ผ่อนคลายลงทีละน้อย

ฉู่หลินหลางเคยออกไปข้างนอกหลายวัน ตอนกลับจวนมาพบชามใบใหญ่ในลิ้นชักข้างเตียงของตนเอง ในชามเป็นขาหมูที่ขึ้นราเป็นปุย…มันเป็นส่วนของเด็กหญิงตัวน้อยที่ได้รับมาหลังจากงานเซ่นไหว้บรรพบุรุษ นางไม่ยอมกินเอง แต่ตั้งใจเก็บไว้ให้ฉู่หลินหลาง

จนบัดนี้ฉู่หลินหลางยังจำได้ว่าเด็กหญิงตัวน้อยตั้งตารอนางเปิดลิ้นชัก แต่พอเห็นขาหมูขึ้นราก็ร้องไห้เสียงดังด้วยความผิดหวังเสียดาย

นางเข้าใจความรู้สึกของยวนเอ๋อร์ เพราะวัยเด็กของนางคล้ายคลึงกับเด็กหญิงตัวน้อย วาดหวังว่าจะมีคนที่มีกำลังความสามารถและอบอุ่นคอยดูแลใส่ใจตนเอง ทว่ามารดาอ่อนแอไร้กำลัง ส่วนบิดาเลือดเย็นเห็นแก่เงินทอง บุตรสาวสายเลือดภรรยาเอกก็ดูถูกเหยียดหยามนาง

ยามนั้นนางคิดเสมอว่าหากมีใครยอมดีกับนาง นางจะจดจำบุญคุณให้ขึ้นใจและทดแทนเป็นทวีคูณ

จนกระทั่งออกเรือนให้โจวสุยอัน สิ่งที่ขาดหายไปนี้ถึงนับว่าได้รับการชดเชยเล็กน้อย

ยวนเอ๋อร์ไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของฉู่หลินหลาง แต่นางเอาใจใส่เด็กคนนี้มากกว่าโจวสุยอันเสียอีก

เมื่อได้ยินคำพูดของอิ่นเสวี่ยฟาง นางก็ยิ้มบางๆ ไม่ได้เปิดเผยชาติกำเนิดของยวนเอ๋อร์

ตอนเดินตลาดอิ่นเสวี่ยฟางเห็นยวนเอ๋อร์แต่งกายเรียบง่ายก็คิดจะซื้ออาภรณ์กับเครื่องประดับศีรษะให้ แต่ฉู่หลินหลางบอกปัด

ยวนเอ๋อร์ในวัยหกขวบเข้าสำนักศึกษาสตรีแล้ว อาจารย์บอกอย่างชัดเจนว่าเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับจะมีสีสันลวดลายมากเกินไปไม่ได้ ดังนั้นนางจึงให้บุตรสาวสวมชุดที่เรียบร้อยสะอาดตา ไม่ได้ประดับบุปผาผ้าแพรอะไร

คุณหนูอิ่นลอบตกใจ อย่าลืมว่าสตรีต่างจากบุรุษ หากมิใช่ตระกูลสูงศักดิ์ น้อยครอบครัวนักที่จะมีคนส่งบุตรสาววัยเยาว์เข้าสำนักศึกษา

สำนักศึกษาสตรีมีอยู่น้อย ค่าเล่าเรียนจึงแพงกว่าสำนักศึกษาบุรุษที่พบได้ดาษดื่นทั่วทุกที่มากนัก! อิ่นเสวี่ยฟางมีฐานะดีพอประมาณก็ยังไปเข้าเรียนไม่ไหว

ในอดีตนางพึ่งพาญาติผู้พี่ในตระกูลท่านลุงเขยซึ่งเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่จนได้เรียนหนังสือด้วยสองปี นางจึงพอจะมีฝีมือในเชิงโคลงกลอนอยู่บ้าง

แต่สกุลโจวนี้กลับสิ้นเปลืองเงินทองกับบุตรสาวโดยไม่เสียดาย ทำให้อิ่นเสวี่ยฟางยิ่งรู้สึกประทับใจสกุลโจวสุดจะกล่าว

วันนี้ที่นางออกจากจวนพร้อมกับฉู่หลินหลางก็มีเหตุผลอยู่

เดิมทีนางเห็นว่าตนเองแต่งเข้าสกุลโจวเป็นเรื่องที่ทุกอย่างย่อมราบรื่นเป็นใจ แต่ใครจะคิดว่าคลื่นใต้น้ำที่โต๊ะอาหารเมื่อวานนี้ทำให้นางตระหนักได้ว่าคนที่โจวสุยอันให้ความสำคัญนั้นไม่ใช่มารดาเขา แต่เป็นฮูหยินใหญ่ที่ดูเหมือนไม่เป็นที่ชื่นชอบของมารดาสามีผู้นี้ต่างหาก

