ทว่าบัดนี้หลังผ่านการอธิษฐานขอบุตรแล้วไม่สมหวังครั้งแล้วครั้งเล่าจนท้อถอย นางก็จับน้ำเสียงในคำว่า ‘ไม่ตอบตกลง’ ของโจวสุยอันได้ว่าแฝงแววจนปัญญาไว้รางๆ
ฉู่หลินหลางนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนเช็ดน้ำตาออก สูดลมหายใจลึกๆ คราหนึ่ง ไม่คิดจะต่อความยาวสาวความยืดในเรื่องอิ่นเสวี่ยฟางอีก เพียงพูดอย่างรวบรัดตัดความ
“ถ้าท่านแม่ยืนกรานให้ท่านรับอนุ ข้าในฐานะลูกสะใภ้คงคัดค้านไม่ได้ แต่…เป็นอิ่นเสวี่ยฟางไม่ได้”
โจวสุยอันขมวดคิ้วเล็กน้อย มองนางอย่างไม่ค่อยเข้าใจเหตุผล “คุณหนูอิ่นพูดจาล่วงเกินเจ้าตรงที่ใด เหตุใดเจ้าต้องหมิ่นหยามนางเช่นนี้”
สองแม่ลูกรู้เห็นเป็นใจกันแต่แรกแล้วปิดบังนางคนเดียว ทั้งยังลอบพบเจอและส่งจดหมายถึงโจวสุยอัน แต่เขายังมีหน้ามาถามนางอีกว่าคุณหนูอิ่นล่วงเกินนางตรงที่ใด
นางเป็นคนช่างหึงหวงใจแคบเช่นนี้เอง! ทนเห็นเขาส่งสายตาหวานซึ้งกับสตรีอื่น แต่งกลอนไร้สาระต่อหน้าต่อตาไม่ได้
ฉู่หลินหลางคิดเช่นนี้แล้วก็ถลึงตามองเขาพลางพูด “ตอนแรกนึกว่าแค่สหายเก่าพบกันโดยบังเอิญแล้วท่านแม่บังเกิดความคิดนี้ขึ้นเอง เช่นนั้นก็แล้วกันไปเถิด แต่ตอนนี้ดูไปแล้วกลับเป็นสกุลอิ่นรีบร้อนหาสามีใหม่ให้บุตรสาว เป็นฝ่ายมาสานสัมพันธ์เก่าๆ กับสกุลโจว ข้าเพียงอยากถามว่าในเมื่อท่านทั้งสองคนสมกันดั่งสวรรค์สร้างปานนี้ เหตุใดตอนนั้นถึงไม่มีอะไรคืบหน้าเล่า”
โจวสุยอันอึ้งงันไป เขาอายุมากกว่าอิ่นเสวี่ยฟางแปดปี ครั้งนั้นดูเหมือนทั้งสองตระกูลเคยพูดคุยตกลงกันไว้ว่าจะให้หมั้นหมายกันตั้งแต่เด็ก แต่พอเกิดเรื่องขึ้นกับบิดาย่อมไม่คืบหน้าเป็นธรรมดา
เขาไม่กล่าววาจา ทว่าฉู่หลินหลางคาดเดาได้รางๆ จากบทสนทนาบางส่วนของมารดาสามีกับหลิวซื่อ “เพราะว่าในอดีตสกุลโจวประสบเคราะห์ภัย ท่านพ่อพัวพันกับการกระทำผิดจนถูกปลดจากตำแหน่ง พวกเขาถึงหนีหน้าแทบไม่ทันมิใช่หรือ ตอนข้าเพิ่งแต่งเข้าสกุลโจวต้องอยู่กันอย่างยากแค้นแสนเข็ญ ไม่เห็นฝ่ายนั้นจะส่งบุตรสาวมาเยี่ยมเยียน พอตอนนี้ทนผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากมาได้ในที่สุด ท่านมีตำแหน่งเป็นถึงผู้ตรวจการ จู่ๆ ก็จะเชื่อมสัมพันธ์ฉันพี่น้องกันขึ้นมาแล้ว นี่มันอะไรกัน หรือว่าพอสกุลโจวมีฐานะดีขึ้นจึงมีคุณสมบัติพอที่จะทดแทนที่ว่างในสกุลอิ่นของพวกเขาได้ ใต้เท้าโจว เรื่องนี้ท่านกลับไม่อาฆาตแค้น ถ้าท่านใจกว้างเป็นแม่น้ำเช่นนี้ เหตุใดต้องตอแยกับจางเสี่ยนโดยไม่ลดละ ทำอย่างไรก็ไม่ก้มศีรษะยอมจำนนเช่นนั้นเล่า”
เมื่อนึกถึงท่าทางไม่รับฟังเหมือนลาดื้อของโจวสุยอันตอนนางพูดโน้มน้าวให้เขาไปขออภัยจางเสี่ยน ฉู่หลินหลางก็โมโหจนควันออกหู
โจวสุยอันเถียงสู้นางไม่ได้ หลังโต้ตอบกันไปมาครู่หนึ่งเขาก็ถูกนางไล่ต้อนจนมุม ทั้งยังกระตุ้นความทรงจำเมื่อครั้งสกุลโจวมีเคราะห์ภัยบากหน้าไปพึ่งพาใครไม่ได้ขึ้นมาอีก
ยามนั้นคนสกุลอิ่นไม่อยู่ในจวน อ้างว่ากลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด หลบหน้าพวกเขาที่เป็นหญิงม่ายบุตรกำพร้าจริงๆ
ชั่วขณะนั้นความรู้สึกอับอายระคนโกรธแค้นเดือดพล่านก็เอ่อท้นขึ้นกลางอก เขาลุกขึ้นแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“ถึงเจ้าไม่เคยเล่าเรียนเขียนอ่าน ดีชั่วก็ต้องเข้าใจเหตุผลบ้าง จู่ๆ ก็หึงหวงขึ้นมาในเวลานี้ด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ทั้งยังโยงไปถึงเรื่องงานส่งเดช เจ้าไม่กลัวขายหน้า แต่ข้าไม่อยากเสียเวลาด้วย เจ้าเอาเรื่องเลื่อนลอยไร้สาระพวกนี้ไปพูดให้ท่านแม่ฟังเถิด ข้ามีงานรัดตัว วันนี้จะนอนค้างในห้องหนังสือ!” ว่าแล้วก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่เหลียวหลัง
โจวสุยอันเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร เขาไม่เคยเป็นคนผิด
ถ้าเถียงสู้ไม่ได้ก็จะวางท่าเป็นวิญญูชนไม่ต่อปากต่อคำกับสตรีแล้วย้ายไปนอนที่ห้องหนังสือ หลังจากนั้นฉู่หลินหลางต้องเป็นฝ่ายลดศักดิ์ศรีไปขออภัยเขาถึงจะอัญเชิญท่านเทพผู้ยิ่งใหญ่ลงจากเขาได้
ครั้งนี้ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เขากล่าวโทษผู้อื่นก่อนแล้วหลบไปอยู่ห้องหนังสือ หนีห่างจากเรื่องวุ่นวายในเรือนหลังที่น่ารำคาญใจเหล่านี้