หากอีกฝ่ายคับข้องใจไม่ยอมรับนาง เกรงว่าเรื่องแต่งงานย่อมต้องเกิดอุปสรรคอีกเป็นแน่

ก่อนหน้านี้นางเลือกคู่ชีวิตผิด ต้องทนกับครอบครัวสามีที่หยาบคายโหดร้ายมามากเกินพอแล้ว ขณะที่โจวสุยอันเป็นปัญญาชนสุภาพนุ่มนวล รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม เป็นพี่ชายที่นางชมชอบมาตั้งแต่วัยเยาว์ ยามนี้ได้พบกันอีกคราทำให้นางมีใจให้เขาอย่างลับๆ แต่ก็รู้สึกทอดถอนใจที่โชคชะตากลั่นแกล้งคน

เมื่อนางมาถึงเมืองเหลียนแล้วเห็นสภาพความเป็นอยู่ของสกุลโจวที่เป็นระเบียบเรียบร้อยก็มุ่งมั่นอยากแต่งเข้าสกุลโจวมากยิ่งขึ้น

แม้ได้ชื่อว่าเป็นอนุ แต่ถึงอย่างไรก็เป็นอนุที่มีชาติตระกูล โจวสุยอันมีอนาคตรุ่งโรจน์ อีกทั้งสกุลโจวกับสกุลอิ่นก็เป็นมิตรต่อกัน ภรรยาเอกก็มีชาติตระกูลต่ำต้อย มิหนำซ้ำยังไม่มีทายาท ขอแค่วันหน้านางให้กำเนิดบุตรชาย เขาจะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขเพียงหนึ่งเดียวของสกุลโจว เทียบกับแต่งเข้าครอบครัวที่ไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง เป็นภรรยาใหม่ของบุรุษสูงวัย ต้องเผชิญกับบุตรชายบุตรสาวของอดีตภรรยาเป็นโขยงแล้วดีกว่ามากนัก

แค่ว่าต้องทำให้ฉู่หลินหลางสบายใจว่านางมิใช่สตรีที่ชอบเล่นเล่ห์เพทุบาย วันหน้านางจะเคารพนับถืออีกฝ่ายเป็นพี่สาวอย่างแน่นอน เพียงขอให้คนทั้งสกุลโจวปรองดองกลมเกลียวกัน ส่วนนางจะพยายามมีทายาทแผ่กิ่งก้านสาขาให้สกุลโจวอย่างสุดความสามารถ

เดิมทีนางนึกว่าฉู่หลินหลางจะพูดจาถากถางนาง นางจะได้อธิบายให้เข้าใจในตอนนี้เสียเลย

แต่ใครจะรู้ว่าฉู่หลินหลางชวนนางพูดคุยสัพเพเหระด้วยน้ำเสียงเป็นปกติ ทั้งยังถามถึงเรื่องการไปมาหาสู่ระหว่างเครือญาติของครอบครัวนาง เป็นเหตุให้อิ่นเสวี่ยฟางซึ่งเตรียมตัวมาเต็มที่ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไร

ตอนเช้าตรู่ก่อนฉู่หลินหลางออกมาก็ได้ยินจากน้องสาวสามีมาบ้าง นางยังถามไถ่เรื่องของสกุลอิ่นจนรู้อะไรมากพอแล้ว พอบอกว่าจะไปมอบของยังจวนเจ้าเมืองก็ชวนอิ่นเสวี่ยฟางไปด้วยกัน

ระหว่างที่ดื่มชากับฮูหยินเจ้าเมือง ฉู่หลินหลางก็เอ่ยถึงท่านลุงเขยแท้ๆ ซึ่งเป็นขุนนางในเมืองหลวงของคุณหนูอิ่นกับฮูหยินเจ้าเมือง และพูดคุยกันเรื่องกำลังคนในเวลานี้ของกรมทหารที่เขาสังกัดอยู่

อิ่นเสวี่ยฟางไม่ค่อยรู้เรื่องงานบ้านงานเมืองเหล่านี้ จึงได้แต่นั่งฟังอย่างอดทน จะปริปากตอบก็ต่อเมื่อถูกถาม

โชคดีที่ไม่นานนักฉู่หลินหลางก็ลุกขึ้นกล่าวอำลา จากนั้นก็พาคุณหนูอิ่นไปลองชิมอาหารของหอสุราที่นางตั้งใจจะซื้อไว้

เพราะคำพูดของมารดากับจ้าวซื่อก่อนหน้านี้ อิ่นเสวี่ยฟางจึงมีอคติกับฉู่หลินหลางที่เป็นบุตรสาวอนุของพ่อค้าเกลือ ทำให้ลอบดูแคลนในใจอยู่บ้าง เห็นว่าเพราะตอนพี่ใหญ่โจวเป็นเด็กหนุ่มหลงรูปสตรี ถึงแต่งงานกับบุตรสาวของพ่อค้าเกลือชั้นต่ำที่ไม่คู่ควรกัน

แต่หลังจากติดตามฉู่หลินหลางมาตลอดทางก็เริ่มจากเห็นนางกับฮูหยินเจ้าเมืองมีไมตรีกันอย่างใกล้ชิด ต่อมายังเห็นนางพบปะพูดคุยกับผู้คนด้วยท่าทางมั่นใจไม่ขัดเขิน สนทนาได้อย่างสนุกสนาน

เมื่อเทียบกันแล้วความคล่องแคล่วเช่นนี้ทำให้คุณหนูอิ่นที่ปกติอยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนแลดูด้อยกว่า

ตอนหลังพอคุณหนูอิ่นฟังฉู่หลินหลางคุยเล่นกับสาวใช้และบ่าวรับใช้ จึงได้รู้ว่านางยังดูแลร้านค้าในครอบครองถึงสองแห่งซึ่งล้วนไม่ใช่สินเดิมเจ้าสาว แต่เริ่มต้นทำกิจการขึ้นเองหลังแต่งงานก็ยิ่งตกใจ

บิดาของอิ่นเสวี่ยฟางเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย แม้มิใช่ตระกูลเศรษฐีมีเกียรติยศบารมีสูงส่ง แต่การกินการอยู่ดีกว่าครอบครัวทั่วไป ถึงกระนั้นคุณหนูสูงศักดิ์ตัวจริงเช่นนางดูเหมือนจะไม่ร่ำรวยมีเกียรติเท่าบุตรสาวอนุของพ่อค้าเกลือคนหนึ่ง

เดิมทีนางคิดว่าฉู่หลินหลางอาศัยที่ได้แต่งเข้าสกุลโจวถึงสลัดคราบกากลายเป็นหงส์ ทว่าตอนนี้คุณหนูอิ่นเพิ่งตระหนักได้ว่าฉู่หลินหลางกับสตรีในเรือนผู้บังคับบัญชาของสามีเข้ากันได้เป็นอย่างดี สนิทสนมกันดุจพี่น้อง อีกทั้งยังทำการค้าเก่ง สามารถหาเงินจุนเจือการใช้จ่ายในจวนสกุลโจวได้

ภรรยาเช่นนี้เป็นความใฝ่ฝันของบุรุษมากมายเพียงใด เทียบกับสิ่งเหล่านี้คล้ายว่าชาติตระกูลต่ำต้อยของนางสามารถมองข้ามไปไม่ถือสาได้แล้ว…

แรกเริ่มคุณหนูอิ่นเห็นว่าตนเองเหนือกว่าฉู่หลินหลางยิ่ง ตราบใดที่อีกฝ่ายไม่ขัดขวาง การแต่งเข้าสกุลโจวก็เป็นดังคำกล่าวที่ว่าน้ำมาคลองเกิด* เมื่อทุกอย่างเป็นใจ ผลสำเร็จก็จะตามมาเอง

แต่ไม่รู้ด้วยเหตุใด หลังจากอยู่กับฉู่หลินหลางพักหนึ่งนางยิ่งหวาดหวั่นว้าวุ่นใจ รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะราบรื่นดังเช่นที่มารดาและจ้าวซื่อคิดไว้

จนกระทั่งขึ้นไปยังชั้นบนของหอสุราแล้วสั่งสุราอาหาร คุณหนูอิ่นก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป นางอธิบายเสียงเบาถึงเหตุผลที่นางกับโจวสุยอันไปเที่ยวชมหิมะแต่งกลอนด้วยกันก่อนหน้านี้ หวังว่าฮูหยินใหญ่จะไม่เข้าใจผิดจนถือโทษโกรธเคือง

ฉู่หลินหลางได้ยินคำพูดเจียมเนื้อเจียมตนที่เอ่ยด้วยน้ำเสียงขลาดกลัวของคุณหนูอิ่นแล้วก็เข้าใจเหตุผลที่อีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ไม่มีอะไรนอกจากหวังว่าภรรยาเอกอย่างนางจะใจกว้างยอมรับคนอื่น และอย่าตำหนิการตัดสินใจของผู้อาวุโสทั้งสองตระกูลด้วยเหตุนี้

นางไม่ได้ตั้งความหวังว่าโจวสุยอันจะสะสางปัญหาวุ่นวายที่ค้างคาอยู่ ถ้าคาดเดาไม่ผิด ช่วงนี้สามีนางคงมีงานยุ่ง ‘กะทันหัน’ สองสามวันนี้คงไม่โผล่หน้ากลับจวนแล้ว

ฉู่หลินหลางคิดเช่นนี้แล้วก็เหลือบตาพินิจดูท่าทางกระสับกระส่ายของคุณหนูอิ่นผู้บอบบางอ่อนแอ นางคร้านจะพูดอ้อมค้อมกับอีกฝ่าย เพียงคีบกับข้าวไปพลางพูดเข้าเรื่องไปพลาง

“คุณหนูอิ่นควรรู้ว่าข้าเป็นบุตรสาวสายเลือดอนุ เห็นมารดาแท้ๆ ต้องเป็นรองผู้อื่นมาตั้งแต่เด็ก ข้าไม่เข้าใจจริงๆ ว่าท่านเลือกเป็นภรรยาเอกได้แต่ไม่ต้องการ เหตุใดต้องดึงดันอยากมาเป็นอนุด้วยเล่า”

ก่อนหน้านี้อิ่นเสวี่ยฟางเห็นท่าทางนอบน้อมถ่อมตนและอ่อนหวานจับใจของฉู่หลินหลางตอนอยู่กับฮูหยินเจ้าเมือง ทำให้นางไม่คาดคิดว่าพออีกฝ่ายอยู่กับตนเองเพียงลำพังจะคร้านปั้นหน้าเป็นสตรีจิตใจงามมีเหตุผล พูดประชดประชันกันตรงๆ เช่นนี้

ใบหน้าเล็กๆ ของคุณหนูอิ่นซีดเผือดลงสามส่วน หางตามีน้ำตาซึมขณะมองไปทางฉู่หลินหลาง จากนั้นก็พูดเสียงสั่นเครือ

“ข้ามีใจชื่นชมนับถือในนิสัยใจคอของพี่ใหญ่โจวกับพี่ฉู่ซื่อ เต็มใจปรนนิบัติข้างกายท่านทั้งสอง เหตุใดพี่สาวถึงไม่ยอมรับข้า”

ฉู่หลินหลางไม่ได้ประชดประชัน นางไม่เข้าใจความคิดของคุณหนูอิ่นจริงๆ จึงพูดออกมาตามความรู้สึกเท่านั้นเอง

แต่คำพูดประโยคเดียวนี้ทำให้คุณหนูอิ่นน้ำตาร่วงเผาะราวกับว่าเป็นความผิดของนางที่ขวางทางคนอื่นใฝ่หาความก้าวหน้าอย่างไรอย่างนั้น

ทว่าเวลานี้นางไม่มีแก่ใจรับมือกับสตรีที่เป็นสหายวัยเยาว์มิตรเก่าแก่ของครอบครัวสามีแล้ว เพราะขณะที่มองไปทางชั้นล่างนอกหน้าต่าง นางกวาดตาไปเห็นเงาร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวอยู่ตรงมุมถนนฝั่งตรงข้ามกะทันหัน

คนผู้นั้นมีรูปโฉมชวนพิศ เรือนกายก็สูงใหญ่ ดึงดูดสายตาคนที่เดินผ่านไปมารอบด้านให้เหลียวมองไปตามๆ กัน

นั่นมิใช่พระอาจารย์ขององค์ชายหก…ซือถูเซิ่งหรือ!

 

* ในภาษาจีนคำว่าลูกสาวคือ 女 ส่วนลูกชายคือ子 พอตัวอักษรสองตัวนี้รวมกันจะเป็นคำว่า 好 ซึ่งแปลว่าดี

** คนป่วยหนักวิ่งวุ่นหาหมอ เป็นสำนวน หมายถึงเมื่อตกอยู่ในภาวะคับขันก็เที่ยววิ่งวุ่นขอความช่วยเหลือไปทั่วหรือใช้วิธีอะไรก็ได้เพื่อแก้ไขปัญหา

* ส่งถ่านกลางหิมะ เป็นสำนวน หมายถึงหยิบยื่นความช่วยเหลือให้แก่ผู้ที่กำลังลำบากได้ทันการณ์

** เพิ่มบุปผาบนผ้าทอลาย หมายถึงการประดับตกแต่งสิ่งที่สวยงามอยู่แล้วให้สวยงามยิ่งขึ้นไปอีก เปรียบเปรยถึงการกระทำที่ไม่จำเป็น

* ในวัฒนธรรมจีนโบราณ อนุแบ่งได้ 3 ระดับ ได้แก่ อนุชั้นสูง คือสตรีที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์ อนุสามัญชน คือสตรีที่เป็นหญิงสาวชาวบ้านทั่วไป และอนุชั้นต่ำ คือสตรีที่เป็นนางคณิกา นางละคร

* น้ำมาคลองเกิด เปรียบเปรยถึงเรื่องราวที่เงื่อนไขถึงพร้อมย่อมสำเร็จได้โดยธรรมชาติ

 

(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนสิงหาคม 2569)

หน้าที่แล้ว1 of 8

Comments

comments

No tags for this post.
Jamsai Editor: